รีวิว Asus Fonepad 8 (FE380CG) ทั้งแท็บเล็ตและโทรศัพท์ในเครื่องเดียว

Print Friendly

ASUS fonepad 8

ในช่วงปีที่ผ่านมา ชื่อของ ASUS ก็เริ่มเป็นที่คุ้นหูมากขึ้นสำหรับผู้ใช้งานชาวไทย เป็นผลมาจากความสำเร็จอย่างค่อนข้างล้นหลามของ Zenfone ซึ่งราคาไม่แพง แต่ประสิทธิภาพดี มีซอฟต์แวร์ที่ดี และล่าสุดผมก็เพิ่งได้ ASUS fonepad 8 มาลองเล่นครับ (หลังจากมันออกมาได้พักใหญ่ๆ พอสมควร) เลยต้องเอามาเล่นดูซักหน่อยว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง และมันยังคงรักษาโมเมนตัมของการเป็นแบรนด์ที่น่าสนใจในฐานะความคุ้มค่าของราคาต่อประสิทธิภาพเอาไว้ได้หรือไม่

 

แกะกล่องออกมาดูก่อน ASUS fonepad 8 มีอะไรบ้าง

อาจจะเพราะว่าช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้มีโอกาสเล่นแท็บเล็ตซักเท่าไหร่ (ก็แหม สมาร์ทโฟนสมัยนี้เขาหน้าจอใหญ่เบิ้มจนผมไม่จำเป็นต้องพกแท็บเล็ตแล้วนี่นา) เลยทำให้ผมรู้สึกว่า ASUS fonepad 8 นี่ขนาดใหญ่เอาเรื่องทีเดียวละครับ และ ASUS เองก็ยังคงรักษามาตรฐานทั้งด้านการออกแบบ และการเลือกใช้วัสดุมาทำตัวเครื่องอยู่ เพราะเจ้านี่ดูดีทีเดียว แม้ว่าตัวเครื่องจะเป็นพลาสติก แต่ก็ดีงานประกอบแน่นหนาดี แต่แอบรู้สึกว่าขาวไปหน่อย กลัวใช้ๆ ไปแล้วเลอะเทอะเปรอะเปื้อน จะไม่สวยเอา … มีแววว่าต้องหาเคสมาใส่

 

ASUS fonepad 8 ด้านหน้า

 

ด้านหน้าของ ASUS fonepad 8 เป็นหน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 8 นิ้ว ความละเอียด 1280×800 พิกเซล (ความหนาแน่นพิกเซล 189ppi) รองรับการสัมผัสหน้าจอ 10 จุด และมีการเคลือบผิวหน้าจอกันรอยนิ้วมือ มีลำโพงคู่หน้าอยู่ด้านบนและด้านล่าง เมื่อใช้งานในแนวนอน ก็จะทำหน้าที่เป็นลำโพงสเตริโอ และตัวลำโพงด้านบนสามารถใช้คุยโทรศัพท์แบบยกหูได้ … มีเซ็นเซอร์ตามมาตรฐานพวกสมาร์ทโฟนสมัยใหม่เช่น เซ็นเซอร์วัดแสง และ Proximity sensor แล้วก็มีกล้องดิจิตอลความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

 

ASUS fonepad 8 ด้านหลัง

 

ด้านหลังของ ASUS fonepad 8 มีกล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซล แค่นั้น เรียบๆ ไม่มีอะไร

 

ASUS fonepad 8 ด้านบน

 

ด้านบนของ ASUS fonepad 8 เป็นช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และพอร์ต Micro USB เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่หรือเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์

 

ASUS fonepad 8 ด้านล่าง

 

ด้านล่างของ ASUS fonepad 8 มีรูไมโครโฟนเล็กๆ ไว้ตอนสนทนาโทรศัพท์

 

ASUS fonepad 8 ด้านซ้าย

 

ด้านซ้ายของ ASUS fonepad 8 เยื้องไปทางด้านหลังจะเห็นฝาปิด เปิดออกมาก็จะเป็นสล็อตใส่ SIM card สองอัน และมีสล็อตใส่ MicroSD card

 

ASUS fonepad 8 ด้านขวา

 

ด้านขวาของ ASUS fonepad 8 เยื้องไปทางด้านหลังอีกเช่นกัน จะเป็นปุ่ม Volume และปุ่ม Power

 

ยกแท็บเล็ตหน้าจอ 8 นิ้วมาคุยโทรศัพท์ ใหญ่กว่าหน้าผมอีก

 

ยังแอบรูปสึกตะขิดตะขวงใจว่า หน้าจอขนาด 8 นิ้ว ยกขึ้นมาแนบหูคุยโทรศัพท์จะเวอร์ไปไหม ก็เลยขอหยิบมาลองดู … อืมมม ใหญ่เต็มไม้เต็มมือเกิ๊น ผมว่า คนทั่วไปที่มือไม่ใหญ่มาก ไม่สะดวกหยิบมันขึ้นมาแนบหูโทรแน่ๆ เพราะ Grip (หมายถึงการจับ) มันจะไม่มั่นคงเท่าไหร่ และต่อให้เป็นคนมือใหญ่ๆ ถือคุยนานๆ เมื่อยมากกกกกกก

 

สเปกและประสิทธิภาพของ ASUS fonepad 8

ด้วยสนนราคา 7,990 บาท ของ ASUS fonepad 8 ทำให้เราต้องมองซักหน่อยว่า เป็นแบรนด์ใหญ่อย่าง ASUS และออกตัวที่ราคาไม่แพงมาก แล้วสเปกที่ได้จะเป็นแบบไหนล่ะเนี่ย แต่เมื่อเช็คสเปกแล้วก็เบาใจ เพราะมันก็ไม่เลวเลย เรียกว่ามาสไตล์ Zenfone ที่เคยประสบความสำเร็จล้นหลาม

  • CPU: Intel Atom Z3530 (Moorefield) Quad-core 1.33GHz up to 1.83GHz (64-bit)
  • GPU: PowerVR Series 6
  • Display: IPS LCD 8″ 1280×800 พิกเซล (189ppi)
  • RAM: 1GB
  • Internal storage: 8GB
  • External storage: รองรับสูงสุด 64GB
  • Operating System: Android 4.4.2 KitKat
  • Connectivity
    • ชนิดของซิม: Mini SIM + Micro SIM (รองรับ 2 ซิม)
    • 2G: 850/900/1800/1900MHz
    • 3G: 850/900/1900/2100MHz
    • 4G: ไม่รองรับ
    • WiFi: 802.11b/g/n
    • Bluetooth: 4.0
    • Infrared port: ไม่มี
    • NFC: ไม่มี
  • Camera:
    • กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล
    • กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล
  • Battery: 15.2Wh (Lithium Polymer)
  • Dimensions: 214 มม. x 120 มม. x 8.9 มม.
  • Weight:  310 กรัม
  • Others: —
  • Price: 7,990 บาท

จากสเปก จะเห็นว่าเป็น Quad-core ของ Intel ครับ มันไม่ใช่ Quad-core ธรรมดาแน่ๆ เพราะว่าตอนที่ใช้ Dual-core เนี่ย Intel Atom ก็ให้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับพวก Quad-core สเปกกลางๆ ของหน่วยประมวลผลที่ใช้สถาปัตยกรรม ARM แล้ว และงวดนี้ ASUS ก็เลือกใส่ Quad-core แบบ 64-bit มาด้วย มองแง่นึงก็ทำให้อยากคาดหวังว่า ASUS อัพเดตให้เป็น Android 5.0 Lolipop จริงๆ

สำหรับเรื่องประสิทธิภาพนั้น ผมเลือกใช้โปรแกรม Benchmark ต่างๆ มาวัดดังนี้

  • AnTuTu Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพในภาพรวม
  • MobileXPRT 2013 เพื่อประเมินประสบการณ์ในการใช้งานทั่วๆ ไป (เช่น การตกแต่งภาพ การตรวจจับใบหน้าคนในรูป การเข้ารหัสข้อมูล และความลื่นไหลของพวกอนิเมชั่นต่างๆ ของ User Interface)
  • 3DMark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3D
  • PCMark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพในการใช้งานโดยทั่วๆ ไป (เช่น การท่องเว็บ การค้นหาข้อมูล การเล่นไฟล์วิดีโอ การตกแต่งภาพ)
  • Vellamo Mobile Web Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานด้านเว็บ
  • Geekbench สำหรับการวัดประสิทธิภาพการประมวลผลในภาพรวม โดยแบ่งเป็น Single-core และ Multi-core

ผลที่ได้ก็ตามตารางด้านล่างเลยครับ

 

Benchmarks Scores
AnTuTu Mobile Benchmark Overall: 33935
UX: Multitask 3641, Runtime: 1608
CPU (Multi-thread): CPU integer 2614, CPU float-point 2627
CPU (Single-thread): CPU Integer 1210, CPU float-point 1375
RAM: RAM Operation 1870, RAM Speed 2572
GPU: 2D graphics 1667
GPU: 3D graphics [1280×800] 13128
IO: Storage I/O 1008, Database I/O 615
MobileXPRT 2013 Performance Test: 226
User Experience Tests: 100
3DMark Ice Storm: Maxed Out!
Ice Storm Extreme: Maxed Out!
Ice Storm Ultimate: N/A
PCMark for Android Work performance: 2907
Web browsing: 2450
Video playback: 4144
Writing: 2853
Photo editing: 2465
Vellamo Mobile Web Benchmark HTML: Google Chrome 2029
Multicore: 1260
Metal: 937
Geekbench 3 Overall: Single-Core Score 589 Multi-Core Score 1746
Integer: Single-Core Score 596, Multi-Core Score 2123
Floating Point: Single-Core Score 484, Multi-Core Score 1800
Memory: Single-Core Score 787, Multi-Core Score 885

 

คะแนนที่ได้เรียกว่าค่อนข้างน่าประทับใจทีเดียวครับหากพิจารณาว่าเป็นแท็บเล็ตราคา 7,990 บาท เรียกได้ว่าการเลือกใช้หน่วยประมวลผลเป็น Intel Atom 64-bit ตัวใหม่นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดพลาดแต่อย่างใด คะแนนที่ได้ในหลายๆ ส่วนค่อนข้างดี แม้แต่คะแนนของ MobileXPERT ก็เรียกว่าดีกว่าหลายๆ ยี่ห้อที่ผมเคยรีวิวมาล่ะ

อย่างไรก็ดี น่าแปลกใจตรงที่การทดสอบด้วย 3DMark ไม่สามารถทำได้ (คะแนนของการทดสอบในส่วนของ Ice Storm และ Ice Storm Extreme ที่ได้ผลคือ Maxed Out! นั้น เป็นคะแนนที่ทาง 3DMark แสดงให้เห็น แต่ไม่ได้มาจากการทดสอบของผมครับ (3DMark จะแสดงคะแนนนี้ให้เห็นในกรณีที่เคยมีผลว่าเป็น Maxed Out! อยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องทดสอบซ้ำ เพราะจะไม่ได้ผลคะแนนอะไร)

 

ประสบการณ์ใช้งาน ASUS fonepad 8

 

ASUS fonepad 8

 

ว่ากันด้วยเรื่องการพกพาไปใช้งานก่อน ขนาดและน้ำหนักของ ASUS fonepad 8 นี่ไม่ถือว่าใหญ่และหนักมากไป จะพกพาไปไหนก็ไม่ยุ่งยากมาก ถ้าใครมีกระเป๋า ใส่กระเป๋าสบายๆ ครับ หรือจะถือไว้ในมือก็ไม่ได้หนักมาก แต่หาเคสมาใส่ก็อาจจะดีกว่าครับ มั่นใจหน่อย แต่อย่างไรก็ดี ก็อย่างที่ผมบอกไปในตอนต้น แม้ว่าเจ้านี่จะออกแบบมาให้ใช้ยกแนบหูโทรได้เลย ผมแนะนำว่าใช้ชุดหูฟังแบบมีสาย หรือใช้หูฟังบลูทูธไปเลย จะสะดวกกว่าครับ

 

ตำแหน่งปุ่มกด ไม่สะดวกสำหรับการใช้งานมือเดียว

 

การออกแบบปุ่ม Power กับปุ่ม Volume ให้เยื้องไปทางด้านหลังของตัวเครื่องเล็กน้อย อาจจะทำให้ตอนแรกๆ รู้สึกว่าใช้ไม่ถนัดอยู่บ้าง แต่ผมพิจารณาจากตำแหน่งของมัน กับท่วงทางการใช้งานในแนวตั้งแบบสองมือแล้ว ก็พบว่ามันออกมาได้ตำแหน่งค่อนข้างดีสำหรับการใช้งานทีเดียว และในขณะเดียวกัน แม้จะใช้ในแนวนอน ก็ยังสามารถใช้งานได้ไม่ยาก … เพียงแต่ในช่วงแรกอาจจะต้องสร้างความเคยชินกับตำแหน่งของปุ่มอยู่บ้าง

 

Home screen ของ ASUS fonepad 8App tray ของ ASUS fonepad 8

 

User Interface หรือ UI ของ ASUS fonepad 8 นี่เขาเรียกว่า ZenUI ครับ แน่นอน หลักๆ มันก็คือ Android OS ตามปกติ ที่แบ่งแยกเป็น Home screen และ App tray เพียงแต่ว่า ASUS เขาบอกว่า ZenUI ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องของ Form (หมายถึงรูปร่างหน้าตา) และ Functionality (หมายถึงฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ) ซึ่งผมเห็นด้วยนะ คือ ลักษณะของดีไซน์ไม่ออกมาดูจริงจังเป็นทางการจนเกินเหตุ และไม่ดูไม่เป็นทางการจนเหมือนเป็นของเล่นเด็กจนเกินไป

 

Notifications ของ ASUS fonepad 8QuickSettings ของ ASUS fonepad 8

 

ในขณะที่ Google ออกแบบให้ระบบปฏิบัติการ Android ที่ใช้กับแท็บเล็ตแยกส่วนของ Notifications กับ QuickSettings ออกจากกัน ซึ่งผมมองว่าใช้ยาก วุ่นวาย ZenUI ของ ASUS เอา Notifications กับ QuickSettings ไว้ที่เดียวกันเหมือนพวกสมาร์ทโฟน ซึ่งก็ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรโดดเด่นหรอกครับ แต่ก็ครบเครื่องดี สามารถเปิดปิดฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ใช้บ่อยๆ ได้สะดวก

 

พวก App ต่างๆ ที่ ASUS ทำมาให้สำหรับ ASUS fonepad 8What's Next อารมณ์ประมาณ ตารางนัดหมายในแบบ Agenda คอยบอกเราว่าจะมีอะไรต้องทำต่อไปSplendid ไว้ปรับแต่งเรื่องการแสดงผลของหน้าจอ

 

แต่หลักๆ ของ ZenUI นั้นไม่ใช่แค่ Home screen หรือ App tray หรือ Notifications กับ QuickSettings เท่านั้นนะครับ แต่มันหมายถึงชุดของโปรแกรมที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานเข้าไปด้วย เช่น App ชื่อ What’s Next ที่จริงๆ ก็คือส่วนหนึ่งของปฏิทินและตารางนัดหมายในรูปแบบของกำหนดการ (Agenda) ที่จะบอกเราว่ามีคิวจะต้องทำอะไรต่อไปบ้าง หรือ Splendid ที่เอาไว้ปรับแต่งเรื่องสีและการแสดงผลของหน้าจอ

แล้วก็มีพวกบริการเช่น WebStorage ที่เป็นบริการ Cloud storage จากทาง ASUS หรือ Audio Wizard ที่ให้เราปรับโหมดการทำงานของระบบเสียงของตัวเครื่อง เพื่อให้เหมาะกับลักษณะการใช้งาน เป็นต้น

 

Party Link ของ ASUSRemote Link ของ ASUSShare Link ของ ASUS

 

แล้วก็มี App ในตระกูล Link ของ ASUS อีกนะครับ เป็นโปรแกรมที่ผมมองว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานในหลายๆ กรณีครับ เช่น

  • Party Link เป็น App สำหรับใช้แชร์พวกไฟล์รูปภาพกับคนในกลุ่ม เหมาะกับเวลาไปเที่ยวหรืออยู่ในงานปาร์ตี้ ถ่ายรูปแล้วแชร์ให้เพื่อนๆ ได้สบายๆ
  • Remote Link ใช้เชื่อมต่อกับ PC ผ่านทาง Bluetooth หรือ WiFi เพื่อใช้ควบคุมคอมพิวเตอร์สำหรับงานอย่างการนำเสนอด้วย PowerPoint แทนตัว Presenter remote
  • Share Link เป็น App ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์ไฟล์ต่างๆ ระหว่างกันได้ผ่านทาง WiFi อันนี้ใช้โค้ดเดียวกับ SHAREit ของ Lenovo ครับ ดังนั้นก็เลยสามารถใช้งานร่วมกับ App ดังกล่าวได้ด้วย (หรือในอีกนัยหนึ่งก็คือไม่ต้องใช้ App นี้ แต่ไปใช้ SHAREit ก็ได้เหมือนกันน่ะ)

เรื่องนึงที่ผมชอบเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจากค่าย ASUS ก็คือตัวซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนามาค่อนข้างดี ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ค่อนข้างลื่นดีทีเดียว ทำให้ใช้งานทำอะไรก็เหมาะไปหมด จะท่องเว็บ จะทำงาน จะใช้งาน Social media ก็ได้สบายๆ เลยล่ะครับ

 

การใช้งานด้านมัลติมีเดียของ ASUS fonepad 8

มาพูดถึงการใช้งาน ASUS fonepad 8 ในด้านมัลติมีเดียกันบ้าง โดยเมื่อดูจากสเปกฮาร์ดแวร์และคะแนนประสิทธิภาพแล้ว ผมก็เลยอยากลองของว่าจะสามารถเล่นไฟล์วิดีโอระดับ 4K ไหวไหม ก็เลยลองดู แต่ปรากฏว่าตามคาด เล่นไม่ได้แฮะ … ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะถ้าแท็บเล็ตระดับราคา 7,990 บาทเล่นวิดีโอ 4K ได้นี่ ไฮโซเลยทีเดียว

ลองเอามาเล่นไฟล์วิดีโอ 1080p ดู ก็สบายๆ ครับ ลื่นไหลดี ไม่มีปัญหา … หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 8 นิ้ว ก็ให้ภาพเต็มตาดี แม้ว่าความละเอียดหน้าจอจะแค่ระดับ HD 720p แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกด้อยอะไรมาก ดูสบายๆ ตาดี

 

ดูวิดีโอ 1080p บน ASUS fonepad 8

 

ลำโพงให้ภาพเสียงที่ค่อนข้างกว้างตามแบบฉบับลำโพง Stereo ให้โทนเสียงที่นุ่มใส มีน้ำหนักเสียงในระดับพอใช้ แม้จะให้เสียงที่กว้างแต่มิติด้านลึกยังถือว่าขาดอยู่ เนื้อเสียงลอย และรองรับแรงขับเสียงได้ไม่ดีนักทำให้ลำโพงมีอาการแตกพร่าหากเปิดระดับเสียงดังๆ

ทดสอบฟังผ่านช่องหูฟัง แสดงช่วงเสียงสูงไม่ใสนัก ช่วงเสียงกลางจมนิดหน่อย และเสียงต่ำค่อนข้างอึดอัด เบลอ และมวลเสียงไม่แน่น มิติเสียงแบน ทั้งนี้ฟังโดยรวมในระดับเสียงที่พอดีๆ จะให้เสียงที่ฟังเพลินๆ ย่านเสียงเกือบจะสมดุลกันดี ติดที่ช่วงเบสออกมามากไปนิดนึง แต่พอเร่งระดับเสียงขึ้น ย่านเสียงจะกลบกันพอสมควรบวกกับเนื้อเสียงที่ไม่ชัดเจนนัก ถ้าฟังไฟล์เสียงที่มีรายเอียดเยอะๆ ฟังดูอีรุงตุงนังไปหน่อย

 

เล่นเกมบน ASUS fonepad 8

ในช่วงแรกของการมาของชิป Intel Atom นั้น พวก App บนระบบปฏิบัติการ Android มีบางตัวที่ไม่รองรับ โดยเฉพาะพวกเกม แต่ปัจจุบัน ดูเหมือนการรองรับชิป Intel Atom มันมีมากขึ้น พวกเกมดังๆ เกมสนุกๆ ก็สามารถดาวน์โหลดมาเล่นบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่ใช้ชิป Intel Atom ได้สบายๆ แล้ว และสำหรับการทดสอบการเล่นเกมบน ASUS fonepad 8 นี่ ผมก็เลือกใช้ Modern Combat 5: Blackout ดู

 

เกม Modern Combat 5: Blackout บน ASUS fonepad 8

 

จากการลองเล่นดู แน่นอนว่าเล่นได้สบายๆ เลยครับ ลื่นไหลดีทีเดียว จะติดขัดบ้างก็ตรงที่พวกไอคอนต่างๆ มันอยู่ห่างกันไปหน่อย เพราะหน้าจอมันขนาดใหญ่ด้วยแหละ ตรงนี้ก็ต้องอาศัยการปรับแต่งเพื่อให้เหมาะสมกับมือเราทีหลัง แต่ก็น่าจะมีปัญหากับบางเกม หากไม่สามารถปรับแต่งพวก User Interface ได้ แต่โดยรวมเชื่อว่าเกมที่จะมีปัญหาแบบนั้นมีน้อยครับ

 

ASUS fonepad 8 กับการถ่ายรูปและวิดีโอ

ASUS ยังคงมี User Interface ของกล้องที่ค่อนข้างดี มีคุณสมบัติค่อนข้างครบครัน ใช้งานง่าย และพวกลูกเล่นต่างๆ ค่อนข้างเยอะทีเดียว ไม่แพ้พวกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่ราคาแพงๆ เลยครับ

 

User Interface กล้องของ ASUS fonepad 8

เลือกโหมดถ่ายภาพของ ASUS fonepad 8

 

อย่างไรก็ดี ผมลองเล่นลูกเล่นบางอย่าง เช่น Depth of Field หรือ โหมดหน้าชัดหลังเบลอ ผมพบว่าซอฟต์แวร์ของ ASUS นั้นยังไม่ฉลาดเท่าไหร่ในการแยกแยะส่วนที่จะเป็น Foreground และ Background ผลลัพธ์ที่ออกมาเลยไม่ค่อยได้ดั่งใจซักเท่าไหร่

 

ภาพโดย ASUS fonepad 8

ภาพโดย ASUS fonepad 8

ภาพโดย ASUS fonepad 8

 

คุณภาพของภาพถ่ายระดับ 5 ล้านพิกเซลของ ASUS fonepad 8 นี่ได้ในระดับกลางๆ ครับ ไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ได้ดูแย่ ตรงนี้ก็เพราะอย่างน้อยๆ เจ้านี่มี Auto focus มาให้ แล้วก็วัดแสงได้ด้วยการแตะบนหน้าจอ … อย่างไรก็ดี หากจะใช้งานถ่ายภาพกลางแจ้ง แดดจัดๆ ก็คงต้องปรับความสว่างของหน้าจอให้สว่างเต็มที่ ไม่งั้นก็อาจจะมองภาพไม่ค่อยเห็นน่ะครับ

การถ่ายวิดีโอ สามารถทำได้ที่ความละเอียดสูงสุด Full HD 1080p แต่ก็เช่นเคย ให้คุณภาพแค่ระดับพอประมาณครับ เอาไว้ถ่ายวิดีโออวดเพื่อนๆ ขำๆ ได้ ไม่ติดปัญหาอะไร

 

บทสรุปการรีวิว ASUS fonepad 8

เป็นแท็บเล็ตที่ทั้งด้านคุณภาพและประสิทธิภาพค่อนข้างโอเคดีมาก เทียบกับค่าตัว 7,990 บาท แล้วเรียกว่าคุ้มค่ามากทีเดียว ยิ่งลองไปหาดูบางร้านหรือดูตามเว็บไซต์ขายของออนไลน์ก็น่าจะได้ราคาที่ถูกกว่านี้ลงไปอีกด้วย ใครที่กำลังเล็งๆ หาแท็บเล็ตแบบตัวเดียวเอาอยู่ ทั้งใช้ท่องเว็บ เล่น Social media แล้วจะโทรศัพท์ได้ด้วย แบบว่าไม่อยากพกทั้งโทรศัพท์และสมาร์ทโฟน ผมว่านี่น่าจะเป็นคำตอบเลยครับ

 

เช็คราคาล่าสุด สนับสนุนโดย Priceza.com

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

4 Responses

  1. a says:

    ทำไมรุ่นนี้ต่อเข้าHDMIไม่ได้คะ ถ้าทำได้ต้องทำยังไงช่วยแนะนำหน่อย

    • kafaak says:

      เข้าใจว่ารุ่นนี้ไม่รองรับ MHL นะครับ ต่อเข้า HDMI ไม่ได้นะครับ
      พวกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตรุ่นล่างๆ หรือกลางๆ ส่วนใหญ่จะไม่รองรับเทคโนโลยีนี้อยู่แล้ว และถึงจะรองรับก็ต้องหาอุปกรณ์เสริมมาต่อพวก เพื่อต่อออก HDMI ครับ

  2. a says:

    แท็ยเล็ตจีนยังต่อได้เลย เห็นเวปนี้ก็บอกเหมือนกัน http://www.appdisqus.com/2013/07/14/tips-android-connect-smart-tv.html

    • kafaak says:

      อ่านบทความให้ดีๆ ก่อนนะครับ
      พวกที่จะต่อออก HDMI ได้ ถ้าไม่ใช่มีพอร์ต Micro HDMI/Mimi HDMI/HDMI ก็ต้องรองรับเทคโนโลยีที่เรียกว่า MHL เพื่อเอา MHL dongle ที่เป็นอุปกรณ์เสริมมาเสียบ เพื่อต่อออก HDMI หรือใช้สาย MHL ไปต่อกับจอทีวีหรือมอนิเตอร์ที่รองรับเทคโนโลยี MHL ในตัวเลย ไม่งั้นอด

      อีกวิธีคือ ต่อแบบไร้สาย คือ หาอุปกรณ์เสริมอย่าง Chromecast หรือ Wireless dongle (ซื้อได้ตามห้างไอที) เพื่อยิงสัญญาณจากอุปกรณ์ไปยัง Dongle นี้ ซึ่งอาจจะต้องการ App พิเศษโดยเฉพาะ (เช่น Chromecast ยิงได้เฉพาะ YouTube หรือหากใช้พวก Nexus ก็จะ Streaming หน้าจอได้เลย) พวก Wireless dongle มักจะมี App เฉพาะทางให้

      อีกวิธี ที่รองรับบางยี่ห้อบางรุ่นอีกเช่นกัน คือ dlna ซึ่งจะใช้ Wireless dongle ก็ได้ หรือทีวีบางยี่ห้อบางรุ่นก็รองรับอยู่แล้ว

      ไม่ใช่อยู่ๆ นึกจะต่อก็ต่อได้ … หากบอกว่า แท็บเล็ตจีนยังต่อได้ นั่นก็เพราะเขาออกแบบมาให้ต่อได้ครับ … อย่าเหมาว่ายี่ห้อนั้นรุ่นนู้นทำได้ ยี่ห้อนี้รุ่นนี้ก็ต้องทำได้

      ที่สำคัญ … บทความที่คุณว่า เขียนขึ้นก่อน Fonepad 8 วางจำหน่ายอีกนะครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: