ทิศทางเทคโนโลยีปี 2015 ในมุมมองไอทีต๊อกต๋อย

Art, Technology, Commerce
Image credit: Thomas Hawk via Compfight

 

บล็อกตอนนี้ เกิดจากการทวีตเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2557 ครับ คือเป็นปกติของทุกปี ที่พอย่างเข้าปีใหม่แล้ว บรรดาสื่อเทคโนโลยีต่างๆ ก็จะต้องออกมาทำนายทายทักว่า ปีหน้าเทรนด์เทคโนโลยีจะมีอะไรให้เห็นกันบ้าง … ปีนี้ผมครึ้มอกครึ้มใจ เลยขอปาดหน้าสื่อต่างๆ เขียนบล็อกถึงสิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นทิศทางลมของเทคโนโลยีในปี 2558 ที่จะถึงครับ … แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมจะพูดถึงนี้มันเป็นแค่การคาดเดาของผมเอง ในมุมมองแคบๆ ของไอทีต๊อกต๋อยคนนึง ที่ได้เห็นโลกมาแค่ประมาณนึงครับ และจะไม่ขอพูดไปไกลจนถึงหลายๆ ปีข้างหน้า ขอพูดถึงแค่ปีหน้าปีเดียวพอนี่แหละ

 

ตลาด PC และ Notebook

วันก่อนนู้นผมได้คุยสั้นๆ กับ Follower ท่านนึง คือ @topquark เรื่องความซบเซาของตลาด PC และ Notebook ที่นับวันๆ ก็เห็นได้ชัดว่า Mobile device อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตค่อยๆ เข้ามากลืนกันส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น โดยผมมองว่าทั้ง PC และ Notebook มันไม่มีความโดดเด่นมากพอที่จะสร้าง Impulse หรือความรู้สึกกระหายอยากซื้อ ให้กับผู้ใช้งาน … แต่ท่าน @topquark ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจมากว่า เป็นเพราะผู้ใช้งานมี Engagemnet กับ PC และ Notebook สู้พวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตไม่ได้

 

 

Windows 10 Desktop

 

การมาของระบบปฏิบัติการ Windows 10 ของ Microsoft แม้จะเอาใจผู้ใช้งานด้วยการคืนปุ่ม Start menu แบบเดิมมา และการปรับปรุง User Interface แบบใหม่ จะไม่ได้ช่วยกระตุ้นความรู้สึกอยากซื้อ PC หรือ Notebook เครื่องใหม่นัก … และการลดราคาแข่งขันกันของเหล่าผู้ผลิตก็จะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว อุปกรณ์อย่าง PC หรือ Notebook ถูกมองเป็น Working machine ซึ่งจะมีวงรอบของการ “ซื้อใหม่” ที่นานขึ้น อาจจะ 3-4 ปีเลยด้วย

เผลอๆ นะ Microsoft อาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ จากที่เคยหารายได้จากการขายระบบปฏิบัติการ ก็อาจจะต้องกลายเป็นแจกระบบปฏิบัติการฟรีๆ ซึ่งจริงๆ ตอนนี้เราก็ได้เห็น Microsoft เริ่มแจกระบบปฏิบัติการให้ผู้ผลิต OEM ฟรีๆ เพื่อทำแท็บเล็ตระดับ Entry level ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 8.1 ราคาสู้กับพวก Android tablet ได้ … แต่สถานการณ์อาจจะลามปามไปถึงระดับอื่นๆ ด้วย เพราะว่าผู้คนเริ่มติดนิสัยจากแนวทางของ Mobile device ซึ่งระบบปฏิบัติการมาฟรีพร้อมกับอุปกรณ์ และอัพเดตเป็นเวอร์ชันใหม่ๆ ฟรีด้วยน่ะ

 

ตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

จากที่ได้เห็น iPad Air 2 และ iPad Mini 3 กับการเปิดตัว iPhone 6 Plus ในปีนี้ ปีหน้าตลาดแท็บเล็ตน่าจะซบเซาลงไปอีกครับ เพราะนับวันสมาร์ทโฟนก็แทบจะไปทดแทนแท็บเล็ตได้มากขึ้นเรื่อยๆ … ความต้องการแท็บเล็ตจะยังคงมี สำหรับคนที่ได้ประโยชน์จากหน้าจอใหญ่ๆ จริงๆ แต่อุปสงค์จะลดลง เพราะผู้คนจำนวนไม่น้อยที่อยากได้แท็บเล็ตเพราะต้องการจอใหญ่ๆ ประมาณนึง จะเริ่มหันไปจัดพวกสมาร์ทโฟนจอ 5.5 นิ้วขึ้นไป ซึ่งราคาเริ่มอยู่ในเกณฑ์ซื้อมาใช้ได้ไม่ยากมากขึ้น

 

apple-vs-android
Creative Commons License Nerds On Call via Compfight

 

ขาใหญ่แห่งวงการสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต จะยังคงเป็น Apple และ Samsung อยู่ครับ โดย Samsung จะเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดในเรื่องของยอดขาย และ Apple จะเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดในแง่ของผลกำไร แต่ที่น่าจับตามองคือ แบรนด์จีนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Oppo, Lenovo, Huawei, Xiaomi, Meizu หรือ OnePlusOne ที่เริ่มลบภาพ “คุณภาพต่ำ” ของแบรนด์จีนออกไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว โดยเฉพาะ Oppo ที่ในประเทศไทยเริ่มรุกหนักขึ้นเรื่อยๆ และเราก็ได้เห็นชื่อของแบรนด์นี้ตามสื่อต่างๆ มากขึ้นแล้ว

แบรนด์จีนได้เปรียบกว่าตรงที่สามารถทำสเปกแรงๆ ได้ ในราคาที่ประหยัดกว่าแบรนด์อย่าง Apple หรือ Samsung และมีฐานผู้ใช้งานเต็มๆ ในประเทศของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย … การมาของแบรนด์จีนจะทำให้นิยามของสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ต้องเปลี่ยนไปอีกครั้ง จากเดิมที่เป็นสมาร์ทโฟนสเปกแรงๆ เน้นไปที่ตัวเลขสเปกมากๆ ก็จะกลายเป็น สมาร์ทโฟนที่ต้องมีนวัตกรรม มีฟังก์ชั่นแบบ Exclusive หรือเลือกใช้วัสดุที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมมากๆ

 

Oppo R5 ด้านข้าง

 

อ้อ! คำว่า “ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยม” เนี่ย ลำพังแค่ “บาง” และ “อลูมิเนียม” มันอาจจะไม่เพียงพอแล้วด้วย เพราะสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตแบรนด์จีน ราคาช่วงหมื่นต้นจนถึงหมื่นกลาง ก็ทั้งบางและใช้อลูมิเนียมมาเป็นวัสดุตัวเครื่องกันแล้ว เช่น Oppo R5 ที่บางแค่ 4.85 มม. และใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมทำตัวเครื่อง แถมทำขอบมนเรียบ ขัดด้วยมืออีกต่างหาก

 

Lumia Answer

 

ส่วน Windows Phone ที่เปลี่ยนมือจาก Nokia มาเป็น Microsoft แล้ว … หลังจากที่ Official Twitter account ของ Microsoft Lumia ตอบผู้ใช้งานคนนึงว่า Windows Phone 8 ทั้งหมด จะไม่ถูกลอยแพ แต่จะได้อัพเกรดเป็น Windows Phone 10 ทั้งหมดเลย ก็น่าจะทำให้ผู้ใช้งานอุ่นใจได้ และที่เหลือก็ต้องดูว่า Windows Phone 10 นั้น จะทำออกมาได้ดีแค่ไหนน่ะครับ … Windows Phone ยังไม่น่าจะตาย และเนื่องจากแทบไม่มี Partner รายใดทำ Windows Phone เลย (เพราะไปทำ Android กันซะหมด … ฮา) Microsoft ก็น่าจะลุยตลาดสมาร์ทโฟนได้เต็มที่ ทำการตลาดได้เต็มเหนี่ยวมากขึ้นล่ะ และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง บวกกับการสร้าง Ecosystem ที่ดี กระตุ้นให้คนพัฒนา App ดีๆ ขึ้นมาให้มากขึ้น (ตรงนี้ Microsoft อาจจะต้องทุ่มทุนหนักหน่อย) สถานการณ์ก็อาจจะดีขึ้นก็ได้

 

ตลาด Wearable device

เป็นอะไรที่ จะเรียกว่าเป็นน่านน้ำสีน้ำเงินก็ได้ หรือจะเป็นน่านน้ำสีแดงก็ใช่ … อยู่ที่ว่าเรามองตลาดนี้ในมุมไหน … ที่บอกว่าเป็นน่านน้ำสีเงินก็เพราะว่าผมยังไม่เห็นว่าแบรนด์ใดจะตอบโจทย์ Wearable device ได้แบบเต็มๆ นัก (สำหรับ Apple watch เองก็ยังคงต้องรอดูว่าของจริงจะเป็นยังไง) ฉะนั้นแบรนด์ใดตีโจทย์แตก แบรนด์นั้นก็สบาย … แต่ที่บอกว่าเป็นน่านน้ำสีแดงก็เพราะว่า ตอนนี้หลากค่ายหลายแบรนด์ก็พยายามออก Wearable device กันมายกใหญ่ หากเรามาดูเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์จำพวก Smartwatch หรือ Activity tracker เนี่ย เพียบเลยครับ แต่ยังหาที่แจ่มๆ เจ๋งๆ จริงๆ ยังไม่เจอเลยเหมือนกัน

Wearable device แบบ Standalone จะยังหาผู้ชนะไม่ได้ จนกว่าจะตีโจทย์เรื่อง Input ได้สำเร็จ การป้อนข้อมูลผ่าน On-screen keyboard หรือ Voice recognition ยังไม่ใช่ทางออก เพราะ On-screen keyboard ก็ขนาดเล็กเกินไป ในขณะที่ Voice recognition นั้นเทคโนโลยีก็ยังไม่พร้อม 100% และในการทำงานแบบหลากหลายภาษา หลากหลายสำเนียง ก็ยังไม่สมบูรณ์ … การใช้ Gesture แม้ว่าจะไม่มีข้อจำกัดอย่างเดียวกับ On-screen keyboard หรือ Voice recognition แต่ว่ามันก็มีขีดจำกัดเรื่องความหลากหลายของ Gesture ในการสั่งงาน

ดังนั้น Wearable device ก็จะยังคงเป็นแนว Companion คือ รับ Input แบบง่ายๆ ทั้งจากการ Touch, การกดปุ่ม หรือแม้แต่เซ็นเซอร์ต่างๆ เพื่อนำข้อมูลไปประมวลผลกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่เชื่อมต่ออยู่แทน และหากเป็นพวก Smartwatch ก็จะมีการรับ Input (เช่น Notifications) จากสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต มาแสดงผลบนหน้าจอ

 

 

ผู้ชนะในตลาด Wearable device นั้น จะต้องมองเป็นรายกลุ่มผลิตภัณ์ไป แต่ผู้ที่จะทำตลาดได้ดี คือแบรนด์ที่ออกแบบ Wearable device ให้มีหลากหลายฟังก์ชั่น มีดีไซน์ที่มากประโยชน์ครับ เช่น Huawei TalkBand B1 ที่เป็นได้ทั้ง Activity tracker เป็นได้ทั้ง Smartwatch และเมื่อมีโทรศัพท์เข้ามา ก็สามารถปลดออกมาแล้วใช่เป็น Bluetooth headset ได้ด้วย

 

 

และเพราะความที่ Wearable device เป็นอะไรที่ยังใหม่มากๆ และหากไม่นับ Smartwatch เพียวๆ แล้ว ก็ยังถือว่าเป็นน่านน้ำสีน้ำเงิน ที่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นต่างๆ คิดค้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาได้ เราก็อาจจะได้เห็น Startup ใหม่ๆ ที่ทำอะไรน่าทึ่งออกมาอีกเยอะ เช่น Nixie ที่เพิ่งชนะเลิศได้รางวัล $500,000 จาก Intel ในการประกวด Make It Wearable ที่เป็นโดรนขนาดเล็ก พร้อมกล้อง บังคับด้วยสมาร์ทโฟน แต่ที่เจ๋งคือ มันสามารถพับเพื่อสวมเข้ากับข้อมูลได้ พกพาสะดวกเลย

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: