จอใหญ่มาอีกแล้ว รีวิว Samsung Galaxy Mega 2 กัน

Samsung Galaxy Mega 2

 

ยุคที่พวก Mobile device หน้าจอใหญ่ๆ เป็นพวก High end มันผ่านไปแล้วครับ เดี๋ยวนี้พวกหน้าจอระดับ 5.5 นิ้วไปยัน 6 นิ้วกว่าๆ เนี่ย สนนราคาบางรุ่นก็ต่ำกว่าหมื่น บางรุ่นก็อยู่หมื่นกลางๆ แล้ว (ขึ้นอยู่กับสเปก) และหนึ่งในนั้นคือ Samsung Galaxy Mega ที่ก่อนหน้านี้ Samsung เขาออกมาเหมือนจะทดลองตลาด โดยออกมา 2 รุ่น คือ 5.8 นิ้ว และ 6.3 นิ้ว โดยมีสเปกที่แตกต่างกัน ซึ่งพอมาถึงรุ่นสืบทอดอย่าง Samsung Galaxy Mega 2 แล้ว ปรากฏว่าทุกอย่างดูจะลงตัวที่สเปกเดียว กับขนาดหน้าจอ 6 นิ้วครับ

 

รูปร่างหน้าตาของ Samsung Galaxy Mega 2

ดีไซน์ของ Samsung Galaxy Mega 2 นั้น ได้รับอิทธิพลมาจาก Samsung Galaxy Note 3 ค่อนข้างเยอะ รูปร่างหน้าตานี่คล้ายๆ เลยแหละ เพียงแต่ว่าขนาดของหน้าจอดูใหญ่กว่านิดหน่อย ทว่าสไตล์ฝาหลังแบบ Faux leather นั้นยังคงมีอยู่ แต่จากสัมผัสที่ผมลองลูบๆ คลำๆ แล้ว มันไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบ “ปกหนัง” มากเทียบเท่ากับ Samsung Galaxy Note 3 หรอกนะ

 

Samsung Galaxy Mega 2 ด้านหน้า

 

ด้านหน้าของ Samsung Galaxy Mega 2 นั้น เป็นหน้าจอแสดงผลขนาด 6 นิ้วแบบ TFT LCD ความละเอียด 1280×720 พิกเซล (245ppi) ปุ่มกดบนตัวเครื่องเหมือนกับของ Samsung Galaxy S5 เลย คือ ปุ่ม Recent app, ปุ่ม Home และ ปุ่ม Back (ซึ่งแตกต่างจาก Samsung Galaxy Note 3 เพราะปุ่ม Menu ถูกแทนที่ด้วย Recent app ไปแล้ว แต่การกดปุ่มนี้ค้างไว้ จะเป็นการแสดงเมนูครับ … Samsung เปลี่ยนรูปแบบของปุ่มไปน่ะ)

เช่นเคย Samsung Galaxy Mega 2 ก็มาพร้อมกับกล้องดิจิตอลด้านหน้า 2.1 ล้านพิกเซล … ดูเหมือนว่า Samsung จะยังไม่ได้ใส่ใจกับเทรนด์การถ่ายภาพเซลฟี่มากซักเท่าไหร่ ในขณะที่แบรนด์จีนต่างๆ เขาจัดกล้องหน้าความละเอียดสูงกว่านี้กันหมดแล้ว

 

Samsung Galaxy Mega 2 ด้านหลัง

 

ด้านหลังของ Samsung Galaxy Mega 2 เป็น Faux leather อย่างที่บอกครับ มีกล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash และมีลำโพงเล็กๆ อยู่ตรงมุมด้านล่าง

 

Samsung Galaxy Mega 2 ด้านบน

 

ด้านบนของ Samsung Galaxy Mega 2 เป็นรูไมโครโฟนเล็กๆ เอาไว้เวลาอัดเสียงตอนถ่ายวิดีโอแบบสเตริโอ แล้วก็มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. อยู่

 

Samsung Galaxy Mega 2 ด้านล่าง

 

ด้านล่างของ Samsung Galaxy Mega 2 เป็นพอร์ต Micro USB 2.0 กับ รูไมโครโฟนไว้สำหรับสนทนาโทรศัพท์ กับใช้อัดเสียงตอนถ่ายวิดีโอแบบสเตริโอครับ

 

Samsung Galaxy Mega 2 ด้านซ้าย

 

ด้านซ้ายของ Samsung Galaxy Mega 2 มีปุ่มปรับระดับเสียง

 

Samsung Galaxy Mega 2 ด้านขวา

 

ด้านขวาของ Samsung Galaxy Mega 2 มีปุ่ม Power

ในภาพรวม ดีไซน์ไม่ได้มีอะไรหวือหวาแหวกแนวไปจาก Samsung Galaxy ตัวอื่นๆ ครับ … เป็นอะไรที่ดูก็รู้ว่านี่คือ Samsung Galaxy … สิ่งที่ผมไม่ชอบเกี่ยวกับ Samsung Galaxy ก็ยังคงอยู่ นั่นคือ ขอบของตัวเครื่องที่เป็นพลาสติกชุบโครเมี่ยม ซึ่งมันดูสวย และให้ความรู้สึกของโลหะ แต่เวลาใช้ไปนานๆ หากไม่ดูแลรักษาให้ดีๆ มันจะถลอก หลุดลอกออกมาอ่ะ แล้วมันจะดูไม่ดีเลยทีเดียว

ตรงนี้ Samsung น่าจะเปลี่ยนแปลงซะทีนะครับ

 

สเปกและประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy Mega 2

ในด้านของสเปกนั้น Samsung Galaxy Mega 2 ก็ถือว่ามีการอัพเกรดขึ้นมาจาก Mega รุ่นแรกอยู่พอสมควรครับ แต่ในสเปกบางด้าน ก็ยังแอบมีกั๊กๆ เอาไว้หน่อย เพื่อไม่ให้มันไปชนกับพวกรุ่นใหญ่มากจนเกินไป

  • CPU: Exynos 4415 Quad-core 1.5GHz
  • GPU: Mali-400MP
  • Display: TFT LCD 6″ ความละเอียด 1280×720 พิกเซล (245ppi)
  • RAM: 1.5GB
  • Internal storage: 8GB
  • External storage: รองรับ MicroSD card สูงสุด 64GB
  • Operating System: Android 4.4.4
  • Connectivity
    • ชนิดของซิม: Micro SIM
    • 2G: 850/900/1800/1900MHz
    • 3G: 850/900/1900/2100MHz
    • 4G: 850/900/1800/1900/2100/2600MHz
    • WiFi: 802.11a/b/g/n Dual-band
    • Bluetooth: 4.0 A2DP LE
    • Infrared port: ไม่มี
    • NFC: มี
  • Camera
    • ด้านหน้า: 2.1 ล้านพิกเซล
    • ด้านหลัง: 8 ล้านพิกเซลพร้อม LED Flash
  • Battery: 2,800mAh
  • Dimensions: 163.6 มม. x 84.9 มม. x 8.6 มม.
  • Weight:  – กรัม
  • Others: ไม่มี
  • Price: ณ ขณะที่เขียนรีวิวนี้ยังไม่ประกาศ แต่มีข่าวลือว่า 14,500 บาท

อย่างไรก็ดี ดูจากสนนราคาแล้วก็อาจจะแอบมีคิดหนักอยู่บ้าง เพราะแม้ว่ามันจะต่ำกว่า Samsung Galaxy Note 3 อยู่หลายขุมอยู่ แต่ว่าสเปกของ Samsung Galaxy Note 3 และอรรถประโยชน์จาก S Pen ก็อาจจะทำให้ต้องพิจารณาว่าจะเลือกตัวไหนดี มองในแง่ความคุ้มค่า Samsung Galaxy Note 3 LTE อาจจะคุ้มกับเม็ดเงินที่ต้องควักเพิ่ม แต่ถ้ามองในแง่ว่าราคาหมื่นกลาง จอใหญ่ 6 นิ้ว และรองรับ 4G ด้วยก็เพียงพอแล้ว และมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณอีก เจ้าตัวนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์นั้นอยู่ครับ

มาดูผลการวัดประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy Mega 2 กันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าผมใช้ซอฟต์แวร์ Benchmark ตามนี้เลยครับ

  • Quadrant Advanced และ AnTuTu Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพในภาพรวม
  • MobileXPRT 2013 เพื่อประเมินประสบการณ์ในการใช้งานทั่วๆ ไป โดยทดสอบเรื่อง
    • การตกแต่งภาพแบบต่างๆ การตรวจจับใบหน้าคนในรูป
    • การเข้ารหัสข้อมูล
    • ความลื่นไหลของอนิเมชั่นในการ Scroll ข้อมูลบนหน้าจอ
  • 3DMark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3D
  • Vellamo Mobile Web Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานด้านเว็บ
  • Geekbench สำหรับการวัดประสิทธิภาพการประมวลผลในภาพรวม โดยแบ่งเป็น Single-core และ Multi-core

ผลลัพธ์ที่ได้ ก็ตามตารางด้านล่างนี่เลยครับ

 

Samsung Galaxy Mega 2 Benchmark Result

 

คะแนนที่ได้นั้น ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างโอเคทีเดียว ไม่เสียแรงที่เป็น Quad-core 1.5GHz ครับ ซึ่งแตกต่างจากพวก Quad-core ของสมาร์ทโฟนราคาประหยัด ถ้าจะให้บอกว่ามีอะไรที่น่าเสียดาย ก็คงจะเป็นความละเอียดของหน้าจอที่ได้แค่ระดับ HD 720p เท่านั้นเอง ถ้าเป็น Full HD ได้จะแจ่มกว่านี้มาก (แต่ก็นั่นแหละนะ ต้นทุนมันอาจจะเป็นอุปสรรครึเปล่าหว่า)

 

ประสบการณ์ในการใช้งาน Samsung Galaxy Mega 2

เจ้าตัวนี้ได้ระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชันใหม่ล่าสุดคือ Android 4.4.4 ครับ เรียกว่าใหม่กว่า Samsung Galaxy S5 ในตอนนี้ซะอีก (แอบอิจฉา) แต่ก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะอะไรที่เป็น Android 4.4.x เนี่ย User Interface จะคล้ายๆ กัน นั่นเลยทำให้ User Interface ของ Samsung Galaxy Mega 2 นั้นคล้ายกับ Samsung Galaxy S5 ด้วย

 

Homescreen ของ Samsung Galaxy Mega 2  App Tray ของ Samsung Galaxy Mega 2

 

Samsung มีการพัฒนา User Interface มาเรื่อยๆ ครับ จนถึงระบบปฏิบัติการ Android 4.4.4 นี่แหละ แต่ว่าในส่วนของ Home screen และ App tray นั้น ยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก … สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ามันหายไป คือความสะดวกในการ Uninstall app ออกจากเครื่อง ด้วยการแตะที่ Icon ใน App tray ค้างไว้ แล้วแตะที่เครื่องหมายลบ ที่กลายมาเป็นการเลือก Uninstall app มาจากเมนูแทน (จริงๆ มันเปลี่ยนรูปแบบการ Uninstall มาพักใหญ่ๆ แล้วล่ะ แต่ผมเพิ่งนึกได้ว่าควรจะพูดถึง … ฮา)

 

Notifications ของ Samsung Galaxy Mega 2  QuickSettings ของ Samsung Galaxy Mega 2

 

ในส่วนของ Notifications และ QuickSettings นั้น ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก … แต่ก็มีฟังก์ชั่นการทำงานที่เด่นๆ ของ Samsung มาอยู่ครบ ทั้งในส่วน …

  • Side key panel (แผงปุ่มด้านข้าง) ที่เอาแนวคิด Assistive touch ของระบบปฏิบัติการ iOS มาใช้ครับ
  • Private mode (โหมดส่วนตัว) ที่ให้เราซ่อนข้อมูลบางอย่างเอาไว้เฉพาะเราเองได้ เวลาที่คนอื่นมาใช้เครื่องของเราจะไม่เห็น เช่น พวกภาพ หรือ ไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ

 

Side key panel บน Samsung Galaxy Mega 2  Private mode ของ Samsung Galaxy Mega 2

 

  • Toolbox (กล่องเครื่องมือ) ที่เป็นเหมือนปุ่ม Shortcut สำหรับใช้เรียกฟังก์ชั่นที่มักจะใช้บ่อยๆ เช่น กล้อง, Internet browser, เครื่องอัดเสียง, สมุดจดโน้ต และเครื่องคิดเลข มาได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะอยู่บนหน้าจอไหนก็ตาม
  • Multiwindow (มัลติวินโดว) เป็นฟีเจอร์ที่เปิดตัวมาเพื่อให้พวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของ Samsung สามารถทำงานแบบ Multitasking เปิด 2 App ใช้งานได้พร้อมๆ กันได้

 

Toolbox บน Samsung Galaxy Mega 2  Multiwindow บน Samsung Galaxy Mega 2

 

จากที่ลองใช้ดู ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ Samsung เตรียมมาให้นั้น ก็ถือว่าเพียบพร้อมดีตามสไตล์ของ Samsung ครับ … นอกจากนี้ อะไรเดิมๆ ก็ยังคงมีอยู่ครบ และบางตัวก็มีการพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้นด้วย เช่น ตัว Gallery ก็มีเพิ่มโหมด Studio เข้าไป เพื่อใช้ตกแต่งภาพให้ดูสวยงามขึ้น หรือ จัดภาพต่างๆ ให้เป็นเซ็ตไว้แชร์บน Social media ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

 

S Planner บน Samsung Galaxy Mega 2  Photo Studio บน Samsung Galaxy Mega 2

 

ลองใช้งานมาพักใหญ่ๆ ก็รู้สึกได้ว่ายังไม่เจออาการหน่วงๆ อะไรขึ้นมา ที่รู้สึกว่าแปลกๆ ก็คงจะเป็นหน้าจอแสดงผล ที่ไม่ค่อยคมชัดเท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้อาจเป็นเพราะช่วงนี้เล่นแต่พวก Highend จอ 1080p หรือไม่ก็ 2K (ฮา) เลยต้องแอบไปพักสายตา(เถอะหนาคนดี) ซักพัก แล้วกลับมาดูใหม่ ก็พบว่า ถ้าใช้หน้าจอระดับ 6 นิ้ว ในระยะที่เหมาะสม ก็จะไม่ได้รู้สึกว่าหน้าจอมันไม่ชัดแต่อย่างใดล่ะนะ แต่แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ได้ดูคมกริบขนาดพวกระดับ Highend ก็ตาม

และเช่นเคย จุดเด่นของ Samsung ก็ยังคงเป็นเรื่องของบริการครับ หากอยากดาวน์โหลด App ที่เป็นสิทธิพิเศษของผู้ใช้งาน Samsung Galaxy ก็สามารถใช้ Samsung Galaxy App ได้ (เช่น Kindle app for Samsung เนี่ย ก็จะมีหนังสือฟรีให้ดาวน์โหลดเดือนละเล่ม หรือ เกมต่างๆ ก็จะมีส่วนลดพิเศษ เป็นต้น) แล้วก็มี Samsung Galaxy Gift อีก ที่เป็นสิทธิพิเศษสำหรับผู้ใช้งาน Samsung Galaxy ให้ไปกดรับสิทธิพิเศษต่างต่างนานา (เช่น แลกอาหารและเครื่องดื่มฟรี หรือ ซื้อสินค้า/บริการได้ในราคาพิเศษ เป็นต้น)

 

ลองเอา Samsung Galaxy Mega 2 มาดูหนังและเล่นเกมดูบ้าง

 

เปิดคลิป 1080p บน Samsung Galaxy Mega 2

 

หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6 นิ้วแบบนี้ ก็ให้ความเต็มตาเต็มอารมณ์ดีในเวลารับชมคลิปวิดีโอครับ อย่างไรก็ดี ด้วยความละเอียด 1280×720 พิกเซล และชนิดของหน้าจอแสดงผลแค่ TFT LCD ก็เลยทำให้มุมมองในการรับชมไม่กว้างมากและสีสันดูไม่จัดจ้านเท่าไหร่ แต่ด้วยประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลแล้ว การเล่นไฟล์วิดีโอระดับ 1080p นี่ สามารถเล่นได้แบบสบายๆ ทีเดียว

เสียงจากลำโพง ช่วงเสียงไม่กว้างนักด้วยลำโพงขนาดเล็กแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด แสดงเสียงออกมาได้มีน้ำหนักดี เน้นให้ช่วงเสียงร้องเด่นออกมา แม้รายละเอียดจะฟังดูไม่ชัดเจน แต่เมื่อฟังในภาพรวมแล้วกลับรู้สึกเพลินตามเพลง ประมาณว่า “ไม่ได้ยิน แต่รู้สึกได้”

ทดสอบด้วยหูฟัง Apple EarPods ย่านเสียงออกมาเต็มดี มีเบสที่ลึก ย่านสูงที่พอดีๆ แม้จะไม่ได้แสดงออกมาใสมากแต่ก็ชัดเจนดี ไม่แหลมแทงหู ไม่ฟุ้ง เสียงกลางจะจมนิดๆ ทำให้โทนเสียงโดยรวมค่อข้างนวลหู ระบบขยายเสียงก็ทำได้ดี คงลักษณะเสียงเดิมแม้เร่งเสียงจนดังสุด ไม่มีอาการเบลอ หรือแตกพร่าใดๆ

 

เล่นเกม Asphalt 8: Airborne บน Samsung Galaxy Mega 2

 

ลองเอามาเล่นเกม Asphalt 8: Airborne และ Modern Combat 5: Blackout ดูพบว่ากับเกม Asphalt 8: Airborne นั้น สามารถเล่นได้ไหลลื่นดี และแม้ว่าตอนเริ่มต้นมันจะตั้งค่าคุณภาพกราฟิกมาเป็น Medium แต่เราปรับมาเป็น High ก็เล่นได้ไหลลื่นดีครับ แต่ผมยังแปลกใจอยู่นิดๆ เพราะรู้สึกว่าเอฟเฟ็กต์ 3D บางอย่างมันหายไป เช่น พวกเงาสะท้อนที่คล้ายๆ กับมีฝุ่นมาเกาะบนกระจกรถ หรือพวกเศษชิ้นส่วนรถเวลาที่เกิดการชนกัน เป็นต้น มันดูน้อยๆ ไป

 

เกม Modern Combat 5: Blackout บน Samsung Galaxy Mega 2

 

เล่นเกม Modern Combat 5: Blackout ต้องแยกประเด็นครับ ด้านคุณภาพกราฟิก เรียกว่าเกมนี้ให้กราฟิกสวยงามดีอยู่แล้ว แต่ด้วยขนาดหน้าจอ และความละเอียดในการแสดงผล กราฟิกที่ได้ ก็จะดูแตกๆ หน่อย แต่ไม่ถึงกับน่าเกลียด แต่ในด้านความลื่นไหลในการเล่น ผมกลับพบว่าแบบนี้แหละ เล่นลื่นกว่าเยอะเลย ลองเทียบกับ Samsung Galaxy S5 แล้ว ผมรู้สึกได้ว่าการเคลื่อนไหวต่างๆ ความลื่นในการเล็งปืน (แบบที่ไม่ต้องไปปรับตั้งค่าอะไรเพิ่มเติม) มันดีกว่าเยอะจริงๆ

 

การถ่ายภาพและวิดีโอด้วย Samsung Galaxy Mega 2

ตัว User Interface กล้องของ Samsung Galaxy Mega 2 นั้นจะเป็นตัวเดียวกับ Samsung Galaxy S5 ครับ ซึ่งถือว่าเป็นเวอร์ชันที่โอเค สามารถใช้งานได้สะดวกดี สามารถปรับแต่งได้หลากหลาย และมีโหมดการถ่ายภาพให้เลือกหลายแบบ อันไหนยังขาดอยู่ก็ไปดาวน์โหลดเอา … แต่ที่ผมว่า Samsung ยังต้องเร่งปรับก็คือ การกระตุ้นให้นักพัฒนาช่วยกันทำโหมดถ่ายภาพมาให้เลือกดาวน์โหลดหรือเลือกซื้อกันมากขึ้น เพราะจากที่ลองดู ก็ยังขาดในส่วนนี้อยู่ครับ

 

User Interface กล้องของ Samsung Galaxy Mega 2

User Interface กล้องของ Samsung Galaxy Mega 2

 

ในด้านของคุณภาพในการถ่ายภาพนั้น ก็ถือว่าโอเคนะครับ สมค่าตัวกล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซลอยู่ แต่ตราบใดที่ Samsung ยังไม่ออกแบบซอฟต์แวร์ให้สามารถปรับชดเชยแสงได้ด้วยการแตะตรงบริเวณที่ต้องการจะวัดแสงบนหน้าจอ มันก็จะทำให้การถ่ายภาพมันวุ่นวายอยู่ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อแสงมันไม่เอื้ออำนวยซักเท่าไหร่

 

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Mega 2ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Mega 2ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Mega 2ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Mega 2ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Mega 2

 

การถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยก็ยังถือว่าทำได้ค่อนข้างดีนะครับ การโฟกัสภาพในสภาวะแสงน้อย หรือในกรณีที่วัตถุเป็นสีขาวหรือสีอ่อนๆ (ซึ่งผมพบว่าเป็นจุดอ่อนของ Samsung Galaxy S5) ก็สามารถทำได้ดี และออโต้โฟกัสค่อนข้างรวดเร็วทีเดียวล่ะ

การถ่ายวิดีโอ สามารถถ่ายได้ที่ความละเอียดระดับ 1080p และสามารถถ่ายออกมาได้ดีทีเดียว แต่ก็ติดข้อจำกัดเดียวกันกับการถ่ายภาพ นั่นก็คือ ไม่สามารถปรับชดเชยแสงได้ด้วยการแตะบนหน้าจอ และที่ทำให้ลำบากกว่าก็คือ ในกรณีของภาพนิ่งนั้น เรายังสามารถปรับได้แบบ Manual แต่ในโหมดถ่ายวิดีโอ เราปรับได้แค่เฉพาะก่อนเริ่มกดบันทึกวิดีโอเท่านั้น

ตรงนี้ต้องขอบอกว่า ในขณะที่แบรนด์คู่แข่งรายอื่นๆ มีคุณสมบัติให้ผู้ใช้งานสามารถปรับชดเชยแสงได้ หาก Samsung ไม่ปรับตรงนี้ซักที ก็จะทำให้ประสบการณ์ในการถ่ายภาพดูด้อยกว่าแบรนด์คู่แข่งลงไปเยอะนะครับ

 

บทสรุปการรีวิว Samsung Galaxy Mega 2

ณ ตอนนี้เรื่องของความคุ้มค่ายังตอบได้ยากอยู่ เพราะยังไม่เคาะราคาออกมาซะที แต่หากเป็นไปตามที่มีข่าวลือออกมาว่าราคาอยู่ที่ 14,500 บาทละก็ ก็ถือว่าสเปกที่ได้พอสมน้ำสมเนื้ออยู่ เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว อาจจะทำให้ดูแพงกว่าอยู่นิดหน่อย ตรงนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ผู้ใช้งานต้องตัดสินใจว่าจะเลือกที่แบรนด์หรือเลือกที่ราคากัน

ประสบการณ์ในการใช้งานถือว่าโอเค ความสามารถรอบด้าน ทว่าจุดที่จะให้ติก็น่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์ที่หลังจากที่แหวกแนวใน Samsung Galaxy Note 3 มาแล้ว ก็ยึดสไตล์การออกแบบแนวเดียวกันมาตลอดจนหาความโดดเด่นไม่ได้ และกล้องดิจิตอลที่ขาดความสามารถในการปรับชดเชยแสงด้วยการแตะบริเวณที่ต้องการจะวัดแสงบนหน้าจอนั่นแหละครับ

 

เช็คราคาล่าสุด สนับสนุนโดย Priceza.com

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: