HISHIELD Tempered Glass กระจกนิรภัยกันรอยจาก HISHIELD

HISHIELD Blue Light Cut สำหรับ Samsung Galaxy Note 4

 

สมาร์ทโฟนเนี่ย ไม่ว่าเขาจะโฆษณาว่าใช้กระจก Gorilla Glass หรือ Godzilla Glass กันรอยขีดข่วนได้ดีแค่ไหนก็เหอะ จากประสบการณ์ที่ผมรีวิวสมาร์ทโฟนมาหลายร้อยรุ่น ผมก็พบว่ามันทนทานต่อการเกิดรอยขีดข่วนได้มากกว่าก็จริง แต่สุดท้ายเมื่อเจอฝุ่นผง เจอการเสียดสีบ่อยๆ นานๆ เข้า ร่องรอยขนแมวมันก็ย่อมเกิดขึ้นได้กับหน้าจอสมาร์ทโฟนของท่าน ไม่ว่าจะรุ่นใดก็ตาม ต่อให้ใส่เคสระวังแค่ไหนก็เหอะ ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะต้องหาอะไรมาติดไว้กันชน … เอ้ย! กันรอย … ซะหน่อย เพราะสมาร์ทโฟนราคาเป็นหมื่นหรือหลายหมื่นเนี่ย เวลาเปลี่ยนหน้าจอทีมันก็หลายตังค์อยู่ ไอ้ครั้นจะไม่เปลี่ยน เวลาจะขายต่อ ร่องรอยอารยธรรมต่างๆ บนหน้าจอก็พาลจะทำเสื่อมราคาซะนี่

ร่ายมาซะยาว จริงๆ ก็คือ อยากพูดถึงเทรนด์ใหม่ที่หลายๆ คนนิยมกันอยู่ในขณะนี้ คือ การติดกระจกนิรภัยกันรอยครับ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีความหลากหลายในเรื่องของคุณสมบัติไม่แพ้พวกฟิล์มกันรอยทั่วๆ ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นติดได้แบบเต็มหน้าจอ มีความบางลงไปมาก จนไม่รู้สึกว่าทำให้สมาร์ทโฟนหนาขึ้น กันกระแทก (Anti-shock) หรือแม้แต่มี Blue light cut ตัดแสงสีฟ้าเพื่อถนอมสายตา

 

อะไรคือ Tempered Glass?!?

Tempered Glass คือกระจกนิรภัยชนิดหนึ่งครับ ปกติด้วยกระบวนการผลิตจะทำให้มีความแข็งกว่ากระจกทั่วไปราวๆ 4-5 เท่า และเวลาแตกก็จะไม่กลายเป็นเศษแก้วเหมือนพวกกระจกทั่วไป โดยปกติแล้วกระบวนการผลิตของ Tempered Glass จะเป็นการนำไปผ่านความร้อนสูงมากแล้วรีบทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วหลายๆ รอบ ซึ่งจะทำให้ Tempered Glass มีความแข็งมากนั่นเอง

ด้วยความแข็งของ Tempered Glass จึงทำให้มันเกิดรอยขีดข่วนได้ยากกว่า และแน่นอน มันไม่ได้คงกระพัน มันย่อมแตกได้ แต่เมื่อมันแตก ก็จะไม่กลายเป็นเศษแก้วคมๆ ที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายด้วย

 

9H คืออะไร?!?

เวลาไปซื้อกระจกนิรภัยกันรอย ไม่เคยสงสัยบ้างเหรอครับว่าทำไมมันต้องบอกว่า 9H คนขายก็อาจจะบอกแค่ว่า มันคือความแข็ง แข็งสุดๆ แล้ว อะไรแบบนี้ แต่เราไม่เคยสงสัยบ้างเหรอ ทำไมต้อง 9H แล้วถ้าแข็งน้อยกว่านี้จะเป็นเลขรหัสอะไร?!?

ตัวเลขที่เห็นเนี่ย มันคือ “ความแข็งของดินสอ” ครับ … ใช่เลย ดินสอที่เราใช้เขียนนั่นแหละ เราน่าจะคุ้นเคยกับพวกดินสอ 2H, H, HB, 2B อะไรแบบนี้ใช่ไหมครับ เราจะคุ้นแต่ว่า พวก 2B, 3B, 4B อะไรนี่จะเข้มมากๆ ในขณะที่พวก H, 2H, 3H ขึ้นไปเรื่อยๆ จะสีดำอ่อนๆ … นั่นเพราะความแข็งของตัวไส้ดินสอนนั่นแหละ (H มาจาก Hardness ส่วน B มาจาก Blackness)

เวลาเขาวัดความแข็งของพวกวัสดุเคลือบ เขาจะทดสอบด้วยวิธีง่ายๆ แต่เชื่อถือได้ ที่เรียกว่า Pencil Test ครับ หลักการง่ายๆ คือ ลองใช้ดินสอขีดๆ เขียนๆ ลงไปบนพื้นผิว หากเกิดเป็นรอยขีดข่วนก็เปลี่ยนไปใช้ดินสอที่ความแข็งน้อยกว่า และทำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงดินสอที่ไม่ทำให้เกิดรอยขีดข่วน ก็จะนับเอาชนิดของดินสอนั้นมาเป็นความแข็งของการเคลือบ เช่น ลองทดสอบด้วย 5H แล้วเกิดรอย ก็ลองด้วย 4H, 3H, 2H ไป สมมติว่า 2H ไม่ทำให้เกิดรอย วัสดุเคลือบนี้ก็มีความแข็งที่ 2H นั่นเอง

Hardness Chart

และระดับ 9H ถือว่าเป็นดินสอที่ไส้แข็งที่สุดแล้วนั่นแหละครับ … กระจกนิรภัยกันรอยที่ได้เลขนี้แสดงว่าเอาดินสอระดับ 9H มาขีดๆ เขียนๆ ก็ยังไม่เกิดรอบนั่นเอง

 

HISHIELD Tempered Glass

กลับมาเข้าเรื่องหลัก … ตัวกระจกนิรภัยกันรอยที่ผมได้มารีวิวนี่เป็นของยี่ห้อ HISHIELD ครับ ซึ่งผมได้มาดูสามรุ่น เริ่มตั้งแต่ระดับ 890 บาท เป็น Blue Light Cut Tempered Glass ตัดแสงสีฟ้าถนอมสายตาครับ และก็มี 1,090 บาท Full Coverage Tempered Glass ติดแบบเต็มหน้าจอ สำหรับพวกสมาร์ทโฟนที่ขอบจอเป็นแบบโค้งๆ อย่าง iPhone 6 Plus ที่ฟิล์มกันรอยแบบปกติจะไม่สามารถติดตรงขอบได้ และสุดท้ายคือ Colorful Frame Full Coverage Tempered Glass แบบที่ติดเต็มหน้าจอยังไม่พอ ยังมีสีสันอีกตะหาก อันนี้แพงสุดในสามรุ่นแล้ว คือ 1,190 บาท

 

โดยคุณสมบัติเด่นหลักๆ ของทั้งสามรุ่นที่เหมือนกันก็คือ

  • มีความบางแค่ 0.33 มม. และผลิตอย่างมีคุณภาพ เข้ากับหน้าจอของสมาร์ทโฟนตามรุ่นของกระจกนิรภัยได้แนบสนิทพอดี
  • ติดเองได้ง่าย (ปกติกระจกนิรภัยเขาว่าจะติดง่ายกว่าฟิล์มกันรอยนะครับ) สามารถทำได้ด้วยตนเอง
  • ผิวสัมผัสที่กระจกลื่น เหมือนไม่ได้ติด (ซึ่งหากเป็นการติดฟิล์มจะรู้สึกได้ว่าผิวสัมผัสจะหนืดๆ หน่อย)
  • Oleophobic (กันคราบมัน) และ Hydrophobic (กันการจับตัวของหยดน้ำ) coating
  • Antishock กันกระแทก และ Scratch resistant ทนต่อรอยขีดข่วน

พิเศษหน่อย รุ่น Blue Light Cut นี่จะช่วยตัดแสงสีฟ้า หรือ แสงที่มีความยาวคลื่นในช่วง 380-500 นาโนเมตรให้ด้วย ซึ่งเขาว่าแสงสีฟ้าพวกเนี้ย เป็นอันตรายต่อสุขภาพตาครับ (อ่านเพิ่มเติมจากบล็อกของ @nuuneoi เรื่อง Blue Light Hazard แสงฟ้าจากจอ LED กับปัญหาจอประสาทตาเสื่อม)

 

ลองติด ลองของ HISHIELD Tempered Glass

คือ เขาโฆษณาไว้ว่าติดง่าย ทำเองได้ที่บ้าน ตอนเขาส่งมาให้ ผมขอให้เขาส่งมาให้สองชุด (โดยลืมไปว่าอันนึงมันก็หลายตังค์อยู่) เพราะผมมีความสามารถระดับสุดยอดครับ คือ สถิติการติดฟิล์มกันรอยด้วยตัวเองของผม ไม่จำกัดรุ่นและยี่ห้อ ผมมีอัตราการติดสำเร็จอยู่ที่ราวๆ 20% ครับ (ติดสิบอัน เสียซะแปด) แต่เมื่อเขาบอกว่าติดง่าย ก็ต้องลองของจริงไหมล่ะ

 

ของที่มาพร้อมกับกล่อง HISHIELD Tempered Glass Blue Light Cut

 

แกะกล่องออกมา ดูไฮโซกว่าพวกฟิล์มกันรอยทั่วไป ด้านในมีซองใส่กระจกนิรภัย มีผ้าอารมณ์ประมาณผ้าเช็ดแว่น เอาไว้ให้ทำความสะอาดหน้าจอสมาร์ทโฟนก่อน แล้วก็มีซองกระดาษทิชชู่เปียก (กระดาษทิชชู่แอลกอฮอล์ 70%) อารมณ์คงให้เช็ดทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อก่อน เพราะเดี๋ยวติดกระจกนิรภัยแล้วจะต้องอยู่กับมันอีกยาวนานอะไรประมาณนั้นละมั้ง … เช่นเดียวกับพวกฟิล์มกันรอยครับ ไม่มีคู่มือในการติดใดๆ ทั้งสิ้น ตรงนี้ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ (ฮา)

ตอนแรกงงว่า แล้วไอ้กระดาษอีกใบมีไว้ทำไม แต่พอเห็นสีฟ้าก็นึกว่า อ๋อ เอาไว้ให้เราลองมองกระดาษใบนี้ผ่านกระจกนิรภัย Blue Light Cut นั่นเองครับ จะได้รู้ว่า Blue Light Cut มันให้ผลออกมายังไง … แต่ตอนแกะกล่องกระจกนิรภัยสำหรับ iPhone 6 Plus ออกมาดู อ้าว! มีกระดาษสีฟ้าเหมือนกัน แต่อันนี้ไม่ตัดแสงสีฟ้านี่นา แล้วมีมาให้ทำไมอ้ะ!! ลองสอบถามกลับไปดู ถึงได้รู้ว่า มันมีเอาไว้ดูดซับฝุ่นแทนการใช้เทปใสครับ เขาว่าใช้ได้ดีกว่าเทปใสอีก

 

เช็ดด้วยกระดาษทิชชู่แอลกอฮอล์ก่อน ฆ่าเชื้อๆ

 

ไม่พูดพล่ามทำเพลง แกะฟิล์มกันรอยอันเก่าบน Samsung Galaxy Note 4 ของผมออกมาก่อนเลย … ใช่ครับ งวดนี้ของจริง ไม่มีตัวแสดงแทน เครื่องส่วนตัวผมเองนี่แหละ … แกะออกมาแล้ว ก็เช็ดด้วยทิชชู่แอลกอฮอล์ จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าจอที่แถมมาให้เช็ดแห้งอีกที ส่องไฟให้ชัวร์ๆ ว่า ไม่มีฝุ่นอะไรอยู่บนหน้าจอแล้วก็พร้อมล่ะ … ณ จุดนี้ผมต้องปิดห้อง ปิดหน้าต่าง เปิดแอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดฝุ่น

 

ติดฟิล์มกันรอยเสร็จแล้ว ด้วยความหนาของ Tempered Glass เลยรู้สึกได้ว่าผิวมันนูนๆ ขึ้นมา

 

จำได้ว่าตอนติดฟิล์มกันรอยเอง มันลำบากมาก ต้องมีสก็อตช์เทปไว้ด้วย เพื่อไว้คอยดึงฟิล์มขึ้นมาติดใหม่ เผื่อมีฝุ่นลงไป ไหนจะต้องเผื่อเอาสก็อตช์เทปคอยดึงฝุ่นขึ้นมาอีก พอติดฟิล์มเสร็จก็ต้องรีดฟิล์มไล่อากาศออก วุ่นวาย ผมถึงได้มีอัตราติดฟิล์มสำเร็จอยู่ที่ 20% นี่ไง -_-”

แต่กระจกนิรภัยนี่ตอนแรกนึกว่าจะติดยาก เพราะมันแข็งๆ ไง แต่ที่ไหนได้ พอเอามาวางๆ เล็งๆ ไว้ แล้วปล่อยให้แปะตุ๊บลงไปบนหน้าจอ แค่นั้นแหละ จบ ไม่มีอากาศค้างอยู่บนหน้าจอเลย ติดกระจกนิรภัยเสร็จแบบไวจนตัวเองยังไม่เชื่อฝีมือตัวเอง (ฮา) แถมยังไม่ทันได้ใช้แผ่นสีฟ้าที่แถมมาเลยครับ เพราะลำพังแค่กระดาษแอลกอฮอล์และผ้าเช็ดที่ให้มา ก็กำจัดฝุ่นออกไปหมดแล้ว

 

 

มันยังไม่จบแค่นั้นอ่ะสิครับ เมื่อเขาบอกว่า Anti-shock และ Scratch resistant แล้ว ผมก็อยากลองของซักหน่อย แม้ว่าจริงๆ มันผิดแผนนิดๆ เพราะผมขอให้เขาส่งเครื่องมาให้ลองด้วย แต่สุดท้ายเขาไม่สามารถจัดหาเครื่องมาให้ลองได้ … ไม่เป็นไร จัด Samsung Galaxy Note 4 ของผมเองนี่แหละ ไม่ต้องมีตัวแสดงแทน … ดูการทดสอบเรื่อง Scratch resistant และ Anti-shock แบบเบาๆ ตามคลิปด้านบนได้เลยครับ

 

คราวนี้ลองกระจกนิรภัยสำหรับ iPhone 6 Plus กันบ้าง

 

ยังไม่จบนะ เขาให้แบบเต็มหน้าจอสำหรับ iPhone 6 Plus มาด้วย มีแบบสีใสกับ Colorful ครับ … แบบสีใสไม่ต้องคิดอะไรมาก ติดแล้วก็คงจะคล้ายๆ กับของ Galaxy Note 4 ข้างบนนั่นแหละ แต่ที่น่าสนใจคือแบบ Colorful ครับ ขอแบบสีเงินมาเพราะผมใช้ iPhone 6 Plus สีเงิน มันจะได้ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก (ฮา)

 

กระจกนิรัยภัย HISHIELD แบบเต็มหน้าจอ Colourful

 

มาดูว่ามีอะไรในกล่องบ้าง ก็คล้ายๆ กับของ Samsung Galaxy Note 4 นะ มีกระดาษแอลกอฮอล์กับผ้าเช็คมาให้ แล้วก็มีกระดาษสีฟ้าเอาไว้ซับฝุ่นเช่นเคย … แต่ที่แตกต่างคือ สำหรับ iPhone 6 Plus เขาให้กระจกนิรภัยแบบ หน้า-หลัง มาเลยอ่ะ คุ้มจริง

 

ฟิล์มกันรอยแบบปกติจะไม่หนามาก

 

เช่นเคย มาดูกันก่อนครับ ฟิล์มกันรอยที่ผมติดน่ะ มันจะไม่ดูหนามากเท่าไหร่ครับ และก็ปิดกันรอยตรงขอบโค้งๆ ไม่ได้ … แน่นอน กระจกนิรภัยก็หมดสิทธิเช่นกัน … เคยคิดว่าทำไมเขาไม่ทำแบบตรงขอบโค้งก็ให้กระจกโค้งตามมาเลยล่ะ คำตอบน่าจะเป็นเพราะ มันทำยาก และ ถึงจะทำได้ ก็ตอบยากว่า iPhone ทุกเครื่องหน้าจอมันจะโค้งเป๊ะๆ ทุกอันจริงไหมน่ะ

 

เอา iPhone 6 Plus สีเงินมาติดนี่แหละ

 

อย่างที่บอก ผมลองกับแบบ Colorful นะครับ … เท่าที่ลองดูตอนแกะกล่องออกมาเนี่ย รู้สึกได้ว่าสีเงินของ HISHIELD นี่ มันเงินกระจกชัดๆ เห็นหน้าตัวเองชัดแหล่มเลยครับ … เช่นเคย การติดไม่ยากครับ ง่ายกว่าติดฟิล์มกันรอยเยอะ ขอบอกเลย … เพื่อนผมบอกว่า กระจกนิรภัยติดง่าย แต่หากติดผิดจะแก้ยากกว่าแบบฟิล์ม ตอนติด Galaxy Note 4 ยังไม่ผิดอะไร แต่พอมาติด iPhone 6 Plus แล้ว ดันติดเบี้ยวไปนิดนึงครับ แย่ล่ะ

แต่พอลองแกะออกมาติดใหม่ ปรากฏว่าก็ไม่ยากอะไรนะครับ อย่างที่บอก มันไม่ต้องไล่ฟองอากาศ เลยทำให้อะไรๆ มันสะดวกกว่าเยอะ … แต่ถ้าถามผม ควรทำในห้องที่มั่นใจว่าจะไม่มีฝุ่นฟุ้งนะ เพราะหากผิด เราจะแกะออกมาติดใหม่ไม่ยาก แต่ถ้าต้องเช็คฝุ่นก่อนค่อยติดใหม่เนี่ย ไม่น่ารอดครับ

 

ติดกระจกนิรภัย HISHIELD ด้านหน้าเรียบร้อย

ติดกระจกนิรภัย HISHIELD ด้านหลังเรียบร้อย

 

อย่างที่บอกครับ มันสีเงินแบบเงามาก … ติดด้านหลังของ iPhone 6 Plus เสร็จ ปรากฏว่าเงาแว้บเลย เห็นหน้าตัวเองยังกับกระจก (ขออภัย ไม่อาจนำเสนอหน้าสดของตัวเอง ณ ขณะนี้) แต่สำหรับคนที่ชอบถ่ายเซลฟี่ ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์ทีเดียว เพราะไม่ต้องง้อกล้องหน้าครับ ใช้กล้องหลังได้เลย แล้วเอาเงาจากกระจกนิรภัย HISHIELD รุ่น Colorful นี่แหละมากะเฟรมเอา แล้วใช้ปุ่ม Volume down เป็นปุ่มชัตเตอร์ถ่ายภาพได้ครับ … แชะ!!

 

แม้ตัวกระจกนิรภัยจะทำให้หนาขึ้นมาอีกนิด แต่ TouchID ยังใช้ได้ตามปกตินะ

 

เนื่องจากกระจกนิรภัยกันรอยเนี่ย มันหนากว่าฟิล์มกันรอยอยู่ในระดับที่รู้สึกได้ (แม้จะบาง 0.33 มม. ก็ตาม) ซึ่งทำให้ผมรู้สึกห่วงอยู่สองจุด หลังจากที่ติดไปแล้ว อันแรกเลยคือ TouchID ที่เราต้องเอานิ้วไปแตะบนปุ่ม Home ของตัวเครื่อง iPhone เพื่อให้มันอ่านลายนิ้วมือ … ถ้าเจอกระจกนิรภัยที่ทำให้ระยะห่างมันมากขึ้นอีกนิด จะมีปัญหาไหมนะ?!? … คำตอบคือ ไม่มี ผมลองแล้ว ใช้ TouchID ได้ตามปกติ สบายๆ ครับ (เหมือน Galaxy Note 4 ที่ปุ่ม Home ก็ยังคงสแกนลายนิ้วมือได้ตามปกติอยู่)

แน่นอนว่าตอนกดปุ่ม Home จะรู้สึกแปลกๆ ไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร

 

ติดกระจกนิรภัยแล้ว ยังใส่เคสได้สบายๆ อยู่

 

อันดับต่อมาคือ ติดกระจกนิรภัยทั้งด้านหน้าด้านหลัง ถ้าเกิดผมติดแล้ว ผมยังอยากจะใส่เคสอยู่เหมือนเดิมล่ะ จะเป็นประเด็นไหม? ติดสองด้าน ด้านละ 0.33 มม. สองด้านก็ครึ่งมิลลิเมตรกว่าๆ แล้วนะ … ผมลองใส่เคส Spigen Neo Hybrid ดู ก็พบว่าไม่มีปัญหาครับ ใส่เข้าไปได้สบายๆ อยู่ … ฉะนั้นก็น่าจะหมดกังวล

ส่วนเรื่องความทนทาน คงไม่ต้องทดสอบซ้ำแล้ว การทดสอบกับกระจกนิรภัยสำหรับ Galaxy Note 4 น่าจะตอบได้แล้วว่ามันกันได้ในระดับไหน … ผมแค่อยากจะย้ำอีกทีมากกว่าว่านี่เป็นเหมือนมาตรการป้อนกันเหตุสุดวิสัยแบบ เผลอพลั้ง ที่จะลดโอกาสเสี่ยงการเกิดรอยขีดข่วนและการแตกร้าวไปได้บ้าง แต่หากด้านทำตกแรงๆ ตกในมุมองศาที่เหมาะเจาะพอดีมาก (คือ ดวงจะซวย ว่างั้นเหอะ) มันก็มีโอกาสอยู่ ฉะนั้น ไม่ใช่ว่าติดแล้วจะเอา Galaxy Note 4 หรือ iPhone 6 Plus ไปเขวี้ยงเล่น ไม่ต้องกลัวจอแตกได้นะครับพี่น้องครับ

 

บทสรุปการรีวิว HISHIELD Tempered Glass

บางคนอาจจะบอกว่า “หุ่ย! แพงอ่ะ” แต่สำหรับสมาร์ทโฟนบางรุ่น (เช่น Samsung Galaxy Note 4 หรือ iPhone 6/6 Plus) นี่สนนราคาก็ใช่ย่อย ค่ากระจกนิรภัยกันรอยก็แค่ราวๆ 3%-5% ของราคาเครื่องเท่านั้นเอง ถือซะว่าซื้อมาเพื่อถนอมเครื่อง เผื่อเวลาขายต่อสภาพเครื่องจะได้ยังดูดีๆ อยู่ดีกว่าครับ และในระหว่างนั้นก็จะได้ใช้งานได้อย่างสบายใจด้วย

ส่วนใครสนใจอยากจะหาซื้อมาใช้งาน กระจกนิรภัยกันรอย HISHIELD หาซื้อง่ายๆ ครับ ที่ iStudio, iBeat by Copperwired, Spvi, Uficon, ร้าน .Life และโซนมือถือชั้นนำ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

4 Responses

  1. Taso says:

    สอบถามบริเวณขอบของ Note 4 ติดสนิทแค่ไหนครับ ผมเจอบางยี่ห้อติดไม่แนบสนิทเลย จึงเกิดประเด็นจอ Note 4 มี 2 ลักษณะคือขอบเรียบและขอบมน เท็จจริงอย่างไรครับ

    • kafaak says:

      ติดสนิทดีครับ แต่ว่าไม่เต็มหน้านะครับ มันจะเหลือตรงส่วนที่เป็นขอบมนของหน้าจอ Note 4 อยู่

  2. Preecha Somsawat says:

    ซื้อ Note 5 มา ยังไม่ได้ติด Tempered Glass + Blue Light Cut +Full Coverage ได้อ่านบทความแล้วเริ่มสนใจ Hishield แต่อยากทราบว่าเมื่อติดแล้วจะมีผลต่อการเขียน S Pen หรือไม่
    เนื่องจากมีความหนา 0.33 ม.ม. และถ้าซื้อของ Hishield จะมี Tempered Glass สำหรับติดด้าน
    หลังแบบ Full Coverage ให้ด้วยหรือไม่ ถ้าไม่มี จะต้องทำอย่างไรจึงจะหามาติดได้ เพราะไม่ชอบใช้ Case โปรดกรุณาให้คำแนะนำด้วย จักขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

    • @kafaak says:

      ปกติแล้ว น่าจะมีมาให้ครับ อย่างของ iPhone 6 Plus ก็ให้มาทั้งหน้าและหลัง
      ในส่วนของการใช้งานกับ S Pen ผมตอบไม่ได้ครับ เพราะผมยังไม่ได้ของมาลองอ่ะครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: