โลกออนไลน์อาจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวของเรามากกว่าที่เราคิด

 Social
Creative Commons License JD Hancock via Compfight

Social media กลายเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครต่อใครๆ หลายๆ คนไปแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Twitter หรืออื่นๆ ก็ตาม (โดยเฉพาะคนไทย Facebook นี่แทบจะเข้าถึงประชากรเกือบครึ่งประเทศไปแล้ว หากพิจารณาจากข้อมูลล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2558) และผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อย ก็โพสต์ข้อความที่เกี่ยวข้องกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ลองมองย้อนไปดู Timeline ของ Social media ของเราสิครับ เราโพสต์อะไรไปบ้าง เราอาจจะโพสต์ทักทายยามเช้ากับเพื่อนๆ แชร์ว่าเราไปทานอะไร เช็คอินว่าเรากำลังอยู่ที่ไหน และอวดว่าเราไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง

ลองคิดง่ายๆ นะครับ พวกโพสต์เหล่านี้สามารถบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเราได้บ้าง … มันสามารถบอกได้ว่าเราตื่นนอนเมื่อไหร่ เข้านอนตอนไหน (จากโพสต์อรุณสวัสดิ์ โพสต์ราตรีสวัสดิ์) ชอบทานอะไร (โพสต์แชร์เรื่องอาหาร) ชอบไปร้านอาหารร้านไหน ชอบทำกิจกรรมยามว่างอะไร มีแฟนหรือยัง (ดูจาก Timeline และ Profile) เผลอๆ รู้ด้วยซ้ำว่าทำงานอะไร … และอื่นๆ อีกมากมาย เกี่ยวกับชีวิตของเรา มากหรือน้อยก็อยู่ที่ว่าเราเปิดเผยตัวตนบนโลกออนไลน์มากแค่ไหน

 

โฆษณาบน Facebook สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้

 

Social media อย่าง Facebook ก็พยายามจะรู้จักเราให้มากขึ้น ทางนึงก็บอกว่าเพื่อจะได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการพิจารณาเลือกข้อความที่โพสต์โดยพวกเพื่อนๆ หรือ Facebook Page ต่างๆ ที่จะมาโผล่บน News Feed ของเรา แต่แน่นอนว่าอีกทางหนึ่ง ข้อมูลเหล่านี้ก็ช่วยให้อัลกอริธึ่มของ Facebook สามารถเลือกโฆษณามาแสดงได้แบบตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นเช่นกัน

ใครที่ติดตามเรื่องราวของเทรนด์ที่เรียกว่า Big Data มาจะรู้ว่า ปัจจุบันโลกออนไลน์เรามีข้อมูลต่างๆ จำนวนมาก เมื่อต้นปี 2557 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ DigitalInformationWorld.com มีการเปิดเผย Infographic ว่าในแต่ละนาทีนั้น สื่อออนไลน์แต่ละสื่อมีการสร้างข้อมูลออกมามากน้อยแค่ไหน อ่านดูครับ แล้วเราจะทึ่งครับ ข้อมูลมันมหาศาลมาก

 

แต่ละนาทีมีข้อมูลอะไรถูกสร้างขึ้นมาบ้าง และมากแค่ไหน

 ที่มา: DigitalInformationWorld.com

 

ด้วยข้อมูลที่เยอะขนาดนี้ ก็มีนักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า หากมีซอฟต์แวร์และอัลกอริธึ่มที่ดีเข้ามาคัดกรองและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ เราจะสามารถได้มุมมองอะไรใหม่ๆ ได้หรือไม่ เช่น ในทางจิตวิทยา ปกติแล้วเวลาที่เราจะต้องวิเคราะห์บุคลิกภาพของใครซักคน เราก็ต้องให้เขาทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา เพื่อนำผลคะแนนที่ได้มาประเมินว่าเขามีบุคลิกภาพเป็นอย่างไร แต่แบบทดสอบดังกล่าวก็ยังมีโอกาสผิดพลาด เพราะว่าผู้ทำแบบทดสอบอาจจะตอบไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ได้ แต่หากเป็นการเก็บข้อมูลจากบรรดาโพสต์ แชร์ และไลค์ต่างๆ ที่พวกเขาทำไว้บน Facebook หรือ Social media อื่นๆ ล่ะ?!?

เมื่อต้นเดือนมกราคม 2557 ที่ผ่านมานี้ Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America (PNAS) ได้เปิดเผยงานวิจัยที่น่าสนใจมากเรื่องนึง คือ Computer-based personality judgments are more accurate than those made by human ครับ โดยการวิจัยนี้เป็นการทดสอบการประเมินบุคลิกภาพแบบ Big 5 อันประกอบไปด้วย Openness to experience, Conscientiousness, Extraversion, Agreeableness และ Neuroticism ว่าหากพิจารณาจาก Digital footprint (หมายถึง ข้อมูลที่ผู้ใช้งานมีการทิ้งไว้บนโลกออนไลน์ เช่น การอัพเดตสถานะบน Social media, การกด Like, การแชร์ ฯลฯ) ของ Facebook แล้ว จะสามารถประเมินได้แม่นยำแค่ไหน

 

หัวข้อต่างๆ บน Social media ที่บ่งบอกถึงบุคลิกภาพแบบ Big 5

 

ถ้าอยากทราบถึงรายละเอียดของงานวิจัย ก็แนะนำให้ดาวน์โหลดงานวิจัยมาอ่านครับ น่าสนใจจริงๆ ขอบอก (แต่ต้องอดทนอ่านหน่อยนะ ประมาณ 5 หน้ากระดาษ อังกฤษล้วน และศัพท์วิชาการ กับข้อมูลทางสถิติเพียบ)

แต่โดยสรุปแล้ว นักวิจัยพบว่าการประเมินบุคลิกภาพของบุคคลด้วยการใช้ข้อมูล Digital footprint นั้นมีความแม่นยำกว่าการประเมินที่ทำโดยมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่าสหสัมพันธ์ หรือ Correlation ของการประเมินโดยคอมพิวเตอร์คือ r = 0.56 ส่วนการประเมินโดยมนุษย์อยู่ที่ r = 0.49) โดยนักวิจัยชี้ว่าการประเมินบุคลิกภาพด้วยคอมพิวเตอร์นั้นมีข้อดีอยู่สองด้านหลักๆ เลย คือ

  1. ข้อมูล Digital footprint ในปัจจุบันมีมากมายมหาศาล ซึ่งมากจนมนุษย์ไม่สามารถนำมาใช้เองได้
  2. การประเมินผลโดยคอมพิวเตอร์จะปราศจากอคติหรือแรงจูงใจอื่น เพราะจะกระทำตามอัลกอริธึ่มเป๊ะๆ

ซึ่งตรงนี้ผมเห็นด้วยเลยครับ และยิ่งกว่านั้น การประเมินโดยพิจารณาจาก Digital footprint นั้นโอกาสที่จะเจอข้อมูลปลอมๆ หลอกๆ ก็จะยากด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราขุด Digital footprint มาแบบลึกๆ … โอกาสที่จะโดนข้อมูลปลอมจนวิเคราะห์ผิดก็จะมีแค่ คนคนนั้นจงใจสร้างตัวตนปลอมๆ มาตั้งแต่ต้น

ข้อดีของการใช้คอมพิวเตอร์ประเมินคือ รวดเร็ว ทำได้เป็นจำนวนมากๆ พร้อมๆ กัน และประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยครับ แต่อย่างไรก็ดี นักวิจัยก็ยังชี้ให้เห็นว่าการประเมินบุคลิกภาพด้วยข้อมูล Digital footprint นั้นยังไม่ถึงขนาดที่จะมาแทนที่การประเมินแบบดั้งเดิมที่กระทำโดยมนุษย์ได้ ทั้งนี้เพราะว่าคนเราสามารถมองเห็นและพิจารณาถึงตัวชี้บ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ และสามารถนำมาพิจารณาประเมินบุคลิกภาพได้ ซึ่งตรงนี้คอมพิวเตอร์ทำไม่ได้ (เพราะมันจะประเมินตามอัลกอริธึ่มที่กำหนดไว้เท่านั้น) และการประเมินบุคลิกภาพในแบบต่างๆ แบบอื่น ก็อาจจะไม่เหมาะกับการประเมินโดยพิจารณาจากข้อมูล Digital footprint เพราะตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพนั้นๆ อาจจะไม่แสดงออกมาให้เห็นชัดเจนใน Digital footprint

 

Digital Footprint Word Cloud

Penny Bentley via Compfight

 

แต่โดยสรุปแล้ว จากงานวิจัยดังกล่าวก็ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้อีกหนึ่งอย่าง ที่บุคคลอื่นสามารถนำข้อมูล Digital footprint ของเรา โดยเฉพาะจาก Social media ไปใช้ประโยชน์ครับ ผมกำลังอ่านหนังสือ Unmasking the Social Engineering: The Human Element of Security อยู่ รู้สึกได้เลยว่าสิ่งที่เราๆ ท่านๆ ทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ หลายๆ ท่านอาจจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่า สิ่งที่พวกท่านทิ้งเอาไว้บนโลกออนไลน์นั้น ซักวันนึงอาจจะย้อนกลับเข้ามาสร้างปัญหาให้กับพวกท่านโดยไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะจนถึงทุกวันนี้ หลายๆ คนยังเชื่อว่า Social media ต่างๆ เป็นพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขาอยู่เลย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว มันคือการทิ้งรอยเท้าเอาไว้บนโลกออนไลน์ ซึ่งมันก็แค่มีรอยเท้าอยู่เยอะมาก การที่ใครคนนึงจะหารอยเท้าของเราให้เจอมันก็เป็นเรื่องยากอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้นะครับ

ฉะนั้นจะทำอะไร จะโพสต์อะไร จะแชร์ จะไลค์อะไร ก็ตระหนักเรื่องนี้เอาไว้ก็ดีครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: