รีวิว Google Cardboard Project

Print Friendly

ลองเล่น Samsung Galaxy Gear VR

 

เรื่องของเรื่อง มันเกิดขึ้นตอนที่ผมพบว่าในงาน Thailand Mobile Expo 2014 ภาคครึ่งปีหลังงวดนี้ Samsung จัดเต็มเอา Galaxy Gear VR ที่ยังไม่มีแผนที่จะวางจำหน่ายในประเทศไทยเข้ามาให้คนไทยได้มีโอกาสสัมผัสกับเทคโนโลยี Virtual Reality กับเขาด้วยตนเองซะที แต่ด้วยข้อจำกัดที่ว่ามันต้องใช้คู่กับ Samsung Galaxy Note 4 เท่านั้น และราคาตัว Galaxy Gear VR เองก็เห็นว่าจะขายที่ $199 (ประมาณหกพันกว่าบาท) ดังนั้น ไอทีต๊อกต๋อยแบบผม จึงต้องหาทางออกด้วยการ …

 

Google Cardboard Project

 

… ด้วยการเดินไปงาน Thailand Mobile Expo แล้วไปดูที่ร้านที่ทาง WhatphoneShop เขามาเปิด เขามีขายชุดคิทสำหรับ Google Cardboard Project ด้วย ชุดละ 300 บาทเอง คือ มันสะดวกกว่าไปหาอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตัวเองอ่ะ (มีคนทำเอง รีวิวเองมาแล้ว แต่จากสภาพ Output ผมว่ามันไม่สวยอ่ะ เพราะไม่ได้ใช้ Laser cutter)

 

Google Cardboard Project คืออะไร?!?

เผื่อใครงง เจ้า Google Cardboard Project นี่คือโครงการนึงที่ Google เขาทำขึ้น ในช่วงเวลา 20% ที่ Google ให้พนักงานมีโอกาสได้ทำโปรเจ็คใดๆ ก็ตามที่ตัวเองสนใจ เพื่อให้นักพัฒนาได้เห็นถึงศักยภาพของสมาร์ทโฟนว่าทำอะไรได้บ้าง เมื่อเราเพิ่มอุปกรณ์เสริมนิดๆ หน่อยๆ ให้กับมัน โดย Google เล่นแบบง่ายๆ เลยครับ ทำอุปกรณ์เสริมด้วยกล่องลูกฟูกนำมาตัดเป็นรูปร่าง พับให้เหมือนกับกล่องแว่นใหญ่ๆ มีเลนส์นูน มีแม่เหล็กนิดหน่อย แล้วใส่ LG Nexus 5 เข้าไป กลายเป็นแว่น Virtual Reality (VR) ไปเลย

วิดีโอด้านล่าง เป็น Google I/O 2014 ช่วงที่พูดถึง VR Project สำหรับ Android ครับ

 

 

ถามว่าในท้องตลาดมีพวกอุปกรณ์แนวๆ นี้อยู่แล้วหรือเปล่า … ต้องขอตอบว่าเทคโนโลยี VR นี่มีมาเป็นสิบปีแล้วครับ แต่ช่วงหลังบูมขึ้นมาก เพราะว่าเทคโนโลยีพัฒนาไปไกล ขนาดของพวกอุปกรณ์ต่างๆ ก็ลดลงมาเยอะ จากเดิมพวกแว่นต้องต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ปัจจุบันเราสามารถทำเป็นแว่นสวม แล้วเอาสมาร์ทโฟนมาใส่เป็นหน้าจอแสดงผลได้เลย

 

VR Device ต่างๆ

 

วิศวกรของ Google แค่ทำให้การทำแว่น VR นี่ใช้งบประมาณต่ำลงไปได้อีก (เยอะ) ครับ โดยถ้าไปที่เว็บไซต์ของโครงการนี้ ก็จะได้เห็นรายละเอียดว่าประกอบร่างกันยังไง และหากใครจะทำก็ดาวน์โหลดแบบแปลนสำหรับนำมาใช้ตัดกระดาษลูกฟูกได้ครับ

 

ต้นทุนการทำ Google Cardboard Project โดยประมาณ

อ้างอิงจากรีวิวที่มีคนเขียนไว้ใน Blognone นั้นพวกอุปกรณ์ยิบย่อยเนี่ย ซื้อได้ในราคารวมๆ กันราวๆ 50 บาท พวกหนังยางหรือกระดาษลูกฟูก หาฟรีได้ไม่ยาก ที่เหลือก็แค่ฝีมือตัดกระดาษ แต่หากใครอยากได้แบบออกมาดูดี ก็ต้องใช้พวก Laser cutter ตัดแบบที่ Google เขาบอก (ซึ่งในแบบแปลนที่ดาวน์โหลดมา มันจะมีไฟล์เอาไว้ใช้บอกกับโปรแกรมเครื่อง Laser cutter ให้ตัดออกมาตามแปลน) หรืออาจจะซื้อเป็นชุดคิทแบบผมก็ได้ 300 บาท ครบเซ็ต ไม่ถือว่าแพง (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกะ Samsung Galaxy Gear VR ที่ราคา $199)

แต่ในกรณีนี้ ผมไม่ได้รวมค่า LG Nexus 5 อีกเครื่องนะครับ ซึ่งตอนนี้รุ่น 16GB น่าจะมีขายกันอยู่ที่ 8,990 บาท … ผมลองใช้ Samsung Galaxy S5 แล้ว ปรากฏว่ามันตอบสนองกับแม่เหล็กไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่าแม่เหล็กที่ผมใช้มันของคุณภาพต่ำ และขนาดไม่ได้ตามสเปก) … ใครไม่มี Nexus 5 และไม่อยากซื้อเพิ่ม ลองดูแล้วกันว่าตัวเองมาสมาร์ทโฟนขนาดหน้าจอ 5 – 5.1 นิ้วไหม พอจะใช้แทนกันได้อยู่ครับ

 

ประกอบร่าง Google Cardboard Project และการใช้งาน

ตัวชุดคิดที่ผมซื้อมา 300 บาทเนี่ย ตัดมาค่อนข้างเนียนดีครับ แต่ไม่มีวิธีประกอบมาให้ ต้องไปดูแบบแปลนของ Google เพื่อใช้นำทางว่าจะต้องพับตรงไหน ยังไง … และผมพบว่าแม้จะเจาะมาเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เรียบร้อยแบบ 100% ครับ มีอยู่รูนึงที่ผมต้องเอาคัตเตอร์มาเจาะให้ขาดจริงๆ อีกที และพวกสลักต่างๆ ที่ใช้ยึดให้เป็นรูปร่าง ก็ทำออกมาไม่เนียนเท่าไหร่ ตัวยึดเลนส์ข้างนึงมันยาวไม่พอ ทำให้มีโอกาสที่เลนส์จะหลุดออกมาได้ด้วย

 

Google Cardboard ประกอบร่างกับ Nexus 5

 

อย่างไรก็ดี ถ้าเกิดประกอบจนเรียบร้อยดีแล้ว ก็แทบจะแปะกาวถาวรในหลายๆ จุดได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องห่วงว่าอะไรมันจะหลุดจะหล่นออกมาอีกล่ะนะ … ขออภัยที่ผมลืมถ่ายรูปตอนที่กำลังประกอบ (ฮา) แต่บอกได้เลยว่า หากดูตามแบบแปลนของ Google แล้ว การประกอบไม่ได้ยากอะไร ผมลองประกอบดู ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เรียบร้อยครับ

 

NFC Tag เอาไว้บอกกับ Nexus 5 ว่าใส่ Google Cardboard แล้ว ให้เปิด App Google Cardboard

 

แท็ก NFC ทางผู้ขายก็มีเตรียมมาให้ และมีการโปรแกรมแท็กมาเรียบร้อย หากติดตามตำแหน่งนี้แล้ว เมื่อเราเอา LG Nexus 5 เปิดใช้งาน NFC แล้วมาใส่ ถ้าดาวน์โหลด App Google Cardboard ไว้แล้ว มันก็จะเข้า App ให้โดยอัตโนมัติเลย สะดวกดีเหมือนกัน

 

ภูมิปัญญาชาวบ้าน เพราะ Google Cardboard ไม่มีอุปกรณ์สำหรับยึดกับศีรษะผู้ใช้งาน

 

อย่างไรก็ดี … Google Cardboard Project นี่ถูกออกแบบมาให้ใช้แบบง่ายๆ เป็นเหมือน Prototype ที่เอาไว้โชว์พาวว่าสมาร์ทโฟนทำอะไรได้บ้าง และตัว Google Cardboard App เองก็เน้นใช้ Input แบบง่ายๆ คือการตะแคงตัวแว่น VR กับการเลื่อนแม่เหล็กที่ติดไว้ตรงแถวๆ ขมับ เลยทำให้ไม่มีการออกแบบเผื่อสำหรับการสวมใส่แบบไม่ต้องใช้มือมาจับ ซึ่งมันจะมีปัญหาเวลาที่จะต้องใช้งาน App ที่ต้องใช้งานคู่กับ Controller ครับ ผมเลยต้องใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านมาช่วยให้การรีวิวเป็นไปได้โดยสะดวกแบบรูปด้านบน … เดี๋ยวไว้มีโอกาส จะไปปรับปรุงทำสายรัดแบบดีๆ ไว้ใช้ครับ แต่หากไม่อยากทำเอง ก็ใช้เงินแก้ปัญหาได้เช่นเคย เพราะมีขายใน eBay แล้ว (แต่ผมไม่ซื้อนะ ทำเองดีกว่า)

 

แกะฝา Google Cardboard มาให้ดู จะเห็นว่าโครงสร้างเรียบง่ายมาก

 

หลักการในการแสดงผลของ Google Cardboard Project ก็คือ การแบ่งสมาร์ทโฟนออกเป็น 2 ส่วน ซ้ายและขวา เอาไว้สำหรับให้ตาข้างซ้ายและตาข้างขวาดู ซึ่งหากผู้ผลิตเนื้อหา เตรียมเนื้อหาที่เหมาะสมสำหรับตาแต่ละข้างมาให้ เราก็จะเห็นภาพเป็นแบบ 3D ด้วย ซึ่งดูดีมากทีเดียว … หลักๆ แล้วเราสามารถสั่งงานได้ 2 คำสั่งหลักๆ คือ การเลื่อนแม่เหล็กที่อยู่ตรงด้านซ้ายของตัว Google Cardboard Project (แต่ชุดคิทที่ผมซื้อมา มันดันไม่มีแม่เหล็กมาให้ ตอนนี้กำลังทวงอยู่ … แต่โชคดีที่บ้านมีก้อนแม่เหล็ก เลยใช้แทนกันได้ … แต่แม่เหล็กดูดตู้เย็นไม่แรงพอนะครับ) การเลื่อนแม่เหล็กเนี่ย ตัว LG Nexus 5 มันจะมีเซ็นเซอร์จับแรงแม่เหล็กอยู่ตรงด้านบนของตัวเครื่อง (ไม่บอกไม่รู้มาก่อนนะเนี่ย)​ เมื่อเลื่อน มันจะมีค่าเท่ากับการ “คลิก” หรือ “แตะหน้าจอ” นั่นเอง

อีกคำสั่งนึงก็คือ การตะแคงตัว Google Cardboard Project ครับ จะมีค่าเท่ากับการกดปุ่ม Back บนตัวเครื่อง LG Nexus 5 (ยกเว้นเมื่อกลับเข้ามาหน้าเมนูหลักของ Google Cardboard app แล้ว มันจะไม่ Back ออกไปนอกโปรแกรม)

ด้านการแสดงผล โชคดีว่าผมได้ไปลองเล่น Galaxy Gear VR มาก่อน ฉะนั้นผมบอกได้เลยว่ารูปแบบการแสดงผลของ Google Cardboard Project นี่มันไม่แตกต่างจาก Galaxy Gear VR เลยครับ (เพียงแต่ Galaxy Gear VR อาจจะมี Content มากกว่า) และเราไม่จำเป็นต้องลองกับ Google Cardboard app เท่านั้น เพราะมีนักพัฒนาหลายราย ที่ทำ App มาสำหรับอุปกรณ์แว่น VR อยู่แล้วด้วย ลองไป Search ใน Google Play ด้วยคำว่า Google Cardborad ก็ได้ครับ เจอหลายอยู่

เนื่องจาก Input ตอนนี้มีแค่ Click และ Back เท่านั้น (ซึ่งก็คล้ายๆ กับของ Galaxy Gear VR) ฉะนั้นก็เลยยังไม่สามารถสั่งงานอะไรได้มากนักครับ ส่วนใหญ่ก็ให้เราทำได้แค่มองไปรอบๆ เท่านั้นเอง (แต่แค่นั้นมันก็เจ๋งแล้วนะ มันเปิดโลกการมอง User Interface แบบ 360 องศาเลยล่ะ) แต่ในกรณีที่จะทำให้เดินชมไปด้วย ก็อาจจะต้องมีการเพิ่มอะไรบางอย่างเข้าไป เช่น ใน Cardboard Labyrinth ก็จะให้เราเดินโดยอัตโนมัติ เราแค่หมุนไปในทิศทางต่างๆ เพื่อเลือกว่าจะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา หรือใน Tuscany Dive ก็จะให้เรามองทางปลายเท้า เพื่อเลือกว่าจะเดินหรือหยุดเดิน เป็นต้น

 

มุมมองของผมเรื่องอนาคตของเทคโนโลยี VR

ผมมองว่า VR มันเจ๋งมาก และไม่ใช่แค่ Gimmick ครับ สมัยก่อน VR ไม่ได้เป็นที่นิยมมากซักเท่าไหร่ นั่นเพราะราคาฮาร์ดแวร์มันแพงมาก แต่นี่ Google ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แค่ตัดกล่องกระดาษ และหาอุปกรณ์มาทำเองนิดหน่อย ก็ได้แว่น VR ส่วนตัวสบายๆ แล้ว (หากขี้เกียจทำเอง ก็จะมีคนทำชุดคิทขายให้ประกอบ ราคาก็ไม่แพง)

 

เล่นเกม Flight Sim โดยต่อกับ Game controller

 

นักพัฒนาเองก็ได้เห็นช่องทางในการพัฒนา App ต่างๆ ขึ้นมา … และแม้ว่า Google Cardboard (รวมถึง Galaxy Gear VR) จะมีข้อจำกัดด้าน Input แต่นั่นก็แก้ได้ด้วยการเพิ่ม Wireless controller เข้าไปครับ ผมลองกับ LG Nexus 5 ดู ใส่ USB On The Go (USB OTG) เข้าไป เอา Game Controller สไตล์ Playstation 2 ที่ผมซื้อไว้เมื่อซักเกือบ 10 ปีก่อนมาเสียบดู ก็พบว่ายังใช้งานได้ดีอยู่เลย ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้เรา Input ได้อีกหลายอย่างเลย เช่น จะเดิน จะวิ่ง จะยิง จะเตะ จะต่อย จะกระโดด (ในกรณีของการเล่นเกม) … เพียงแต่ App นั้นก็จะต้องทำออกมารองรับการใช้ Game controller ด้วยนะ

 

ต่อ USB On The Go แล้ว ต่อ Game controller ได้

 

อย่างไรก็ดี เอาเข้าจริงๆ ในช่วงแรกๆ ผมว่าที่จะได้ประโยชน์สุดๆ จริงๆ น่าจะเป็นพวกองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่เห็นช่องทางในการนำมาประยุกต์ใช้ เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจจะประยุกต์ Google Cardboard Project ให้เป็นรูปเป็นร่างที่ดูดีกว่านี้คงทนถาวรมากกว่านี้ (ซึ่งหากจะทำจริง ก็ใช้งบประมาณไม่มากอยู่ดี) แล้วพัฒนา App ในการพาชมสถานที่แบบสมจริงด้วยเทคโนโลยี VR เลย

หรืออาจจะเป็นหน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ ที่จัดทำ Content สำหรับเป็นสื่อการเรียนการสอน เช่น ให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัส ไปเห็นสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ ในประเทศไทย แบบเต็มๆ จริงๆ โดยไม่ต้องเดินทางไปเอง ผ่านทางเทคโนโลยี VR นี่แหละ ซึ่งตัวอย่างก็มีให้เห็นทางจากในตัว Google Cardboard app เอง หรือ Tuscany Dive หรือ Cartoon Villege VR เป็นต้น (เดี๋ยวจะมีวิดีโอรีวิว Google Cardboard App กับ Tuscany Dive นิดหน่อย … คือ พอดีวิดีโอมันตัดจบไม่รู้ตัว เพราะเนื้อที่เต็ม ตอนพูดถึง Tuscany Dive)

นอกจากนี้ จากที่ผมได้ลองเล่น Rollcoster และ Refugio Flight นี่ผมรู้สึกได้ว่าเทคโนโลยี VR และเสียงที่สมจริงซักหน่อย สามารถหลอกให้ร่างกายเราเชื่อได้ว่าเราอยู่ ณ ที่แห่งนั้นจริงๆ ครับ เข้าทำนองเดียวกับที่เราไปลองเล่นพวกโรงภาพยนตร์สี่มิตินั่นแหละ (ผมเคยไปเล่น Transformers ใน Universal Studio ที่สิงคโปร์ สมจริงมาก) มันหลอกให้เรารู้สึกหวาดเสียวได้จริงๆ เวลาที่เข้าฉากอย่างรถไฟเหาะตีลังกา … แต่แน่นอน ลำพังแค่ภาพจาก Google Cardboard ก็อาจจะยังไม่เพียงพอ แต่ก็น่าจะนำไปประยุกต์เพิ่มเติมได้แหละ

และดูจากที่ตัว Google Cardboard มีการเจาะรูเอาไว้ให้เลนส์กล้องมันออกมาได้ ก็พอจะเดาได้ว่าในอนาคต สามารถเขียน Code เพื่อให้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพสภาพแวดล้อมภายนอกเอามาฉายให้ผู้ใช้งานดูได้ เพื่อทลายข้อจำกัดว่าพอใส่เจ้านี่ไปแล้วมันมองอะไรไม่เห็นเลย (ซึ่งตรงนี้ Samsung Galaxy Gear VR ไม่มีปัญหา เพราะมันใช้งานแบบนี้ได้แล้ว)

ดูวิดีโอรีวิวของผมได้ที่นี่ … แต่ต้องออกตัวขออภัยก่อน เพราะจริงๆ ผมรีวิวนานกว่านี้พอสมควร แต่ว่าลืมนึกไปว่าผมตั้งกล้องอัดระดับ UHD เอาไว้ 13 นาที 34 วินาที มันอัดเนื้อที่ไป 3.8GB เลยเต็มความจุ วิดีโอโดนตัดไม่รู้ตัวครับ แต่ไม่สะดวกจะถ่ายใหม่แล้ว พอมาดูก็พบว่าเนื้อหาได้พอประมาณ ก็เลยขอตัดจบแบบนี้แล้วกัน

 

 

ข้อจำกัดสำคัญของ Google Cardboard และแว่น VR อื่นๆ

จากที่ผมทดสอบมาทั้ง Google Cardboard และ Samsung Galaxy Gear VR มา ผมคิดว่าข้อจำกัดสำคัญของอุปกรณ์จำพวกแว่น VR น่าจะเป็นประมาณนี้ครับ

การใช้งานกับผู้ที่มีปัญหาด้านสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ซึ่งปกติการใส่แว่นก็จะช่วยได้ แต่พอมาใส่แว่น VR แล้ว มันใส่แว่นสายตาไม่ได้ครับ ถ้าใครไม่ได้ใส่คอนแท็กเลนส์ก็อาจจะได้ประสบการณ์ไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าเป็นพวกต้นทุนต่ำแบบ Google Cardboard เนี่ย มันปรับโฟกัสของภาพไม่ได้ ก็จะลำบากเลย (ผมรอดไปเพราะสายตาสั้นแค่ร้อยเดียว ก็เลยไม่มีปัญหาแม้จะต้องถอดแว่นเล่น) แต่พวกต้นทุนสูงหน่อย อย่าง Galaxy Gear VR นั้น มันมีตัวปรับโฟกัสช่วย … แต่มันก็ไม่ช่วยสำหรับคนสายตาเอียงอยู่ดี

ความเมื่อยล้าทางสายตา เท่าที่ผมลองเล่นดู มันค่อนข้างเป็นภาระกับสายตาของผู้ใช้งานไม่น้อยเลยครับ แต่อันนี้แต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป สำหรับผม การใช้งานติดต่อกันซัก 2-3 ชั่วโมงไม่ค่อยจะเป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่ใครที่ไปดูพวกจอ 3-D แบบ Parallax Barrier (ลองนึกถึง LG Optimus 3D, Optimus 3D MAX หรือ HTC EVO 3D ดู) แล้วปวดตา หรือใครที่เล่นเกมแนว First-person Shooting แล้วเวียนหัว จะมีปัญหากับการใช้แว่น VR แบบนี้ได้ง่าย … ตรงนี้จะเป็นอุปสรรคหลักที่จะทำให้คนไม่มาโอบอุ้มเทคโนโลยี VR ซักเท่าไหร่

แบตเตอรี่ของอุปกรณ์ เนื่องจากหลักการของการแสดงผลคือการแบ่งหน้าจอสมาร์ทโฟนออกเป็น 2 ส่วน ประมวลผลแยกซ้ายขวา ดังนั้นมันจึงต้องการสเปกฮาร์ดแวร์ระดับนึงเลยนะครับ เพราะต้องการความสามารถในการประมวลผลพอสมควรเลย โดยเฉพาะหากจะแสดงผลออกมาเป็นแบบ 3D แล้วไหนจะต้องใช้งานเซ็นเซอร์ทั้ง Accelerometer, Gyroscope และเซ็นเซอร์แม่เหล็กอีก … แน่นอนว่าเรื่องประสิทธิภาพไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะเมื่อเวลาผ่านไป อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงขึ้น ราคาก็ถูกลงอีก แต่อุปสรรคหลักก็คือ แบตเตอรี่ครับ เพราะประมวลผลเยอะๆ เซ็นเซอร์อีกเพียบ เท่ากับกินแบตเตอรี่ … จากที่ผมทดสอบกับ LG Nexus 5 พบว่า แค่ใช้งานไม่ถึงชั่วโมง แบตเตอรี่ก็ลดฮวบไปร่วม 40% แล้วครับ (อันนี้ส่วนหนึ่งเพราะใช้งานเป็น VR แล้วยังยิงภาพขึ้นโทรทัศน์ผ่าน Google Chromecast ด้วยอ่ะนะ) ซึ่งประเด็นเรื่องนี้ จะเป็นอุปสรรคหลักสำหรับผู้ที่จะใช้เทคโนโลยี VR ครับ

 

บทสรุปการรีวิว Google Cardboard Project

วิศวกรของ Google พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสมาร์ทโฟนนั้นมีศักยภาพที่แอบซ่อนอยู่อีกเยอะ ขอเพียงแต่มีคนทำฮาร์ดแวร์มาเสริม เขียนโค้ดขึ้นมาเพิ่มศักยภาพเท่านั้นแหละ และเทคโนโลยีบางอย่างที่เราคิดว่าไกลตัวและแพงมากๆ เมื่อในอดีต ปัจจุบันสามารถทดแทนได้ด้วยสมาร์ทโฟน และฮาร์ดแวร์แบบ DIY (Do It Yourself) ราคาประหยัดได้ โดยมี Google Cardboard Project เป็นตัวอย่างที่ดี

หากคุณมี LG Nexus 5 อยู่แล้ว ด้วยงบประมาณไม่เกิน 300 บาท (ค่าชุดคิท) คุณก็สามารถทำ Google Cardboard Project แว่น VR ราคา(โคตร)ประหยัดมาใช้ได้เองสบายๆ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

%d bloggers like this: