อิทธิพลของเทคโนโลยีกับการเรียนการสอน ตอนที่ 2

Cuddling with multiple devices

Photo credit: ©Jeremy Keith’s Cuddling with multiple devices

เมื่อเรามามองที่เรื่องของผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อการเรียนการสอนในปัจจุบัน มันทำให้ผมนึกถึงแนวคิด Education 3.0 ที่พวกฝรั่งเขาพูดถึงกันมาตั้งกะปี ค.ศ. 2007 นู่น (ในประเทศไทยมีบล็อกด้านการศึกษาที่เขียนถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกันในปี ค.ศ. 2013) … มันก็คล้ายๆ กับที่เหล่านักเทคโนโลยีเขาแบ่งช่วงยุคของเว็บออกเป็น Web 1.0, Web 2.0 และ Web 3.0 นั่นแหละครับ

ความแตกต่างระหว่าง Education 1.0, Education 2.0 และ Education 3.0 ก็เป็นไปตามนี้ครับ … ซึ่งปัจจุบันนี้ หลากหลายสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ กำลังมุ่งที่จะปรับตัวเข้าสู่ยุคของ Education 3.0 ดังจะเห็นจากความพยายามในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ อย่างเช่น โครงการแท็บเล็ต ป.1, การสื่อสารทางไกลผ่านดาวเทียม ฯลฯ

 

คุณลักษณะ Education 1.0 Education 2.0 Education 3.0
บทบาทหลักของอาจารย์ แหล่งที่มาของความรู้ แนะแนวและเป็นแหล่งที่มาของความรู้ เป็นผู้นำในกระบวนการร่วมมือกันสร้างองค์ความรู้
การเตรียมเนื้อหา สื่อการเรียนการสอนทั่วไปที่มีลิขสิทธิ์ สื่อการเรียนการสอนทั่วไปที่มีลิขสิทธิ์ ใช้ร่วมกับแหล่งข้อมูลเปิดฟรีทางการศึกษาสำหรับนักเรียนภายในสาขาวิชา บางครั้งอาจเป็นข้อมูลจากสถาบันการศึกษาอื่น แหล่งข้อมูลเปิดฟรีทางการศึกษา ซึ่งสร้างและถูกนำมาใช้ซ้ำโดยนักเรียนจากหลากสถาบันการศึกษา หลากสาขาวิชา ในหลากประเทศ
กิจกรรมการเรียน แบบดั้งเดิม: การเขียนเรียงความ, การบ้าน, แบบทดสอบ และอาจจะมีงานกลุ่มในชั้นเรียน แบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ เน้นการช่วยกันเรียนรุ้มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังคงถูกจำกัดกรอบอยู่ในชั้นเรียนและสถาบันการศึกษา กิจกรรมการเรียนรู้แบบเปิด มีความยืนหยุด เน้นที่การให้พื้นที่แก่ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน มีการสร้างเครือข่ายสังคมโดยไม่ถูกตีกรอบโดยสถาบันการศึกษา สาขาวิชา หรือประเทศที่อยู่
การเตรียมในระดับสถาบันการศึกษา อยู่ในภายพื้นที่สถาบันการศึกษา มีการตีกรอบชัดเจนระหว่างสถาบัน … การสอน, การประเมินผล และการรับรองผล ทำโดยสถาบันใดสถาบันนึง มีการร่วมมือกันระหว่างสถาบันการศึกษามากขึ้น (รวมถึงในระดับนานาชาติ) แต่ก็ยังคงเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งระหว่างนักเรียนกับสถาบันการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันเป็นไปแบบหลวมๆ มีสถาบันใหม่ๆ ที่ให้บริการทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นเพิ่มเข้ามา เส้นแบ่งระหว่างภูมิภาคและสถาบันหายไป
พฤติกรรมนักเรียน ซึมซับแบบรับรู้เป็นส่วนใหญ่ เริ่มมีการเรียนแบบเชิงรุกมากขึ้น มีการตระหนักถึงความเป็นเจ้าของในกระบวนการทางการศึกษา มีการตระหนักถึงความเป็นของในกระบวนการทางการศึกษามาก ร่วมมือกันสร้างโอกาสและแหล่งความรู้ และตัวเลือก
เทคโนโลยี การเรียนรู้ผ่านระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ (Learning Management System) แบบออนไลน์ แต่จำกัดผู้เข้าร่วมแค่เฉพาะในสถาบัน การเรียนรู้แบบออนไลน์แบบร่วมมือกันระหว่างสถาบัน ภายใต้ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้เดียวกัน แต่มีการนำซอฟต์แวร์อื่นๆ มาใช้ร่วมด้วย การเรียนรู้ออนไลน์ในมุมมองของสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้แบบตัวบุคคลมีส่วนร่วม โดยประกอบไปด้วยชุดของซอฟต์แวร์ต่างๆ

 

แต่คำถามมีอยู่ว่า ในทางปฏิบัตินั้น ตัวผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา ครูอาจารย์ และนักเรียน สามารถตอบรับแนวคิด Education 3.0 ได้หรือไม่ … ในส่วนของนักเรียน อาจจะเบาใจได้บ้าง เนื่องจากเกิดมาในยุคดิจิตอลแล้ว หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Digital Native

 

Young Digital Native

Photo credit: ©Charlotta Wasteson

 

ทว่าในส่วนของครูอาจารย์ผู้สอนนั้น ฝรั่งเขาแบ่งทักษะความรู้ที่ครูอาจารย์พึงมีในการเรียนการสอนในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการเรียนการสอนประจำวันเอาไว้ ในโมเดลที่เรียกว่า TPCK (อ่านว่า ที-แพ็ค … บางที่สะกดเป็น TPACK)

 

TPCK Model

 

TPCK ไม่ใช่แนวคิดใหม่ เพราะหากย้อนไป ก็เริ่มมีการพูดถึงความรู้อันเป็นองค์ประกอบของโมเดลดังกล่าวมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 โดย Lee Shulman (เพียงแต่ตอนนั้นมีการพูดถึงแค่ในส่วนของ PCK หรือ Pedagogical Content Knowledge เท่านั้น) โดยมาเพิ่มส่วนของ T: Technology เข้าไปในภายหลัง

ในแนวคิดนี้มองว่า ทักษะสำคัญของครูอาจารย์นั้น แบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบที่เป็นแกนหลัก ได้แก่

  • C: Content Knowledge หรือ ความรู้ในเนื้อหาที่จะสอน … ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากอันหนึ่ง เพราะหากครูอาจารย์ที่จะสอนวิชาไหน แต่ขาดความรู้ความเข้าใจที่แตกฉานในวิชานั้นๆ แล้ว ก็จะไม่รู้ว่าจะสอนอะไรนักเรียนดี
  • P: Pedagogical Knowledge หรือ ความรู้ในวิธีและกระบวนการสอน … ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบหนึ่งที่ครูอาจารย์พึงมี มันคือความรู้ความเข้าใจในด้านกระบวนการการเรียนรู้ของนักเรียน วิธีการวัดผล และความรู้ในทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอน … หากขาดความรู้ในด้านนี้แล้ว แม้ครูอาจารย์จะแตกฉานในวิชาที่ตนสอน ก็ยากที่จะสอนนักเรียนได้เข้าใจ
  • T: Technological Knowledge หรือ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยี … ในอดีตความรู้ในด้านดังกล่าวไม่ได้สำคัญนัก แต่เมื่อสถาบันการศึกษาต้องการเข้าสู่ยุค Education 3.0 แล้ว ความรู้ดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากปราศจากความเข้าใจแล้ว ก็ยากที่ครูอาจารย์จะสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาเรื่องการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ในอุดมคตินั้น สถาบันการศึกษาต้องการครูอาจารย์ที่อยู่ในกลุ่มที่เป็นจุดตัดของวงกลมทั้งสามวง คือ มีความรู้ทั้งสามด้านครบครัน แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้น ครูอาจารย์อาจจะมีความรู้เพียงแค่สองด้านเท่านั้น เช่น

  • มี PC แต่ไม่มี T … คือ แตกฉานในวิชาที่สอนและรู้ว่าจะสอนอย่างไร แต่ขาดความรู้ด้านเทคโนโลยี ในกรณีนี้สถาบันการศึกษาอาจต้องเพิ่มตัวช่วยเช่น ผู้ช่วยครู (Teacher assistant) ที่มีความเข้าใจในเทคโนโลยี เพื่อให้คำแนะนำแก่ครูอาจารย์ หรือช่วยพิจารณาเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการช่วยสอน และอาจให้การฝึกอบรมแก่ครูอาจารย์เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ในด้านดังกล่าว
  • มี CT แต่ไม่มี P … คือ แตกฉานในวิชาที่สอนและมีความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ขาดความรู้ในด้านทักษะวิธีการสอน ในกรณีนี้สถาบันการศึกษาอาจใช้วิธี On-the-Job Training (OJT) โดยให้เป็นผู้ช่วยสอนให้กับครูอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ เพื่อเรียนรู้และศึกษารูปแบบและวิธีการสอน เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์
  • มี PT แต่ไม่มี C … คือ มีทักษะทั้งด้านวิธีการสอนและมีความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ขาดความแตกฉานในด้านเนื้อหาที่จะสอน ในกรณีนี้สถาบันการศึกษาอาจต้องประเมินตัวบุคลากรใหม่ เพื่อพิจารณาเนื้อหาวิชาที่ครูอาจารย์ท่านนี้มีความรู้ความเข้าใจที่จะสอน หรือส่งไปเรียนหรือฝึกอบรมในเนื้อหาวิชาที่จะต้องสอน เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ โดยในระหว่างนั้นก็ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยครูในกลุ่มที่มี PC แต่ไม่มี T ก็ได้

Education 3.0 เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างมากในด้านการศึกษา สถาบันการศึกษาใดที่ก้าวเข้าสู่ยุค Education 3.0 ไม่ทัน อยู่แค่ในช่วง S หรือ A ตามโมเดล SAMR ก็จะเริ่มล้าหลัง ไม่สามารถแข่งขันกับสถาบันการศึกษาอื่นได้

ครูอาจารย์ที่มีทักษะ TPCK ครบรอบด้าน เพราะจะเป็นประโยชน์แก่ทั้งนักเรียนและตนเองด้วย เพราะจะเป็นที่ต้องการตัวจากสถาบันการศึกษาในยุค Education 3.0 และยิ่งเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ขอแค่มีทักษะด้านภาษาอังกฤษในการสอน ก็ยิ่งสะดวกอย่างยิ่งในการหางานครับ

ขอปิดท้ายด้วยวิดีโอ Keynote ในงาน SITE (Society for Information Technology and Teacher Education) ปี ค.ศ. 2008 โดย Mishra Punya และ Matthew Koehler ครับ

 

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: