รีวิวรุ่นล่า นาฬิกาไฮเทค รีวิว Samsung Galaxy Gear S

Print Friendly

Galaxy Gear S

ได้มาลองเล่นพักใหญ่ๆ ก็ถึงเวลาที่จะเขียนรีวิวให้ได้อ่านกันจริงๆ ซะทีครับสำหรับเจ้านาฬิกาไฮเทคจากค่าย Samsung ที่นามว่า Galaxy Gear S นี่ครับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Samsung ทำผลิตภัณฑ์ในหมวดหมู่นี้ออกมา เพราะก่อนหน้าก็เริ่มต้นด้วย Galaxy Gear มาแล้ว ฉะนั้น Galaxy Gear S นี่ก็นับเป็นตัวที่ 5 ของ Samsung แล้วละครับในหมวดหมู่นี้ แต่นี่เป็นรุ่นแรกที่ให้เราใส่ซิมการ์ดใช้งานได้ … ทาง Samsung แม้จะยังไม่ได้วางจำหน่ายในประเทศไทย ณ ขณะนี้ แต่ว่าก็เคาะราคากันมาแล้วว่าคือ 11,900 บาท ฉะนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า นาฬิกาไฮเทคราคาเรือนหมื่นนี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกอะไรในชีวิตเราบ้าง

 

หยิบมาดูรูปร่างหน้าตาของ Galaxy Gear S กันก่อนครับ

ในขณะที่ Samsung Galaxy Gear และ Galaxy Gear 2 นั้นจะออกมาสไตล์ใกล้เคียงกัน Galaxy Gear S นั้นออกแบบมาในแนวผสมผสานระหว่าง Galaxy Gear บวกกับ Galaxy Gear Fit ครับ คือ มีขนาดหน้าจอใหญ่ 2 นิ้ว ในขณะที่หน้าจอเป็นแบบโค้งรับกับข้อมือของเรา

 

หน้าจอ 2" Super AMOLED แบบโค้ง พร้อมปุ่ม Home สไตล์ Samsung

 

บนหน้าจอขนาด 2 นิ้วนี่ จะมีก็แค่ปุ่ม Home ที่ออกแบบมาคล้ายๆ กับพวก Samsung Galaxy รุ่นหลังๆ คือ เป็นปุ่มแบบ แบนๆ ยาวๆ ครับ ด้านข้างของปุ่มจะเป็นพวกเซ็นเซอร์วัดแสง (สำหรับใช้ในการปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ) และเซ็นเซอร์วัดความเข้มของแสง UV ครับ

 

สายแบบ Strap type เลื่อนปรับให้เหมาะกับขนาดข้อมือได้

 

ตัวสายเป็นแบบ Rubber band ครับ (จะเรียกสายพลาสติกก็น่าจะพอได้) เห็นจากเว็บเขาว่ามีให้เลือกสองแบบคือ Strap type กับ Bangle type โดยแบบที่ผมได้มารีวิวคือแบบ Strap type ครับ จะมีลักษณะคล้ายๆ กับนาฬิกาข้อมือ แต่หากเป็นแบบ Bangle type จะออกแนวกำไลข้อมือซึ่งเหมาะกับผู้หญิงมากกว่า

 

Samsung Galaxy Gear S Strap typeSamsung Galaxy Gear S Bangle type

ภาพ: (ซ้าย)​ Strap type (ขวา) Bangle type

 

ด้านหลังของ Galaxy Gear S มีช่องใส่ Nano SIM card, เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจ และขั้วทองเหลืองสำหรับชาร์จแบตเตอรี่

 

ด้านหลังของ Samsung Galaxy Gear S เนี่ย ก็จะเป็นช่องใส่ Nano SIM card (ใช่ครับ ขนาดเดียวกับที่ใช้กับ iPhone 5 หรือใหม่กว่า และ Samsung Galaxy Alpha นั่นแหละ) กับเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ แล้วก็ขั้วต่อชาร์จแบตเตอรี่ครับ … แต่ผมสังเกตว่าช่องใส่ซิมเนี่ยแกะยากมากสำหรับคนที่ไว้เล็บสั้นๆ (เช่นผมเป็นต้น … ผมต้องไปหาอุปกรณ์มาช่วยแงะออกมาอ่ะ)

 

รูไมโครโฟน และรูปลำโพงของตัว Samsung Galaxy Gear S … แน่นอนว่าลำโพงเอาไว้สำหรับส่งเสียงเตือนต่างๆ รวมไปถึงเวลาสนทนาโทรศัพท์ ในขณะที่ไมโครโฟน ก็เอาไว้ใช้สนทนาโทรศัพท์นั่นเองครับ

 

อีกด้านของแจ็กเก็ตชาร์จแบตเตอรี่ Galaxy Gear S จะเห็นขั้วทองเหลืองไว้ชาร์จแบตเตอรี่ด้านข้างของแจ็กเก็ตมีพอร์ต Micro USB 2.0 ไว้ชาร์จแบตเตอรี่

 

อาจจะเพราะต้องการให้มันกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP67 ก็เลยไม่สะดวกที่จะให้มีพอร์ต Micro USB สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตัว Galaxy Gear S เลยต้องอาศัยอุปกรณ์ชาร์จแบบแจ็กเก็ตเข้ามาช่วย แต่ที่เพิ่มเข้ามาคือการทำให้ตัวแจ็กเก็ตเป็น PowerBank ขนาดย่อมๆ ในตัว เวลาเอาไปใช้งานนอกสถานที่แล้วแบตเตอรี่ของ Samsung Galaxy Gear S จะหมด ก็เสียบแค่แจ็กเก็ตนี่เข้าไป ก็เป็นการชาร์จแบตเตอรีไ่ด้เลย

 

สเปกของ Samsung Galaxy Gear S

จริงๆ แล้ว ในฐานะ Smartwatch นี่ เราจะไม่ค่อยได้เห็นสเปกละเอียดซักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะมันยังไม่ถึงขั้นทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมายเหมือนกับพวกสมาร์ทโฟนมากนัก ส่วนใหญ่ก็มักจะต้องพึ่งพาสมาร์ทโฟนช่วยประมวลผลเป็นหลักซะมากกว่า แต่สำหรับ Samsung Galaxy Gear S เนื่องจาก Samsung ดูจะออกแบบมาให้เป็นแบบ กึ่งจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง (สังเกตได้จากการใส่ซิมได้) ฉะนั้น มาดูสเปกกันซักหน่อยก็ดีนะครับ

  • CPU: Dual-core 1.0GHz
  • RAM: 512MB
  • Internal storage: 4GB
  • Display: Super AMOLED 2″ ความละเอียด 360×480 พิกเซล (300ppi)
  • Connectivity
    • 2G: 900/1800MHz
    • 3G:900/2100MHz
    • WiFi: 802.11b/g/n
    • Bluetooth: 4.1 A2DP
  • Operating system: Tizen
  • Battery: 300mAh
  • Dimensions: 58.1 มม. x 39.9 มม. x 12.5 มม.
  • Weight: 67 กรัม
  • Price: 11,900 บาท

แต่ทว่า ผมไม่สามารถวัดประสิทธิภาพของ Galaxy Gear S ได้แบบเดียวกับที่ผมทำกับสมาร์ทโฟนนะครับ เพราะด้วยความที่เป็นระบบปฏิบัติการ Tizen ครับ เลยไม่ได้มี App วัดประสิทธิภาพอะไรมารองรับ (จริงๆ ตอนนี้ก็มี ROM ที่เป็นระบบปฏิบัติการ Android แล้ว แต่ว่าผมไม่ได้ดาวน์โหลดมาลองใช้นะครับ)

 

ประสบการณ์ในการใช้งาน Samsung Galaxy Gear S

ผมเลือกใช้คำว่า Galaxy Gear S ทำงานได้แบบกึ่งจะอยู่ได้ด้วยตัวเองก็เพราะว่าก่อนจะใช้งาน Samsung Galaxy Gear S ได้นั้น มันต้องทำการ Activate ก่อน ซึ่งจำเป็นต้องใช้สมาร์ทโฟนของ Samsung รุ่นที่รองรับ ซึ่งได้แก่ รุ่นใดรุ่นหนึ่งดังต่อไปนี้

  • Galaxy Note series: Galaxy Note 4 (LTE), Galaxy Note 3 (LTE | 3G), Galaxy Note 2 (3G), Galaxy Note 3 neo (3G)
  • Galaxy S series:Galaxy S5 (LTE), Galaxy S4 (3G), Galaxy S3 (3G), Galaxy S4 Zoom (3G)
  • Other series:Galaxy Alpha (LTE), Galaxy Grand 2 (3G), Galaxy Mega 6.3 (3G), Galaxy Mega 2 (LTE), Galaxy K Zoom (3G)

ก็ถือว่ารองรับอยู่หลายรุ่น และหลายๆ Segment ที่ผู้ใช้งาน Samsung สมาร์ทโฟนเขาใช้กัน เพียงแต่ต้องดาวนโหลด App Gera Manager มาติดตั้งเพื่อใช้เชื่อมต่อด้วยนะ … แต่ผมก็ยังงงอยู่ดีว่า ในเมื่ออุตส่าห์ทำให้มันใส่ SIM card ใช้งานได้แล้ว ทำไมยังต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อ Activate อีกล่ะเนี่ย

 

ติดฟิล์มกันรอยแล้ว ไปไม่รอดครับ
ในการใช้งานในฐานะนาฬิกา หลายๆ คนก็กลัวกันว่า แล้วหน้าจอแสดงผลมันจะเป็นรอยได้ง่ายไหม … นั่นสินะ มันไม่มีข้อมูลเรื่องกระจกหน้าจอที่ใช้ด้วย ว่าเป็น Corning Gorila Glass หรือเปล่า ฉะนั้นหลายๆ คนก็จะมองข้ามช็อตไปที่การติดฟิล์มกันรอย ซึ่งจากที่ผมลองทดสอบแล้ว ขนาดเลือกติดฟิล์มชนิดบางเฉียบแล้ว ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบโค้ง ก็ทำให้ติดฟิล์มกันรอยไม่สำเร็จ ดูในรูปจะเห็นได้ว่าเกิดฟองอากาศขนาดใหญ่มากมายบนหน้าจอครับ

 

ฟิล์มสติ๊กเกอร์กันรอยที่จะใช้ติด Galaxy Gear Sการติดฟิล์มกันรอยกับ Galaxy Gear S ยากเอาการ เพราะหน้าจอโค้งฟิล์มแบบสติ๊กเกอร์ ต้องเป่าลมร้อนให้ติดแนบแน่น

 

ไม่แน่ใจว่าผู้ใช้งานท่านอื่น ไปหาฟิล์มกันรอยที่ร้านไหน ที่สามารถติดกับหน้าจอโค้งๆ แบบนี้ได้ … แต่สำหรับผม ทางเลือกที่สองก็คือการติดฟิล์มกันรอยแบบสติ๊กเกอร์ครับ แบบนี้จะบางกว่า และแน่นอนว่ามันป้องกันรอยขีดข่วนได้ไม่ดีเท่า (แต่มองอีกแง่คือ ก็ดีกว่าไม่มี) ซึ่งฟิล์มสติ๊กเกอร์นี้ เวลาติดก็จะต้องใช้น้ำยาบางอย่างมาช่วยให้ฟิล์มติดกับหน้าจอแนบแน่น และใช้ลมร้อนเป่า เพื่อให้มันติดสนิทกับหน้าจอ

 

ติดฟิล์มสติ๊กเกอร์เสร็จหมาดๆ จะยังคงเห็นฟองอยู่ เป็นฟองน้ำยาที่ไว้ใช้ช่วยให้ติดกับหน้าจอง่ายๆ

 

พอลองติดฟิล์มแบบสติ๊กเกอร์แล้ว จะเห็นว่าหน้าจอยังไม่ใส่เรียบเป๊ะ แต่จะยังคงเห็นร่องรอยของฟองน้ำ อันเกิดจากน้ำยาที่ใช้อยู่ ซึ่งอาการนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างรวดเร็วในวันเดียว และประมาณ 2 วัน ร่องรอยก็จะหายไปครับ

ผมขอสรุปว่าความยากของการติดฟิล์มกันรอยให้กับ Samsung Galaxy Gear S นั้นก็คือ การหาร้านที่สามารถตัดฟิล์มได้ตามสั่ง และมีฟิล์มชนิดที่สามารถติดกับจอโค้งๆ ได้นั่นแหละครับ

 

หน้าจอนาฬิกา ถือเป็นหน้า Home ของ Galaxy Gear S

 

หมดเรื่องของการติดฟิล์มกันรอยบนหน้าจอแล้ว ก็มาที่เรื่องของการใช้งานต่อ …​ จะเห็นได้ว่า Galaxy Gear S นั้นมีปุ่มแค่ปุ่มเดียว คือ ปุ่ม Home ครับ การสั่งงานที่เหลือจะเป็นการสั่งผ่าน Gesture ครับ ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากการใช้งานสมาร์ทโฟนเท่าไหร่ การลากนิ้วขึ้น ลง ซ้าย ขวา เพื่อเลื่อนหน้าจอ อันนี้เป็น Gesture มาตรฐาน … ส่วนการลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาตอนอยู่หน้า Home ก็จะเป็นการเรียก QuickSettings ออกมา ซึ่งจะให้เราปรับระดับเสียง ปรับความสว่าง หรือเข้าสู่โหมด Do not disturb … ในกรณีที่ไม่ได้อยู่ที่หน้า Home ก็จะเทียบเท่ากับการกดปุ่ม Back ครับ

 

QuickSettings ของ Galaxy Gear S

 

การลากจากขอบด้านล่างของหน้าจอขึ้นมาด้านบน จะเป็นการเรียกส่วนที่เป็นเหมือน App tray ของระบบปฏิบัติการ Android ขึ้นมา จากตรงนี้เราก็จะเห็นไอคอนเข้าถึง App ต่างๆ ที่มีอยู่ในเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น Phone, Contacts, Email, Schedule, Navigator, S Health อะไรพวกนี้ รวมถึง Settings ด้วย

 

App tray ของ Galaxy Gear S

 

User Interface หลักๆ ของ Samsung Galaxy Gear S จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเลย คือ Notifications และ Widgets ครับ โดยมีเส้นแบ่งเป็นหน้าปัดนาฬิกา หรือก็คือหน้า Home ของ Galaxy Gear S นั่นเอง … จากหน้าจอนาฬิกา ถ้าปัดไปทางซ้าย ก็จะเป็น Notifications ที่จะแสดงพวก Notifications ต่างๆ ที่มาจากสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่ออยู่ด้วย ส่วนการปัดไปทางด้านขวา จะเป็นการแสดง Widget ต่างๆ ที่ติดตั้งไว้

 

Notifications ของ Galaxy Gear S

Notifications ของ Galaxy Gear S

Widgets ข่าว บน Galaxy Gear S

Widgets ข่าว บน Galaxy Gear S

 

จากที่ลองใช้งานดู ผมยังพบว่า Galaxy Gear S นั้นยังใช้งานไม่ค่อยราบรื่นนักจะ 2 ปัจจัยครับ อย่างแรกก็คือ การตอบสนองต่อ Gesture ที่ยังไม่ค่อยแม่นยำซักเท่าไหร่ในบางที ผมสังเกตว่าเวลาจะลากนิ้วจากขอบด้านบนลงมาด้านล่าง บางครั้งมันกลับเข้าใจว่าผมต้องการลากจากซ้ายไปขวา หรือขวามาซ้าย ซะงั้น … อันนี้เข้าใจว่าอาจเป็นผลมาจากหน้าจอที่โค้งมากด้วยละมั้ง

อีกปัจจัยนึงที่ผมทำให้รู้สึกว่ายังไม่ค่อยราบรื่นก็คือ การออกแบบตัว User Interface เอง ที่ผมรู้สึกว่ามันยังเข้าใจยากไปหน่อย … มันดูจะปัดขึ้นลงซ้ายขวากันเยอะไป ซึ่งจริงๆ หลักการก็เข้าใจได้ไม่ยากหรอกนะครับ เช่น พอปัดไปดู Notifications เรื่อยๆ แล้ว อยากจะกลับเข้ามาที่หน้าจอรวม Notifications หน้าแรก ก็แค่ลากนิ้วจากขอบด้านบนลงมาด้านล่าง ก็จะเป็นการ Back กลับแล้ว … แต่ผมกลับมีความรู้สึกว่า มันควรจะมี User Interface ที่ใช้ง่ายได้มากกว่านั้น (หรือนั่นอาจจะเป็นที่มาที่ทำให้ Apple ทำเป็นเม็ดมะยม คือ บิดเพื่อ Scroll แล้วมีปุ่มกดอยู่บนเม็ดมะยมไปในตัว)

 

มีรูปแบบนาฬิกามากมายให้เลือกอยู่

 

 

รูปแบบนาฬิกาอนาล็อกบน Galaxy Gear Sรูปแบบนาฬิกาดิจิตอลบน Galaxy Gear S

 

หน้าตาของนาฬิกาของ Galaxy Gear S นั้นมีให้เลือกหลากหลายพอสมควรครับ สามารถเลือกปรับได้จากตัว Gear S เองก็ได้ หรือหากมองว่าขนาดหน้าจอมันเล็กไป เลือกไม่สะดวก ก็ไปใช้ Gear Manager บนสมาร์ทโฟนเอาก็ได้ครับ

 

จะดาวน์โหลด App อะไรมาลง Galaxy Gear S ต้องผ่าน Gear Manager บนสมาร์ทโฟน

 

อีกเรื่องนึงที่ทำให้ผมเรียก Samsung Galaxy Gear S ว่าเป็นแบบ กึ่งอยู่ได้ด้วยเอง ก็คือ การติดตั้ง App ครับ … ใช่เลย ด้วยความที่เป็น Smartwatch มันก็ต้องติดตั้ง App ได้สิ จริงไหม … ใช่ครับ เราสามารถติดตั้ง App ให้กับ Galaxy Gear S ได้ เพียงแต่ว่ามันต้องทำผ่าน Gear Manager ที่ติดตั้งกับสมาร์ทโฟนของ Samsung น่ะครับ (ที่แปลกใจคือ แท็บเล็ตของ Samsung ไม่รองรับ Galaxy Gear S ซะงั้น ทั้งๆ ที่ผมมองว่า Galaxy Gear S เหมาะที่จะเป็นคู่หูกับแท็บเล็ตมากกว่าด้วยนะ)

 

Opera Mini Browser บน Galaxy Gear S

 

การติดตั้ง App จะช่วยเพิ่มความสามารถให้กับตัว Galaxy Gear S ได้ครับ เช่น ผมดาวน์โหลด Opera Mini Browser เข้ามา ก็สามารถท่องเว็บบน Galaxy Gear S ได้แล้ว (แต่ตัวอักษรก็เล็กเกินกว่าจะอ่านไหวจริงๆ)

 

สามารถดาวน์โหลดเพลงมาลง Galaxy Gear S แล้วเล่นได้เอง

สามารถดาวน์โหลดเพลงมาลง Galaxy Gear S แล้วเล่นได้เอง

 

แต่ถึงจะไม่ได้ติดตั้ง App อะไรเพิ่มเติม … Galaxy Gear S ก็มี App มาให้พอประมาณ และมีความสามารถพอตัวอยู่บ้างอยู่แล้วครับ เช่น ด้วยเนื้อที่ 4GB ก็สามารถดาวน์โหลดเพลงลงไปในตัวเครื่องได้หลายเพลงอยู่ล่ะ แล้วก็สามารถเล่นเพลงได้เลย เพราะตัว Galaxy Gear S สามารถเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธได้ ใช้ฟังเพลงสบายๆ เลย … แบบนี้ทำให้นึกถึงสมัยก่อน ที่ผมซื้อนาฬิกาที่เล่นเพลง MP3 ได้เลย

 

ใช้ Galaxy Gear S ในการควบคุม Music Player บนสมาร์ทโฟนได้

ใช้ Galaxy Gear S ในการควบคุม Music Player บนสมาร์ทโฟนได้

 

อีกวิธีนึงในการใช้งาน Galaxy Gear S ก็คือ สไตล์เดิมครับ ใช้เป็น Media player controller ได้ครับ เท่าที่ผมลองทดสอบใช้ มันใช้ควบคุมเพลงได้ทั้งที่เล่นผ่านทาง Music player ของ Samsung เอง และจาก 3rd Party app อย่าง DoubleTwist ก็ใช้ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่า หากใช้กับ Music player ของ Samsung แล้ว เราจะเห็นปกอัลบั้มบนหน้าจอ Galaxy Gear S ด้วย แต่หากใช้ 3rd Party app อาจจะไม่เห็นปกอัลบั้มครับ

 

ดูแผ่นที่ขนาดจิ๋วๆ บน Galaxy Gear Sลองใช้ Navigato นำทาง (ใช้บริการ HERE Map ของ Nokia)อยากรู้ว่าต้องไปยังไงต่อ ก็ดูรายละเอียดการนำทางได้Gear S นำทางเป็นแบบนี้เลยครับ เหมาะกับการใช้เดิน

 

อีก App นึงที่น่าสนใจก็คือ Navigator ครับ … เคยเห็นพวก GPS Watch ที่บอกพิกัดของผู้สวมใส่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เจอแบบที่ดูแผนที่กันได้แบบเต็มๆ เลย และสามารถใช้ค้นหาเส้นทางไปยังสถานที่ที่ต้องการ แล้วให้มันนำทางได้ด้วย เพียงแต่ด้วยข้อจำกัดของขนาดหน้าจอ มันจึงไม่ใช่อะไรในแบบที่เราจะใช้นำทางเวลาขับขี่รถยนต์นะครับ มันออกแนวเหมาะสำหรับการใช้เพื่อนำทางเวลาเดิน หรือขี่จักรยานซะมากกว่า

เพียงแต่ว่าในการใช้งานนั้น จำเป็นต้องใช้คู่กับ HERE Map for Android ที่ดาวน์โหลดมาจาก Samsung Galaxy Apps แล้วก็ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของ Samsung ด้วยน่ะครับ แอบวุ่นวายในการใช้งานไปหน่อย

 

อ่านอีเมล์ได้จากบน Galaxy Gear S เลย

 

เมื่อเชื่อมต่อ Galaxy Gear S กับสมาร์ทโฟนแล้ว เราสามารถที่จะรับการแจ้งเตือนต่างๆ มาบน Galaxy Gear S ได้เลย ไม่ว่าจะเป็น SMS, LINE, Facebook หรือแม้แต่ Email ครับ แต่สำหรับ App บางตัวที่ Galaxy Gear S รองรับ เช่น Gmail หรือ Email หรืออื่นๆ ก็จะสามารถอ่านรายละเอียดได้เลย เช่น อีเมล์นี่ก็สามารถอ่านได้ทั้งฉบับเลย และยังสามารถตอบกลับได้ด้วยครับ

 

สามารถพิมพ์ตอบอีเมล์ หรือ ตอบ SMS ได้จาก Galaxy Gear S ด้วย

 

Galaxy Gear S นั้นมี Keyboard แบบ QWERTY หรือ ฟหกด มาให้ใช้พิมพ์กันบนหน้าจอเลยครับ เพียงแต่ว่าจากที่ทดลองใช้ดู แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นที่จะพิมพ์ผิดพิมพ์ถูกมาก แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่จะพิมพ์ได้ถนัดถนี่เวลาที่กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่แล้วจะพิมพ์ไปด้วยเลยน่ะครับ และไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานพิมพ์อะไรยาวๆ แน่นอน

 

กดโทรศัพท์จากบน Galaxy Gear S ไม่ยากเท่าไหร่

รับโทรศัพท์ที่เข้ามาได้จาก Galaxy Gear S เลย

 

แน่นอน คุณสมบัติหลักสุดของ Galaxy Gear S ก็คือการเป็นโทรศัพท์ … มือถือ … ไม่สิ … โทรศัพท์นาฬิกา เหอะ เหอะ … ซึ่งเราก็สามารถกดปุ่มโทรออกได้เลย หากมีสายเขา ก็กดรับได้เช่นกันนะครับ โดยจะใช้รับใช้โทรจากซิมในเครื่องเองเลย หรือจะรับสายที่เข้ามาทางสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่ออยู่ หรือจะโทรออกโดยใช้ Galaxy Gear S เป็นเหมือนกับ Bluetooth headset ก็ทำได้สบายๆ ครับ

 

บทสรุปของการรีวิว Samsung Galaxy Gear S

Galaxy Gear S ยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่า อยู่ได้ตามลำพังโดยไม่ต้องพึ่งพาสมาร์ทโฟนครับ แม้ว่าโดยสเปกและความสามารถแล้ว น่าจะพอที่จะเป็นเช่นนั้นได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมไม่ได้รู้สึกติดขัดอะไร หากการใช้งานบางอย่าง จะต้องพึ่งพา App บนสมาร์ทโฟนด้วย เช่น การ Sync ข้อมูลกับ App อย่าง S Health หรือ Nike+ Running หรือการ Sync กับสมาร์ทโฟน เพื่อนำพวก Notifications หรือโทรเข้าโทรออก ผ่าน Galaxy Gear S เป็นต้น

สุดท้ายแล้ว ผมก็ยังมอง Galaxy Gear S เป็น Wearable device ระดับ Companion ที่ช่วยเสริมให้เราสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น โดยมีลักษณะเป็นเหมือนกับ “หน้าจอที่สอง” สำหรับการรับชมข้อมูลบางอย่างมาจากสมาร์ทโฟน และเป็น “อินพุตที่สอง” สำหรับการสั่งงานบางอย่างไปยังสมาร์ทโฟนซะมากกว่า

ที่น่าเสียดายคือ ในเมื่อเจ้านี่สามารถทำตัวเป็นโทรศัพท์ได้ในตัวอยู่แล้ว มันคงจะดีกว่านี้ หาก Samsung ให้พวกแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ สามารถเชื่อมต่อกับ Galaxy Gear S ได้ด้วย เพราะมันน่าจะเป็นส่วนเสริมของกันและกันได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้นด้วยน่ะครับ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: