[Advertorial] Movies on Demand กับตลาดประเทศไทย

Print Friendly

PrimeTime

 

ผมไม่ใช่คนที่ชอบไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ แบบว่าค่าตั๋วก็แพงใช่ย่อย ค่าข้าวโพดคั่วกับน้ำ … รวมกันแพงกว่าค่าตั๋วอีกมั้ง … แต่ผมเป็นคนชอบดูหนังนะ เวลานั่งทำงานที่บ้าน เขียนบล็อกไปก็เปิดโทรทัศน์ดูไปทำงานไป เพลินดีออก แต่แม้ว่าผมจะติดเคเบิ้ลทีวีไว้แล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อถึงเวลาอยากดู ไอ้ช่องต่างๆ ก็ไม่ฉายหนังที่อยากดูอ่ะ ไม่ก็เจอแต่ที่ดูไปแล้วเมื่อวันก่อน (ใครดูพวกเคเบิ้ลจะรู้ ส่วนใหญ่หนังก็ซ้ำๆ วนไปวนมา) ฉะนั้น ที่ผมอยากได้ที่สุดก็คือบริการ Movies on Demand ดีๆ ซักที่

 

Movies on Demand คือะไร ทำไมต้อง Movies on Demand?!?

ดั้งเดิมจริงๆ ต้องเรียกมันว่า Video on demand ครับ หมายถึง ระบบที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกดูวิดีโอได้ตามต้องการ อยากดูเรื่องอะไร เมื่อไหร่ กดปุ๊บได้ดูเลย ไม่ต้องมารอดูตามผังเวลาออกอากาศเหมือนพวกรายการทีวี ส่วนใหญ่บริการแบบนี้เขาจะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า IPTV (Internet Protocol Television) ในการเผยแพร่ภาพ คือ เป็นบริการสตรีมมิ่ง (Streaming) วิดีโอผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง … ทีนี้พอเรามาเรียกว่าเป็น Movies on Demand ก็จะหมายความว่า เรากำลังจะพูดถึงแต่หนัง (Movies) เท่านั้นไง

ทีนี้ถามว่าทำไมต้อง Movies on Demand? สำหรับท่านอื่นๆ อาจจะมีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับผม คำตอบก็คือ

  • เพราะต้องการดูเมื่อไหร่ก็ได้ดู ไม่ต้องไปหาว่ามันจะฉายช่องไหน เวลากี่โมง อยากหยุดซักพักไปเข้าห้องน้ำก็ทำได้
  • อยากดูเรื่องไหนก็มีให้ดู ไม่ต้องเสียเวลารอ เสียเวลาลุ้นว่าจะเอาเรื่องนี้มาฉายไหม
  • อยากเห็นตัวเลือก เผื่อมีเรื่องน่าสนใจที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยดูมาก่อน จะได้ลองดู
  • คุ้มค่ากว่าไปซื้อตั๋วดูหนังในโรง เพราะสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องดูจอใหญ่ 200 นิ้ว หรือระบบเสียงสุดยอดเซอร์ราวด์ครบสามโลกแบบผม ได้ดูกันแบบทั้งครอบครัว คุ้มกว่าเยอะ … บริการ Movies on Demand บางเจ้า มีแบบบุฟเฟ่ต์ให้ด้วย จ่ายทีเดียวดูไม่อั้นได้ทั้งวัน สัปดาห์ เดือน หรือทั้งปีเลย
  • ไม่อยากดาวน์โหลดหนังมาเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ให้เปลืองเนื้อที่

 

ปัจจัยที่สำคัญของ Movies on Demand

ทีนี้เมื่อผมจะมองหาบริการ Movies on Demand ซักบริกานึง ก็ต้องมีคุณภาพดีๆ หน่อยครับ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ปัจจัยที่สำคัญในการเลือกใช้บริการมีดังนี้ (ลำดับก่อนหลังไม่เกี่ยวข้องกับความสำคัญของปัจจัย)

  • ตัวเลือกของหนังต้องเยอะ ไม่ถึงกับต้องใหม่ชนโรง แต่ต้องมีหนังฮอลลีวู้ดใหม่ๆ ให้ดู และต้องมีอัพเดตใหม่ๆ มาเป็นระยะๆ
  • คุณภาพของหนังต้องระดับ HD 720p ขึ้นไป และแสดงผลที่อัตราส่วน 16:9 เพราะเดี๋ยวนี้เราใช้ทีวีแบบ LCD/LED กันหมดแล้ว ขั้นต่ำๆ เราก็ดูบนจอ 1366×768 พิกเซลแล้ว บางคนอาจจะดูบนจอ Full HD 1080p หรือ Ultra HD กันแล้วด้วยซ้ำ ฉะนั้น ขั้นต่ำๆ ความละเอียดต้อง HD 720p อย่างน้อยก็จะได้ยังคงดูว่าชัดอยู่
  • เลือกฟังเสียงในฟิล์มพร้อมซับไตเติ้ล หรือพากย์ไทยได้ … แน่นอน อยากได้อรรถรสในการดูจริงๆ ต้องดูเสียงในฟิล์ม (เพราะหนังบางเรื่องทีมพากย์ไทยไม่ไหวจริงๆ) แต่สำหรับบางคนก็ไม่สะดวกไล่อ่านซับไตเติ้ล หรือตัวผมเอง เวลาทำงานก็ไม่อยากละสายตาไล่อ่านซับไตเติ้ลเช่นกัน
  • ความเร็วและลื่นไหลในการสตรีมมิ่งต้องดี แม้จะใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วระดับ 5Mbps ก็ตาม
  • ค่าบริการที่สมเหตุสมผล ไม่แพงเกินไปจนอึดอัดใจที่จะจ่าย …
  • มีบริการทั้งให้ดูผ่านเว็บเบราวเซอร์ และ Mobile app สำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
  • ใช้งานง่าย โดยเฉพาะผ่าน App เพราะผมก็อยากให้คุณแม่สามารถเปิดดูได้ด้วยตนเองบนแท็บเล็ต

 

Movies on Demand ดูบนจอทีวี

ส่วนใหญ่บริการ Movies on Demand ในประเทศไทย จะให้บริการดูผ่านเว็บเบราวเซอร์ และ/หรือ Mobile app บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต หน้าจอมันก็จะเล็กหน่อย โน้ตบุ๊กหน้าจอเต็มที่ก็ 17 นิ้ว (สำหรับผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป) บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเต็มที่ก็ 12 นิ้ว ดูนอกสถานที่ หรือ นั่งชิลๆ บนเก้าอี้โยกก็พอไหว แต่เวลาอยู่บ้านเรามีทีวีจอ 40 นิ้ว 55 นิ้ว ไรงี้ เราก็อยากต่อออกจอทีวีเนาะ

ทางเลือกในการดูบนจอทีวี ส่วนใหญ่บริการต่างๆ จะคล้ายๆ กัน คือ อาศัยความสามารถของอุปกรณ์ที่เราดูอยู่ครับ คือ เชื่อมต่อกับจอผ่านช่องทางต่างๆ เช่น

  • ต่อผ่านพอร์ต VGA สำหรับโน้ตบุ๊กรุ่นเก่า และทีวีบางยี่ห้อบางรุ่นที่รองรับ แต่กรณีแบบนี้จะวุ่นวายกับการต่อสายสัญญาณเสียง และต้องอึดอัดใจกรณีที่มีสัญญาณรบกวน บางกรณีเราจะเจอเสียง “ตืดดดดด” หรือ เสียงสัญญารบกวนน่ารำคาญ
  • ต่อผ่านพอร์ต HDMI แบบนี้สำหรับพวกอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ทั้งโน้ตบุ๊ก ทั้ง HD Player หรือพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตต่างๆ (ในกรณีของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ตัวอุปกรณ์ต้องรองรับเทคโนโลยี MHL ด้วยนะครับ หรือทีวีก็ต้องรองรับเทคโนโลยีนี้ และเราก็ต้องมีสายเคเบิ้ลเฉพาะทางด้วย)
  • ต่อผ่านเทคโนโลยีไร้สาย เช่น AirPlay ของ Apple หรือ Miracast หรือ dlna อะไรแบบนี้ ซึ่งถ้าทีวีไม่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าว ก็ต้องหาอุปกรณ์เสริมมารองรับ เช่น Apple TV ของ Apple หรือ Chromecast ของ Google เป็นต้น

 

Movies on Demand กับการตอบรับของผู้ใช้งานในประเทศไทย … ความท้าทายของผู้ให้บริการ

ที่น่าสนใจคือ มีคนพยายามให้บริการทำนองนี้ไม่น้อยครับ แต่ผู้บุกเบิกหลายรายก็วูบไป บางรายยังไม่ทันจะได้ให้บริการจริงจัง ก็ต้องล้มเลิกแผนความตั้งใจไปซะก่อน ผมเห็นมาหลายรายแล้ว … ที่เป็นแบบนี้ จากมุมมองของผม ผมว่าการตอบรับของคนไทยที่มีต่อ Movies on Demand ยังไม่ดีซักเท่าไหร่เป็นเพราะว่า

  • คนไทยไม่ใส่ใจเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์มากซักเท่าไหร่
  • Bittorrent เฟื่องฟู หนังใหม่ๆ ส่วนใหญ่มีให้ดาวน์โหลด คุณภาพความคมชัดจัดเต็ม เน็ตบ้านก็ไม่ช้า ดาวน์โหลดแป๊บเดียวก็เสร็จ ฮาร์ดดิสก์ก็ใหญ่ เก็บได้หลายเรื่อง
  • YouTube เองก็มีหนังใหม่ๆ อัพโหลดให้ดูอยู่เนืองๆ เพียงแต่ต้องรีบดูก่อนเจ้าของลิขสิทธิ์จะไหวตัวแล้วแจ้งลบ (ฮา)
  • Movies on Demand มีหนังฮอลลีวู้ดใหม่ๆ น้อย หลายๆ บริการมีแต่หนังเกรดบีให้ดู หรือไม่งั้นก็หนังเก่าเมื่อชาติปางก่อน บางบริการชาตินึงอัพเดตที
  • ความเต็มใจที่จะจ่ายเงินของผู้ใช้บริการ … คืออารมณ์ อยากได้หนังดี หนังใหม่ แต่ไม่อยากจ่ายแพงหลายร้อยต่อเดือน และอยากดูได้แบบไม่อั้น

นี่ยังไม่นับความท้าทายที่ผู้ให้บริการต้องเจออื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับตัวผู้ใช้งานอีกนะ เช่น การดีลหนังใหม่ๆ จากเจ้าของลิขสิทธิ์ เพราะพวกนี้เขาไม่อยากให้บริการ Movies on Demand ได้สิทธิในการเผยแพร่ไปเร็วนัก เพราะหากผู้ใช้งานมีเยอะ ยอดขายพวกแผ่น DVD/Blu-ray หนัง ก็อาจจะหดได้

 

บริการ Movies on Demand (หรือใกล้เคียง) ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้

เอาเฉพาะเท่าที่ผมทราบ และที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ จากที่ผมเคยใช้บริการ ก็มีประมาณนี้ครับ

  • PrimeTime เป็นบริการที่เปิดตัวสดๆ ร้อนๆ ยังไม่ได้ใช้บริการ เลยไม่อาจบอกได้ว่าข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง เดี๋ยวขอเวลาไปสมัครใช้บริการซักพักก่อน แล้วจะกลับมาเล่าให้อ่านเป็นรีวิวอีกที … ที่แน่ๆ มีแพ็กเกจให้เลือกหลากหลาย เพราะให้บริการทั้ง Premier Movie และ Movie Buffet และยังมี TV Series Buffet อีก จึงมีค่าบริการเริ่มตั้งแต่ 199 บาท/เดือน สำหรับ Movie Buffet, 299 บาท/เดือน สำหรับ TV Series Buffet หรือ 299 บาท/เดือน สำหรับ Movie Buffet + สิทธิในการชม Premier Movie 2 เรื่องต่อเดือน และคอมโบพิเศษ 399 บาท/เดือน ดูได้ทั้ง Movie Buffet + TV Series Buffet และมีสิทธิดู Movie Premier อีกเดือนละสองเรื่อง … มันน่าสนตรงที่มีหนัง Premier ให้ดู แล้วดูจากรายชื่อ ก็น่าจะเป็นหนังใหม่อยู่นี่แหละ (เช่น Big Hero 6, Guardian of the Galaxy ไรงี้)

 

Favorite Shows

 

  • True Movies เป็นบริการดูหนังออนไลน์ของเครือทรู ดูได้ทั้งบนเว็บ หรือผ่าน App iOS/Android มีค่าบริการ 139 บาทต่อเดือน ผมเคยใช้บริการอยู่พักใหญ่ๆ (หลายเดือนอยู่) เป็นแบบบุฟเฟ่ต์
    • ข้อดีคือ เป็นบุฟเฟ่ต์ ดูไม่อั้น สมัคร 139 บาทต่อเดือน ดูซักสิบเรื่อง ตกเรื่องละสิบกว่าบาท คุ้มสุดๆ ครับพี่น้อง คุณภาพของหนังเกือบจะโอเค
    • ข้อเสียคือ หนังดีมีน้อย หนังเกรดบีเพียบ หนังเก่าเยอะมาก เหมาะสำหรับคนที่อยากดูหนังเก่าๆ หรือหาหนังเกรดบีดีๆ ดู แต่พอผ่านไปซักพักดูจนหมดแล้วมันก็ไม่มีเรื่องใหม่ๆ มาอัพเดต จบข่าว เลิกสมัคร
  • AIS Movie Store เป็นบริการหนังของ AIS ค่าบริการ 159 บาทต่อเดือน หากจะดูแบบไม่อั้น หรือจะดูหนังแบบจ่ายเป็นเรื่องๆ ก็ได้ อันนี้จะมีหนังเกือบจะใหม่ให้ดูด้วย
    • ข้อดีคือ อย่างน้อยๆ ก็มีหนังใหม่ๆ ให้ดูกับเขา เพียงแต่ไม่ได้ดูแบบไม่อั้นอ่ะ ต้องเสียตังค์ดูเป็นเรื่องๆ ไป … ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อเน็ตตลอดเวลา อยากดูแบบออฟไลน์ ก็โหลดมาเก็บไว้ในเครื่องแล้วค่อยดู เลยสะดวกเวลาพกพาไปดูนอกสถานที่ ไม่เปลืองเน็ต 3G … รายชื่อหนังที่เป็นบุฟเฟ่ต์ก็ดูโอเคอยู่บ้าง และมีพวกซีรี่ส์จากบริการซีรี่ส์ออนไลน์ Doonee ให้ดูด้วย (แต่บริการของ Doonee ก็ยังไม่ได้เลิศหรูอะไรนัก)
    • ข้อเสียคือ อยากวิจารณ์ว่าจากประสบการณ์ที่ใช้งานมา App ใช้งานไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมเคยโหลดมาใช้แล้วมีปัญหา ครั้งนึงเคยมีปัญหาเรื่องการล็อกอิน สุดท้ายต้องให้ Call Center ช่วยเตะ Session เก่าออกไป ไม่งั้นเข้าใช้งานไม่ได้ และไม่สามารถดูผ่านเบราวเซอร์ได้ สำหรับบางคนเลยอาจจะมีข้อจำกัดในการต่อออกจอทีวีเพื่อดู
  • Doonung เป็นบริการของ MThai ครับ จนถึงปัจจุบันผมก็ยังใช้บริการของรายนี้อยู่ ค่าบริการตกวันละ 4 บาท แต่มันจะต่ออายุอัตโนมัติไป ฉะนั้นคิดง่ายๆ เดือนละราวๆ 120 บาท ถือว่าค่อนข้างถูกทีเดียว แน่นอน เป็นบริการแบบบุฟเฟ่ต์ ดูได้ไม่อั้น
    • ข้อดีคือ ราคาไม่แพงมาก แถมยังเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ สามารถดูได้ทั้งผ่านเบราวเซอร์และผ่าน App ที่มีบน Android และ iOS แต่มีข้อจำกัดว่าดูได้แค่ 1 concurrent หรือ ล็อกอินได้แค่ทีละอุปกรณ์ แต่มันไม่มีปัญหาเรื่อง Session ค้างเหมือนของ AIS Movie Store
    • App บน Android ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สุดท้ายผมใช้ดูผ่านเบราวเซอร์เป็นหลัก ซึ่งก็ทำงานได้ดี แม้จะดูบน Google Chrome for Android เลยเอามาต่อผ่าน Android Box ออกทีวีสบายๆ แต่หนังบน Doonung ค่อนข้างเก่าเอาเรื่อง เกรดบีเยอะมากกกกกกก และหลายๆ เรื่องเสียงในฟิล์ม แถมไม่มีซับไทย ถ้าเป็นหนังฝรั่งยังพอทำใจฟังได้ แต่บางเรื่องหนังจีน พูดกวางตุ้ง บางเรื่องหนังเกาหลี พูดเกาหลีเลย เอิ่ม … บางเรื่องคุณภาพของวิดีโอแค่ 360p หรือ 480p เองด้วยมั้ง … เร็วๆ นี้ผมน่าจะดูหนังของมันจนหนำใจแล้ว ก็ว่าจะเลิกใช้บริการซะที
  • Hollywood HDTV เป็นบริการดูหนังฮอลลีวู้ดที่มีหนังให้เลือกค่อนข้างเยอะ ค่าบริการอยู่ที่เดือนละ 199 บาท แต่หากสมัครแพ็กเกจแบบครึ่งปี หรือปีนึงไปเลย ค่าบริการจะลดไปหลายอยู่
    • ข้อดี แม้ส่วนใหญ่จะเป็นหนังเก่า แต่ก็สมชื่อบริการ คือ พวกหนังที่มีให้ในบริการเป็นหนังฮอลลีวู้ดครับ ไม่ใช่หนังเกรดบีเหมือนที่หลายๆ บริการเขามีให้ดู แถมมีซีรี่ส์และการ์ตูนอนิเมชั่นจาก Tiga ให้ดูอีก (โดยเฉพาะโคนันทั้งซีรี่ส์และมูฟวี่)
    • ข้อเสีย เวลาที่มีปัญหา Call Center ไม่ค่อยช่วยอะไรได้มาก การดูผ่านเว็บยังให้ประสบการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พวกการ์ตูนอนิเมชั่นและหนังต่างๆ ไม่ค่อยทันสมัย คือ อารมณ์ว่าห่างปัจจุบันไปหลายปี … อย่างโคนันเนี่ย ยังอยู่ที่ปี 8 อยู่เลย ทั้งๆ ที่เขาไปถึงปี 20 แล้วมั้งน่ะ … โคนันเดอะมูฟวี่ก็ยังปี 5 ทั้งๆ ที่ผมเพิ่งดูปี 18 ไปหมาดๆ (ปีนี้โคนันเดอะมูฟวี่จะปี 19 แล้ว ชื่อตอน The Hellfire Sunflowers)

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: