ถึงยุคระบบปฏิบัติการฟรีหรือยัง?

Print Friendly

เมื่อสองปีก่อน ผมเขียนบล็อกนึงเอาไว้ว่า อาจถึงยุคที่ระบบปฏิบัติการไม่ใช่ของซื้อของขายอีกต่อไป เพราะผมมองแบบนั้นจริงๆ สองปีก่อนเราได้เห็นเทรนด์มันมาแนวนี้แล้ว และเมื่อปีที่ผ่านมา ตอนที่ Microsoft สะดุดกับ Feedback ของระบบปฏิบัติการ Windows 8 จนต้องออก Windows 8.1 มาให้อัพเกรดได้ฟรีๆ มันก็เหมือนจะเป็นสัญญาณแว่วๆ แล้วว่า Microsoft กำลังปรับตัวเข้ากับเทรนด์ และยิ่งเมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่ Microsoft โชว์ออฟ Windows 10 Technical Preview นั้น Microsoft ก็ประกาศออกมาเลยว่า ผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows 7 และ Windows 8 (รวมถึง Windows 8.1) ก็จะได้อัพเกรดเป็น Windows 10 ฟรีด้วย (แต่มีข้อแม้ว่าจะฟรีเฉพาะ 1 ปีแรกที่เปิดตัว Windows 10 นะ)

คำถามจึงมีอยู่ว่า ตอนนี้ถึงยุคระบบปฏิบัติการฟรีแล้วหรือยัง?!?

 

ก้าวที่พลาดของ Microsoft จนต้องแจกอัพเกรดฟรี

ว่ากันว่าสาเหตุใหญ่สุดที่ทำให้ Microsoft ต้องแจก Windows 10 ให้อัพเกรดกันฟรีๆ มันก็คือสาเหตุเดียวกันกับที่ Microsoft ต้องให้อัพเกรดจาก Windows 8 ไป Windows 8.1 ฟรีๆ นั่นแหละครับ นั่นก็คือ ผู้ใช้งานให้การตอบรับที่ไม่ดี (หรือจะเรียกว่าแย่) กับ Windows 8 มาก … และการอัพเกรดมาเป็น Windows 8.1 ก็ไม่ได้ทำให้การตอบรับดีขึ้นมากแต่อย่างใด … คือ ดีขึ้น เพราะได้ปุ่ม Start กลับมา แต่มันก็ไม่ใช่ปุ่ม Start แบบเดิมๆ ที่ผู้ใช้งานรู้จัก

 

Windows 10

 

จากที่ได้ลองเล่น Windows 10 ตั้งแต่รุ่น Preview จนล่าสุด Microsoft ปล่อยตัว Technical Preview ที่ Windows 10 เริ่มดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น (แต่อะไรๆ ก็ยังไม่ลงตัวนะ ยังมีโอกาสเปลี่ยนได้อีก) เวอร์ชันนี้ปุ่ม Start Menu แบบเดิมๆ กลับมาแล้ว และ Microsoft ก็เหมือนจะหาทางรวมร่าง Start Menu แบบเดิมๆ กับ Start Screen แบบ Windows 8 ได้ในระดับนึงแล้ว มีการตัด Charm ที่มีแต่จะทำให้ผู้ใช้งานสับสนออกไป แล้วใส่ Notifications มาแทน พร้อมกับ Tablet mode สำหรับกรณีที่ผู้ใช้งานจะใช้งานแบบ Tablet

Microsoft ก็น่าจะคาดหวังเอาไว้แหละครับว่างวดนี้ผู้ใช้งานก็น่าจะรู้สึกดีกับ Windows 10 แน่ๆ แต่หากต้องให้เสียเงินอัพเกรดก็อาจจะโดนด่าได้ ฉะนั้น ไม่ว่าเหตุผลที่ Microsoft แถลงจะเป็นยังไง … ผู้ใช้งานที่มีประสบการณ์ที่ไม่ดีนักกับ Windows 8 หลายคนก็รู้อยู่แก่ใจว่า ถ้าไม่แจกฟรีก็คงมีด่าแหงๆ

 

ถ้าแจกฟรีเพราะก้าวที่พลาดกับ Windows 8 แล้วทำไม Windows 7 ถึงอัพเกรดฟรี

หลายคนคงคิดต่อไปว่า ถ้าเกิดที่ Microsoft ยอมให้อัพเกรดเป็น Windows 10 ได้ฟรีๆ มันเป็นเพราะผลกรรมจาก Windows 8 และ Windows 8.1 แล้วไหงผู้ใช้งาน Windows 7 เลยได้อานิสงส์ไปด้วยล่ะ?!? อันนี้ใครที่ยังคงยืนยันไม่อัพเกรดจาก Windows 7 มาเป็น Windows 8 ก็ได้อานิสงส์ไปฟรีๆ เลยล่ะครับ

คำตอบของคำถามที่ว่า แล้วทำไม Microsoft ถึงให้อัพเกรดจาก Windows 7 ไปเป็น Windows 10 ฟรี มันน่าจะเป็นเพราะ Microsoft ไม่อยากซ้ำรอยเดิมของ Windows XP ครับ ระบบปฏิบัติการที่อยู่ยั้งยืนยงมาสิบกว่าปี จนบัดนี้หลายๆ องค์กรก็ยังใช้กันอยู่ ผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยก็ยังคงใช้กันอยู่ … จึงเห็นได้ว่า Microsoft กำหนดเส้นตายเลย อยากอัพเกรดฟรีก็ต้องทำภายในเวลา 1 ปี เพื่อสร้างแรงกระตุ้น 2 แรงนั่นเอง … คือ ฟรี อัพเกรดเหอะ ของฟรี … กับ เฮ้ย ไม่รีบไม่ได้นะ มีเวลาแค่ปีเดียว

นอกจากนี้ Microsoft ยังต้องการเจาะเข้าพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์พกพาจำพวก Smartphone และ Tablet ให้ได้ ซึ่งการให้อัพเกรดได้ฟรีแบบนี้ จะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกคุ้นเคยกับระบบปฏิบัติการตัวใหม่ และเมื่อซื้ออุปกรณ์ใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นพวกตระกูล Tablet หรือ Hybrid (หมายถึงเป็นได้ทั้ง Notebook และ Tablet) ก็จะได้ปรับตัวไม่ลำบาก

 

เปลี่ยนยอดขายเป็นต้นทุนการตลาด เพื่อรายได้ในช่องทางอื่น

คู่แข่งอย่าง Google เขาก็มี Google Drive ที่มีทั้งเนื้อที่เก็บข้อมูลฟรี และยังมีโปรแกรมชุด Office ที่มีความสามารถระดับพอตัว ส่วน Apple เขาก็แจก Mac OSX มาให้ฟรีๆ เมื่อซื้อเครื่อง MacBook แล้ว แถมมีโปรแกรม iWorks ที่เป็นโปรแกรมชุด Office มาให้ฟรีๆ อีก … แน่นอนว่า Google Drive ยังต้องการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ หากต้องการใช้ให้เต็มประสิทธิภาพจริงๆ แต่ในอนาคตอีกไม่ช้าไม่นาน ใครๆ ก็น่าจะคาดเดาได้ว่า การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตควรจะกลายเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนไปแล้ว (ปี 2009 ประเทศฟินแลนด์ถึงกับประกาศให้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 1Mbps เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนกันเลยทีเดียว) ฉะนั้น Google Drive ก็จะทวีความน่าใช้งานมากขึ้น นอกจากนี้ Mac OSX ก็เริ่มมีคนใช้มากขึ้นเรื่อยๆ และการที่มันมาพร้อมกับ iWorks ก็เท่ากับผู้ใช้งานก็ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อโปรแกรมชุดออฟฟิศเพิ่มเติมอีก

ฉะนั้น Microsoft ก็ต้องปรับกลยุทธ์มาสู้ครับ จึงอาจจะเป็นไปได้ว่าการปล่อยให้อัพเกรดฟรีนี่แหละ จะช่วยให้คนอยู่กับ Windows ต่อไปอีกยาวๆ และจะได้กลายมาเป็นผู้ใช้งานโปรแกรมอื่นๆ ของ Microsoft เช่น Microsoft Office หรือกลายมาเป็นผู้ใช้งานของ Windows Store ซึ่ง Microsoft ก็จะได้รายได้จากการเก็บต๋ง … อย่าดูถูก App Store นะครับ หากบริหารดีๆ คนใช้เยอะๆ เนี่ย รายได้มหาศาลเลย (App Store ของ Apple นั้นทำรายได้ในปี ค.ศ. 2013 อยู่ที่หนึ่งหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ … ลำพังแค่เดือนธันวาคมเดือนเดียว มียอดซื้อ App ถึงพันล้านเหรียญสหรัฐเลย ลองคิดว่า Apple กินส่วนแบ่ง 30% ก็เงินเข้าเหนาะๆ สามพันล้านเหรียญนะครับ)

 

Apple เซ็ตมาตรฐานตลาด Microsoft อยากเจาะก็ต้องเล่นตามเกม

ย้อนกลับไปเป็นสิบปี Microsoft เอาชนะแนวคิดของ Apple ได้ขาดครับ ซอฟต์แวร์เป็นของขายได้ ระบบปฏิบัติการ Windows ที่ใช้ได้กับฮาร์ดแวร์นานาชนิด เป็นที่นิยมกว่าของ Apple ที่ใช้ได้กับของเขายี่ห้อเดียว และแม้ภายหลัง Apple พยายามจะเอาอย่าง Microsoft ปล่อยไลเซ่นส์ของ Mac OSX ให้ชาวบ้านเขาทำฮาร์ดแวร์ออกมา ปรากฏว่าไม่รุ่ง สู้ Microsoft ไม่ได้ เพราะเขานำไปไกลแล้ว

ทว่า Steve Jobs กลับพลิกเกมมาได้ ในช่วงท้ายๆ ของปี 2000s นั้น Apple ออกฮาร์ดแวร์ที่ดึงดูดสายตาคนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับ Microsoft (ในยุคของ Steve Balmer) มองเกมไม่ขาด คิดว่ากระแสของ Apple จะไปได้ไม่ไกล ปรากฏว่าเทรนด์มันเปลี่ยนไป ราคาของฮาร์ดแวร์แม้จะเรียกว่าแพง แต่หากเทียบกับราคาในสมัยก่อน ถือว่าถูกลงมาเยอะ และผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้มองว่าคอมพิวเตอร์ราคาเฉียด $2,000 หรือ สมาร์ทโฟนราคา $1,000 เป็นของแพงมากจนเกินไปอีกต่อไป … แถม Apple ยังเน้นดีไซน์ที่ทำได้ดีกว่าผู้ผลิตฝั่งพีซีมาก จนแม้ว่าระบบปฏิบัติการ Windows ยังคงนำอยู่เยอะ แต่ก็พูดได้เต็มปากว่างวดนี้ Mac OSX สร้างรอยร้าวขึ้นมาได้แล้ว ถ้า Microsoft ไม่รีบซ่อมเดี๋ยวจะสายเกินแก้

จริงๆ แล้ว กรณีนี้ทำให้ผมนึกถึงเมื่อครั้งที่ Bill Gates ประเมินค่าของอินเทอร์เน็ตน้อยเกินไป ทำให้ Internet Explorer ตามหลัง Netscape Navigator อยู่หลายขุม แต่ตอนนั้นโชคดีว่า Microsoft สายป่านยาวกว่า และมีระบบปฏิบัติการ Windows อยู่เป็นแบ็ก เมื่อตั้งตัวติด และเล่นแผนแจก Internet Explorer ฟรีไปพร้อมกับระบบปฏิบัติการ ผู้ใช้ก็เลยเมิน Netscape Navigator (ซึ่งสมัยนั้นต้องเสียเงินซื้อ) จนต้องมาแจกฟรีแข่ง แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไป เพราะผู้ใช้งานมี Internet Explorer มาตั้งแต่ต้น จะไปเสียเวลาดาวน์โหลดตัวอื่นทำไม (สมัยนั้นอินเทอร์เน็ตก็เต่า แถมค่าชั่วโมงก็ไม่ใช่ถูกๆ)

Microsoft Surface Pro 3

เมื่อ Microsoft จะก้าวเข้ามาในตลาด Mobile device อย่างเต็มตัว … ซึ่งสมัยนี้แม้ Notebook ยังคงนับว่าเป็น Mobile device อยู่ แต่เราๆ ท่านๆ ก็คงทราบกันดีว่า ในนิยามของใครหลายๆ คน Mobile device มันเปลี่ยนไปหมายถึงสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตกันแล้ว … Microsoft ยังตามคู่แข่งอยู่หลายขุม (แม้ว่า Microsoft Surface Pro 3 จะเจ๋ง และได้รับความสนใจมากก็ตาม) และที่สำคัญคือ การอัพเกรดระบบปฏิบัติการ Windows ยังคงมีค่าใช้จ่าย ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Apple (iPad, MacBook) หรือ Google (Android tablet, Chromebook) เขาแจกกันฟรีๆ (เพราะขายรวมมากับฮาร์ดแวร์แล้ว) เมื่อจะเข้ามาในตลาดที่คู่แข่งเป็นผู้ครองตลาดแล้ว แนวทางของโมเดลธุรกิจจะออกมาแย่กว่าไม่ได้ เพราะไม่งั้นก็ยากที่จะดึงดูดคนเข้ามา

จึงไม่น่าแปลกใจที่ Microsoft จะออกมาให้ข่าวว่า ระบบปฏิบัติการ Windows 10 จะเป็น Long-term OS ที่จะไม่อัพเกรดไปเป็นเวอร์ชันใหม่เร็วเกินไป (เข็ดจากการที่ผู้ใช้งานไม่ยอมอัพเกรดไปต่อ เพราะ User Interface เปลี่ยนไปมากเกินไป จนไม่ชิน) แต่จะเน้นไปที่การอัพเกรดเล็กๆ น้อยๆ ต่อเนื่องในระยะยาว (มาแนวทางเดียวกับการอัพเกรด OS ของ Mobile device ต่างๆ)

นอกจากนี้ ในระยะสั้น Microsoft ก็เลือกที่จะแจกไลเซ่นส์ Windows ตัวเต็มให้ผู้ประกอบการ OEM ที่ผลิต Windows tablet ขนาดหน้าจอเล็กว่า 9 นิ้วเอาไปใช้ได้ฟรีๆ ส่งผลให้เราได้เห็น Windows tablet ราคาประหยัดไม่ถึง 9,000 บาท ออกมาหลายรุ่น (เช่น CSC Wisebook เป็นต้น) ทำให้ในแง่ของราคาและสเปกก็พอฟัดพอเหวี่ยงกับพวก Android tablet ราคาประหยัดแล้ว แต่จุดแข็งจะอยู่ที่การนำไปใช้งานต่างๆ ได้เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์จริงๆ

 

ฟันธงว่ายุคระบบปฏิบัติการฟรีจะมาถึงแล้ว

ถ้าจะให้ผมฟันธง … ผมว่าสุดท้าย Microsoft ต้องเดินเกมตาม Apple คือ อัพเกรด OS ฟรีตลอดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ มีอัพเดตต่อเนื่องมาเรื่อยๆ และเมื่อผ่านไปได้ 3-4 ปี ก็ค่อยหยุดการสนับสนุนการอัพเกรด OS ของฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ซื้อฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ ซึ่งจะได้สเปกใหม่ และ OS ใหม่ด้วย … และจะเป็นแบบนี้ไปจนกว่าจะดึงกระแสกลับมาที่ตัวเองได้ระดับนึง จึงเริ่มจูงผู้ใช้งานไปยังโมเดลธุรกิจใหม่ต่อไป

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

2 Responses

  1. Hear the truth says:

    มันไม่เคยฟรีตั้งแต่ต้นและตลอดไปนั่นแหละครับ
    แต่ด้วยการตลาดที่แยบยล ขนาดคนเขียนบล็อคไอที ยังคิดว่ามันจะฟรีในอนาคต
    นี่ถือว่าเป็นความสำเร็จของนักการตลาดเลยนะครับเนี้ย
    ในยุคต่อไปของไอทีเขาจะว่ากันเรื่อง ecosystem ไม่ใช่ภาพเล็กอย่างแค่เรื่อง OS อะไร

  2. ผงเข้าตา says:

    ในส่วนหนึ่งของผม..มองว่า .. เกมส์ จะเปลี่ยนแบบพลิกไปเลยครับ.. ซึ่งมองไม่ต้องลึกมาก แต่มองให้สบายขึ้น .. ในยุคต่อไป แต่อาจจะไม่ใช่ใกล้ๆ นี้ น่าสักประมาณ 10-15 ปี .. หลังจากที่ทุกค่ายออกมาดาหน้าเล่นเรื่อง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ หรือซอฟแวร์ ที่เก็บกักตุนรอทำตลาดเป็นกะตั๊กอยู่นั้น จนหมด …. ผมว่ามันจะถึงยุคที่ Center OS ครับ .. คือ แต่ล่ะค่ายจะมี OS กลางของตัวเอง เลย และ ใช้ระบบ cloud เป็นหลักแทน ซึ่ง ถึงตอนนั้น อุปกรณ์ที่อยู่ในมือ จะเป็นเหมือน ฮาร์ด แวร์ ว่างๆ และมีตัวซอฟแวร์เล็กๆ ทีใช้สำหรับ บูท อุปกรณ์ และส่งข้อมูลจำเพาะพื้นฐานของเครื่อง ไปให้ผู้บริการ OS นั้น เพื่อที่จะใช้ระบบประมวลผลกลางของ OS นั้นๆ ดัดแปลงซอฟท์แวร์ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ ในมือ … เมื่อถึงยุคนั้นจริงๆ สิ่งที่ผุ้ให้บริการจะได้คือ การเก็บค่าลิขสิทธิ์ clound และซอร์ฟแวร์ ที่ใช้ .. ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้ ทุกคนจะใช้อุปกรณ์อะไรก็ได้ ใช้ OS อะไรก็ได้ เพียงแต่คุณรีบูทเครื่อง แล้วซื้อ OS ที่คุณต้องการ ก็เท่านั้นเอง .. คงจะมีซอฟแวร์ติดเครื่องเล็กๆมา สำหรับทำการสลับ OS ที่ใช้งาน … ++++ โดยส่วนตัว ผมคาดหวังให้มีวันนั้น เพราะทุกอย่างจะง่าย และสะดวก .. ที่สำคัญผู้ให้บริการแทบจะกินรวบทั้งตลาดได้เลย แค่ค่าเช่า OS รายเดือนหรือรายปี ก็กินอิ่มนอนหลับตลอดชาติแล้วครับ ไม่ต้องกลัวการระเมิดลิขสิทธิ์อีกต่างหาก ..ซึ่งคำว่า “ลิขสิทธิ์” จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีพลังอย่างเหลือเชื่อในยุคนั้น

Leave a Reply

%d bloggers like this: