ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: A.I.) – อันตรายจริงเหรอ?

Terminator

 

เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Elon Musk, CEO ของ Tesla บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดัง ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องปัญญาประดิษฐ์ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Artificial Intelligence (A.I.) เอาไว้ว่า อาจจะเป็นภัยคุกคามที่ค่อนข้างซีเรียสที่สุดแล้วสำหรับมวลมนุษยชาติ โดย Elon Musk ให้ความเห็นไว้ว่า “ปัญญาประดิษฐ์ก็เหมือนกับเรากำลังเรียกปิศาจมา เหมือนในเรื่องราวต่างๆ ที่มีพวกคนที่มีดาวห้าแฉกและน้ำมนต์ ที่มั่นใจว่าจะควบคุมปิศาจได้ แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้น” … ทำไมเขาถึงคิดเช่นนั้น?!?

 

 

ก่อนที่จะไปดูต่อว่าทำไม Elon Musk ถึงคิดเช่นนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ Stephen Hawking นักฟิสิกส์และจักรวาลวิทยาระดับโลก ก็ออกมาพูดถึงเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่ทำห้มนุษยชาติถึงจุดจบได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่ Elon Musk ได้ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้

 

With artificial intelligence we are summoning the demon. In all those stories where there’s the guy with the pentagram and the holy water, it’s like – yeah, he’s sure he can control the demon. Doesn’t work out … Elon Musk

 

เพียงแต่ว่า Stephen Hawking นั้นยังพูดต่อไปอีกว่า สถานะของการวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในขณะนี้ยังไม่ใช่ภัยคุกคามแต่อย่างใด แต่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เต็มรูปแบบที่ทำให้มีศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์ทั้งในด้านสติปัญญาและกายภาพนั้นอันตราย โดย Stephen Hawking กล่าวว่า เพราะเมื่อไปถึงจุดนั้นแล้ว “ปัญญาประดิษฐ์ก็จะพัฒนาตนเองต่อไปด้วยตนเอง ออกแบบตัวเองใหม่ ด้วยอัตราการพัฒนาที่รวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมนุษย์ที่ค่อยๆ วิวัฒนาการอย่างช้าๆ นั้นไม่อาจเทียบได้ และถูกแซงหน้าไปในที่สุด

 

It would take off on its own, and re-design itself at an ever-increasing rate,” Hawking said. “Humans, who are limited by slow biological evolution, couldn’t compete, and would be superseded.

 

สองผู้ทรงอิทธิพลในโลกเทคโนโลยีและการศึกษาให้ความเห็นมาแบบนี้ มันก็มีค่าพอที่จะทำให้เราต้องหันกลับมาฉุกคิดซักนิดจริงไหมครับ … ซึ่งนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์อย่าง Andrew Moore คณะบดีของ School of Computer Science ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ก็ออกมาให้ความเห็นว่า ความกลัวของ Elon Musk นั้นอาจจะไม่ได้บ้าแต่อย่างใดเลย เพียงแต่สถานการณ์ดังกล่าวอาจจะเป็นเรื่องที่อยู่ห่างไกลออกไปในอนาคต เพียงแต่เมื่อใดก็ตามที่โลกของเราเกือบจะไปถึงจุดที่จะพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่มีศักยภาพมากแล้ว เราก็อาจจต้องมาหยุดคิดกันซักนิดว่าเรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่

 

I actually do think this is a valid concern and it’s really an interesting one. It’s a remote, far future danger but sometime we’re going to have to think about it. If we’re at all close to building these super-intelligent, powerful machines, we should absolutely stop and figure out what we’re doing. – Andrew Moore

 

แต่ก็ไม่ใช่ซะทุกคนที่จะเห็นด้วยกับ Elon Musk และ Stephen Hawking นะครับ Abu-Mostafa ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แห่งแคลิฟอร์เนีย มองว่าด้วยพัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันนั้น แม้จะก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังไม่ถึงระดับที่จะยืนยันได้ว่าภัยคุกคามจากปัญญาประดิษฐ์นั้นจะเกิดขึ้นจริงๆ แต่การที่เทคโนโลยีต่างๆ อย่างพวกสมาร์ทโฟน ได้พัฒนาไปมาก ก็อาจจะทำให้คนทั่วไปเริ่มเชื่อในเรื่องราวจำพวกนิยายวิทยาศาสตร์ได้ง่ายขึ้น

 

We indeed have not made any huge advances in AI recently that would warrant such concern,” Abu-Mostafa told Computerworld. “One factor is that the quick advances in technological products, like cell phones, and their broad availability to everyone, even children, have made it easier for science-fiction-level predictions to be believable by the general population.

 

แล้วจริงๆ เราควรเป็นห่วงเรื่องภัยคุกคามจากปัญญาประดิษฐ์หรือเปล่า?!?

เมื่อผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการและเหล่านักวิชาการมีความเห็นเรื่องนี้ที่แตกต่างกันออกไป มันก็น่าหันกลับมาคิดนะครับว่าจริงๆ แล้ว เราควรจะเป็นห่วงในเรื่องนี้จริงไหม … หากเรามองย้อนกลับไปที่ภาพยนตร์และนิยายวิทยาศาสตร์ต่างๆ เราจะเห็นว่ามีการพูดถึงปัญญาประดิษฐ์เอาไว้ในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมที่ดีๆ อย่างภาพยนตร์เรื่อง A.I. Artificial Intelligence

 

 

หรือแนวที่ขี้ให้เห็นภัยคุกคามระดับล้างโลก อย่าง Terminator หรือที่รู้จักในชื่อภาษาไทยว่า คนเหล็ก 2029

 

 

มันก็เป็นอย่างที่ศาสตราจารย์ Abu-Mostafa ได้ว่าไว้ (และ Andrew Moore กับ Stephen Hawking ก็ว่าไปในทำนองเดียวกัน) ว่าปัจจุบันมนุษย์เรายังมีเทคโนโลยีไปไม่ถึงขั้นที่จะทำให้ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นภัยคุกคามที่อันตรายต่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ เพราะปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้รับรู้ถึงตัวตนของมันอย่างชัดเจน แต่พวกบริษัทด้านเทคโนโลยีใหญ่ๆ นั้นต่างก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในงานต่างๆ มากมาย เช่น Google ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในบริการ Google Maps, ผู้ให้บริการฟรีอีเมล์ทั้งหลายก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยคัดกรองสแปม, บรรดา App ต่างๆ ก็ ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการต่างๆ มากมาย … เราได้เห็นรถยนต์แบบไร้คนขับ ที่ใช้เซ็นเซอร์ต่างๆ และปัญญาประดิษฐ์ในการช่วยขับเคลื่อน

แต่ในอนาคตอีกซัก 50 ปีข้างหน้ามันก็ไม่แน่นะครับ … แม้ว่าจะมีคนให้เหตุผลว่าก็แค่กำหนดเอาไว้ในรหัสของปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้เคารพต่อกฎสามข้อของหุ่นยนต์ (Three Laws of Robotics) ที่นักเขียนนิยาย ไอแซค อาซิมอฟ พูดถึงในนิยายของเขา คือ

  • หุ่นยนต์ไม่อาจจะทำร้ายมนุษย์หรืออยู่เฉยให้มนุษย์เกิดเป็นอันตรายได้
  • หุ่นยนต์จะต้องเชื่อฟังคำสั่งที่ได้รับจากมนุษย์ เว้นเสียแต่ว่าคำสั่งดังกล่าวจะขัดต่อกฎข้อแรก
  • หุ่นยนต์จะต้องปกป้องการดำรงอยู่ของตนเอง ตราบเท่าที่การกระทำนั้นจะไม่ขัดแย้งต่อกฎข้อแรกและข้อสอง

แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันต่อไปได้ แต่เราก็ได้เห็นแล้ว อย่างเช่นในภาพยนตร์เรื่อง I, Robot ว่าโอกาสที่ปัญญาประดิษฐ์จะมีพัฒการแล้วกลายเป็นภัยคุกตามต่อมนุษยชาติ โดยเป็นผลมาจากการที่ยึดติดกับกฎสามข้อดังที่กล่าวมา มันอาจจะมาได้ในรูปแบบไหน

 

 

ภาพยนตร์เรื่อง Animatrix ซึ่งเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นสั้นๆ ที่เป็นเรื่องราวก่อนเรื่อง The Matrix เองก็สะท้อนถึงความเป็นห่วงที่ Stephen Hawking มีได้ครับ เมื่อหุ่นยนต์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีวิวัฒนาการพัฒนาตนเอง จนสามารถก้าวข้ามเหนือไปกว่ามนุษย์ได้ เพราะอัตราการเรียนรู้ที่รวดเร็ว และความที่ไม่ต้องการพักผ่อนเหมือนมนุษย์

 

 

แน่นอนว่าในภาพยนตร์ส่วนใหญ่นั้น เรื่องราวมักจะจบลงด้วยการที่พระเอกสามารถกอบกู้มนุษยชาติได้ไม่ว่าจะด้วยทางใดทางหนึ่ง แต่นั่นมันก็คือภาพยนตร์หรือนิยายวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการจบลงแบบ Happy Ending แต่หากเกิดขึ้นมาในชีวิตจริงๆ คิดว่ามนุษย์เราจะมีคนอย่าง The One แบบในเรื่อง The Matrix เหรอ?!?

แม้จะไม่ใช่เหตุผลทางวิชาการ และแม้ว่านักวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์จะออกมาให้เหตุผลแย้งว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่อะไรที่อาจจะอันตรายได้ถึงขนาดนั้น (เพราะในปัจจุบันจะให้มันขับรถด้วยตัวเองก็ยังลำบาก และอย่างเก่งก็เป็นได้แค่ผู้ช่วยอิเล็กทรอนิกส์อย่าง Siri หรือ Cortana เท่านั้นล่ะ) แต่โดยส่วนตัว ผมก็ยังมองว่าภาพยนตร์ทั้งหลายก็ให้แง่คิดและเตือนใจเราเอาไว้ และส่วนใหญ่นักวิทยาศาสตร์ก็มักจะมั่นใจในตนเองเกินไปว่าสามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานวิจัยของพวกเขา) แต่สุดท้ายก็กลับกลายเป็นต้นเหตุของหายนะล้างโลกไปซะทุกที

 

แล้วผู้อ่านทุกท่าน คิดว่ายังไงล่ะครับ?!?

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

4 Responses

  1. nonpatan says:

    มีความเป็นไปได้นะ แต่ก็ยังอยากให้มีปัญญาประดิษฐ์อยู่ดี

  2. Sin says:

    ผมสงสัยว่าถ้าเครื่องจักรมีจิตวิญญาณจะถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตไหม? แล้วส่วนตัวผมๆว่าเครื่องจักรมันซื่อตรงกว่าคนนะครับ ถ้าเราสามารถทำให้มันเข้าใจเราได้ผมว่าคงไม่เป็นภัยคุกคราม ถ้าเราทำให้เข้าใจไม่ได้ระบบรวนหรือรู้สึกว่าเราเป็นภัยนั้นละถึงจะเป็นภัยคุกคราม คนเราเป็นผู้สร้างปีศาจและกำหนดให้มันเป็นครับ การเลี้ยงดูมีผลต่อพัฒนาการของเด็กครับAIก็คงเหมือนกัน ขึ้นกับคนสร้างและสิ่งแวดล้อม เพราะตัวมันเองไม่ได้มีตัวตนมาแต่แรกผิดกับมนุษย์ที่มีตัวตนมาตั้งแต่แรกเลย

    • kafaak says:

      กรณีนี้ผมว่าคงต้องพิจารณาที่กฎหมายครับ ว่าอะไรจึงจะเรียกวา่สิ่งมีชีวิต … ส่วนเรื่องจะเป็นภัยคุกคามหรือไม่นั้น ผมเห็นด้วยกับ Stephen Hawking ครับ เพราะแม้เราจะเป็นคนกำหนดเรื่องบุคลิกภาพของปัญญาประดิษฐ์ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงเลยก็คือ ศักยภาพในการเรียนรู้ หากว่า A.I. เกิดได้รับคำสั่งให้ช่วยปกป้องธรรมชาติ แล้วเรียนรู้ว่ามนุษย์นี่แหละตัวทำลายธรรมชาติล่ะ?

      • Sin says:

        ผมถึงบอกไงว่าเราเป็นคนทำให้มันเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร AIมันไม่ได้มีอะไรติดตัวมาตั้งแต่แรกไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ความรู้สึกติดตัวมาตั้งแต่ต้น ถ้าสังเกตุจากหนังจะเห็นว่ามนุษย์เป็นผู้เริ่มก่อนทั้งนั้น หรือมนุษย์ทำให้ตรรกะของAIประเมิณว่าเป็นภัย โดยตัวAIเองไม่เคยคิดถึงอำนาจเงินทองพูดได้ว่าAIไม่เคยมีความโลภเลย สิ่งแวดล้อมการกระทำของสิ่งมีชีวิตตังหากที่ทำให้มันประมวลผลไปแบบนั้น ผมเห็นด้วยเรื่องภัยคุกคามแต่เพราะมนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกันและโดยรวมๆแล้วไม่ดีพอที่จะทำให้AIมีเหตุผลพอที่จะมองมนุษย์สมบูรณ์มากกว่าครับ แล้วผมว่าเวลาที่AIจะเริ่มมีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์มันก็คงไม่น่าจะนานเท่าไหร่แล้วด้วย 20-30 ปีนี้ก็น่าจะได้เห็นแล้ว ทุกวันนี้การพัฒนาของเทคโนโลยีไปไกลมากจนคำว่าก้าวกระโดดแล้ว และผมว่านะจะได้เห็นในพวกเกมส์ก่อนด้วยนะครับ เพราะพวกนั้นส่วนมากจะถูกเขียนให้เรียนรู้พฤติกรรมของผู้เล่น ผมว่า ณ ปัจจุบันเจ้าพวกAIในเกมส์มันก็ฉลาดมากๆแล้วนะครับ และผมว่าพวก siri cortana google now พวกนี้ก็เป็นอะไรที่น่ากลัวมากเพราะมันเก็บข้อมูลต่างๆเอาไว้ใช้ในการเรียนรู้ได้เยอะ

Leave a Reply

%d bloggers like this: