รีวิว ZIPtv กล่อง Android TV พร้อมเนื้อหาจาก CTH + GMM-Z

ZIPtv

 

ตั้งแต่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคของ Digital TV เนี่ย ผมเริ่มรู้สึกว่าเรามีพวก “กล่องทีวี” เยอะเกินไปไหมเนี่ย (ฮา) ลำพังเฉพาะที่ผมได้มาให้ลองใช้และรีวิว ก็มีหลายกล่องแล้ว และล่าสุด ผมก็เพิ่งได้ ZIPtv มาลองอีกครับ ซึ่งอันนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง GMM-Z และ CTH ครับ โดยผมได้มาทดสอบประมาณสองสัปดาห์ครับ ในภาพรวมมันคือการรีแบรนด์กล่อง MyWorld ของ CTH เดิม โดยเพิ่มเนื้อหาของ GMM-Z เข้าไปร่วมกับของ CTH โดยมีการพัฒนา User Interface ซะใหม่ครับ … ฉะนั้นคำถามจึงมีอยู่ว่า ZIPtv นี่จะมีความแตกต่างจากพวกกล่องทีวีทั้งหลายๆ ที่มีวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันอย่างไร

 

แกะกล่อง ZIPtv มาดูว่ามีอะไรบ้าง

แกะกล่อง ZIPtv ออกมาตอนแรก รู้สึกได้ชัดเจนเลยว่ามันคือการรีแบรนด์กล่อง Android TV ตัวเก่าของ CTH คือ MyWorld มาเป็น ZIPtv ครับ เพราะพอแกะแพ็กเกจที่ครอบกล่องอยู่ออกมา เราก็จะเจอกล่องดั้งเดิมของมันเลยครับ … ความเห็นของผมคือ อย่างน้อยก็น่าจะหาสติ๊กเกอร์มาปิดทับไปก็ยังดี เพราะทำแบบนี้มันดูไม่พรีเมี่ยมซักเท่าไหร่

 

เป็นการรีแบรนด์กล่อง MyWorld ของ CTH มา ประมาณนั้น

 

แกะกล่องออกมา ดูอุปกรณ์ที่มากับตัวเครื่อง ก็อาจจะเรียกว่าเป็นมาตรฐานของพวกกล่องทีวีครับ คือ มีรีโมทคอนโทรลมาให้พร้อมถ่านไฟฉายขนาด AAA 2 ก้อน, Wall charger, ตัวกล่อง ZIPtv เอง และสาย AV composite ครับ … ข้อสังเกตคือ ไม่มีสาย HDMI มาให้ (รู้สึกว่าทางทีม ZIPtv จะมีเหตุผลว่าทำไม แต่ผมจำไม่ได้ว่าเขาตอบว่าอะไรไว้) ซึ่งทำให้ผมรู้สึกแอบเสียดาย เพราะเหมือนกับพวกเขาจะลืมนึกถึง First-time buyer หรือผู้ที่ซื้ออุปกรณ์จำพวกนี้มาใช้เป็นครั้งแรก ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้จะต้องไปหาซื้อสาย HDMI อีกเส้น … ความเห็นส่วนตัวของผมคือ น่าจะมีสาย HDMI มาให้ซักเส้น แม้คุณภาพจะธรรมดาๆ มากก็เหอะ … ใครอยากจะได้สายคุณภาพดีกว่านี้ ก็ค่อยไปซื้อกันใหม่

 

ของที่มาในกล่อง ZIPtv

 

ตัวกล่องของ ZIPtv ค่อนข้างมีขนาดใหญ่พอสมควร เมื่อเทียบกับพวก Android TV อื่นๆ ที่ผมเคยผ่านมาหลายๆ ตัว แต่งานประกอบก็เรียกว่าแน่นหนาดีครับ แต่ก็อีกนั่นแหละ ด้านบนรู้สึกได้ว่าเป็นการรีแบรนด์ เพราะมันเป็นสติ๊กเกอร์ ZIPtv มาแปะเอาไว้ครับ

 

ด้านบนของกล่อง ZIPtv

 

ด้านหน้าของ ZIPtv จะเป็นไฟแสดงสถานะการทำงานของตัวกล่อง และตัวรับสัญญาณอินฟราเรดสำหรับรีโมทคอนโทรล

 

ด้านหน้าของกล่อง ZIPtv

 

ด้านข้างของตัวกล่อง มีสล็อตใส่ SD card ที่เหมือนกับว่าจะเอาไว้ให้เราใส่ SD card เพื่อเปิดพวกไฟล์วิดีโอ หรือ เพลง ที่เราก็อบปี้มาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้ … แต่จากที่ลองเล่นดู มันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้นอ่ะครับ (เดี๋ยวค่อยอ่านตอนรีวิวนะ)

 

ด้านข้างของกล่อง ZIPtv

 

ด้านหลังของ ZIPtv จะเป็นพวกพอร์ตต่างๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็น USB2.0 2 พอร์ต, ช่องเสียบสาย AV composite, พอร์ต RJ-45 สำหรับเสียบสาย LAN, พอร์ต HDMI และช่องเสียบปลั๊กสำหรับ Wall charger

 

ด้านหลังของกล่อง ZIPtv

 

ในภาพรวมก็เป็นดีไซน์ของกล่อง Android TV ตามมาตรฐานครับ รองรับการใช้งานค่อนข้างครบเครื่องดี … พิจารณาค่าตัว 2,900 บาท ก็คงประมาณนี้ล่ะครับ

 

ลองใช้งาน ZIPtv

ก่อนอื่นเลย เปิดใช้งานครั้งแรกรู้สึกได้ว่าที่เขียนไว้ข้างกล่องว่าติดตั้งใช้งานได้ง่าย เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต มันเป็นจริงประมาณ 50% ครับ ที่คิดเช่นนั้นก็เพราะว่า การติดตั้งให้พร้อมใช้งานมันไม่ยากจริงๆ ถ้ามีสาย LAN ก็เสียบซะ แล้วก็พร้อมใช้เลย แต่สำหรับบ้านสมัยใหม่หน่อย ก็จะเป็น WiFi กันหมดแล้ว ซึ่ง ZIPtv นี่ก็มี Built-in WiFi มาให้พร้อมใช้งาน … แต่ที่บอกว่าไม่ง่ายก็เพราะ รีโมทคอนโทรลนั้นเป็นแบบอินฟราเรดอย่างเดียวครับ แต่ User Interface ของ ZIPtv นั้นยังมีความเป็น Android เดิมๆ อยู่เยอะ การเลือกหัวข้อต่างๆ จึงทำได้ไม่สะดวกนัก ต้องกดปุ่มเยอะทีเดียว

 

โลโก้ก่อนเข้าหน้า Home

 

เผอิญว่าผมมีรีโมทคอนโทรลของกล่อง Android TV ตัวอื่นอยู่ ซึ่งมีตัว Wireless receiver เป็น USB dongle อันเล็กๆ เลยเอามาเสียบแทน ซึ่งรีโมทประเภทนี้ปกติจะสั่งงานผ่านอินฟราเรด แต่เมื่อเสียบ Wireless receiver แล้ว มันจะทำงานคล้ายๆ Wireless mouse ได้ ใช้งานเลื่อนเคอร์เซอร์บน UI ของระบบปฏิบัติการ Android ได้สะดวกกว่าเยอะมาก … หรือใครจะสะดวกใจ ใช้เสียบ Mouse แทนก็ได้นะครับ มันคลิกสะดวกกว่าเยอะ

 

รองรับ WiFi ด้วยในตัว จับสัญญาณได้แรงดี

 

ตรงนี้หากทีมงาน ZIPtv คิดจะปรับปรุงกันจริงๆ ผมแนะนำว่าเปลี่ยนไปใช้รีโมทคอนโทรลแบบที่สามารถใช้งานเป็น Wireless mouse ได้จะดีกว่าเยอะเลยนะครับ … และควรจะปรับปรุง UI ในส่วนของ Settings ซะใหม่ด้วย ให้ใช้งานง่ายกว่านี้ เข้าใจได้ง่ายกว่านี้ครับ เพราะ User Interface ที่มีอยู่ตอนนี้ มันมีหลายๆ อย่างที่ผมว่ามันเกินความจำเป็นต่อผู้ใช้งาน และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ที่ผู้ใช้งานที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจเผลอทำขึ้นมาได้ (เช่น ดันไป Reset เครื่อง ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำให้เสีย App ใดๆ ไป แต่ว่าพวกการตั้งค่า WiFi จะหายไป ซึ่งหากผู้ใช้งานไม่รู้วิธีตั้งค่า เช่น คุณแม่ของผมเผลอไปทำตอนผมไม่อยู่บ้าน ก็อาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายเล็กๆ ในบ้านได้นะ) หรืออย่างในกรณีของผม ที่ซน ไปคลิกอัพเดตเข้า แล้วใน Network Upgrade ก็ดันมี ROM ตัวเก่าซะงั้น (ดีว่าซนหลังจากรีวิวเสร็จแล้ว) … ตรงนี้เดี๋ยวค่อยบ่นถึงในตอนท้ายๆ นะ

 

เมนูหน้า Home ของ ZIPtv

 

อย่างไรก็ดี ในส่วนของการใช้งานจริงๆ นั้น ทีม ZIPtv ได้มีการปรับ User Interface ซะใหม่ ให้เป็นสไตล์คล้ายๆ พวก Internet TV แบบเมืองนอกเขาเลย โดยสามารถเข้าถึงหมวหมู่ต่างๆ ของเนื้อหาได้ไม่ยาก … ณ ตรงนี้ การใช้รีโมทคอนโทรลกดปุ่ม ขึ้นลงซ้ายขวา และ OK เพื่อเลือกหัวข้อที่ต้องการจะเข้าไป มันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ไม่จำเป็นต้องใช้งานในลักษณะ Mouse เพื่อเลื่อนเคอร์เซอร์ก็ได้

 

หน้าจอแสดงรายการช่องที่ดูได้

 

หากเราเลือกที่จะแสดงผลช่องต่างๆ ในมุมมองแบบ Channel ก็จะได้เห็นว่าเรามีตัวเลือกช่องอะไรอยู่บ้าง แบบนี้เป็นสไตล์การรับชมแบบเดิมๆ คือ เน้นไปที่การเลือกช่องรับชมเป็นหลัก แต่ต้องไปลุ้นเอาหน่อยว่าตอนนี้แต่ละช่องมีอะไรให้ดู

 

หน้าจอ Timeline แสดงเฉพาะรายการที่กำลังฉายอยู่ โดยแบ่งเป็นหมวด

 

มุมมอง Timeliine เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ คือไม่สนว่าเป็นช่องไหน แต่นำเสนอว่า ณ เวลานี้แต่ละช่องกำลังมีอะไรฉายอยู่ และนำเสนอมาในแบบการจัดหมวดหมู่ ซึ่งฟังจากทางทีม ZIPtv ว่าเป็นการป้อนข้อมูล Metadata เข้าไปด้วยแรงงานคนเลย ทำให้ตอนนี้ข้อมูลที่นำเสนอยังไม่สมบูรณ์นัก และก็ทำให้ผมกังขานิดๆ ว่า แล้วจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าระบบในส่วนนี้จะสมบูรณ์ และจะยั่งยืนมากน้อยแค่ไหน (เว้นเสียแต่ว่าทาง CTH จะสามารถขอความร่วมมือกับเจ้าของ Content เพื่อให้ใส่ข้อมูล Metadata มาให้ได้เลย)

 

ระหว่างดูรายการ ก็เลือกเปลี่ยนช่องไปเป็นช่องอื่นๆ ได้เลย

 

ประสบการณ์ในการรับชม ก็ได้อรรถรสประมาณ Digital TV ครับ คือมีทั้งแบบ HD (720p) และ SD (480p) สลับกันไป อยู่ที่ว่าช่องนั้นแพร่ภาพในคุณภาพระดับไหน … โดยมีเนื้อหาจาก CTH และ GMM-Z ผนวกเข้ามาด้วย … หลักๆ เลยก็คือมีช่อง Digital TV ตามมาตรฐานอยู่ และหากอยากได้ช่องไหนเพิ่ม ก็สมัครแพ็กเกจเอา โดยมีให้เลือกเป็นแพ็กเกจ 299 บาท/เดือน, 499 บาท/เดือน, 799 บาท/เดือน และแพ็กเกจเสริม 99 บาท/เดือน สำหรับผู้ที่อยากดูบอลยุโรปที่ GMM-Z เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ (รายละเอียดแพ็กเกจดูที่ http://www.gmmziptv.com/package.html)

ได้ฟังจากทีมงานว่าในอนาคต อาจจะมีแพ็กเกจแนวอื่น เช่น A-la-cart ที่เลือกช่องที่อยากจะดูได้ตามใจชอบ เพิ่มเข้ามา … อันนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไป

ด้านความต่อเนื่องในการรับชม … อันนี้ตัวใครตัวมันมาก … ทางทีมงาน ZIPtv แจ้งว่า หากต้องการรับชมช่องที่มีคุณภาพระดับ 720p ละก็ ที่บ้านควรจะมีอินเทอร์เน็ตที่ความเร็วเชื่อมต่อระดับ 5-7Mbps ขึ้นไปก็จะดีครับ แต่เดี๋ยวนี้บ้านของหลายๆ คน ก็น่าจะมีความเร็วขั้นต่ำๆ ประมาณ 10Mbps กันแล้ว (อย่างบ้านผม 30Mbps) แต่สุดท้ายมันก็อยู่ที่ปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สัญญาณรบกวน, การวางโครงข่ายภายในบ้าน, การใช้งานแบนด์วิธ (เช่น หากโหลดบิตไปด้วย ก็มีโอกาสดูแล้วกระตุกได้ เพราะแบนด์วิธโดนบิตเอาไปหมด อะไรแบบนี้)

 

สิ่งที่ ZIPtv ควรปรับปรุงในความเห็นของผม

แม้ว่าจะเป็น Android TV ที่มีพื้นฐานค่อนข้างจะเป็นระบบเปิด แต่ ZIPtv นี่ค่อนข้างจะเป็นระบบปิดนะครับ ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นเก่า มีความเป็นระบบปฏิบัติการ Android อยู่สูง (ที่รู้เพราะดันซน เผลอไป Downgrade ตัวซอฟต์แวร์กลับไปเป็นเวอร์ชั่นเก่า) มีคุณสมบัติตามที่ Android TV พึงมีโดยทั่วไป เช่น การท่องเว็บ การติดตั้ง App เพิ่มผ่าน Play Store หรือแม้แต่การเปิดไฟล์ต่างๆ จากสื่อบันทึกข้อมูลอย่าง Flash drive หรือ SD card ซึ่งเห็นได้จากการที่ ZIPtv นี้มีพอร์ตและสล็อตต่างๆ เตรียมไว้ให้

 

หน้าตาของซอฟต์แวร์ตัวเก่าของ ZIPtv จะดูเป็น Android มากกว่า

 

แต่เมื่อลงซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่เข้ามา ความสามารถดังกล่าวก็ถูกปิดลงไป เราจะไม่สามารถติดตั้ง App เพิ่มเติมได้ และความสามารถในการท่องเว็บ และการเปิดไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ ก็หายไป … ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของผม อย่างน้อยๆ ZIPtv ก็ควรจะมีความสามารถในการเปิดไฟล์มัลติมีเดียจากสื่อบันทึกข้อมูลอื่นๆ นะครับ เพราะไม่อย่างนั้นจะมีพอร์ตและสล็อตมาให้ทำไม

ผมเข้าใจเจตนาที่ทางทีมงาน ZIPtv ที่ทำให้ระบบค่อนข้างปิดนะครับ เพราะการที่เปิดมากเกินไป ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาด้านการใช้งานตามมา เช่น การติดตั้ง App มากเกินไปก็นำไปสู่ประสิทธิภาพโดยรวมของระบบที่ลดลง หรือเผลอๆ อาจจะทำให้ใช้งานไม่ได้ ในกรณีที่เจอพวก Malware แต่อย่างน้อยๆ YouTube และการเล่นไฟล์มัลติมีเดียจากสื่อบันทึกข้อมูลอื่นๆ ก็ควรจะมีมาให้นะครับ

และนอกจากนี้ก็ควรปรับปรุงเรื่อง User Interface ในส่วนของ Settings ให้ไม่ซับซ้อนมากจนเกินไปและควรตัดๆ การตั้งค่าที่เกินความจำเป็นออกไปด้วย และที่สำคัญที่สุดคือในเรื่องของ Network upgrade ที่ปล่อยให้ผู้ใช้งานสามารถอัพเดตย้อนกลับไปเป็นเวอร์ชั่นเก่าได้(ซะงั้น) ทั้งๆ ที่การอัพเดตมันควรจะเป็นการเปลี่ยนไปเป็นเวอร์ชันใหม่มากกว่า และเมื่อเผลอดาวน์เกรดลงมาเป็นเวอร์ชั่นเก่าแล้ว ก็ดันอัพเกรดไปเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดแบบที่มากับกล่องไม่ได้แล้วซะงั้น ซึ่งหากเป็นกล่อง ZIPtv เวอร์ชั่นที่วางจำหน่ายจริง ก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นนะครับ … แต่หากมองอีกแง่ ช่วงนี้หากใครซื้อมาแล้ว ดาวน์เกรดลงมา มันก็คือการทำให้ ZIPtv กลับไปมีศักยภาพในฐานะ Android TV (หุหุ)

 

บทสรุปการรีวิว ZIPtv

ในฐานะของการเป็นกล่อง Android TV แล้ว ZIPtv ถูกปิดกั้นความสามารถไปค่อนข้างเยอะมาก ก็ยังน่าคิดอยู่ว่าในอนาคตทีม ZIPtv จะเปิดให้ใช้ความสามารถในการดู YouTbue หรือการเปิดไฟล์มัลติมีเดียบนสื่อบันทึกข้อมูล หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าควรจะทำนะครับ เพราะด้านฮาร์ดแวร์และตัวระบบปฏิบัติการนั้นพร้อมจะรองรับอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาในแง่ของเนื้อหาที่ ZIPtv มีให้เปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้ว ก็น่าสนใจครับ เพราะในขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่จะไม่ได้มีเนื้อหาเป็นของตนเอง แต่มักจะเน้นไปที่การเผยแพร่ Digital TV 44 ช่องที่เป็นของฟรี ก็จะเพิ่มช่องทางสีเทาๆ ที่จะเป็นพวกลิงก์รวมแหล่งไปยังเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือบน YouTube ซะมาก แต่ทาง ZIPtv นี้จะมีแพ็กเกจให้เลือกหลากหลาย และมีช่อง Pay TV ต่างๆ แตกต่างกันออกไปตามแพ็กเกจ

 

ZIPtv Package

 

ทว่าจุดตัดสินใจสำคัญ 2 จุดก็น่าจะเป็น

  • ความรู้สึกของผู้ใช้งานที่เคยชินกับการเข้าถึงเนื้อหาฟรีๆ (ที่ละเมิดลิขสิทธิ์) ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น YouTube, เว็บไซต์ต่างๆ หรือการดาวน์โหลดไฟล์ผ่านเครือข่าย Bittorrent ที่ทำให้รู้สึกว่าทำไมต้องเสียค่าบริการรายเดือนด้วย ในเมื่อเนื้อหาจำนวนมากก้สามารถหาดูได้ฟรีๆ
  • การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งอย่าง Truevisions ที่ให้บริการผ่านช่องทางอื่น เช่น เคเบิ้ลและดาวเทียม ซึ่งมีบางช่องที่มีเนื้อหาคล้ายกัน เช่น Fox Thailand, National Geographic หรือ Fox Movies HD อะไรแบบนี้ แต่ที่แตกต่างจากคู่แข่งคือเนื้อหาจากทาง GMM-Z และ CTH ครับ

จนถึงตอนนี้ ราคาของกล่อง ZIPtv อยู่ที่ 2,900 บาท แต่หากจ่ายพรวดเดียว 3,790 บาทไปเลย ก็คือจะได้ทั้งกล่อง ZIPtv และแพ็กเกจสูงสุด 799 บาท/เดือน ไปใช้ 4 เดือนเลย จากนั้นอยากจะสมัครแพ็กเกจไหนก็ค่อยว่ากันต่อทีหลังล่ะครับ … ซึ่งผมมองว่าการที่ผู้ใช้งานจะเลือกใช้บริการ ZIPtv ก็น่าจะเป็นเพราะความสะดวกในการใช้งานนอกสถานที่ เพราะขอแค่มีอินเทอร์เน็ตและกล่อง ZIPtv นี่ ก็สามารถดูได้เลย ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประเทศ หรือประเทศไหนก็ตาม (ซึ่งหากเป็นผู้ให้บริการอื่น จะมีข้อจำกัดด้านการนำไปใช้งานในสถานที่อื่น หรือในต่างประเทศ) และความสะดวกในการรับชมเนื้อหาของทาง GMM-Z และ CTH ไม่ต้องไปไล่ค้นหาว่าเว็บไหนเผยแพร่บ้าง และได้รับชมภาพคมชัดจนิงๆ น่ะครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมก็ไปชมที่เว็บไซต์ http://www.gmmziptv.com/index.html ได้ครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: