รีวิว Samsung Galaxy Note 4 เป็นมากกว่าสมุดจดโน้ตไฮเทค

Samsung Galaxy Note 4

และแล้วมันก็มาอยู่ในมือของผมจนได้ครับ Samsung Galaxy Note 4 ที่ Samsung ขาย(บางส่วน)ในงาน Thailand Mobile Expo 2014 และจะเปิดให้จองด้วยในเวลาเดียวกัน (สำหรับคนที่ซื้อไม่ทัน) โดยตั้งราคาเอาไว้ 24,900 บาทครับ เฉพาะในงานเท่านั้น แต่หลังจากนั้นราคาค่าตัวจะอยู่ที่ 25,900 บาท เรียกว่าอัพราคาขึ้นมาจาก Samsung Galaxy Note 3 LTE อยู่ 1,000 บาทเลยครับ ซึ่งหากใครติดตามข่าวคราวจะทราบดีกว่า Samsung Galaxy Note 4 นี่ มีการปรับปรุงไปในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องสเปกของฮาร์ดแวร์ ลูกเล่นต่างๆ ตลอดไปจนถึงวัสดุที่ใช้ในการประกอบตัวเครื่องกันเลยทีเดียว … ฉะนั้นก็คงต้องคิดเอาว่า ราคาที่เพิ่มมา มันคือค่าอลูมิเนียมละกัน (ฮา)

เมื่อได้มารีวิวแล้ว ก็ต้องจัดการรีวิวแบบจัดหนักจัดเต็มซักหน่อยนะครับ … นี่คือ ความเห็นของผม จากการได้สัมผัสแบบจัดเต็มๆ Samsung Galaxy Note 4 มา 5 วันเต็มเหนี่ยวครับ

 

รูปร่างและหน้าตาของ Samsung Galaxy Note 4

หากมองในแง่ของ “รูปร่างหน้าตา” แบบเผินๆ ต้องขอบอกว่า มันไม่ได้มีอะไรโดดเด่นในรูปลักษณ์ครับ เรียกว่าถ้าเอามาถือไว้แล้วไม่บอก ใครๆ ก็อาจจะนึกว่านี่คือ Samsung Galaxy Note 3 ก็เป็นได้ … มันคือสิ่งที่ Samsung ต้องทำใจ เพราะว่าขนาดของตัวเครื่องไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากนัก

แต่หากได้สัมผัสแบบใกล้ชิด จะรู้สึกได้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงครับ … สัมผัสแรก รู้สึกได้เลยว่า ขอบๆ ตัวเครื่องมันแข็งแล้ว (ฮา) เพราะมันใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมในการทำ เพียงแต่ว่าไม่ได้ทำแบบสีสันอลูมิเนียมเป็นสีเงินๆ นะ แต่ทำการลงสีให้เข้ากับดีไซน์สีต่างๆ ของ Samsung Galaxy Note 4 ด้วย … โดยความเห็นส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบขอบอลูมิเนียมเท่าไหร่ เพราะเวลาถือมือเดียว จับแล้วมันรู้สึกแข็งๆ เจ็บมือ​ (ผมเลยไม่ชอบความรู้สึกเวลาจับ iPhone 4/4S/5/5S ด้วย) แต่พอใช้ๆ งานไปซักหลายๆ วัน มันเริ่มชินครับ (ฮา) และหากเราใช้งานสองมือ เราก็จะไม่รู้สึกอะไรแบบนั้นเลย

นอกจากนี้ ผมว่ามันดูดีกว่ารุ่นก่อนๆ ที่ใช้ขอบพลาสติกเคลือบโครเมียมทำให้ดูเงาๆ เพราะแบบนั้นเวลาใช้ไปนานๆ หากไม่รักษาให้ดีๆ มันลอกออกมา ดูไม่สวยอย่างแรง

 

IMG20140923175428

 

ด้านหน้าของ Samsung Galaxy Note 4 เป็นหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียดสูงลิบระดับ 2K 2560×1440 พิกเซล (515ppi) พร้อมปุ่มกดมาตรฐาน(ใหม่) ของ Samsung คือ Recent, Home และ Back ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าปุ่มกดนี่ สามารถใช้เป็นตัวอ่านลายนิ้วมือได้ด้วย … แน่นอน มี ลำโพงโทรศัพท์ มี Proximity sensor และ เซ็นเซอร์วัดแสงมาให้ และที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกอย่างก็คือ กล้องดิจิตอลด้านหน้า เป็นความละเอียด 3.7 ล้านพิกเซลแล้ว และเป็นแบบ F1.9 เลนส์มุมกว้าง 90 องศาด้วย เรียกว่า ออกแบบมาเพื่อถ่าย Selfie โดยเฉพาะเลย

ตัวกระจกของหน้าจอ จะเป็นแบบที่มีโค้งเล็กๆ (เล็กมาก) ทำให้เวลาสัมผัสแล้วมันจะรู้สึกเนียนๆ ลื่นๆ อันนี้เป็นสไตล์ที่เราเคยเจอใน Samsung Galaxy Note 2 มาแล้ว เป็นสไตล์ที่สมัยนั้นหาฟิล์มกันรอยติดยากมาก เพราะมันติดกับหน้าจอโค้งๆ ไม่ค่อยอยู่ … แต่ปัจจุบันเห็นมีฟิล์มแบบบางพิเศษมาแล้ว เขาว่าใช้ติดกับพวกหน้าจอโค้งๆ โดยเฉพาะเลยนะ (โดยส่วนตัวยังไม่มีเวลาไปลอง)

 

IMG20140923175439

 

ด้านหลังเป็นแบบ Faux Leather อีกเช่นเคย แต่ว่าลวดลายเปลี่ยนไปนิดหน่อย กล้องดิจิตอลได้รับการอัพเกรดมาเป็น 16 ล้านพิกเซล พร้อม Optical Image Stabilizer (OIS) แล้ว (เมื่อก่อนไม่เคยมี) พร้อมแฟลชด้วย มีลำโพงของตัวเครื่องอยู่ด้านล่างๆ ตามสไตล์เดิม

 

IMG20140923175647

 

เช่นเคย ด้านล่างของตัวเครื่องยังคงเป็นที่เสียบ S Pen สไตลัสมาตรฐานของ Samsung Galaxy Note อยู่ครับ ในแง่ของรูปร่างหน้าตา ผมไม่ได้เห็นความแตกต่างอะไรมากนัก กับ S Pen รุ่นก่อนหน้า … แต่จากที่ลองเอาไปให้เพื่อนๆ สัมผัสกันมา มีคนทักว่าช่องเสียบ S Pen งวดนี้มันดู “เนียน” ขึ้น คือ ใส่เข้า เอาออก มันเนียนๆ แบบที่อธิบายไม่ถูก … เอ้า! ก็ว่ากันไป

 

IMG20140926064420

 

ที่เพิ่มเข้ามาจากสมัย Samsung Galaxy Note 3 อีกสองอย่างก็คือ เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ที่ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่ามันมาแน่ เพราะ Samsung Galaxy S5 เขามีแล้ว … ส่วนที่เพิ่มมาก็คือ UV Sensor ครับ เอาไว้วัดค่าความเข้มของแสง UV ซึ่งทั้งสองเซ็นเซอร์นี้ จะเอาไว้ใช้คู่กับ S Health ครับผม

 

IMG20140923175449

 

ด้านบนของ Samsung Galaxy Note 4 นั้น จะมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. รูไมโครโฟนสำหรับอัดเสียงเวลาถ่ายวิดีโอ ใช้ตอนอัดเสียงด้วย App ตระกูล Sound recorder และเป็น Noice cancellation ด้วย และที่เห็นเป็นจุดดำๆ ใหญ่ๆ อีกจุดคือ พอร์ตอินฟราเรดครับ ทำให้ใช้ Galaxy Note 4 เป็นรีโมทได้ด้วย

 

IMG20140923175504

 

ด้านล่างของ Samsung Galaxy Note 4 ก็จะเห็นบั้นท้ายของ S Pen แบบชัดๆ มีพอร์ต Micro USB 2.0 และรูไมโครโฟนอีก 2 รู สำหรับการสนทนาโทรศัพท์ และการอัดเสียง ซึ่งตรงนี้ Samsung บอกว่า จะทำให้สามารถบันทึกเสียงได้ดียิ่งขึ้นน่ะ … ดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Samsung Galaxy Note 3 นิดๆ ก็คือ มันดูมีโค้งมีเว้ามานิดหน่อยครับ

 

IMG20140923175514

 

ด้านซ้ายของ Samsung Galaxy Note 4 มีแค่ปุ่มปรับระดับเสียง แต่สังเกตให้ดีๆ จะเห็นว่าขอบมันจะดูเว้าๆ ลงมาหน่อย อันนี้คงเพื่อความสวยงามมากกว่า เพราะผมไม่ได้รู้สึกว่าการเว้าลงมานี่ จะช่วยให้สัมผัสดีขึ้น หรือ กระชับขึ้นแต่อย่างใด

 

IMG20140923175521

 

ด้านขวาของ Samsung Galaxy Note 4 ก็มีแค่ปุ่ม Power ครับ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้ แต่ความเห็นส่วนตัวของผมนะ เมื่อขนาดของตัวเครื่องมันใหญ่แล้ว ก็อยากจะให้มันมีปุ่มชัตเตอร์จริงๆ เพราะด้วยขนาดหน้าจอใหญ่ขนาดนี้ การจะกดปุ่มชัตเตอร์บนหน้าจอมันไม่สะดวกซักเท่าไหร่ และแม้ว่าจะมีฟีเจอร์จำพวก ถ่ายด้วยเสียง หรือการนับเวลาถอยหลัง อะไรแบบเนี้ย มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเวลาจะให้คนอื่นช่วยถ่ายรูปให้

 

IMG20140923175543

 

เหลือบไปเห็นร่องเล็กๆ เอาไว้แกะฝาหลัง … เช่นเคย สไตล์ของ Samsung ครับ สมาร์ทโฟนดีไซน์ออกมาให้แกะฝาหลังออกมาได้ แต่ก็ยังอุตส่าห์ทำสมาร์ทโฟนบางๆ ออกมาได้อีกนะเรา … ตรงนี้เห็นได้ชัดเจน Samsung Galaxy Note 4 ไม่กันน้ำนะครับ อย่าไปคิดว่า Samsung Galaxy S5 กันน้ำ แล้วรุ่น Flasgship ถัดๆ มาจะต้องเป็นแบบเดียวกันล่ะ

ที่แปลกใจคือ หลังจากที่ทั้ง Samsung Galaxy Note 3 และ Samsung Galaxy S5 เปลี่ยนมาใช้พอร์ต Micro USB 3.0 กันหมดแล้ว ไหง Samsung Galaxy Note 4 ดันไปใช้ Micro USB 2.0 ซะล่ะนั่น … ได้ยินแว่วๆ ว่า เหตุผลคือ เพื่อให้พอร์ตมันเข้ากับสายเคเบิ้ล Micro USB 2.0 ได้ แต่ผมว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนัก เพราะพอร์ต Micro USB 3.0 นั้น สามารถใช้กับ Micro USB 2.0 ได้อยู่แล้ว

และเมื่อมองในแง่ของการใช้งาน พอร์ต Micro USB 3.0 นั้น ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็วกว่า Micro USB 2.0 มากมาย และคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ก็รองรับ USB 3.0 กันแล้ว อีกทั้ง Samsung Galaxy Note 4 ก็ถ่ายวิดีโอความละเอียด UHD (หรือบางคนเรียก 4K) ได้แล้ว ซึ่งมันให้ไฟล์วิดีโอที่ใหญ่มากๆ คือ ถ่ายวิดีโอราวๆ 3 นาทีก็กินเนื้อที่ไป 800MB-1GB แล้วนะครับ หากการถ่ายโอนข้อมูลไม่เร็วพอ ได้มีรอกันจนเงก

 

สเปกและประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy Note 4

Samsung Galaxy Note 4 มีวางจำหน่าย 2 รุ่น แต่รุ่นที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยก็คือรุ่นที่ใช้ชิป Exynos 5433 ของ Samsung เองครับ แต่ว่าชิปตัวนี้มีการปรับปรุงในหลายๆ ด้านแล้ว เช่น เป็น CPU 64-bit ที่พร้อมจะรองรับระบบปฏิบัติการ Android L ตัวใหม่ (ที่ยังไม่มา) อย่างเต็มที่ และคราวนี้ใช้ความสามารถ HMP (Heterogeneous Multi-Processing) หรือ ให้ CPU ในส่วนของ big และ LITTLE สามารถทำงานได้พร้อมๆ กัน 8-core เลย ซึ่งช่วยทั้งด้านประสิทธิภาพ (เพราะหลายหัวดีกว่าหัวเดียว) และประหยัดพลังงาน (เพราะงานเบาๆ ให้ Quad-core ส่วนที่เป็น LITTLE ที่กินพลังงานต่ำกว่าเป็นคนทำ ส่วนงานหนักๆ ก็ยกมาให้ Quad-core ส่วนที่เป็น big ที่ประสิทธิภาพสูงกว่าเป็นคนทำ)

เอาล่ะ มาดูสเปกกันแบบเต็มๆ ดีกว่า … ผมยึดของที่จะจำหน่ายในประเทศไทยเป็นหลักนะครับ

  • CPU: Exynos 5433 Octa-core (Quad-core Cortex-A53 1.3GHz + Quad-core Cortex-A57 1.9GHz)
  • GPU: Mali-T760
  • Display: Super AMOLED 5.7″ 2560×1440 พิกเซล (515ppi)
  • RAM: 3GB
  • Internal storage: 32GB
  • External storage: รองรับ MicroSD card สูงสุด 128GB
  • Operating System: Android 4.4.4 Kit Kat
  • Connectivity
    • ชนิดของซิม: Micro SIM
    • 2G: 850/900/1800/1900MHz
    • 3G: 850/900/1900/2100MHz
    • 4G: LTE Cat 4
    • WiFi: 802.11a/b/g/n/ac Dual-band
    • Bluetooth: 4.1, A2DP, EDR, LE
    • Infrared port: มี
    • NFC: มี
  • Camera
    • ด้านหน้า: 3.7 ล้านพิกเซล
    • ด้านหลัง: 16 ล้านพิกเซลพร้อม LED Flash
  • Battery: 3,220mAh
  • Dimensions: 153.5 มม. x 78.6 มม. x 8.5 มม.
  • Weight:  176 กรัม
  • Others: S Pen, Finger Print Scanner, UV Sensor, Barometer, Heart Rate Sensor
  • Price: 25,900 บาท

ดูจากตรงนี้แล้ว สเปกเรียกว่าจัดหนักจัดเต็มกันเลยทีเดียวครับ คำถามก็คือ ตัวเลขสเปกมาขนาดนี้แล้ว แล้วหากวัดประสิทธิภาพด้วย Benchmark ต่างๆ จะเป็นยังไง … มาดูผลการวัดประสิทธิภาพกันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าผมใช้ซอฟต์แวร์ Benchmark ตามนี้เลยครับ

  • Quadrant Advanced และ AnTuTu Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพในภาพรวม
  • MobileXPRT 2013 เพื่อประเมินประสบการณ์ในการใช้งานทั่วๆ ไป โดยทดสอบเรื่อง
    • การตกแต่งภาพแบบต่างๆ การตรวจจับใบหน้าคนในรูป
    • การเข้ารหัสข้อมูล
    • ความลื่นไหลของอนิเมชั่นในการ Scroll ข้อมูลบนหน้าจอ
  • 3DMark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3D
  • Vellamo Mobile Web Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานด้านเว็บ
  • Geekbench สำหรับการวัดประสิทธิภาพการประมวลผลในภาพรวม โดยแบ่งเป็น Single-core และ Multi-core

ผลลัพธ์ที่ได้ ก็ตามตารางด้านล่างนี่เลยครับ

 

Samsung Galaxy Note 4 Benchmark

คะแนนที่ได้ของ Samsung Galaxy Note 4 นี่เรียกว่า ทะลุทะลวงมาก เปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยที่มีผู้ทำการทดสอบแล้วส่งเข้าไป ชัดเจนเลยทีเดียวว่าเหนือกว่าหลายๆ ยี่ห้อในบัดดล … อย่างน้อยๆ ก็ในตอนนี้ เพราะยังไม่มียี่ห้อไหนทำ Flagship ที่ใช้ชิปรุ่นใหม่ๆ อย่าง Snapdragon 805 ออกมาน่ะครับ … แต่เท่านี้ก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องห่วงเรื่องการใช้งานครับ ประสิทธิภาพเหลือเฟือ

 

ประสบการณ์ในการใช้งาน Samsung Galaxy Note 4

อันดับแรกเลยเทียบกับ Samsung Galaxy Note 3 แล้ว ขนาดไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ยาวกว่านิด ผอมกว่าหน่อย หนากว่านิดนึง ในระดับที่ไม่รู้สึกอะไรชัดเจนหรอกครับ แต่จากการที่เอาอลูมิเนียมมาทำเป็นบอดี้ของตัวเครื่องส่วนนึง มันทำให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมมันเพิ่มขึ้นมาไม่น้อยทีเดียว

 

Screenshot_2014-09-26-20-58-17Screenshot_2014-09-26-20-58-39Screenshot_2014-09-26-20-58-46

 

 

 

เช่นเคย Samsung ก็ยังคงมาสไตล์ระบบปฏิบัติการ Android มาตรฐาน คือ มีแบ่งออกเป็น Lock screen, Home screen และ App tray อยู่ แต่ตัว User Interface มันให้ความรู้สึกของ Minimalism มากกว่าเวอร์ชันก่อนๆ ครับ และที่เพิ่มเข้ามาก็คือการใช้ตัวสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกหน้าจอได้ ซึ่งการทำงานก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจาก Samsung Galaxy S5 ดังนั้นก็เลยมีข้อจำกัดคล้ายๆ กันครับ นั่นก็คือ บันทึกลายนิ้วมือได้สูงสุดแค่ 3 นิ้วเท่านั้นเอง

 

ปุ่ม Home ที่สแกนลายนิ้วมือได้

 

แต่ถามว่าจำเป็นไหมที่จะต้องสแกนได้ครบ 10 นิ้ว ผมว่ามันก็ไม่ค่อยจะจำเป็นซักเท่าไหร่ เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านมา ผมก็ให้มันจำแค่นิ้วโป้งสองข้างของผมนั่นแหละ เผื่อจะปลดล็อกจากมือข้างไหนก็ทำได้เลย … เพียงแต่เทคนิคในการบันทึกลายนิ้วมือก็คือ มันจะมีโอกาสให้เราบันทึกได้ 10 ครั้ง ให้เราปาดนิ้วในมุมต่างๆ ให้ครบๆ ครับ ทั้งปาดมาตรงๆ ปาดแบบทแยงข้างๆ หรือลองปาดในลักษณะของการถือแบบมือเดียวด้วย ทั้งนี้เพื่อเวลาที่จะใช้งาน เราก็จะได้ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องสแกนท่าไหนน่ะ

 

Screenshot_2014-09-26-20-59-28

 

ตัว Notifications และ QuickSettings นั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปมากครับ ก็เป็นพวกฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ Samsung Galaxy รุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S5 หรือ Galaxy Note 3 เขาก็มีมาแล้ว เพียงแต่มีการปรับ User Interface และการใช้งานให้สะดวกขึ้นในบางอย่าง เช่น Multi window ที่ตอนนี้ไม่ต้องรอกดปุ่ม Back ค้างไว้เพื่อเปิดแถบ Multi window ขึ้นมาเลือก App แล้ว แต่เราสามารถเลื่อนนิ้วจากมุมด้านบนของหน้าจอ (ซ้ายหรือขวาก็ได้) ลงมา เพื่อปรับขนาด App ให้กลายเป็น Pop-up ได้เลย แล้วก็ค่อยเลือกว่าจะแบ่งเป็น Split screen ไหมอีกที

 

20140925_163220

 

แน่นอนว่าการกดปุ่ม Back ค้างไว้ เพื่อเรียก Multi window bar ขึ้นมามันก็ยังมีอยู่นะครับ แต่การย่อ App ลงมาได้เลย มันสะดวกกว่าไง … แต่กรณีของคนมือใหญ่ๆ ชอบใช้งาน Samsung Galaxy Note ด้วยมือข้างเดียวแบบผม ผมก็พบว่ามันไม่สะดวกเวลาที่เราอยากจะเรียก แถบ Notifications/QuickSettings ลงมานะ เพราะปกติด้วยขนาดหน้าจอใหญ่ เราจะต้องปาดจากมุมๆ ของหน้าจอ ลงมากลางหน้าจอ ถ้าเป็นเมื่อก่อน มันก็จะเรียก Notifications/QuickSettings ลงมา แต่พอเปิดใช้ Multi window แล้ว มันจะนึกว่าเราอยากจะย่อ App มาเป็น Pop-up

 

20140925_163252

 

เวลากดปุ่ม Recent นั้น เราก็สามารถเลือกได้เลยว่าอยากจะเปิด App เป็นแบบ Multi window หรือไม่ เพราะตรงมุมบนขวาของแถบชื่อ App มันจะมีไอคอนสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เมื่อเรากดแล้ว มันจะให้เลือกเลือกเปิด App อีกตัวมาทำงานพร้อมกันแบบ Multi window ได้ … ซึ่งตรงนี้แหละ มันยังมีข้อจำกัดอยู่ เพราะ App จะต้องรองรับฟีเจอร์นี้ด้วย ซึ่งพวก App ของ Samsung เองนั้น สามารถใช้งานแบบนี้ได้หมดเลย พวก Google Apps อย่าง Gmail, Google Chrome, YouTube ก็รองรับ ส่วนพวกที่เป็น 3rd Party นั้น จะมี Evernote, Facebook, LINE,Whatsapp เท่านั้นเอง (เท่าที่ลองใช้ App ที่ผมคุ้นเคย)

การใช้งานนั้น เหล่าบล็อกเกอร์ที่ไปทดสอบกัน หลายคนให้ความเห็นตรงกันว่า Animation ของ User Interface นั้น ลื่นมากทีเดียว ไม่เสียทีที่สเปกแรงจริงๆ และงวดนี้ พวก App ของ Samsung เองก็ได้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นในหลายๆ จุด เช่น S Note เนี่ย ก็มีความสามารถหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างคุณสมบัติที่เรียกว่า Photo Note ที่สามารถถ่ายรูปภาพ แล้วแปลงให้กลายเป็นภาพจดโน้ตเหมือนจดด้วย S Pen เองเลย แล้วตัว S Note ก็จะมองว่าเป็น Object ที่สามารถนำไปดัดแปลงแก้ไขต่อในภายหลังได้อีก

 

Air command

 

Air command ที่ก่อนหน้านี้ผมว่ามันยังเป็นฟีเจอร์ที่ให้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่มาก ตอนนี้มีประโยชน์เยอะขึ้นมากทีเดียว … ฟีเจอร์ที่ผู้ใช้งานใช้แล้วเกิดประโยชน์อย่าง Action memo ที่ให้คนจดโน้ตด้วยลายมือ แล้ว Samsung Galaxy Note 4 จะแปลงเป็นข้อมูลตัวอักษร พร้อมกับตรวจจับโดยอัตโนมัติว่า ข้อความนั้นเป็นเบอร์โทรศัพท์, URL เว็บ, พิกัดที่อยู่ หรืออีเมล์​ เพื่อพร้อมให้ผู้ใช้งานสามารถรับส่งข้อมูลได้จาก Action memo เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์อีก อันนี้ก็ยังอยู่

 

Smart select

 

ที่เพิ่มเข้ามาก็เช่น Smart select ที่ให้เราเก็บภาพหน้าจอไว้ได้ โดยสามารถเก็บอย่างต่อเนื่องได้ ไม่ต้องมาเลือกเก็บทีละอัน แล้วเริ่มคำสั่งใหม่ มันสะดวกเวลาที่เราจะใช้ Samsung Galaxy Note 4 ท่องเว็บหาข้อมูล แล้วเก็บส่วนที่เราสนใจไว้ โดยที่ไม่ต้องว่อกแว่กกับการเปลี่ยนหน้าจอไปมาเพื่อบันทึกภาพที่เราเลือกเก็บไว้

 

20140927_214926

 

S Pen มีการปรับปรุงหลักๆ ก็เรื่องของการรองรับแรงกด ที่งวดนี้สามารถแยกแยะแรงกดของปากกาได้แตกต่างกันถึง 2,048 ระดับ ซึ่งน่าจะถูกใจเหล่าศิลปินนักวาดรูปทั้งหลาย เพราะสามารถออกลวดลาย วาดลายเส้นแบบต่างๆ ได้สมจริงยิ่งขึ้น ไม่แพ้พวกปากกา หรือ อุปกรณ์วาดภาพจริงๆ เลย

Sketch254174116Sketch254172414

 

และยิ่งหากเราไปดาวน์โหลด SketchBook for Galaxy ซึ่งมีความสามารถพอๆ กับ SketchBook Pro ของค่าย Autodesk มาใช้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งวาดได้หลากหลายเลยล่ะครับ (SketchBook Pro จะมี Pattern ของปากกาให้เลือกมากกว่า … แต่ฟังก์ชั่นพื้นฐานจะเหมือนกัน รองรับระบบ Layer เหมือนกัน)

 

IMG20140924232225

 

เอาเป็นว่า ขนาดมือสมัครเล่นแบบผมที่วาดไม่เก่ง ลงสีไม่คล่อง และไม่รู้ว่าไอ้พวกเครื่องมือต่างๆ ของ SketchBook มันเอาไว้ทำอะไรได้บ้าง ก็ยังพอวาดไปวัดไปวากะเขาได้ พวกที่ฝีมือระดับเทพเนี่ย คงวาดได้สวยแบบสุดๆ ไปเลยละครับ

 

 

Screenshot_2014-09-27-15-47-34Screenshot_2014-09-27-15-48-15Screenshot_2014-09-27-15-50-46

 

อีกสาขาอาชีพนึงที่ผมว่าจะได้ประโยชน์จาก Samsung Galaxy Note 4 มากๆ คือ นักข่าวครับ อันดับแรกเลยก็เป็นเรื่องของ S Note และ S Pen ที่เป็นคู่ใจนักข่าวได้สบายๆ ทั้งความสามารถในการจดโน้ต ทั้งการแทรกพวกมัลติมีเดียลงไปในโน้ต และที่นักข่าวจะชอบที่สุด ผมว่าน่าจะเป็นฟังก์ชั่นการบันทึกเสียงครับ เป็นที่รู้กันว่าโดยสเปกแล้ว Samsung Galaxy Note 4 มีไมโครโฟนตั้ง 3 ตัว และนั่นทำให้มันสามารถตรวจจับเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงรอบทิศทางได้สบายๆ

ซึ่งโหมดการบันทึกเสียง ก็มีทั้ง

  • Normal คือ อัดเสียงตามปกติ ไมโครโฟนที่จะใช้ก็มีด้านเดียว จะเน้นเสียงที่ใกล้กับไมโครโฟนอัดเสียงเป็นหลัก
  • Interview คือ โหมดอัดเสียงที่เหมาะสำหรับการสัมภาษณ์แหล่งข่าวครับ จะใช้ไมโครโฟนทั้งสองด้าน เพื่ออัดเสียงคู่สนทนาได้ชัดเจนทั้งคู่
  • Meeting คือ โหมดอัดเสียงสำหรับใช้ในห้องประชุม จะใช้ไมโครโฟนตรวจจับเสียงทุกทิศทางเลยครับ

จากการทดสอบอัดเสียงดู พบว่ามันทำได้ดีมากทีเดียวครับ ลองคุยกันสองคน (นั่งตรงข้ามกัน) แล้วเปิดโทรทัศน์ดูไปพร้อมๆ กัน แต่เปิดอัดแบบ Normal ก็พบว่ามันเน้นอัดเสียงของผมที่อยู่ใกล้กับไมโครโฟนเป็นหลัก แต่พอเปลี่ยนมาเป็น Interview mode ก็จะเป็นว่าได้ยินเสียงคู่สนทนาชัดทั้งสองฝั่งเลย แต่เมื่อเปิดมาเป็น Meeting mode ที่เห็นได้ชัดคือ เสียงของผม ของคู่สนทนา และโทรทัศน์ ก็จะฟังชัดด้วยกันทั้งหมดเลย

 

Screenshot_2014-09-27-15-41-40

 

ในแง่ของเทรนด์สุขภาพนั้น S Health เองก็มีฟีเจอร์ระดับเดียวกับ Samsung Galaxy S5 เลยละครับ คือทำงานเหมือนกับเป็น One-stop service สำหรับผู้ที่นิยมออกกำลังกาย และรักษาสุขภาพครับ สามารถนับก้าวการเดินได้ สามารถบันทึกข้อมูลอาหารที่ทาน เก็บสถิติน้ำหนักได้ มีระบบโค้ชมาคอยให้คำแนะนำในการออกกำลังกายตามเป้าหมายต่างๆ เวลาออกกำลังกายก็เปิดเพลงฟังตามไปได้ด้วย ซึ่งเราเลือกได้ว่าเราจะออกกำลังกายแบบไหน (วิ่ง, เดิน, ขี่จักรยาน และ เดินเขา) เลือกเป้าหมายเป็นอะไร

 

Screenshot_2014-09-27-15-42-46

 

หากใครมีอุปกรณ์เสริมอย่าง Samsung Galaxy Gear 2, Gear Fit หรือ Gear S จะยิ่งดี เพราะสามารถเก็บข้อมูลบางอย่างจากอุปกรณ์พวกนี้เพิ่มได้ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ … สิ่งที่อาจจะทำให้ S Health ไม่เป็นที่นิยม ก็น่าจะเป็น

  • ผู้ใช้งานมีอุปกรณ์จำพวก Activity tracker อยู่แล้ว และมันใช้งานร่วมกับ App อื่น
  • อุปกรณ์เสริมที่ใช้คู่กับ S Health ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทยมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวก Arm band ซึ่งสำคัญมาก เพราะ Samsung Galaxy Note 4 ใหญ่มาก Arm band ทั่วๆ ไป ไม่ได้รองรับสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ขนาดนั้น

แต่กรณีของ Arm band นี่ สถานการณ์น่าจะดีขึ้น เพราะ Apple ทำ iPhone 6 Plus จอใหญ่มาแล้ว คนทำ Arm band ขนาดใหญ่ๆ มารองรับน่าจะมีมากขึ้น

 

Screenshot_2014-09-26-11-20-55Screenshot_2014-09-26-12-23-14

 

วัดแสง UV

 

UV Sensor เป็น Gimmick ที่ผมว่า Samsung เข้าใจเลือกใส่เข้ามา … เพราะเวลาออกกำลังกายกลางแจ้งเนี่ย เรื่องรังสี UV ก็น่าเป็นห่วง เพราะหากแรงมาก ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเราได้ ฉะนั้น ก่อนจะออกกำลังกาย หากไม่แน่ใจว่า UV แรงแค่ไหน ก็เอา Samsung Galaxy Note 4 ออกไปวัดดูได้ ว่างั้นเถอะ … แต่ผมไม่สามารถบอกได้ว่ามันแม่นแค่ไหนนะครับ เพราะว่าไม่รู้จะไปเอาอะไรมาวัดเทียบ … แต่ผมลองวัดภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ กัน เช่น แดดยามเช้า กับแดดตอนเกือบเที่ยง มันก็เตือนค่า UV แตกต่างกันมากอยู่ … แต่มันยังไม่เจ๋งขนาดบอกได้ว่าเป็น UV-A หรือ UV-B หรอกนะ (ฮา)

 

หน้าจอตอนอยู่ในร่ม สีสันจะเข้ม ตามจริง

หน้าจอตอนอยู่ในร่ม สีสันจะเข้ม ตามจริง

สีสันหน้าจอตอนอยู่กลางแจ้ง สีจะถูกเร่งให้สว่างขึ้น เพื่อให้เห็นชัด

สีสันหน้าจอตอนอยู่กลางแจ้ง สีจะถูกเร่งให้สว่างขึ้น เพื่อให้เห็นชัด

 

พูดถึงแดดแล้ว ก็ทำให้นึกถึงการใช้งานกลางแจ้งด้วยล่ะ … ฟีเจอร์นึงที่ Samsung ใส่เข้ามา และเริ่มสังเกตได้ตอน Samsung Galaxy S5 ก็คือ การใช้เซ็นเซอร์จับแสงบนหน้าจอมาตรวจดูว่าเป็นการใช้งานในร่มหรือกลางแจ้ง เพื่อปรับสภาพหน้าจอให้เหมาะสมครับ แต่ไม่ได้แค่เพิ่มความสว่างของหน้าจอให้สว่างขึ้นเท่านั้นนะ เพราะ Samsung Galaxy S5 และ Samsung Galaxy Note 4 เนี่ย จะทำการเปลี่ยนการแสดงผลสีของหน้าจอด้วยครับ คือ สีเข้มๆ จะถูกเร่งให้เป็นสีสว่างขึ้น เช่น น้ำเงินก็จะกลางเป็นฟ้า เป็นต้น ซึ่งจากที่ลองใช้งาน มันช่วยทำให้เราเห็นภาพ เห็นข้อความ ชัดเจนขึ้นมากจริงๆ ครับ แม้จะใช้งานกลางแดด

แน่นอนว่าสีสันก็ต้องเพี้ยนไปตามระเบียบ แต่เป้าหมายของฟีเจอร์นี้จริงๆ คือ การให้ใช้งาน จะโทรศัพท์ จะส่ง SMS หรือจะอัพเดตสเตตัสบน Social media ก็ยังทำได้ไม่สะดุด … และเท่าที่ลองเอามาทดสอบพร้อมๆ กัน ผมสังเกตว่าการปรับสีให้สว่างของ Samsung Galaxy Note 4 เนี่ย ชัดเจนกว่า Samsung Galaxy S5 เยอะครับ

 

Screenshot_2014-09-27-16-03-26

 

อีกฟีเจอร์นึง ที่แทบจะกลายเป็นมาตรฐานของ Flagship ของ Samsung ไปแล้วก็คือ รีโมทคอนโทรล ครับ … เท่าที่ลองคือ จะมีประโยชน์กับคนที่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าจะพวก Audio/Video ที่เป็นแบรนด์ยอดนิยมครับ เพราะจะเซ็ตค่าเพื่อใช้งานไม่ยาก แต่ว่าหากเป็นเจอรุ่นที่ไม่รองรับนี่ ก็อดใช้กันไปเลย น่าเสียดาย หาก Samsung ออกแบบมาให้มันเรียนรู้โค้ดรีโมทได้เอง จะมีประโยชน์ในฐานะ Universal Remote Controller มากเลย

 

Screenshot_2014-09-26-16-00-23

 

ประเด็นเรื่องแบตเตอรี่ ปกติผมจะไม่รีวิวซักเท่าไหร่ เพราะสไตล์การใช้งานของแต่ละคนมันจะส่งผลต่อจำนวนชั่วโมงที่ใช้งานได้แตกต่างกันออกไป แต่จากประสบการณ์ในการรีวิว (และใช้งาน) สมาร์ทโฟนที่มีความละเอียดหน้าจอระดับ 2K มา ผมพบว่าหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงๆ เนี่ย มันสูบแบตเตอรี่กว่าปกติมากกว่าเดิมมากทีเดียว เช่น หากปกติผมใช้งานแบตหมดไปชั่วโมงละ 7%-10% เนี่ย พอเป็นหน้าจอแสดงผลระดับ 2K แล้ว อาจจะกินแบตถึง 15%-20% ภายใต้การใช้งานแบบเดียวกัน

ฉะนั้น ผมก็เลยค่อนข้างสังเกตเป็นพิเศษว่า กับ Samsung Galaxy Note 4 นั้นเป็นยังไงมาก ก็พบว่าค่อนข้างน่าประทับใจทีเดียว … กล่าวคือ แบตเตอรี่ก็ยังคงถูกเขมือบโดยหน้าจอแสดงผลเป็นหลักนั่นแหละครับ แต่ว่าดูมันจะกินแบตเตอรี่น้อยกว่ายี่ห้อ/รุ่นอื่นๆ ที่ใช้หน้าจอแสดงผลแบบ 2K เหมือนกัน … สำหรับ Samsung Galaxy Note 4 แล้ว ผมต้องบอกว่ามันกินแบตเตอรี่ไม่ได้มากไปกว่าสมาร์ทโฟนหน้าจอ Full HD ทั่วๆ ไปเลย เผลอๆ จะกินแบตเตอรี่น้อยกว่าด้วยซ้ำ เพราะดูจากการใช้งานตามสไตล์ผม (โทรนิดหน่อย เล่นเน็ตต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมง มีพักเป็นระยะ เปิดหน้าจอให้ปรับความสว่างแบบอัตโนมัติ) เนี่ย สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาย 10-17 ชั่วโมงสบายๆ ครับ ทั้งๆ ที่ปกติซัก 7-8 ชั่วโมงแบตก็แทบเกลี้ยงแล้ว

นี่ยังไม่นับการที่มี Ultra Power Saving Mode ที่ช่วยประหยัดแบตเตอรี่เพิ่มเข้าไปอีก ไม่ได้ช่วยให้แบตเตอรี่ 10% ใช้งานต่อได้ 24 ชั่วโมงอย่างที่เขามักจะโฆษณาหรอกนะ แต่ก็พอที่จะใช้เล่น Social media ผ่าน 3G ได้อีกราวๆ 2 ชั่วโมงเลยล่ะ

นอกจากนี้ Samsung Galaxy Note 4 มาพร้อมกับคุณสมบัติ Fast charging ที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วมากขึ้น โดยสามารถชาร์จได้ถึง 50% ภายใน 30 นาที เพียงแต่ว่าต้องใช้ที่ชาร์จของ Samsung โดยเฉพาะเท่านั้นนะครับ … เสียดายว่า Samsung ไม่ได้ให้ที่ชาร์จมาทดสอบด้วย (ทำไมไม่ให้มาฟะ) ก็เลยไม่ได้ทดสอบกัน แต่จากประสบการณ์ในการใช้ Oppo Find 7 ที่มีคุณสมบัติคล้ายกัน ผมต้องบอกว่า การมี Fast charging นี่ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นเยอะ

 

ประสบการณ์ในการใช้งาน Samsung Galaxy Note 4 ด้านมัลติมีเดีย และ เกม

ก่อนอ่านหัวข้อนี้ ออกตัวก่อนว่าผมเป็น “สาวก” จอ Super AMOLED ครับ เพราะความที่มันแสดงสีสันสด จัดจ้าน และสามารถแสดงผลสีดำได้ดำสนิทจริงๆ ผมจึงมองว่ามันให้ประสบการณ์ในการรับชมพวกมัลติมีเดียอย่างวิดีโอ หรือ เกม อะไรพวกเนี้ย ได้อย่างเต็มที่กว่า และทาง Samsung เองก็มีโหมด Adaptive Display ที่ให้เราเลือกการแสดงผลสีสันให้เหมาะสมกับการใช้งานต่างๆ ได้ด้วย

 

Screenshot_2014-09-27-16-38-43

 

การเล่นไฟล์ความละเอียดสูงระดับ 4K ไม่ใช่ปัญหาบน Samsung Galaxy Note 4 แม้แต่น้อย และหน้าจอแสดงผล Super AMOLED 2K นี่ก็ให้คุณภาพของภาพที่ยอดเยี่ยมจริงๆ (ย้ำ กรุณาเข้าใจด้วยว่าผมเป็น “สาวก” จอ Super AMOLED)

ด้านคุณภาพเสียงนั้น เสียงจากลำโพงให้เสียงที่ดังชัด โปร่งไม่บีบอัด มีน้ำหนักของเสียงที่ดี ฟังเพลงเพลินได้อารมณ์ ให้เสียงที่ใสเป็นธรรมชาติ ไม่แหลมแทงหู ไม่ฟุ้งนวล (แบบที่ Galaxy เคยเป็น แต่หลังๆ มาไม่เป็นแล้ว) กระชับ แสดงรายละเอียดได้ดี ที่น่าประทับใจมากก็คือการออกแบบการวางลำโพงที่ยังคงให้คุณภาพเสียงที่ดีแทบจะเหมือนเดิมแม้วางเครื่องหงาย (ลำโพงติดพื้นผิว)

ทดสอบด้วยหูฟัง Apple EarPods นั้น Samsung Galaxy Note 4 ให้เสียงที่เป็นธรรมชาติ ย่านเสียงสมดุลกันดี ไม่เน้นอะไรเป็นพิเศษ ช่วงเสียงสูงโปร่ง ชัด เสียงกลางออกFlat (ไม่โดด ไม่จม) เสียงต่ำหนักแน่นแบบพอดีๆ ไม่เน้นให้อึ๋มอะไรมากมาย อีกทั้งมิติเสียงก็ดี แสดงรายละเอียดเสียงแยกออกจากกันได้ดี ไม่ซ้อนทับปนเปกัน ทำให้ฟังเพลงแล้วรู้สึกเพลิน สบาย ระบบขยายเสียงก็ทำได้ดี เสียงยังคงคุณลักษณะข้างต้นครบถ้วน แต่พอเร่งระดับเสียงจนดังสุด รู้สึกถึงความแข็งของเนื้อเสียงขึ้นมา ทั้งนี้ยังคงฟังดูดีอยู่ ถือว่าเป็นมือถือที่ให้ระบบเสียงที่ดี ลงตัวเลยทีเดียว

เรียกว่า ทั้งหน้าจอแสดงผล และ คุณภาพเสียง ทำออกมาได้ดีทีเดียวครับ สำหรับ Samsung Galaxy Note 4

 

Screenshot_2014-09-25-21-37-30Screenshot_2014-09-25-21-42-45

 

ลองเอามาเล่นเกมดูบ้างครับ ลองมันทั้ง Asphalt 8: Airborne และ Modern Combat 5: Black Out เลย ทั้งคู่สามารถเล่นได้ด้วยคุณภาพกราฟิกสูงสุด (แน่นอนล่ะ) แถมไม่มีอาการกระตุกให้เห็นเลยครับ โดยเฉพาะเกม Modern Combat 5: Black Out เนี่ย ผมลองเล่นด้วย Samsung Galaxy S5 ยังพบว่ามีบางด่านที่มีช่วงที่ข้าศึกออกมาหลายๆ คนพร้อมๆ กันแล้วภาพจะออกอาการกระตุกให้รู้สึกได้ แต่เล่นฉากเดียวกันนี้บน Samsung Galaxy Note 4 ไม่พบอาการดังกล่าวเลย

 

การถ่ายรูปและวิดีโอด้วย Samsung Galaxy Note 4

User Interface ของ Samsung Galaxy Note 4 นั้น ออกแนว Samsung Galaxy S5 ครับ ฟีเจอร์ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็น Selective Focus หรือ Live HDR แต่มีการปรับ User Interface ซะใหม่ ให้แบบว่า … เอิ่ม … ผมว่าใช้ยากกว่าตอน Samsung Galaxy S5 อีก (คือ จะปรับทำไมครับ Samsung)

 

2014-09-27 21.57.50

 

ตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนแล้วผมรู้สึกว่ามันด้อยกว่า Samsung Galaxy S5

  • Settings เข้าถึงยากกว่าเดิม จากเดิมแตะไอคอนฟันเฟืองแล้วเจอเลย ก็กลายมาเป็นต้องแตะไอคอนฟันฟือง แล้วมาแตะจุดสามจุดอีกที วุ่นวาย
  • Selective Focus เคยเป็น Setting เปิดปิดได้ง่ายๆ เหมือน Live HDR แต่ตอนนี้ดันกลายเป็น Mode ไปซะงั้น … ผมว่ามันเปิดปิดยากกว่าเดิม … แนวทางในการปรับปรุง Selective Focus ผมว่า Samsung น่าจะไปพิจารณาทำแบบ Google Camera มากกว่า คือ เวลาประมวลผลภาพให้มันไปเป็นการทำงานแบบ Background ดีกว่า ผู้ใช้งานจะได้ถ่ายภาพได้ต่อเนื่อง

ก็ประมาณนี้ละครับ … แต่นอกเหนือไปจากนั้น เรียกว่าปรับปรุงมาดีกว่า Samsung Galaxy S5 มากมายทีเดียว แม้ว่าจะเป็น 16 ล้านพิกเซลเหมือนกัน แต่ Samsung Galaxy Note 4 มี Optical Image Stabilization หรือ OIS มาช่วย เวลาถ่ายภาพแล้วมือสั่น มันก็จะช่วยชดเชยได้เยอะ ภาพจะเบลอน้อยลงครับ (ขอทำความเข้าใจก่อน OIS เนี่ย มันกันสั่นอันเกิดจากมือของคนถ่ายนะครับ ไม่ใช่ลดภาพเบลออันเป็นผลมาจากวัตถุเคลื่อนที่ อย่าเข้าใจผิด)

 

แตะหน้าจอ Note 4 ค้างไว้ในโหมดถ่ายภาพ จะปรับชดเชยแสงได้ครับ

แตะหน้าจอ Note 4 ค้างไว้ในโหมดถ่ายภาพ จะปรับชดเชยแสงได้ครับ

 

มาดูภาพกันดีกว่าครับ … จะถ่ายในร่ม กลางแจ้ง หรือยามเย็น ผมพบว่า ในสถานการณ์ทั่วๆ ไป Samsung Galaxy Note 4 ตอบโจทย์ได้ดีมากทีเดียวครับ เพราะงวดนี้ในที่สุด Samsung เขาก็ทำฟังก์ชั่นการปรับชดเชยแสงด้วยการแตะบนหน้าจอมาให้แล้ว เพียงแต่มันไม่ใช่แค่การแตะบนหน้าจอเฉยๆ นะ มันต้อง แตะค้างบนหน้าจอในจุดที่ต้องการจะวัดแสงครับ

 

20140102_12300220140102_11215120140923_17473720140102_115710

 

ฟีเจอร์ Live HDR ยังเมพเหมือนเดิมครับ เป็นฟีเจอร์ที่ผมชอบมาก เพราะปกติเวลาเจอสถานการณ์ที่มี Dynamic ของภาพสูง (หมายถึง มีบริเวณที่มืดมากและสว่างมากอยู่ในเฟรมเดียวกัน) ต่อให้เราถ่ายภาพด้วย HDR Mode เราก็ต้องมาลุ้นว่าภาพจะออกมาประมาณไหน บางครั้งก็ต้องถ่ายหลายหนหน่อย กว่าจะได้ดั่งใจ

 

ไม่เปิด Live HDR

ไม่เปิด Live HDR

 

แต่ด้วย Live HDR ของ Samsung Galaxy Note 4 เวลาเราจะถ่ายภาพ เราจะรู้เลยว่าภาพจะออกมาเป็นแบบไหน ตรงไหนบ้างที่จะสว่างขึ้น ตรงไหนบ้างที่จะเห็นรายละเอียดของภาพมากขึ้น เราจะได้ตัดสินใจได้เลยว่าจะถ่ายรูปไหม ไม่ต้องมาลุ้น

 

เปิด Live HDR

เปิด Live HDR

 

ในสภาพแสงน้อย ปกติก็ต้องทำใจหน่อยครับ หากไม่คิดจะเปิดแฟลช เพราะภาพที่ได้ Noise ย่อมเยอะเป็นธรรมดา แต่ผมลองถ่ายโหมดออโต้ตอนเช้ามืด (ราวๆ ตีห้าครึ่ง) กับแสงสว่างแค่มีไฟฟลูออเรสเซนต์สีเหลืองนวลเพียงดวงเดียวในห้อง และเจ้า T-Rex แมวของผมก็ไปแอบอยู่ภายในช่องเก็บของของตู้วางโทรทัศน์ ภาพที่ออกมา แม้ว่าจะไม่ได้คมกริบแบบตอนถ่ายในสภาพแสงดีๆ แต่ผมก็ยอมรับว่า มัน OK ในระดับหนึ่งเลยนะครับ และแม้ว่าแมวของผมมันจะลุกลี้ลุกลน แต่ก็ยังพอหาจังหวะถ่ายภาพมันมาได้ โดยภาพไม่เบลอด้วย ชัตเตอร์เรียกว่าไวพอสมควร (ถ้าผมเดาไม่ผิด เหมือนซอฟต์แวร์มันจะถ่ายต่อเนื่องสามรูป แล้วนำมาประมวลผลเป็นรูปเดียวให้โดยอัตโนมัติ แบบที่กล้อง Compact บางยี่ห้อเขาทำกัน เพื่อให้ได้ภาพในสภาวะแสงน้อยที่สวย และคมชัดขึ้น … ผมอาจจะเดาผิดก็ได้นะ)

 

20140926_05373820140926_053725

 

จำโฆษณาของ Samsung ได้ไหม ที่ชมพู่ อารยา เขาบอกว่ากล้องหน้าชัดมาก … แต่ช่วงหลังๆ หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งจะเห็นว่าเขาไปไกลกันหมดแล้ว เพราะแต่ละค่ายจัดมา 5 ล้านพิกเซลงี้ 8 ล้านพิกเซลงี้ … ในขณะที่ Samsung ยังอยู่ที่ 2.1 ล้านพิกเซลอยู่เลย … แต่งวดนี้ Samsung Galaxy Note 4 ให้สเปกกล้องหน้า 3.7 ล้านพิกเซล F1.9 พร้อมเลนส์มุมกว้าง 90 องศา มันคือกล้องสำหรับถ่าย Selfie ที่ดีมากๆ ตัวนึงทีเดียว และ Beauty mode ก็แต่งภาพได้สวยเลย (ดูตัวอย่างได้ หน้างี้เนียนทุกคน)

 

20140927_12044520140927_113004

 

เลนส์มุมกว้าง 90 องศา มันก็มากเพียงพอสำหรับถ่ายภาพ Selfie แบบหมู่ 3-4 คนได้สบายๆ … ถ้าแค่ 2 คน เราก็จะเห็นภาพวิวด้านหลังสวยๆ ได้อีกด้วย แต่หากนั่นยังไม่พอ ฟีเจอร์ Wide selfie ที่เป็นการถ่ายภาพพาโนรามาด้วยกล้องหน้า ก็จะช่วยเพิ่มมุมของภาพให้กว้างเป็น 120 องศาได้ เพียงแต่แนวทางในการถ่ายภาพพาโนรามา เป็นแบบถ่ายต่อเนื่องเหมือนการถ่ายด้วยกล้องหลัง ซึ่งผมว่าใช้งานยากกว่า หากเทียบแล้ว ผมชอบแนวทาง Panoramic Selfie ของ Huawei Ascend P7 มากกว่าครับ

 

20140927_211944

 

แต่ถ้าใครคิดว่าถ่าย 3.7 ล้านพิกเซลมันยังไม่พอ ก็ใช้โหมดถ่าย Selfie ด้วยกล้องหลังก็ได้ครับ คล้ายๆ กับที่มีใน Samsung Galaxy K Zoom เลย คือ กำหนดบริเวณพื้นที่ที่เราต้องการจะให้หน้าของเราอยู่ในภาพ แล้วจากนั้นก็ใช้กล้องหลังถ่ายครับ พยายามปรับตัวกล้องไปเรื่อยๆ เดี๋ยวพอกล้องตรวจจับใบหน้าได้ มันจะลั่นชัตเตอร์ให้เอง … แบบนี้ก็ OK อยู่ … เพียงแต่ผมรู้สึกว่า การตอบสนองเพื่อบอกผู้ใช้งานว่าตรวจจับใบหน้าเจอหรือไม่ มันพอรู้สึกได้ แต่จะให้ดี ควรเปิดเสียงชัตเตอร์ไว้ ไม่งั้นไม่รู้ว่าถ่ายหรือยัง

มาพูดถึงเรื่องการถ่ายวิดีโอกันบ้าง … เจ้านี่ถ่ายวิดีโอความละเอียด UHD หรือ 3840×2160 พิกเซลได้ (บางคนเรียก 4K)​ … คุณภาพของภาพโอเคทีเดียวเลยละครับ แต่ต้องไม่ลืมว่ามันกินเนื้อที่มากเอาเรื่องนะ 3 นาที จะต้องการเนื้อที่ราวๆ 800MB-1GB กันเลยทีเดียว ฉะนั้นแนะนำว่าหากใครอยากถ่ายวิดีโอ UHD ควรใส่ MicroSD card 128GB กันไปเลย … Samsung Galaxy Note 4 สามารถอัดเสียงวิดีโอได้แบบสเตริโอ และคุณภาพเสียงที่ได้ ผมว่าค่อนข้างโอเคทีเดียวนะ แต่ด้วยความที่ไม่มีคุณสมบัติปรับชดเชยแสงแบบแตะบนหน้าจอ ก็เลยทำให้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ แถมปรับแบบ Manual ระหว่างถ่ายวิดีโอก็ไม่ได้ … สู้พวกคู่แข่งไม่ได้

ถ้า Samsung ไม่ปรับปรุงในเรื่องพวกนี้(ซะที … คือ ผม Feedback ไปหลายรอบ ในช่วงเวลาสองสามปีที่ผ่านมา) คู่แข่งจะทิ้งไปไกลขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

 

บทสรุปของ Samsung Galaxy Note 4

ถ้าใครถามว่า มันดีกว่า Samsung Galaxy S5 หรือ Samsung Galaxy Note 3 ไหม ผมตอบแบบฟันธงให้ได้เลยว่า ดีกว่า ดีกว่าพอสมควรด้วย คุ้มค่ากับการอัพเกรด (หากมีเงิน) แต่กล้องถ่ายรูปไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการซื้อ เพราะผมบอกได้เลยว่ามี Android smartphone หลายยี่ห้อ ที่ได้คุณภาพของภาพดี และซอฟต์แวร์มีความสามารถมากกว่า Samsung Galaxy Note 4 … หากจะซื้อ Samsung Galaxy Note 4 ผมขอให้มองว่าหน้าจอใหญ่ Super AMOLED ความละเอียดสูงมาก แบตเตอรี่อึดอย่างแรง ชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วด้วย Fast charging และ S Pen สไตลัสระดับเทพที่ยี่ห้ออื่นไม่มีให้ มันคือปัจจัยสำคัญมากกว่า

ที่จะเป็นปัจจัยในการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ ก็น่าจะเป็นเรื่องของสนนราคาค่าตัว 25,900 บาท ที่แรงกว่าตอน Samsung Galaxy Note 3 LTE นั่นแหละครับ (ยกเว้นว่าคุณจะซื้อหรือจองกันในงาน Thailand Mobile Expo 2014 นั่นแหละ ถึงจะได้ค่าตัว 24,900 บาท) แต่หากคิดซะว่ามันคือค่ากรอบอลูมิเนียมที่เพิ่มเข้ามา และค่าเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจและเซ็นเซอร์วัดความเข้มของแสง UV มันก็จะสบายใจ หุหุ

 

เช็คราคาล่าสุด สนับสนุนโดย Priceza.com

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: