รีวิว PTV 717 Streaming แบบไร้สายได้ทั้ง iOS, Android, Windows 8

PTV 717

 

นี่ก็ของเล่นที่ได้มาจากการไปเดินงาน Thailand Mobile Expo 2014 เมื่อวันที่ 2-5 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมาครับ คือ เป็นคนที่มีอุปกรณ์พกพา (หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Mobile device ที่หมายถึงพวกสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และรวมไปถึงพวกโน้ตบุ๊กต่างๆ) อยู่ค่อนข้างจะเยอะ แล้วเดี๋ยวนี้พวก Content ต่างๆ ก็มีให้ดูบนอุปกรณ์พวกนี้มาก แต่เวลาดูบนจอเล็กๆ แล้วมันไม่สะใจ ก็อยากต่อออกโทรทัศน์ แต่จะให้เสียบสายมันก็น่ารำคาญและไม่สะดวก ไอ้เราก็อยากจะต่อแบบไร้สายอ่ะ

แต่ด้วยความที่หลากหลายยี่ห้อ หลากหลายระบบปฏิบัติการมาก มันก็เลยมีปัญหาเวลาที่จะยิงภาพจากพวกอุปกรณ์เหล่านี้ขึ้นไปบนโทรทัศน์ในบ้านอ่ะครับ เพราะพวก iPhone/iPad เวลาจะต่อ AirPlay มันก็ต้องใช้ Apple TV พอเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ก็ต้องมาดูอีกว่ายี่ห้อไหน รุ่นไหน เพราะใช้เทคโนโลยีแตกต่างกันไปอีก ส่วนใหญ่ใช้ dlna แต่โทรทัศน์ที่บ้านก็ไม่รองรับ บางยี่ห้อก็ใช้ Miracast

ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นว่าที่บ้านมีพวกกล่องสำหรับทำ Wireless streaming เยอะมากครับ มี Apple TV ไว้ต่อกับพวก iPhone/iPad, มี Penta TV เอาไว้ยิงพวก YouTube จากสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยเฉพาะ และหากอยากจะ Streaming จอสมาร์ทโฟนขึ้น ก็ต้องเดินไปหยิบ LG Nexus 5 มาต่อกับ Google Chromecast จะได้ดูฮอร์โมนซีซั่น 2 ได้แบบเต็มๆ

แต่ในงาน Thailand Mobile Expo 2014 ที่ผ่านมาก็ไปเจอเจ้า PTV 717 ที่ทางทีมงานเว็บ http://www.gadgetdoor.com/ เขาเอาไปวางจำหน่ายที่บูธในงานนี่แหละครับ เห็นเขาโชว์สรรพคุณ รองรับเทคโนโลยีการแสดงผลแบบไร้สายที่หลากหลาย รองรับมันไปหมด เลยต้องขอเอามาลองรีวิวดูซักหน่อยครับ

 

พิจารณารูปร่างหน้าตา

ขนาดของตัว PTV 717 นี่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายครับ เล็กกว่าพวก Apple TV เยอะ แต่ก็ถือว่ามีขนาดใหญ่กว่า Google Chromecast อยู่ครับ แต่ขนาดของมันเบามาก จนทำให้ผมคิดอยู่ในใจว่า เอ๊ะ ข้างในมันมีอะไรบ้างเนี่ย แต่ก็ไม่กล้าแงะออกมาดูหรอกนะ (ฮา) แต่งานประกอบมันก็ดูโอเคอยู่นะ

 

PTV 717 ด้านหลัง

 

รอบๆ ตัวกล่อง ก็จะมีพอร์ต HDMI เอาไว้ต่อกับโทรทัศน์ และมีช่องเสียบ Audio out มาให้ด้วย เผื่อใครอยากจะต่อเสียงออกไปยังลำโพงแยกต่างหาก แต่ต้องหาตัวแจ็กแยกออกเป็น L/R เอาเองนะ และผมก็มองว่าต่อ HDMI อย่างเดียว มันสะดวกกว่าป่าวอ่ะ แล้วถ้าใครอยากจะต่อลำโพงแยกต่างหาก ค่อยไปใช้ Audio out จากโทรทัศน์แทนจะดีกว่าไหมอ่ะ

 

PTV 717 ด้านข้าง

 

นอกจากนี้ก็มีช่องต่อ Power Supply จากภายนอก เป็นแบบ Micro USB 2.0 ฉะนั้นจะต่อจาก Wall charger ของพวกสมาร์ทโฟน หรือจะต่อจาก PowerBank ก็ไม่ขัดศรัทธาแต่อย่างใด แล้วก็มีสวิตช์เปิดปิด กับปุ่มกดอีกปุ่ม ที่ผมนึกไม่ออกว่าเอาไว้ทำอะไร คู่มือมันก็ไม่มีให้อ่านด้วย แต่จากที่ลองใช้งานดู ก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องไปกดปุ่มนี้แต่อย่างใดล่ะนะ

 

ลองใช้งาน PTV 717

ตอนแรกคิดว่าเซ็ตอัพไม่ยากครับ เพราะพอเอาเสียบเข้ากับโทรทัศน์แล้วเปิดเครื่องขึ้นมาปุ๊บ มันก็แสดงภาพวิธีการเชื่อมต่อสำหรับอุปกรณ์แบบต่างๆ เลย … แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันแอบวุ่นวายนิดหน่อยครับ

 

เมื่อเปิด PTV 717 มา มันจะสอนวิธีการเชื่อมต่ออุปกรณ์กับ PTV 717 แบบไร้สายให้ดู

 

แบบเบสิกสุดๆ เลย คือการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับ PTV 717 โดยตรงไปเลย เพราะเจ้านี่ทำตัวเองเป็น WiFi Hotspot ได้อยู่แล้ว สามารถเชื่อมต่อกันผ่าน Wi-Fi Direct กันได้เลย … วิธีการนี้จากที่ผมลองใช้ ค่อนข้างเสถียรดีครับ และใช้งานค่อนข้างจะสะดวก … พอต่อเข้ากับ PTV 717 แล้ว อุปกรณ์ของเราก็จะมองเห็นเจ้านี่เป็นตัวรับ Wireless Display ครับ แต่ละยี่ห้อแต่ละรุ่นก็จะแตกต่างกันออกไปเวลาที่จะเชื่อมต่อ ถ้าเป็น iPad/iPhone ก็เปิด AirPlay หา PTV 717 เลย แต่หากเป็น Samsung ก็ต้องไปที่ Screen Miroring แล้วเลือก PTV 717 ส่วนพวก Android device อื่นๆ ก็ไปที่ Settings > Display แล้วเลือก Cast screen เป็นต้น (ถ้าอุปกรณ์นั้นรองรับการแสดงผลแบบไร้สาย)

ข้อเสียของการเชื่อมต่อแบบเบสิกนี่ก็คือ อุปกรณ์ของเราจะต่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้อ่ะครับ ฉะนั้นจึงเหมาะกับการ Streaming พวก Offline content เช่น พวกคลิปวิดีดอ หรือ ไฟล์ภาพยนตร์ที่เก็บเอาไว้ในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของเราซะมากกว่า หรือเอาไว้ใช้ต่อกับโน้ตบุ๊กแบบไร้สาย เพื่อใช้ในการนำเสนอก็ไฟล์พรีเซ็นเทชั่นก็ได้

 

ใช้ App HL-Link ในการปรับแต่งตัว PTV 717

 

แบบ Advanced ขึ้นอีกหน่อย ต้องมีการดาวน์โหลด App ชื่อ HL-Link ไปติดตั้งบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ก่อน จากนั้นเราจะสามารถเข้าไปเซ็ตค่าได้ ว่าให้ PTV 717 นี่เชื่อมต่อกับกับเครือข่าย WiFi ที่บ้านของเรา … วิธีนี้ผมพบว่าเสถียรภาพของการใช้งานมันลดลง เพราะความร้อนที่เกิดขึ้นมามากขึ้นพอสมควร และพอตัวเครื่องมันร้อนจัดๆ ก็จะหลุดออกจาก WiFi ทำให้การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สะดุดตามไปด้วย และวิธีการนี้ดูเหมือนจะใช้กับการทำ AirPlay ของ iPhone/iPad ไม่ได้ด้วย (ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม) … แต่การต่อแบบ Advanced แบบนี้มันทำให้เราใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ตามปกติอะครับ มันก็จะทำให้เราสามารถ Steaming พวกเนื้อหาจากอินเทอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะเป็น YouTube, หน้าเว็บไซต์ หรือแม้แต่เกมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งทำให้มันใช้งานได้หลากหลายกว่ามาก

อย่างไรก็ดี แบบ Advanced มันก็ Advanced จริงๆ นะ เพราะเท่าที่ลองใช้ การเชื่อมต่อ HL-Link เข้ากับตัว PTV 717 นี่มันไม่ค่อยเสมอต้นเสมอปลายซักเท่าไหร่ หากผู้ใช้งานที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมาลอง ก็อาจจะงงๆ และเผลอๆ อาจจะนึกว่าใช้งานไม่ได้ด้วยน่ะครับ เช่น พยายามเชื่อมต่อแล้วแต่ไม่สำเร็จ เป็นต้น แต่จากที่ลองใช้งานไปหลายๆ วัน ก็พบว่ามันจะเริ่มชิน แล้วจะรู้สึกว่าไม่ยาก (ฮา)

จุดเด่นของ PTV 717 ที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันเหมาะกับตัวผมมากก็คือ มันรองรับอุปกรณ์ที่หลากหลายครับ ไม่ว่าจะเป็น Android smartphone ผ่านเทคโนโลยี dlna แบบปกติ หรือ Miracast แบบที่ใช้กับ Google Chromecast ก็ได้ และก็ยังรองรับทั้ง AirPlay ของ iOS กับ Wireless Display ของระบบปฏิบัติการ Windows 8.1 ได้อีก คืออย่างเยอะอ่ะครับ

 

เลือก PTV 717 และเปิด Mirroringเรียบร้อย Screen mirroring iPad ไปบนโทรทัศน์ได้แล้ว

 

ลองใช้กับ iPad ทำ Screen mirroring ดู ก็ไม่ยากครับ ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากการใช้ Apple TV เลย เพราะมันจะมอง PTV 717 เป็นเหมือนอุปกรณ์อีกตัวที่รองรับ AirPlay ครับ … ถ้าเปิด Mirroring ก็จะได้ภาพบนหน้าจอ iPad ไปบนโทรทัศน์ด้วย แต่หากไม่เปิด มันก็จะเป็นโหมดที่รอให้เราเปิดพวกเพลงหรือวิดีโอ แล้วภาพและเสียงจะไปปรากฏบนจอโทรทัศน์เอง

 

บน Nexus 5 ก็ทำ Cast screen ได้เลยท่องเว็บกันบนโทรทัศน์ จอใหญ่ อ่านสะดวกกว่า แต่ควบคุมการเลื่อนหน้าจอบนสมาร์ทโฟน

 

สำหรับระบบปฏิบัติการ Android นั้น จะมีการแบ่งแยกนิดหน่อยครับ ถ้าเป็นพวก Samsung นั้น มันจะมี App จำพวก Screen sharing อยู่โดยเฉพาะ แต่หากเป็น Nexus 5 ที่รองรับ Miracast ก็จะต้องใช้ Cast screen แล้วไปเลือก PTV 717 แทนครับ แต่มันก็ทำ Screen mirroring ได้เหมือนกับการใช้ Google Chromecast เลยล่ะ

 

PTV with Windows 8

 

และสุดท้ายก็คือ Windows 8.1 ครับ ผมก็เลือกเชื่อมต่อไร้สายได้ ด้วยการเลือก Devices แล้ว Projcet จากนั้นก็ Add devices เพื่อเลือก PTV 717 เป็นตัวรับการแสดงผลแบบไร้สายเอาครับ

เอาล่ะ … จุดเด่นคือ การเชื่อมต่อที่รองรับกับอุปกรณ์มากมาย … แล้วมีข้อจำกัดไหม?!? คำตอบก็คือ มีครับ … อันนี้ผมว่ามันเป็นข้อจำกัดอันเกิดจากขนาดของกล่องที่เล็ก (และเบามากๆ) เลยทำให้หากเราทำการ Streaming ภาพความละเอียดสูงๆ เช่น ระดับ Full HD ไปขึ้นบนโทรทัศน์ มันก็จะเกิดอาการร้อนของตัวกล่องค่อนข้างมาก ส่งผลให้เมื่อใช้ไปนานๆ ก็จะเกิดอาการ “หลุดจากเครือข่าย” ได้ครับ ทำให้ได้รับประสบการณ์ในการใช้งานไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าที่ควร ซึ่งโดยส่วนตัวผมว่า หากยอมให้ตัวกล่องมีขนาดใหญ่ขึ้นอีกนิด เจาะรูระบายอากาศอีกซักหน่อย และยอมให้มีน้ำหนักขึ้นมาบ้าง ติด Heatsink ช่วยระบายความร้อนหน่อย หรือจะให้ดี ติดพัดลมระบายอากาศเล็กๆ ซักตัวไปเลย มันน่าจะช่วยได้อีกเยอะ

 

บทสรุปการรีวิว

เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับคนที่มีอุปกรณ์พกพาจำพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่หลากหลายอยู่ในบ้าน จะได้ไม่ต้องวุ่นวายกับการมีกล่องเยอะแยะมากมายเพื่อยิงภาพจากหน้าจออุปกรณ์เหล่านั้นขึ้นโทรทัศน์ เอาไว้ใช้ดูวิดีโอแบบขำๆ จบเรื่องนึงแล้วพักได้ แต่ไม่ใช่อะไรที่เหมาะสำหรับคนอยากจะดูวิดีโอแบบมาราธอนทั้งวัน … คนที่ทำงานที่ต้องใช้การนำเสนองานจากโน้ตบุ๊กหรือแท็บเล็ต อาจจะอยากลองเอาไปทดสอบใช้งานดู เพื่อเป็นตัวรับสัญญาณภาพขึ้น Projector นะครับ แต่อาจจะต้องเลือก Projector แบบที่มี HDMI มันถึงจะได้ความสะดวกสูงสุดน่ะ

สนนราคาของเจ้านี่ ตอนนี้อยู่ที่ 2,490 บาท สั่งซื้อออนไลน์ได้จาก GadgetDoor.com ครับ และก็ต้องขอขอบคุณทางเว็บ GadgetDoor.com ที่เอื้อเฟื้นของเล่นมาให้ทดสอบกัน

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: