สั้นเสร็จไว ยาวเสร็จช้า จริงหรือไม่ อธิบายในเชิงทฤษฎี

339-365 (Year 6) Cable clutter

Creative Commons License George Redgrave via Compfight

 

เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อหลายวันก่อน เว็บไซต์ Droidsans เขามีบทความ สั้นเสร็จไว ยาวเสร็จช้า จริงหรือไม่? ทดสอบสาย USB กับการชาร์จไฟ ซึ่งผมว่าน่าสนใจมาก มันเป็นสิ่งที่หลายๆ คนเขาพูดถึงกัน เฮ้ย สายสั้นๆ มันชาร์จไวกว่าสายยาวๆ นะ อะไรแบบนี้ แล้วคุณ akexorcist เขาก็เลยทำการทดสอบให้เห็นชัดๆ ด้วยการใช้อุปกรณ์วัดกระแสไฟฟ้าของพอร์ต USB มาให้ดูกันชัดๆ ซึ่งเห็นได้เลยว่าสายที่ยาวกว่านั้น มีกระแสไฟฟ้าน้อยกว่าสายที่สั้นกว่า … ฉะนั้นพิสูจน์ในทางปฏิบัติแล้ว ความเชื่อที่ว่า “สั้นเสร็จไว ยาวเสร็จช้า” เห็นท่าจะจริง … แต่มันก็มีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าเขาก็พบว่าสายสั้นกับสายยาวที่เขามา ก็ชาร์จเสร็จไวพอๆ กัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น … คำตอบมันอยู่ในทฤษฎีเรื่องความต้านทานของสายไฟฟ้าครับผม

ใครที่เรียนด้านไฟฟ้า จนถึงระดับนึง มันจะมีสูตรคำนวณหาค่าความต้านทานของสายไฟฟ้าครับ สูตรมีอยู่ว่า

 

R = ρL/A

 

เมื่อ

  • R = Resistance หรือ ค่าความต้านทานของสายไฟฟ้า
  • ρ = ค่าความต้านทานของวัสดุที่นำมาใช้ทำสายไฟฟ้า (ตัว ρ ไม่ใช่ตัวอักษร p ในภาษาอังกฤษนะครับ แต่เป็นตัวที่อ่านว่า rho หรือ โรห์ ในตัวอักษรกรีก)
  • L = ความยาวของสายไฟฟ้า
  • A = พื้นที่หน้าตัดของสายไฟฟ้า

ดังนั้น ในเชิงทฤษฎีจะเห็นว่า จากสูตรหาความต้านทานของสายไฟฟ้า หากวัสดุที่นำมาใช้ทำสายไฟฟ้าสองเส้นเป็นชนิดเดียวกัน และสายไฟฟ้าทั้งสองเส้นมีพื้นที่หน้าตัด (หรือพูดง่ายๆ ขนาดของสายไฟฟ้า) เท่าๆ กันละก็ ความยาวจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อค่าความต้านทานของสายไฟฟ้าครับ

ทีนี้ความต้านทานของสายไฟฟ้ามีผลอะไรกับการชาร์จแบตเตอรี่ล่ะ?!? อธิบายแบบง่ายๆ เลย ให้คิดว่าสายไฟฟ้าคือท่อส่งน้ำครับ และกระแสไฟฟ้าก็คือน้ำ หากสายไฟฟ้ามีความต้านทานสูง ก็หมายความว่ามันจะส่งน้ำได้ไม่ดีครับ ผลก็เห็นได้ชัดๆ คือ เมื่อส่งน้ำได้ไม่ดี ก็แสดงว่ากระแสไฟฟ้าจะไปสู่แบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนได้น้อยกว่า ก็ต้องใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่นานกว่าเมื่อเทียบกันระหว่างสายไฟฟ้าชนิดเดียวกัน พื้นที่หน้าตัดของสายไฟฟ้าเท่ากัน นั่นเอง

ฉะนั้น … เวลาที่เรารู้สึกว่าสายไฟฟ้าสองเส้นที่ยาวไม่เท่ากัน (เช่น เส้นนึงยาวสองเมตร อีกเส้นยาวเมตรเดียว) แต่ดันชาร์จแบตเตอรี่ได้เสร็จไวพอๆ กัน นั่นอาจจะหมายความว่า สายไฟฟ้าเส้นที่ยาวกว่านั้น คุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้ทำสายไฟฟ้าดีกว่า มีความต้านทานไฟฟ้าของวัสดุน้อยกว่านั่นเอง เลยทำให้แม้จะทำสายออกมายาว ก็ยังชาร์จแบตเตอรี่ได้เสร็จไวครับ

แถมให้อีกนิด … ยังจำสูตรไฟฟ้าที่เราเรียนตั้งแต่เด็กๆ ได้ไหมครับ ที่ว่า …

 

P = I2R

เมื่อ

  • P = กำลังไฟฟ้า หรือ Power (หน่วยเป็นวัตต์)
  • I = กระแสไฟฟ้า หรือ Current
  • R = ความต้านทานไฟฟ้า หรือ Resistance

อยากให้จำไว้ครับ เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านสายไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่จะไหลเข้าสู่แบตเตอรี่หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ชาร์จแบตเตอรี่นั่นแหละ แต่กระแสไฟฟ้าอีกส่วนนึงจะสูญหายไป เพราะว่าโดนความต้านทานไฟฟ้าของสายไฟกักไว้ครับ แล้วมันก็จะเป็นไปตามสูตรข้างต้นคือ เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านความต้านทาน มันจะถูกเปลี่ยนรูปพลังงานจากพลังงานไฟฟ้า กลายเป็นพลังงานความร้อน ฉะนั้นสายที่คุณภาพต่ำ มีความต้านทานสูง ก็จะส่งผลให้เกิดความร้อนมากขึ้นเวลาที่ชาร์จแบตเตอรี่ครับ สายไฟก็จะเสื่อมคุณภาพลง และเสียหายในที่สุด

 

Digital Multimeter - VIC830

Adafruit Industries via Compfight

 

ถ้าว่ากันตามทฤษฎีแล้ว วิธีการเลือกสายไฟฟ้าที่จะช่วยให้เรามั่นใจว่าจะชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วที่สุด ก็น่าจะเป็นการใช้อุปกรณ์จำพวกมัลติมิเตอร์แบบในรูปด้านบน มาวัดกันเลยครับว่าความต้านทานของสายเคเบิ้ลมันมีค่าเท่ากับเท่าไหร่ ยิ่งน้อยยิ่งดีครับ … แต่แน่นอนว่าการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น ความยาวของสายเคเบิ้ลต้องได้ตามต้องการ, คุณภาพของหัวต่อที่เสียบแล้วต้องแน่น ไม่หลวม โยกคลอน หรือ วัสดุที่นำมาใช้ทำฉนวนหุ้มต้องดี อะไรแบบนี้ก็ต้องสำคัญด้วยเช่นกันนะครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

  1. เสด็จ สาวจัน says:

    ในด้านความต้านทานกระแสไฟของอุปกรณ์การCHARGEนั้นก็ถูก.และการที่จะCHARGEเสร็จเร็วหรือช้าก็ไม่เกี่ยวกับความสั้นยาวของสายCHARGEเช่นกัน.เพราะว่าตามจริงแล้วสิ่งที่ทำให้สามารถCHARGEได้เร็วหรือช้า ก็คืออายุการใช้งานของสาย USB ที่มีทั้งแบบBUILD INมากับหัวแปลงสำหรับCHARGEไฟ และแยกจากหัวCHARGE.จากการได้ใช้หัวCHARGEที่ไม่ได้ติดกับ USB มาในตัว ทำให้รู้ได้เลยว่าเวลาที่เริ่มใช้สาย USB ซื้อมาใหม่ๆ จะสามารถใช้ประสิทธิภาพของหัวCHARGEได้อย่างดีเยี่ยม เรียกว่าCHARGEไปเล่นไปยังได้ แต่เมื่อสาย USB เริ่มเสื่อม ความสามารถในการCHARGEจะลดลง หรือ ความต้านทานไฟฟ้าลดลง นั่นสำหรับคนที่ยังไม่รู้คงนึกว่าหัวCHARGEเสีย แต่จริงๆแล้วหัว USB ต่างหากที่มีปัญหา ส่วนสำหรับหัวCHARGEนั้น มีอายุการใช้งานสูงกว่า USB มาก เรียกว่า USB อยู่ได้เต็มที่ 1-3เดือน ส่วนหัวCHARGEนี่อยู่เปลี่ยนสาย USB ที่เสื่อมได้เป็น10เส้นเลยทีเดียว แต่ก็ใช่ว่าสาย USB ที่ลดประสิทธิภาพลง จะไร้ประโยชน์ซะทีเดียว มันก็ยังใช้CHARGEได้ แต่ช้า~~~~ก็เท่านั้นเอง#ที่มา ประสพการณ์ตรง#

Leave a Reply

%d bloggers like this: