Gartner’s Top 10 Strategic Technology Trends for 2015

Gartner Strategic Technology Trends 2015

ที่มาของภาพ: Gartner Symposium ITXPO 2014

 

ในบล็อกตอนที่แล้ว ผมได้พูดถึงทิศทางของเทคโนโลยีของปี 2015 ในมุมมองของไอทีต๊อกต๋อยไปแล้ว ก็ได้เวลาพูดถึงเทรนด์เทคโนโลยีในมุมมองของสำนักวิเคราะห์ผู้เก๋าเกมอย่าง Gartner กันบ้าง ซึ่งเปิดเผยกันในงาน Gartner Symposium ITXPO 2014 ครับ เป็น Top 10 Strategic Technology Trends for 2015 เลย ซึ่งผมไปเก็บตกสรุปมาจากหน้า Newsroom ของทาง Gartner มาให้อ่านกันครับ โดยจะเห็นว่าปีนี้ Gartner แบ่งเทรนด์ทั้งสิบออกเป็น 3 หมวดหมู่ใหญ่ๆ คือ Merging the Real World and the Virtual World, Intelligence Everywhere และ The New IT Reality Emerges ครับ

Merging the Real World and the Virtual World

อย่างแรกสุดเลย Gartner มองว่าเทคโนโลยีในปีหน้านั้น จะเชื่อมต่อโลกเสมือน (Virtual world) เข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง (Real world) ด้วยสามเทรนด์ที่กำลังมาแรงก็คือ

 

1. Computing Everywhere

ที่เป็นเช่นนี้ Gartner มองว่าเป็นเพราะปัจจุบัน Mobile device ครองเมืองแล้ว และพวก Mobile device เหล่านี้ จำนวนมากก็เป็นพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ที่มีพลังในการประมวลผลไม่แพ้พวกเครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อหลายปีก่อน ส่วนพวก Wearable device เองก็เข้ามาเสริมในการ “เก็บข้อมูล” ทำให้ทั้ง Mobile device และ Wearable device กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “สภาพแวดล้อมในการประมวลผล (Computing environment)” ไม่ว่าจะในออฟฟิศ ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในสถานที่สาธารณะต่างๆ

ทาง Mr.David Cearley, Vice President ของ Gartner จึงเห็นว่าเมื่ออุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผล มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะแต่อุปกรณ์ที่องค์กรเตรียมให้กับพนักงาน แต่พนักงานจำนวนไม่น้อย ก็ใช้อุปกรณ์ของตนเองในการทำงาน องค์กรหลายๆ แห่งก็โอบอุ้ม BYOD แล้ว ฉะนั้น มันจึงเป็นความท้าทางของฝ่าย IT ขององค์กร ที่จะต้องปรับตัวเข้ากับความต้องการของผู้ใช้งาน และสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมประเภทของอุปกรณ์ที่พนักงานจะใช้ได้อย่างเต็มที่

 

2. Internet of Things

แปลเป็นไทยง่ายๆ คือ “อะไรๆ ก็ต่อเน็ตไปหมด” ประมาณนั้นแหละครับ … ซึ่งการที่อะไรๆ ก็เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต มันทำให้เกิดข้อมูลจำนวนมหาศาล และตามมาด้วยการบริการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการที่อะไรๆ ก็กลายเป็นดิจิตอลไปหมด โดย Gartner มองว่ามันก่อให้เกิดโมเดลการใช้งานข้อมูลเหล่านี้อยู่ด้วยกัน 4 แบบ คือ

  • Manage: คือการบริหารจัดการอุปกรณ์ต่างๆ โดยมุ่งเน้นไปที่การทำให้ข้อมูลเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น อาศัยประโยชน์จากการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดการส่งต่อของข้อมูลไปประมวลผล และนำเสนออย่างเหมาะสม
  • Monetize: คือการหารายได้จากการใช้งานสินค้าหรือบริการ โดยพิจารณาในแนวของ Usage-based basic หรือ คิดเฉพาะตามที่ใช้จริง
  • Operate: คือการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาควบคุมสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรม ก็อาจจะใช้ระบบควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ในการควบคุมวาล์วต่างๆ หรือการปรับสภาพแรงดันภายในหม้อต้มให้เหมาะสม อะไรแบบนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ เมื่ออยู่ในยุคของ Internet of Things ก็คือ การควบคุมก็จะสามารถทำได้จากระยะไกลเลย
  • Extend: คือการขยับขยายการให้บริการแก่สินค้าหรือบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต … ที่เราเห็นได้ชัดๆ ก็เช่น การที่ Apple อัพเดตระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชันใหม่ให้กับ iPhone และ iPad ผ่าน OTA (Over-the-Air) เป็นต้น ข้อมูลที่ส่งเพิ่มให้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต จะช่วยให้อุปกรณ์มีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น หรือสามารถทำให้องค์กรให้บริการแก่ลูกค้าได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี Gartner เขาบอกว่า องค์กรธุรกิจทั้งหลาย ก็อย่าไปจำกัดตัวเองอยู่กับว่าจะต้องเป็น Internet of Things เท่านั้น ถึงจะใช้โมเดลทั้ง 4 ตามที่บอก … ในโลกออฟไลน์เองก็สามารถนำไปประยุกต์ได้เช่นกัน เช่น การให้เช่าอุปกรณ์แบบคิดค่าบริการเป็นจำนวนครั้ง เป็นต้น

 

3. 3D Printing

Gartner มองว่า ยอดส่งมอบอุปกรณ์เครื่องพิมพ์สามมิตินั้นจะเพิ่มขึ้น 98% ในปี 2015 และปี 2016 อัตราการเติบโตก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และภายในอีกสามปี การพิมพ์แบบสามมิติก็จะถึงจุดสูงสุด อุปกรณ์ราคาประหยัดก็จะทำให้เข้าถึงผู้ใช้งานได้ทุกระดับ และนำไปสู่การลดต้นทุนของการออกแบบ และทำให้การออกทำได้ง่ายขึ้นและดีขึ้น เมื่อผลิตภัณฑ์ต้นแบบนั้นสามารถทำออกมาได้สมจริง จากการพิมพ์สามมิติ

 

Intelligence Everywhere

เมื่ออุปกรณ์มันเยอะ แถมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ข้อมูลมันก็เยอะตาม ฉะนั้น เทรนด์ของ Intelligence Everywhere ก็เลยเฟื่องฟูเพราะเหตุนี้ครับ ซึ่งทาง Gartner มองว่าเทรนด์ปีหน้าก็จะเป็น

 

4. Advanced, Pervasive and Invisible Analytics

อย่างที่บอกครับ ยุคดิจิตอลนี้เป็นยุคข้อมูลเฟื่องฟูมากครับ แต่ข้อมูลทั้งหลายก็มีทั้งแบบที่องค์กรสามารถนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้ และแบบที่เป็นแค่ Noise หรือเสียงรบกวนที่องค์กรไม่พึงประสงค์ ฉะนั้นสิ่งที่จะเฟื่องฟูตามมาก็คือ การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหลายแหล่นี่ให้กลายมาเป็นสิ่งที่องค์กรสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้ และกำจัด Noise ที่รบกวนอยู่ออกไป

Gartner บอกว่า Big Data (ช้อมูลดิบทั้งหลาย) ก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ Big Answers (ผลลัพธ์จากข้อมูลดิบที่จะมาเป็นคำตอบให้แก่องค์กร) นั้นสำคัญกว่า คุณค่าที่แท้จริงจะอยู่ที่คำตอบ ไม่ใช่ข้อมูลครับ … การวิเคราะห์ข้อมูลจึงสำคัญ องค์กรจึงต้องบริหารให้ได้ ว่าจะกลั่นกรองข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Social media, Wearable device หรือแม้แต่ Internet of Things เพื่อกรองเอา Noise ออก และให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างไร

 

5. Context-Rich Systems

เมื่อมีอุปกรณ์ต่างๆ มาคอยป้อนข้อมูลให้ และมีระบบในการประมวลผลที่ดีแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือ ระบบที่สามารถรับรู้บริบทโดยรอบ และมีการปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับบริบทโดยรอบ หรือสามารถแจ้งเตือนต่างๆ โดยพิจารณาจากบริบทโดยรอบได้ โดยตัวอย่างนึงก็คือ Context-aware security ที่อาศัยข้อมูลแวดล้อม เช่น พิกัดที่อยู่ของอุปกรณ์ และ เวลา มาช่วยในการตัดสินใจด้าน Security

 

6. Smart Machines

เมื่อมีข้อมูลจำนวนมาก มีการประมวลผล การวิเคราะห์ข้อมูลที่ดี เมื่อระบบสามารถเข้าใจถึงบริบทแวดล้อมได้ สิ่งที่เกิดต่อมาก็คือ อุปกรณ์ที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น อันเป็นผลมาจากการมีอัลกอริธึ่มที่ก้าวล้ำมากขึ้น ทำให้นอกจากจะเข้าใจถึงบริบทแวดล้อมแล้ว ก็ยังสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ และสามารถตอบสนองต่อบริบทแวดล้อมได้โดยอัตโนมัติด้วย

ตัวอย่างของ Smart machines ก็มีให้เห็นกันเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้, หุ่นยนต์อัตโนมัติต่างๆ รวมไปถึงพวกระบบ Personal assistants อย่าง Siri ในระบบปฏิบัติการ iOS เป็นต้น

 

The New IT Reality Emerges

และเทรนด์ชุดสุดท้ายที่ Gartner มองไว้ก็คือไอทียุคใหม่นี่แหละครับ โดยมี 4 ตัว คือ

 

7. Cloud/Client Computing

เรื่องของ Cloud/Client computing ก็ยังคงจะเป็นกระแสในโลกไอทีต่อไป จริงๆ แล้ว อาจจะเป็นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเราได้ทั้งปัจจัยหนุนจากค่าบริการอินเทอร์เน็ตที่ถูกลง แบนด์วิธที่มากขึ้น ในอนาคต องค์กรก็จะได้ประโยชน์จาก Cloud/Client computing นี้มากกว่าแค่การใช้บริการอย่างพวก Cloud storage หรือพวก Software as a Service (SaaS) แล้ว แต่งานบางอย่าง เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชั่น ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกองค์กร ก็สามารถใช้ได้ประโยชน์จากการทำงานเป็นทีม โดยมี Cloud computing เป็นตัวเชื่อมได้ด้วย

ในระยะสั้นนั้น Cloud/Client computing ก็จะเน้นไปที่การ Sync พวกเนื้อหาและแอปพลิเคชั่นจากอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่ว่าในระยะยาวนั้น ความต้องการที่จะทำงานเป็นทีม จะทำให้ Cloud/Client computing เข้าไปด้วย การเข้าถึงเนื้อหาเดียวกันได้พร้อมๆ กัน และสามารถใช้งานได้พร้อมๆ กัน บนอุปกรณ์ที่หลากหลายด้วย

8. Software-Defined Applications and Infrastructure

บริการต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น จะรอให้มีคนมาปรับตั้งค่าของพวกแอปพลิเคชั่นและโครงสร้างต่างๆ เองไม่ได้ การตั้งค่าต่างๆ เหล่านี้ควรจะทำได้ผ่านทางการควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ ซึ่งการปรับแต่งผ่านทางซอฟต์แวร์แบบนี้ สามารถทำได้ผ่านทาง API (Application Programing Interface) ครับ โดยซอฟต์แวร์จะแจ้งผ่านทาง API เพื่อบอกว่าอยากได้อะไรแบบ ไหน อย่างไร แล้วทางระบบของผู้ให้บริการก็จะปรับตั้งค่าเองโดยอัตโนมัติ

องค์กรจะต้องปรับตัวเข้าหาเทรนด์นี้ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรใหญ่ๆ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการที่ในยุคดิจิตอลแบบนี้ก็นับวันยิ่งทวีมากขึ้นเรื่อยๆ มีความต้องการในการอัพสเกลของระบบขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งาน

 

9. Web-Scale IT

เป็นรูปแบบของการให้บริการด้านไอทีในระดับโลก ที่จะให้ขีดความสามารถระดับผู้ให้บริการ Cloud computing ภายใต้บริบทขององค์กร … Gartner มองว่า หลายๆ องค์กรจะเริ่มคิด และสร้างแอปพลิเคชั่นและโครงสร้างของระบบให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับพวกยักษ์ใหญ่แห่งวงการเว็บอย่าง Amazon, Google และ Facebook มากขึ้น

อย่างไรก็ดี สิ่งนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่จะเป็นไปแบบ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

 

10. Risk-Based Security and Self-Protection

ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญในยุคดิจิตอลและในระดับองค์กรก็คือ ความมั่นคงปลอดภัย (Security) และองค์กรต่างๆ ก็จะเริ่มตระหนักว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นมา สิ่งที่พึงทำคือการจัดให้มีกระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยงและหาเครื่องมือเข้ามาช่วยบรรเทาความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่รับได้มากกว่า

ในโลกยุคดิจิตอล ลำพังมีแค่ Firewall มันไม่เพียงพอสำหรับองค์กรแล้ว ซอฟต์แวร์ที่ใช้ แอปพลิเคชั่นที่มาในองค์กร ต้องถูกออกแบบมาให้มีลักษณะยืดหยุ่น สามารถตระหนักรู้ถึงช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัย และสามารถปกป้องตัวเองได้

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

Leave a Reply

%d bloggers like this: