ภาษีของความโชคดี – ถูกรางวัลยังต้องจ่ายภาษีอีกเหรอ?!?

TrueMoveH 4G Ferrari

 

วันนี้ผู้บริหารทรูมูฟเขาจับรางวัลผู้โชคดีได้ซูเปอร์คาร์ Ferri 458 Italia มูลค่า 27 ล้านบาท ทำให้ผมคิดถึงเรื่องเรื่องนึงได้ เลยอยากเอามาเขียนบล็อกสั้นๆ ไว้ที่ตรงนี้ซักหน่อย เกี่ยวกับเรื่องของ “ภาษี” ครับ เพราะหลายๆ คนเข้าใจว่า เมื่อถูกรางวัล ก็จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วก็จบกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้จบแค่ตรงนั้นนะครับ เลยอยากเอามาเล่าสู่กันอ่านกันหน่อย จะได้เข้าใจเรื่อง “ภาษี” ให้กระจ่างขึ้นครับ

ออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ไม่ใช่กูรูด้านภาษีอะไรทั้งสิ้น มันเป็นแค่ผลมาจากการค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ของกรมสรรพากร และความช่วยเหลือของ Google เท่านั้นล่ะครับ

 

ทำความเข้าใจเรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่าย กันก่อน

เรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่าย มีกันมานานแล้วครับ ถ้าให้ย้อนไป เท่าที่ผมหาข้อมูลได้ ก็คือตั้งแต่สมัย ปี พ.ศ.2528 ที่กรมสรรพากรมีคำสั่งที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2528 โดยมีผลใช้บังคับสำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมิน ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2528 เป็นต้นไป … หลังจากนั้นก็มีกฎกระทรวงออกตามมาเพิ่มเพื่อขยายฐานภาษี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้มีเงินได้ แต่โดยสรุปแล้ว สำหรับกรณีของการได้รางวัลจากการชิงโชค

 

การหักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีของการชิงโชค

 

มันจึงเป็นที่มาของการจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามตารางด้านบนนั่นแหละครับ และเราๆ ท่านๆ ก็ต้องจ่ายด้วย เพราะพวกเราคือ “บุคคล” ตามกฎหมายครับ และก็เมื่อเราได้รางวัลซึ่งมีมูลค่าเป็นตัวเงินได้ ซึ่งก็เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ม.39 เราก็ถือว่าเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ม.40 ครับผม

เป้าหมายของภาษีหัก ณ​ ที่จ่าย ก็คือ เพื่อผ่อนคลายการจ่ายภาษีจำนวนมากในตอนปลายปี และเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีครับ เพราะการหัก ณ ที่จ่ายก่อน ก็เท่ากับจ่ายภาษีไปก่อนแล้วระดับหนึ่ง ซึ่งสามารถนำไปหักออกจากยอดภาษีที่เราต้องจ่ายทั้งหมดได้ และในขณะเดียวกัน กรมสรรพากรก็ได้เงินภาษีมาส่วนหนึ่งก่อนแล้วแน่นอนน่ะครับ

 

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา … ทุกคนต้องจ่ายภาษี ไม่เกี่ยวกับอายุหรือเพศ

เมื่อคนมีรายได้พึงประเมิน ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีครับ เป็นหน้าที่ของประชาชน และอย่างที่บอกไปนั่นแหละ เงินได้พึงประเมินมีอะไรบ้าง ประมวลรัษฎากร ม.39 เขาบอกเอาไว้อยู่แล้ว แต่เพื่อให้ชัดเจนในบทความนี้เลย ก็สรุปได้ตามนี้ครับ

1. เงิน
2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้
5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นรางวัลอะไร หากมันเป็นเงิน หรือ ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน หรือ ประโยชน์อะไรก็ตามที่อาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน นั่นคือเราต้องยื่นเสียภาษีด้วยกันทั้งสิ้น และไม่มีกฎหมายข้อใดที่ระบุไว้ว่าต้องจ่ายภาษีเมื่ออายุครบเท่าไหร่ มีแต่ระบุเอาไว้ว่าเรามีสิทธิ์หักลดหย่อนได้ในเรื่องอะไรบ้าง และแต่ละเรื่องหักได้เป็นเงินเท่าไหร่ ซึ่งหากรายได้ของเราน้อยกว่าสิทธิ์หักลดหย่อน เราก็ไม่ต้องเสียภาษีครับ

หรือสรุปง่ายๆ ทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษี หากมีรายได้ แต่อาจจะไม่ต้องเสียภาษีเพราะรายได้น้อยกว่าสิทธิ์หักลดหย่อนครับ

ฉะนั้น ที่บางคนเข้าใจว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะจ่ายก็นู่น เมื่อทำงาน เด็กนักเรียน เด็กน้อยทั้งหลาย ยังไม่ได้ทำงานทำการ ไม่ต้องจ่ายภาษี เป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ … ที่ไม่ต้องจ่ายก็แค่เพราะว่ารายได้ยังไม่มากพอ เมื่อหักสิทธิ์ลดหย่อนแล้วก็เลยไม่ต้องจ่ายภาษีเท่านั้นเอง

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พ.ศ.2556-2557

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแตกต่างกันออกไปตามแต่ละปี … ถ้ายังไงก็ควรติดตามเอาจากเว็บไซต์ของกรมสรรพากรนะครับ ส่วนตารางด้านบนที่ผมเอาให้ดูนั้น เป็นอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปี พ.ศ.2556 และ 2557 ครับ

 

ถูกรางวัล … จ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้ว ยังต้องเอามาคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกเหรอ?!?

ใช่สิครับ เพราะจริงๆ แล้ว เงินที่ได้จากรางวัลต่างๆ นั้น หากเข้าข่ายเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ม.39 แล้ว ก็ต้องเอามาคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งนั้นแหละ และอย่างที่บอกไปในตอนแรก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่ภาษีที่เก็บเพิ่ม หรือ ซ้ำซ้อน แต่อย่างใด (เพราะสามารถนำมาใช้หักออกจากการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปีได้) แต่เป็นภาษีที่กรมสรรพากรเก็บเพื่อให้เราไม่ต้องเสียภาษีเป็นก้อนโตมากตอนปลายปี เพราะได้เสียไปบางส่วนก่อนแล้ว และเพื่อให้กรมสรรพากรได้เงินภาษีไปส่วนนึงก่อน เผื่อคนได้รางวัลจะเลี่ยงภาษี ประมาณนั้น

ฉะนั้น สมมติกรณีของผู้โชคดีได้รับรางวัล Ferrari 458 Italia 27 ล้านบาท นะครับ ติ๊ต่างว่าคนที่ถูกรางวัลคือเด็กน้อยอายุ 10 ขวบ ไม่ได้มีรายได้อื่นใด และไม่มีอะไรให้ไปหักลดหย่อน (ไม่ได้ซื้อกองทุน ไม่ได้มีพ่อแม่ชรา ฯลฯ) มีแค่ส่วนที่เป็น “หักค่าใช้จ่ายส่วนตัว” คิดจากอัตรา 40% ของรายได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ก็จะต้องเสียภาษีตามนี้ครับ (ผมใช้โปรแกรมคำนวณภาษีออนไลน์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

 

ภาษีที่ต้องจ่าย เมื่อถูกรางวัล Ferrari

 

ครับ มูลค่าของ Ferrari 458 Italia คือ 27 ล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว ก็นำไปคำนวณภาษีตามขั้นต่อ ก็สรุปว่าต้องจ่ายภาษีทั้งสิ้น 9,522,800 บาทครับ เพียงแต่เมื่อถูกรางวัล ตามกฎหมายก็ต้องจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่าของของรางวัลก่อน ซึ่งก็คือ 1,350,000 บาท ครับ ฉะนั้น เมื่อเราจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ตอนปลายปีเราก็ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม(แค่) 8,172,800 บาทครับ

ดูจากตรงนี้แล้ว อาจจะรู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ได้ช่วยให้เราจ่ายภาษีลดลงซักเท่าไหร่เลย ยังต้องจ่ายอีกตั้งแปดล้านกว่า … แต่จริงๆ แล้ว เราก็ลดภาระไปได้ร่วมล้านกว่าบาทอยู่นะครับ เพียงแต่เผอิญว่ารางวัลอย่าง Ferrari นี่มันมูลค่าสูงไปหน่อยน่ะ เหอๆ

แต่ในทางกลับกัน หากรายได้ทั้งปีของเรา รวมกับมูลค่าของของรางวัลที่เราได้มา ซึ่งถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไป 5% รวมกันแล้วไม่ถึง 150,000 บาท ซึ่งกฎหมายให้ข้อยกเว้นไว้ ตอนปลายปีเราก็สามารถที่จะยื่นภาษี เพื่อขอคืนภาษีที่เราจ่ายไปมาได้ครับผม … ซึ่งกรณีนี้อาจจะเป็นไปได้ เมื่อผู้ถูกรางวัลเป็นเยาวชนที่ยังไม่มีรายได้ทางอื่นครับ เช่น หากเด็กน้อย 10 ขวบถูกรางวัลเป็น iPhone 6 Plus 64GB มูลค่า 33,400 บาท โดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไป 5% เป็นเงิน 1,670 บาท และน้องคนนี้ไม่ได้มีรายได้ทางอื่นอีก เมื่อถึงปลายปี เราก็ต้องยื่นภาษีให้น้องเขาครับ เพื่อทำเรื่องขอภาษีคือ 1,670 บาท นั่นเอง

 

สรุปแบบง่ายๆ นะครับ

ถ้าเกิดว่า …

 

เงินได้พึงประเมินของเรา + มูลค่าของของรางวัลที่เราได้ > เงินได้สุทธิที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตาม พรก.ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร

 

เราก็จำเป็นต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม ตามที่คำนวณได้ด้วยโปรแกรมคำนวณภาษีของกรมสรรพากร

 

แต่ถ้าเกิดว่า …

 

เงินได้พึงประเมินของเรา + มูลค่าของของรางวัลที่เราได้ < เงินได้สุทธิที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตาม พรก.ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร

 

เราก็สามารถยื่นภาษีเพื่อขอคืนภาษีในส่วนที่เราจ่ายไปได้ครับผม

แบบนี้น่าจะเข้าใจตรงกันนะครับผม

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

Leave a Reply

%d bloggers like this: