WD My Passport Wireless 2TB ความจุที่พร้อมจะพกพาไปทุกที่

ดูแบบเต็มๆ กับ WD My Passport Wireless 2TB

 

การพกพาอุปกรณ์อย่างโน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ไปไหนมาไหน กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปแล้วสำหรับชีวิตคนในสมัยนี้ แต่อุปกรณ์พวกนี้มันก็มีข้อจำกัดเรื่องความจุครับ และแม้ว่าจะหาอุปกรณ์ที่ความจุสูงๆ มาใช้ได้ สนนราคาก็แพงเอาเรื่องทีเดียว หลายคนจึงเลือกที่จะพกแฟลชไดร์ฟ หรือ ฮาร์ดดิสก์ภายนอกที่ฝรั่งเรียก External HDD ไปด้วย เอาพวกไฟล์งาน ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง ใส่ไว้ในสื่อบันทึกข้อมูลพวกนี้ แล้วพกไปด้วยกัน … แต่งวดนี้ผมมี Gadget ใหม่อีกตัวมานำเสนอ นั่นคือ WD My Passport Wireless ครับ ฮาร์ดดิสก์แบบภายนอก ที่สามารถใช้งานผ่าน WiFi ได้ด้วย มันมีอะไรดี มาลองอ่านกัน

 

รูปร่างหน้าตาของ WD My Passport Wireless

ในฐานะที่เป็นตระกูล My Passport ของ WD นี่คือฮาร์ดดิสก์ภายนอกที่ถูกออกกแบบมาสำหรับเพื่อการพกพาครับ เพียงแต่ด้วยความที่มันรองรับการเชื่อมต่อแบบ WiFi เลยต้องใส่ทั้งวงจร เสาอากาศ และแบตเตอรี่เข้าไปอีก เลยทำให้มีขนาดและน้ำหนักมากกว่าฮาร์ดดิสก์ในตระกูล My Passport อยู่พอสมควรจนผมแอบนึกถึง PowerBank ขนาดใหญ่ๆ หน่อยน่ะครับ

 

WD My Passport Wireless 2TB

 

ด้านหน้าของ WD My Passport Wireless 2TB

 

ตัวฮาร์ดดิสก์ใช้วัสดุเป็นพลาสติก แต่ดีไซน์ออกมาดี และเพราะมันคือฮาร์ดดิสก์ เลยไม่มีปุ่มเปิ่มอะไรเยอะ นอกจากปุ่ม Power, ปุ่ม WPS (ใช้สำหรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับอุปกรณ์อื่นที่รองรับเทคโนโลยีนี้ เพื่อจะได้เชื่อมต่อได้ง่าย ไม่ต้องวุ่นวายกับการตั้งค่า) และมีสล็อตใส่ SD Card อยู่ด้านข้าง กับพอร์ต Micro USB 3.0 สำหรับใช้ชาร์จแบตเตอรี่ และเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่อยากเน้นไปที่ความเร็วในการรับส่งข้อมูลมากกว่าความสะดวกสบายไร้สาย

 

ปุ่มและพอร์ตต่างๆ ของ WD My Passport Wireless 2TB

 

น้ำหนักราวๆ 350 กรัมของ WD My Passport Wireless 2TB ไม่ถึงกับเรียกว่าหนักเวอร์จนพกพาไม่สะดวกแต่อย่างใด อย่างที่ผมพกมาเพื่อใช้ระหว่างเที่ยวสงกรานต์ (พกเอาหนังมาดู เตรียมเอาไว้อัพโหลดรูปจากสมาร์ทโฟนและกล้องมาเก็บ) ผมก็ใส่เป้มาพร้อมกับโน้ตบุ๊กนั่นแหละ ก็ยังโอเคนะครับ ไม่ได้รู้สึกว่ามันถ่วงกระเป๋า

 

แล้วทำไมต้อง Wireless?

มีคนถามผมว่าราคาของ WD My Passport Wireless 2TB นี่เท่าไหร่ ผมลองไปค้นๆ ดู ราคาตอนเปิดตัวอยู่ที่ 8,490 บาท ตอนนี้หากไปหาตามแหล่งช้อปปิ้งออนไลน์อาจจะได้อยู่ที่เจ็ดพันกว่าบาท พอได้ยินราคาแล้วก็ร้อง โหววววววว แบบนี้หา WD My Passport Ultra 2TB ดีกว่าไหม ห้าพันกว่าบาท หาซื้อแบบออนไลน์อาจจะได้ไม่ถึงสี่พันบาทด้วยซ้ำสำหรับบางเว็บ

คำตอบของผมก็คือ มันแล้วแต่ความต้องการด้านฟีเจอร์ของแต่ละคนครับ … เพราะหากเป็นฮาร์ดดิสก์แบบภายนอกทั่วไปนั้น ข้อดีคือมีราคาไม่แพงมาก (ยกเว้นจะหาความจุใหญ่ๆ) มีความบางและเบามากกว่า แต่มีข้อจำกัดที่การใช้งานต้องเสียบสายตลาดเวลา และพวกสายที่มากับตัวฮาร์ดดิสก์ก็มักจะไม่ยาวมาก หากเป็นการใช้งานแบบเป็นทางการ นั่งโต๊ะกันเป็นเรื่องเป็นราว มันก็คงไม่ลำบากอะไรมากนัก แต่ถ้าต้องเจอกรณีพิเศษ ก็ต้องไปไล่หาสาย USB ยาวๆ มาใช้ด้วยอ่ะ นอกจากนี้ เคยเจอแบบผมไหมครับ ใช้ๆ ไปแล้วดันลืมว่าเสียบฮาร์ดดิสก์ค้างไว้อยู่ จะหยิบโน้ตบุ๊กยกไปที่อื่นเฉย ฮาร์ดดิสก์เกือบตกลงมาเสียหาย ใจหายแว้บบบบ เลย … หากใช้ Wireless External HDD ก็ไม่ต้องวุ่นวายกับการอยู่ใกล้ๆ กับฮาร์ดดิสก์ แถมไม่เผลอย้ายที่โน้ตบุ๊กแล้วทำฮาร์ดดิสก์ตกเพราะยังเสียบคาอยู่ด้วย

 

WD My Passport Wireless ทำให้นอนทำงานสะดวก เพราะไมต้องกังวลกับสาย USB

 

อีกเรื่องนึงคือการใช้งานร่วมกับพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตครับ เพราะฮาร์ดดิสก์ภายนอก โดยทั่วไปจะใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตทำได้ยากเพราะหลายๆ ปัจจัย อาทิ ต้องเสียบ USB OTG (On-the-Go) และแม้จะเสียบแล้วก็ใช่ว่าจะใช้งานได้ เพราะกระแสไฟที่จ่ายออกมาจากพอร์ตอาจจะไม่แรงพอที่จะทำให้ฮาร์ดดิสก์ทำงาน และสุดท้ายคือ ไม่ใช่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตทุกยี่ห้อจะรองรับการใช้งาน USB OTG ครับ

พวกโน้ตบุ๊กบางรุ่น ก็มีพอร์ต USB จำกัดด้วย ฉะนั้นก็จะไม่สะดวกที่จะนำมาใช้ต่อกับฮาร์ดดิสก์เท่าไหร่ โดยเฉพาะ New MacBook ที่มีพอร์ต USB-C มาให้พอร์ตเดียว ที่แม้ว่าจะเอา Dongle มาต่อ ก็ไม่น่าจะสะดวกซักเท่าไหร่ ใครที่ใช้ Wireless HDD จะได้ประโยชน์กว่าในหลายๆ ด้าน

 

Streaming ดูไฟล์วิดีโอจากหลายอุปกรณ์พร้อมกัน

 

และประเด็นสุดท้าย ที่การใช้งาน Wireless HDD เด่นกว่าพวกฮาร์ดดิสก์แบบปกติก็คือ การใช้งานร่วมกันหลายๆ อุปกรณ์พร้อมๆ กันครับ เพราะไม่ต้องไปถูกจำกัดด้วยเรื่องของสายสัญญาณนั่นเอง อย่าง WD My Passport Wireless 2TB นี่ สามารถใช้งานได้ทั้งกับโน้ตบุ๊ก, Android device และ iOS Device (สองอย่างหลังต้องติดตั้ง App ชื่อ WD My Cloud เพื่อเชื่อมต่อและใช้งาน) ได้พร้อมๆ กันเลยครับ ฉะนั้นผมจะทำงาน แฟนจะดูหนัง น้องชายจะฟังเพลง ก็ใช้งาน WD My Passport Wireless นี่ตัวเดียวเอาอยู่หมด สูงสุดต่อได้ 8 อุปกรณ์พร้อมกัน แต่หากจะทำ Video streaming แบบ HD ก็จะสูงสุดได้ 4 อุปกรณ์

 

ลองใช้งาน WD My Passport Wireless 2TB

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าสำหรับหลายๆ คน (รวมถึงผม) แล้ว ความจุระดับ 2TB ถือว่าใหญ่มากๆ เก็บไฟล์วิดีโอได้เป็นร้อยๆ เรื่อง (ถ้าคิดว่าหนัง 2 ชั่วโมงจะมีขนาดไฟล์ตั้งแต่ 1.5GB ถึง 4GB แล้วแต่การเข้ารหัส) เก็บเพลงได้เป็นพัน เก็บไฟล์งานได้เป็นหมื่น ฉะนั้นในแง่ความจุก็หมดห่วงครับ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ถ้าเราใช้ฮาร์ดดิสก์ภายนอกปกติ การใช้งานแค่เสียบสาย USB เข้ากับคอมพิวเตอร์ก็พร้อมใช้แล้ว จะใช้ Windows Explorer เลือกเปิดไฟล์ไหน ก็อปปี้ไฟล์อะไร ก็ทำได้ไม่ยาก แล้วถ้าเป็นแบบ Wireless ล่ะจะเป็นยังไง คำตอบก็คือ มันต้องปรับแต่งกันนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ยากอะไรครับ เพราะแค่เปิดใช้งาน เราก็จะเห็น WiFi Hotspot ชื่อว่า MyPassport (เปลี่ยนชื่อได้) แค่เชื่อมต่อเข้าไป ก็พร้อมใช้แล้ว

 

หน้า Dashboard ของ WD My Passport Wireless

 

หากจะใช้ร่วมกับ Android devices (สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต) หรือ iOS Devices (iPhone, iPod Youch หรือ iPad) ก็แค่ดาวน์โหลด App ชื่อ WD My Cloud มาจาก Google Play หรือ App Store ก็พร้อมแล้ว ส่วนกรณีของโน้ตบุ๊กหรือ MacBook นี่ จะแตกต่างกันไปนิดหน่อยครับ … อย่างแรกเลยคือ เราจะสามารถเข้าไปปรับตั้งค่า และดูรายละเอียดของ WD My Passport Wireless ได้ผ่านทางโปรแกรมเว็บเบราวเซอร์

 

ใช้ WD My Passport Wireless เชื่อมต่อกับ WiFi แล้วแชร์เน็ตต่อในฐานะ Wireless Hub ได้ด้วย

 

เราสามารถดูได้ว่าเนื้อที่เก็บข้อมูลเหลือแค่ไหน เราเก็บอะไรไว้มากน้อยแค่ไหน เปลี่ยนรหัสผ่านในการเข้าใช้งาน อัพเดตเฟิร์มแวร์ สั่งให้ WD My Passport Wireless เชื่อมต่อกับ WiFi Hotspot หลัก เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในวง LAN เดียวกับอุปกรณ์ต่างๆ ของเรา (เหมาะสำหรับการใช้กับ WiFi Hotspot ในบ้าน ที่ใช้เทคโนโลยี WEP หรือ WPA2) เพื่อที่เวลาโอนย้ายข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ไปยังอุปกรณ์พกพาของเรา อุปกรณ์พกพาของเราจะได้ยังสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตต่อได้ ไม่สะดุด

 

ใช้งาน WD My Passport Wireless ผ่าน Windows Explorer เหมือน Network Attached Storage เลย

 

WD My Passport Wireless นี่เวลาใช้งานในแบบไร้สาย ก็คิดซะว่ามันเป็น NAS (Network Attached Storage) ประเภทนึงครับ เวลาจะใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows หรือ Mac OSX เพื่อรับส่งข้อมูลมันคล้ายกันเลย และนั่นก็ทำให้รู้สึกได้เลยว่าใช้ WD My Passport Wireless คู่กับระบบปฏิบัติการ Mac OSX สะดวกกว่า Windows เยอะ เพราะการบริหารจัดการ Network Drive มันดีกว่า

 

การ Browse ข้อมูลใน WD My Passport Wireless จากโปรแกรม Finder บน Mac SX

 

แต่ไม่ว่าจะเป็น Windows หรือ Mac OSX ก็ตาม เราก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์มาจาก WD My Passport Wireless หรือโยนไฟล์เข้าไปเก็บไว้ จะสร้างโฟลเดอร์ หรือจะลบข้อมูลออก ก็ทำได้สบายๆ ครับ ผ่านโปรแกรมอย่าง Windows Explorer (ของระบบปฏิบัติการ Windows) หรือ Finder (ของระบบปฏิบัติการ Mac OSX) ได้เหมือนฮาร์ดดิสก์ปกตินั่นแหละ

 

ความเร็วในการรับส่งข้อมูลแบบไร้สายของ WD My Passport Wireless

 

ความแตกต่างในการใช้งานแบบไร้สายกับแบบเสียบสาย USB 3.0 ที่เห็นชัดๆ อีกเรื่องก็น่าจะเป็นเรื่องความเร็วในการรับส่งข้อมูล หรือที่ฝรั่งเรียก Throughput ครับ เพราะแบบไร้สายนี่จะช้ากว่าแบบเห็นได้ชัดๆ เลย เนื่องจากแม้ว่าตัว WD My Passport Wireless จะรองรับมาตรฐาน 802.11n Dual-stream (2×2) แต่สุดท้ายมันก็มาติดที่ว่า อุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมด้วย มันรับส่งข้อมูลแบบไร้สายได้มากน้อยแค่ไหน และเราเชื่อมต่ออุปกรณ์กับ WD My Passport Wireless แบบไหน (แบบเชื่อมต่อ WD My Passport Wireless ตรงๆ จะได้ความเร็วมากกว่า แต่หากเชื่อมต่อผ่านทาง WiFi Hotspot อื่น ก็อยู่ที่ประสิทธิภาพของ Hotspot นั้นด้วย)

อย่างในกรณีรูปด้านบน ผมลองก็อปปี้ไฟล์ขนาดราวๆ 4GB ผ่านทาง WiFi ใช้เวลานานเอาเรื่องครับ เพราะความเร็วจะอยู่ที่ราวๆ 3.5MB-4MB ต่อวินาที โดยประมาณ

 

ความเร็วในการรับส่งข้อมูลเวลาเสียบสาย USB 3.0

 

เรื่องความเร็วเป็นสิ่งที่ต้องยอมสูญเสียไป เมื่อเราต้องการความสะดวกสบายในเรื่องของการใช้งาน และความสามารถในการใช้งานแบบหลายอุปกรณ์พร้อมๆ กัน เพราะเมื่อผมลองเปลี่ยนมาเสียบสาย USB 3.0 เข้ากับโน้ตบุ๊กของผม ปรากฏว่าความเร็วในการรับส่งข้อมูลวิ่งมาอยู่ที่ 40MB-43MB ต่อวินาทีเลย เรียกว่าเร็วขึ้นร่วม 10 เท่าตัวทีเดียว

 

WD My Passport Wireless มีสล็อตอ่าน SD Card ในตัว

 

อีกฟีเจอร์นึงที่ได้ใช้ประโยชน์แน่ๆ และพวกฮาร์ดดิสก์ภายนอกทั่วไปไม่มี นั่นก็คือความสามารถในการเป็น SD Card Reader ในตัว ฉะนั้นเราก็เท่ากับว่าได้เครื่องอ่าน SD card แบบไร้สายมาในตัว

 

Browse ข้อมูลใน SD card ผ่าน WD My Passport Wireless

 

ฉะนั้น เหมาะสำหรับเวลาไปเที่ยวมากครับ … จะถ่ายรูปด้วยกล้อง Compact หรือ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ก็สามารถโยนไฟล์มาเก็บไว้ในที่เดียวกันคือ WD My Passport Wireless ได้สบายๆ เลย

นอกจากนี้ ผมเห็นตากล้องหลายคนนิยมใช้ SD card ที่รองรับ WiFi เพราะจะโยนไฟล์ไปเก็บไว้ในโน้ตบุ๊กได้สะดวกๆ จะได้มีเนื้อที่ในการ์ดไว้ถ่ายรูปต่อไปได้ แต่วิธีนี้มันก็มีข้อจำกัดนะครับ นั่นก็คือ

  • เนื้อที่ความจุของโน้ตบุ๊กจะไม่มากเท่ากับ External HDD แบบนี้
  • จะใช้งานทีต้องเปิดโน้ตบุ๊ก ซึ่งก็อาจจะกินเวลาอีกซักพัก
  • แบตเตอรี่ของโน้ตบุ๊กไม่อึดมากเท่ากับ WD My Passport Wireless

 

ตั้งค่าก็อปปี้หรือย้ายข้อมูลใน SD card มาใส่ WD My Passport Wireless โดยอัตโนมัติได้ด้วย

 

ตรงนี้แหละ ที่ WD My Passport Wireless เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ เพราะมันมีฟังก์ชั่นในการ Import (ก็อปปี้ไฟล์เฉยๆ หรือ ย้ายไฟล์เลย) พวกไฟล์ต่างๆ ใน SD card มาใส่ไว้ใน WD My Passport Wireless ได้ โดยเพียงแค่กดปุ่มเท่านั้นเอง หรือหากต้องการความสะดวกสบายมากกว่านั้น ก็เปิดเบราวเซอร์ เข้าไปที่ Settings เพื่อตั้งค่าให้มัน Import อัตโนมัติเมื่อใส่ SD card เข้าไปก็ได้

สำหรับตากล้อง นั่นหมายความว่าคุณสามารถเก็บไฟล์รูปต่างๆ ลงไปในฮาร์ดดิสก์ โดยไม่ต้องแบกโน้ตบุ๊กไปไหนมาไหนตลอดเวลา เพียงแต่พก WD My Passport Wireless ไปเฉยๆ ก็พอ กลับโรงแรมที่พักหรือกลับถึงบ้าน ค่อยเปิดโน้ตบุ๊กออกมาตกแต่งภาพทีหลังก็ยังทันถมเถ

 

WD My Cloud app บน Samsung Galaxy Note 4

 

WD My Cloud app บน Android และ iOS ก็ช่วยให้อุปกรณ์พกพาอย่าง Android smartphone/tablet หรือ iPhone/iPod Touch/iPad สามารถใช้งานไฟล์ต่างๆ ที่อยู่บน WD My Passport Wireless ได้สบายๆ ครับ จะดูหนังฟังเพลง ผ่าน Streaming ได้หมดเลย และตัว App เองก็สามารถเล่นไฟล์ MP3 และไฟล์วิดีโอได้ในระดับนึงอยู่แล้ว เพียงแต่มีข้อจำกัดในเรื่องวิดีโอตรงที่ หากไฟล์วิดีโอไม่ได้รองรับก็จะเล่นไม่ได้ครับ

 

Streaming หนังดูจาก WD My Passport Wireless ได้เลย

 

แต่หากคุณใช้อุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เวลาที่จะเล่นวิดีโอ คุณสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ App อะไรเล่นแทน ซึ่งหาก App นั้นรองรับรูปแบบของไฟล์วิดีโอ ก็ยังจะเล่นได้ปกติครับ

หากใช้ Android app แล้วที่บ้านมี Chromecast แบบผม ก็สามารถเล่นไฟล์วิดีโอขึ้นบนจอทีวีที่เสียบกับ Chromecast ได้เลย หรือหากโทรทัศน์ของคุณรองรับเทคโนโลยี dlna ก็สามารถต่อเข้ากับเครือข่ายเดียวกับ WD My Passport Wireless แล้วทำการ Streaming ไฟล์วิดีโอไปบนจอโทรทัศน์แบบไร้สายได้เช่นกัน สะดวกสุดๆ

นี่ยังไม่นับลูกเล่นสำหรับมืออาชีพอย่างการเปิดใช้ SSH และ FTP เพื่อใช้พวก Command line ในการสั่งงาน หรือการรับส่งไฟล์ด้วยโปรแกรม FTP Client ด้วยนะครับ

 

แบตเตอรี่ของ WD My Passport Wireless

คำถามมีอยู่ว่า แล้วแบตเตอรี่ของ WD My Passport Wireless อึดแค่ไหน … จากสเปกเขาบอกว่าสามารถใช้งาน Streaming วิดีโอดูต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง (กับอุปกรณ์เดียวนะ) แต่ในชีวิตจริง หากใช้งานต่อเนื่อง เท่าที่ผมลอง มันไม่ได้อึดขนาดสเปกตามที่บอก

ผมยังไม่ได้ลองถึงขั้นที่ใช้งานดูวิดีโอต่อเนื่อง 6 ชั่วโมงครับ เพราะไม่ได้มีความจำเป็นอะไรมากขนาดนั้น (ฮา) แต่ผมมองว่า หากใช้งานแบบปกติทั่วไป เช่น Streaming เพื่อดูวิดีโอระหว่างรอเครื่องบิน พกไว้อัพโหลดรูปจากสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมาเก็บไว้ อะไรแบบนี้ โดยตั้งค่าไว้ที่โหมดประหยัดพลังงาน และมีการเปิดปิดเครื่องบ้าง แบตเตอรี่มันก็เพียงพอที่จะอยู่ได้ตั้งแต่เช้าออกจากโรงแรม จนถึงค่ำกลับถึงโรงแรม แล้วค่อยมาชาร์จแบตเตอรี่นั่นแหละ

ในกรณีพกพาออกนอกสถานที่ แล้วต้องการเผื่อกรณีแบตเตอรี่หมด วางใจได้ส่วนนึงตรงที่ เราสามารถใช้ PowerBank ในการชาร์จแบตเตอรี่ได้ เพียงแต่พิจารณาจากสเปกของ Wall charger แล้ว ต้องเตรียม PowerBank ที่จ่ายไฟได้ 2A นะครับ จะดีที่สุด

 

บทสรุปการรีวิว WD My Passport Wireless 2TB

ถ้าชีวิตนี้คิดว่าฟีเจอร์ทั้งหมดที่เป็นประโยชน์ของ WD My Passport Wireless (การเข้าถึงแบบไร้สาย, การใช้งานร่วมกันหลายอุปกรณ์ และพร้อมๆ กัน, การทำ Video Streaming แบบไร้สาย, การ Import ไฟล์จาก SD card ฯลฯ) ไม่ใช่อะไรที่เป็นประโยชน์กับเราละก็ ใช้ WD My Passport 2TB แบบปกติ ประหยัดไปได้หลายพันเลยครับ

แต่หากคิดว่าฟีเจอร์เหล่านั้นเป็นประโยชน์ การจ่ายเงินเพิ่มเป็น 8,490 บาท (หรือถูกกว่านั้น หากหาซื้อผ่านออนไลน์ช้อปปิ้งบางเจ้า) ผมก็ว่าคุ้มค่านะครับ อย่างกรณีของผม ผมพกมันไว้ในกระเป๋าสะพาย ถ่ายรูปจากสมาร์ทโฟนไปพลาง โยนไฟล์ไปเก็บไว้ใน WD My Passport Wireless ไปพลาง หมดห่วงเรื่องเนื้อที่บนสมาร์ทโฟนเต็ม และเวลาไปกับเพื่อนๆ ก็จะได้รวบรวมรูปที่แต่ละคนถ่ายมาเก็บไว้ที่เดียว และเวลากลับถึงที่พัก ต่างคนก็ต่อโน้ตบุ๊กมาดาวน์โหลดรูปกลับไปสบายๆ ครับ

โดยสรุปแล้ว ผมมองว่าคนที่จะได้ประโยชน์จาก WD My Passport Wireless แบบสูงสุดน่าจะเป็น

  • ครอบครัวที่เดินทางท่องเที่ยว ให้ลูกๆ หลานๆ ดูวิดีโอผ่านพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้สบายๆ
  • แก๊งเที่ยวในกลุ่มเพื่อน รวบรวมภาพไว้แชร์ในหมู่เพื่อนๆ ได้สะดวก
  • ตากล้องผู้นิยมการถ่ายภาพ สะดวกในการแบ็กอัพรูปโดยไม่ต้องแบกโน้ตบุ๊กไป

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

7 Responses

  1. natatpong says:

    ขณะเราใช้โน๊ตบุ๊คเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไวไฟอยู่ แล้วเรามาเชื่อมต่อ WD My Passport Wireless
    คำถามมีอยู่ว่า..สัญญาณอินเตอร์เน็ตจะหลุดใช้ไหมครับระหว่างที่ผมใช้ WD My Passport Wireless

    • kafaak says:

      เราสามารถเอา WD My Passport Wireless ต่อเข้ากับ WiFi นั้นได้ครับ (ต้องรองรับ WEP/WPA/WPA2) แต่หากคุณต่อ WiFi นอกบ้าน (พวก AIS/True/DTAC hot spot) แบบนี้ไม่ได้ครับ เน็ตจะหลุด

  2. Jarand says:

    รบกวนสอบถามครับ คือตอนนี้ผมใช้ตัวนี้อยู่ ก็ใช้งานคล่องตัวในระดับหนึ่ง แต่ติดอยู่ที่เวลาเสียบ SD card ซึ่งมีความจุของขอมูลประมาณ 16Gb (ผมเป็นช่างภาพอาชีพ) ราคาเวลาในการก็อปปี้ไฟล์ ใช้เวลานานประมาณชั่วโมงเศษ หรือบางทีเสียเข้าไปแล้ว ไฟโชว์สถานะก๊อบปี้ทำงาน แต่พอมาตรวจเช็คก็ไม่มีการก๊อปปี้ไฟล์ใน SD card แต่อย่างใด ซึ้งขอมูลรูปภาพในงานพิธีถือว่าสำคัญกับผมมาก อยากทราบว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไรบ้างครับ ขอบคุณครับ

    • @kafaak says:

      ผมเข้าใจว่าอาการนี้ผิดปกตินะครับ เพราะผมลอง copy ไฟล์ดู ประมาณ 543MB ใช้เวลาแค่ไม่ถึง 30 วินาที หากมองที่ความเร็วนี้ 16GB เต็มๆ ก็น่าจะกินเวลาไม่เกิน 20 นาทีนะครับ (ของผมเป็นแค่ SanDisk Ultra 30MB/s Class 10 ขนาด 16GB) อาจจะต้องพิจารณา 2 เรื่องคือ ตัวการ์ดยี่ห้ออะไร ความเร็วแค่ไหน หรือไม่ก็ตัวอ่านของ WD My Passport Wireless อาจจะมีปัญหาครับ

  3. ถ้าขณะที่เรากำลังชาร์จ เราจะสามารถใช้WD My Passport Wireless ได้หรือเปล่าครับ

  4. Anon Vongudomsap says:

    รบกวนสอบถามว่าการ set up มาจากโรงงานสามารถ รองรับไฟล์ที่มาจากฝั่งของ mac และ windows เลยหรือเปล่าครับ หรือต้องมีการ format แบ่งpartition ใหม่ครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: