รีวิว Oppo N1 Mini ที่ไม่ค่อยจะมินิซักเท่าไหร่

Print Friendly

Oppo N1 Mini

หลายๆ แบรนด์​ เวลาที่รุ่น Flagship ขายดี ก็อาจจะทำรุ่นประหยัดออกมาเพื่อตอบสนองคนที่งบประมาณจำกัด โดยเรียกชื่อรุ่นว่า Mini หมายถึงขนาดย่อมเยานั่นเอง เพราะปกติแล้วไม่เพียงแต่จะลดสเปกลงไปบ้าง ขนาดของตัวเครื่อง​ (รวมถึงขนาดหน้าจอด้วย) ก็จะลดลงไปด้วยเช่นกัน และ Oppo เองก็เป็นอีกค่ายที่ตามเทรนด์นี้ด้วยเช่นกัน โดยล่าสุด ออก Oppo N1 Mini ที่เป็นรุ่นประหยัดของ Oppo N1 ที่ตอบโจทย์ผู้ที่นิยมการถ่ายภาพเซลฟี่มานักต่อนักแล้ว ฉะนั้นเรามาดูกันซะหน่อยดีกว่าว่า Oppo N1 Mini นี่เป็นยังไงบ้าง

 

รูปร่างหน้าตาของ Oppo N1 Mini

ในแง่ของรูปร่างหน้าตา ก็ต้องบอกว่ามีพื้นฐานเหมือน Oppo N1 ที่เป็นต้นตำรับมากครับ เพียงแต่ว่าขนาดของมันก็ถูกลดลงมาตามชื่อมินินี่แหละ แต่มันก็แค่ชื่อน่ะครับ เพราะขนาดหน้าจอของเจ้านี่มันระดับ 5 นิ้ว เรียกว่าใหญ่ไม่แพ้พวกสมาร์ทโฟนอย่าง Samsung Galaxy S5, LG G3, HTC One M8 หรือ Sony Xperia Z2 กันเลยทีเดียวนะเออ

 

Oppo N1 Mini ด้านหน้า

Oppo N1 Mini ด้านหน้า

 

ด้านหน้าของ Oppo N1 Mini เป็นหน้าจอแสดงผลขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ 1280×720 พิกเซล ให้ความหนาแน่นของพิกเซล 294ppi มีปุ่มกด Menu, Home และ Back ให้กดจริงๆ ไม่ต้องไปใช้ปุ่ม Soft key บนหน้าจอ และมีลำโพงของโทรศัพท์ตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนพึงจะมี แต่จะมีข้อสังเกตว่าไม่มีกล้องหน้านะครับ

 

Oppo N1 Mini ด้านหลัง

Oppo N1 Mini ด้านหลัง

กล้องของ Oppo N1 Mini หมุนได้ 195 องศา

กล้องของ Oppo N1 Mini หมุนได้ 195 องศา

 

ด้านหลังของ Oppo N1 Mini ดูเรียบๆ ครับ มีกล้องดิจิตอลความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash และมีรูไมโครโฟนสำหรับใช้อัดเสียงเวลาถ่ายวิดีโอ … จุดเด่นของ Oppo N1 Mini ก็จะเหมือนกับ Oppo N1 ครับ คือ สามารถหมุนกล้องได้ 195 องศา เพื่อกลับเอากล้องหลังมาใช้เป็นกล้องหน้าสำหรับถ่ายภาพ ฉะนั้นจึงอาจเรียกได้ว่า เจ้านี่มีกล้องดิจิตอลด้านหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซลก็ว่าได้

 

Oppo N1 Mini ด้านบน

Oppo N1 Mini ด้านบน

 

ด้านบนของ Oppo N1 Mini ไม่มีอะไร เพราะถูกออกแบบมาไว้ให้หมุนกล้องได้ เลยเอาอะไรมาใส่ไว้ตรงนี้ไม่ได้ครับ

 

Oppo N1 Mini ด้านล่าง

Oppo N1 Mini ด้านล่าง

 

ด้านล่างของ Oppo N1 Mini จึงมีครบเลย ทั้งลำโพงของตัวเครื่อง ไมโครโฟนสำหรับใช้สนทนาโทรศัพท์ พอร์ต Micro USB 2.0 ไว้เสียบชาร์จแบตเตอรี่หรือจะเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

 

Oppo N1 Mini ด้านซ้าย

Oppo N1 Mini ด้านซ้าย

 

ด้านซ้ายของ Oppo N1 Mini มีแค่ปุ่ม Power

 

Oppo N1 Mini ด้านขวา

Oppo N1 Mini ด้านขวา

 

ด้านขวาของ Oppo N1 Mini มีปุ่มปรับระดับเสียง และสล็อตสำหรับใส่ Micro SIM card ครับ จะต้องหาอะไรจิ้ม ถึงจะถอดมันออกมาได้

พิจารณาในภาพรวมแล้ว Oppo N1 Mini นั้น ก็แทบจะถอดแบบ Oppo N1 มาเลยทีเดียว จะแตกต่างกันก็เช่น รูปร่างของลำโพง และตำแหน่งของปุ่ม Power กับสล็อตใส่ Micro SIM card ที่อยู่สลับที่กันครับ แต่รวมๆ ถ้าเอามาเทียบกัน ก็เรียกว่าพี่น้องกันได้เลย และด้วยความที่ Oppo N1 มีหน้าจอขนาด 6 นิ้ว พอมาเป็นรุ่นมินิ ก็เลยมีขนาดหน้าจอซะ 5 นิ้ว ถ้าเทียบกับพวกสมาร์ทโฟนทั่วไปแล้ว เจ้านี่ขนาดตัวเครื่องไม่ได้มินิเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นอย่าให้ชื่อรุ่นหลอกเอาล่ะ

 

สเปกและประสิทธิภาพของ Oppo N1 Mini

ด้วยความที่เป็นรุ่นมินิ ดังนั้นสเปกของ Oppo N1 Mini ก็เลยต้องลดทอนลงมาจาก Oppo N1 อยู่พอสมควรครับ โดยทาง Oppo ให้มาดังนี้

  • CPU: Qualcomm MSM8226 Snapdragon 400 Quad-core 1.6GHz
  • GPU: Adreno 305
  • Display: IPS LCD 5″ ความละเอียด 1280×720 พิกเซล (294ppi)
  • RAM: 2GB
  • Internal storage: 16GB
  • External storage: ไม่รองรับ
  • Operating System: Color OS 1.4.0i (พื้นฐานจาก Android 4.3)
  • Connectivity
    • ชนิดของซิม: Micro SIM
    • 2G: 850/900/1800/1900MHz
    • 3G: 850/1900/2100MHz
    • 4G: ไม่รองรับ
    • WiFi: 802.11b/g/n
    • Bluetooth: 4.0
    • Infrared port: มี
    • NFC: มี
  • Camera
    • ด้านหน้า และด้านหลัง: 13 ล้านพิกเซล หมุน 195 องศา ใช้เป็นกล้องหน้ากล้องหลังพร้อมๆ กัน
  • Battery: 2,140mAh
  • Dimensions: 148.4 มม. x 72.2 มม. x 9.2 มม.
  • Weight:  150 กรัม
  • Others: กล้องหมุนได้ 195 องศา
  • Price: 12,990 บาท

สำหรับคนที่คาดหวังอยากได้สมาร์ทโฟนแบบดีไซน์บางเบา จากที่ผมรีวิวสมาร์ทโฟนของ Oppo มาหลายครั้ง ผมพบว่า Oppo เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้ไปเกาะกระแสการออกแบบเน้นบางเบาซักเท่าไหร่ แต่สไตล์นี้แหละ หลายๆ คนที่ชอบความรู้สึกว่าถือแล้วมันหนักแน่น ดูบึกบึน น่าจะชอบครับ และน่าเสียดายที่อุตส่าห์ทำออกมาขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีความหนาระดับนึงแล้ว แต่ Oppo N1 Mini ก็ยังคงเจริญรอยตาม Oppo N1 อยู่ดี คือ ไม่รองรับ MicroSD card … อันนี้เข้าใจว่าอาจเป็นเพราะการออกแบบสล็อตใส่ Micro SIM card ให้ต้องหาอะไรมาจิ้ม เลยกลายเป็นว่าหากทำแบบเดียวกันกับ MicroSD card ด้วย มันจะไม่สะดวก อย่างนั้นอย่าทำเลยดีกว่า ประมาณนั้นละมั้ง

ทีนี้มาดูที่ประสิทธิภาพกันบ้าง แน่นอนว่าก็ต้องวัดกันด้วยโปรแกรม Benchmark ต่างๆ ดังนี้

  • Quadrant Advanced และ AnTuTu Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพในภาพรวม
  • MobileXPRT 2013 เพื่อประเมินประสบการณ์ในการใช้งานทั่วๆ ไป โดยทดสอบเรื่อง
    • การตกแต่งภาพแบบต่างๆ การตรวจจับใบหน้าคนในรูป
    • การเข้ารหัสข้อมูล
    • ความลื่นไหลของอนิเมชั่นในการ Scroll ข้อมูลบนหน้าจอ
  • 3DMark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3D
  • Vellamo Mobile Web Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานด้านเว็บ
  • Geekbench สำหรับการวัดประสิทธิภาพการประมวลผลในภาพรวม โดยแบ่งเป็น Single-core และ Multi-core

ผลลัพธ์ที่ได้ ก็ตามตารางด้านล่างนี่เลยครับ

 

ผลการวัดประสิทธิภาพของ Oppo N1 Mini

 

คะแนนที่ได้ เป็นอะไรที่พอจะเดากันได้ว่าน่าจะประมาณนี้แหละครับ สำหรับสเปก Snapdragon 400 Quad-core 1.6GHz และใช้ GPU Adreno 305 ซึ่งถือว่าไม่ได้คะแนนต่ำอะไรมาก แต่แน่นอนว่าได้คะแนนน้อยกว่า Oppo N1 ที่เป็นรุ่นใหญ่กว่าแน่นอนครับ แต่คะแนนที่ได้ ก็น่าจะยังเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป แบบสบายๆ และแม้จะต้องเล่นเกม 3D คะแนนก็ไม่เลวครับ

อย่างไรก็ดี มันก็แอบเสียดายนะ เพราะความรู้สึกของผมคือ Oppo N1 Mini นั้น มันออกมาวางจำหน่ายหลังจาก Oppo N1 ออกมาตั้งร่วมครึ่งปีแล้ว สเปกอะไรต่อมิอะไรมันก็ควรจะดีกว่านี้แล้ว ในสนนราคาประมาณนี้น่ะครับ เพียงแต่มันคงยังติดอยู่กับความรู้สึกว่า มันคือรุ่น Mini สเปกมันจะต้องน้อยกว่า Oppo N1 ตัวต้นตำรับนั่นเอง

 

ประสบการณ์ในการใช้งาน Oppo N1 Mini

Oppo เป็นค่ายที่มองว่า สิ่งที่ตัวเองทำนั้น คือการนำระบบปฏิบัติการ Android มาปรับใหม่ให้เป็นของตัวเองไปเลย ดังนั้นจึงไม่นับว่าตัวเองใช้ระบบปฏิบัติการ Android ครับ แต่เรียก ROM ของตัวเองว่า Color OS โดยในเวอร์ชันที่มาพร้อมกับ Oppo N1 Mini นี่คือ 1.4.0i โดยมีพื้นฐานมาจากระบบปฏิบัติการ Android 4.3 ครับ … พูดง่ายๆ จะเรียกว่าเป็น Android 4.3 ก็ไม่ผิดอะไร

 

Home screen ของ Oppo N1 Mini

Home screen ของ Oppo N1 Mini

App tray ของ Oppo N1 Mini

App tray ของ Oppo N1 Mini

 

ในขณะที่แบรนด์จีนอื่นๆ เช่น Lenovo หรือ Huawei นั้น ออกแบบ User Interface ให้คล้ายกับระบบปฏิบัติการ iOS โดยตัด App tray ออกไป ให้ใช้แค่ Home screen อย่างเดียว … Oppo นั้นยังคงรักษาความเป็นระบบปฏิบัติการ Android เอาไว้ คือ ยังแบ่งเป็น Home screen และ App tray อยู่เหมือนเดิม

 

Notifications และ QuickSettings ของ Oppo N1 Mini

Notifications และ QuickSettings ของ Oppo N1 Mini

 

Notifications และ QuickSettings ของ Oppo N1 Mini ก็มาตามแบบ Color OS ครับ คือ รวบยอดมาอยู่ในหน้าจอเดียว ซึ่งผิดจากของระบบปฏิบัติการ Android ดั้งเดิม ที่จะแบ่งออกเป็นสองหน้าจอ แต่ในความเห็นของผม แนวคิดของ Oppo นั้น อำนวยความสะดวกมากกว่า หลายๆ แบรนด์ เช่น Samsung เอง ก็รวบเอา QuickSettings มาไว้ในหน้าจอเดียวเช่นกัน เพียงแต่ Samsung เขามีการใส่ QuickSettings แบบเต็มๆ ไว้อีกหน้าจอต่างหากด้วย แต่ Oppo นั้น ออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถเลื่อนขยายในส่วนที่เป็น QuickSettings เพื่อให้เห็นแบบเต็มๆ ได้

 

Gesture panel ของ Oppo N1 Mini

Gesture panel ของ Oppo N1 Mini

 

อีกคุณสมบัตินึงที่ทาง Oppo ภูมิใจนำเสนอ คือ Gesture panel ที่ให้ผู้ใช้งานวาดรูปร่างบนหน้าจอ เพื่อสั่งให้ Oppo N1 ทำงานบางอย่างได้ เป็นฟีเจอร์ที่นำเสนอมาในหลายรุ่นแล้ว ซึ่งถ้าจำไม่ผิด เป็นฟีเจอร์ที่คล้ายๆ กับของ Samsung ครับ และผมเองก็มองว่าเป็นฟีเจอร์ที่หากไม่ใช่คนที่ใช้งานบ่อยจริงๆ (เช่น อัดวิดีโอ, เปิดไฟฉาย) หรือ ตั้งค่าเอาไว้เฉพาะคำสั่งที่เฉพาะเจาะจงจริงๆ (เช่น การตั้งให้ส่ง SMS ไปหาคนคนนึง หรือ ไปเปิดหน้าเว็บไซต์นึงโดยเฉพาะ) อาจจะไม่เกิดประโยชน์เลย เพราะต้องมาคอยจำรูปร่างที่จะต้องวาดให้เสียเวลาเปล่าๆ

 

สร้างความแตกต่างให้กับ Oppo N1 Mini ของคุณได้ ด้วยธีมต่างๆ

สร้างความแตกต่างให้กับ Oppo N1 Mini ของคุณได้ ด้วยธีมต่างๆ

 

ตามสไตล์ของ Oppo ครับ คุณสมบัติในการเปลี่ยนธีม และตัวเลือกน่ารักๆ ของธีม และความหลากหลาย มันก็น่าจะโดนใจใครหลายๆ คนครับ โดยเฉพาะวัยรุ่น หรือ ผู้หญิงล่ะ ลวดลายของธีมหลายๆ อัน มันสวยดีนะ … ในเมื่อเดี๋ยวนี้สมาร์ทโฟนมันเกร่อมากแล้ว หากอยากจะสร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้กับสมาร์ทโฟนของตัวเอง ก็คงหนีไม่พ้นต้องตกแต่งด้วยธีมตามใจชอบนี่แหละครับ

 

พวก Security services ต่างๆ ของ Oppo N1 Mini

พวก Security services ต่างๆ ของ Oppo N1 Mini

 

จุดขายอีกอย่างของ Oppo N1 Mini (และสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ของ Oppo) ก็คือเรื่องของบริการด้านความปลอดภัยครับ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่เชิงเป็นเรื่องของความปลอดภัยทั้งหมดหรอกนะครับ … เท่าที่ผมดู ในด้านความปลอดภัยก็จะเป็นเรื่อง App Encryption เข้ารหัสข้อมูลของ App จะได้ไม่มีใครมาแอบดูได้, Guest Mode เอาไว้สำหรับในกรณีที่เราจะให้คนอื่นยืมไปใช้ แต่ไม่อยากจะล้างเครื่อง (โดยประสบการณ์ส่วนตัว บางทีมันก็มีกรณีแบบนี้จริงๆ) ซึ่งเราจะกำหนดได้ว่า หากเป็น Guest แล้ว จะไม่เห็น Contact อะไร จะไม่เห็นรูปไหน จะไม่เห็นวิดีโอไหน และจะใช้งาน App อะไรไม่ได้บ้าง แล้วก็มี Permission Monitor เพื่อเอาไว้คอยดูว่า มี App ไหน ขอการเข้าถึงข้อมูลอะไรบ้าง เผื่อจะได้เห็น App ที่มีพฤติกรรมแปลกๆ (เช่น เป็นแค่เครื่องคิดเลข แต่ไหงขอเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ติดต่อซะงั้น) ซึ่งเราก็จะสามารถกำหนดได้ว่า แล้วเราจะให้ App เหล่านี้ไปเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวหรือไม่

 

กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล หรือฟังก์ชั่นต่างๆ ของ App ได้

กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล หรือฟังก์ชั่นต่างๆ ของ App ได้

เมื่อเปิดใช้ Permission Monitor แล้ว หาก App จะทำอะไร ก็จะมีข้อความเตือน และให้เราเลือกว่าจะอนุญาตไหม

เมื่อเปิดใช้ Permission Monitor แล้ว หาก App จะทำอะไร ก็จะมีข้อความเตือน และให้เราเลือกว่าจะอนุญาตไหม

 

ส่วนคุณสมบัติที่ไม่เชิงจะเป็นด้านความปลอดภัย ก็เป็นอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งานเช่นกันนะครับ เช่น Data saving ก็จะเป็นคุณสมบัติที่ช่วยปิดการใช้งาน Mobile Internet เมื่อไม่จำเป็น หรือ Block ก็จะเป็นเรื่องการกำหนดพวกเบอร์โทรที่เราจะไม่รับสาย หรือ SMS ที่เราจะไม่รับ และ Quiet Time ก็จะเป็น App ที่เหมาะสำหรับเวลาเราไปเที่ยว หรือต้องการพักผ่อน ไม่อยากรับสายโทรเข้า หรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเปิดใช้งาน พวกสายโทรเข้าต่างๆ ก็จะไม่มีการแจ้งเตือนทั้งหมดเลยหากเราปิดหน้าจอไว้ แต่เราก็ยังสามารถตั้งได้ครับว่า หากเบอร์เดิมโทรมาซ้ำๆ กันสามครั้งในสามนาที ก็ถือว่าเป็นเรื่องด่วน ฉะนั้นก็ให้ทำการแจ้งเตือน

 

Quiet Time ของ Oppo N1 Mini

Quiet Time ของ Oppo N1 Mini

 

เท่าที่ดู Oppo จะไม่ได้เน้นเรื่องการทำ Partnership เพื่อเอา App มาแจกฟรี แต่จะเน้นทำ Utilities ขึ้นมาอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานซะมากกว่า สังเกตได้จากพวก App ที่ผมพูดถึงไปก่อนหน้า และ App Data Monitor กับ Power Manager ครับ … ตัว Data Monitor นั้น เอาไว้เก็บข้อมูลสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตครับ สามารถกำหนดวันตัดรอบบิล และกำหนดปริมาณการใช้งานได้ หากถึงกำหนดแล้ว ตัว App จะตัดการใช้งานโดยอัตโนมัติครับ ใครที่ไม่ได้ใช้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตแบบ Unlimited จะได้ประโยชน์มาก แต่หากใครใช้แบบ Unlimited นี่อาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์มากนัก

 

Data monitor ของ Oppo N1 Mini

Data monitor ของ Oppo N1 Mini

Power manager ของ Oppo N1 Mini

Power manager ของ Oppo N1 Mini

 

ส่วน Power Manager ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นเทรนด์อยู่ในตอนนี้ คือ การประหยัดพลังงาน เพื่อให้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างน้อยๆ ก็ทั้งวันนั่นแหละ เพื่อเอาไว้แจ้งเตือนเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย หรือลดการใช้พลังงานลง

 

O-Click กับ Oppo N1 Mini

อุปกรณ์เสริมนึงที่ใช้คู่กับ Oppo N1 มาก่อน ก็สามารถนำมาใช้ร่วมกับ Oppo N1 Mimi ได้ครับ นั่นก็คือ O-Click ที่เป็นเหมือนพวงกุญแจเล็กๆ เอาไว้คล้องกันโน่นนี่นั่นได้ ซึ่งเอาไว้สำหรับใช้งานในหลากหลายหน้าที่

O-Click

การเชื่อมต่อนั้นทำผ่านทางบลูทูธ และ O-Click นี่ก็สามารถใช้งานได้ในสามหน้าที่หลักๆ คือ เอาไว้กดเพื่อสั่งลั่นชัตเตอร์เวลาถ่ายภาพ เหมาะสำหรับใช้ตอนจะถ่ายเซลฟี่ หรือ ใช้กับขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายภาพตัวเองหรือภาพหมู่, ให้มันสั่นเตือน เมื่อ Oppo N1 Mini อยู่ห่างจาก O-Click ระยะหนึ่ง (อารมณ์คือ เมื่อมันพ้นระยะสัญญาณ ก็จะสั่นเตือนนั่นแหละ), ใช้สั่นเตือนแบบ Notification เมื่อมีพวกข้อความเข้า หรือมี App แจ้งเตือนอะไรบางอย่าง

เป็นอุปกรณ์เสริมเล็กๆ เน้นความกิ๊บเก๋ครับ ถามว่าใช้ประโยชน์ได้ไหม ก็ต้องตอบว่าในแง่ของการใชัเป็นปุ่มกดชัตเตอร์กล้องก็โอเค การใช้สั่นเตือนเมื่อมีการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนมาก็โอเคอยู่ แต่ว่าการแจ้งเตือนเมื่อตัวเครื่องอยู่ห่างจากตัว มันอาจจะไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าไหร่นัก เอาไว้กันลืมเครื่องพอไหว แต่ถ้าเกิดเคยชินกับการสั่นเพื่อการแจ้งเตือนแล้ว เราอาจจะไม่ใส่ใจก็ได้ครับ

ข้อเสียนึงที่ผมพบ เกี่ยวกับเจ้า O-Click นี่คือ แกะฝาเพื่อใส่ถ่านยากมากมายทีเดียว คนมีเล็บยังลำบาก คนไม่มีเล็บนี่ยิ่งหมดสิทธิ์

 

การใช้งานด้านมัลติมีเดียและการเล่นเกมของ Oppo N1 Mini

ด้วยสเปกของฮาร์ดแวร์ การเล่นไฟล์วิดีโอระดับ 1080p นี่ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ สามารถทำได้ลื่นไหลดี แต่ความเห็นส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องลำบากไปหาไฟล์ระดับ 1080p มาดูหรอก เพราะหน้าจอแสดงผลระดับ 720p นั้น ไฟล์แค่ 720p ก็ดีพอแล้ว และหน้จอแสดงผลแบบ IPS ก็ให้สีสันสมจริงดี และมีมุมมองที่กว้าง

 

ดูคลิป 1080p บน Oppo N1 Mini

ดูคลิป 1080p บน Oppo N1 Mini

 

ด้านคุณภาพเสียงนั้นลำโพงให้เสียงระดับมาตรฐานทั่วไป แสดงองค์ประกอบได้ค่อนข้างดี แสดงน้ำหนักได้ระดับหนึ่ง แต่เนื้อเสียงจะพร่าๆ หน่อย ฟังไม่คมชัด ปลายเสียงกระจาย ซึ่งเป็นผลให้มีมิติเสียงที่ค่อนข้างแบนและขาดความหนักแน่นไปด้วย ภาพรวมค่อนข้างรู้สึกแห้งๆ ไปนิดนึง

ทดสอบฟังด้วยหูฟัง Apple EarPods ให้ลักษณะเสียงเหมือนที่ได้จากลำโพงเลย คือแห้ง มิติค่อนข้างแบน เนื้อเสียงไม่ชัด หางเสียงกระจาย และผมรู้สึกเพิ่มอีกว่ามันมีย่านต่ำที่เกินๆ มาทำให้รู้สึกอึดอัดเนื่องจากเสียงช่วงต่ำมันฟังดูอั้น จะรู้สึกได้ชัดเมื่อฟังเพลงที่มีการ Mixed เสียงให้กระเดื่องกลองมีความหนักแน่น

ในภาพรวมแล้ว ดูจะเหมาะกับการใช้งานด้านมัลติมีเดียแบบชิลๆ ไม่เน้นเรื่องคุณภาพเสียงจนมากเกินไปซะมากกว่า

 

เล่นเกม Asphalt 8: Airborne บน Oppo N1 Mini

เล่นเกม Asphalt 8: Airborne บน Oppo N1 Mini

 

ทีนี้ลองเล่นเกมดูบ้าง แน่นอน ก็ลองเอามาเล่น Asphalt 8: Airborne ดูครับ (เกม Modern Combat 5: Blackout ที่เป็นเกมใหม่ล่าสุดไม่มีให้เล่นบนนี้ ดูเหมือน Gameloft ยังไม่ได้ทำให้ Compatible) เวลาเปิดเกมมันจะถูกตั้งไว้ที่คุณภาพกราฟิกระดับ Medium แต่ว่าด้วยประสิทธิภาพของ GPU Adreno 305 แล้ว เราสามารถปรับไปที่คุณภาพระดับ High ได้เลย แต่จากที่ลองเล่นดู พบว่าแม้จะพอเล่นได้สบายๆ กราฟิกสวยงาม แต่ก็พบว่ามีบางจังหวะ บางฉาก ที่แสดงอาการกระตุกอยู่พอสมควร … ผมแนะนำว่าอยากเล่นแบบเนียนๆ แต่ยังคงกราฟิกสวยๆ อยู่ ก็ใช้คุณภาพกราฟิกระดับ Medium ดีกว่า

 

การถ่ายรูปและวิดีโอด้วย Oppo N1 Mini

ตัว Oppo N1 Mini นั้นได้ User Interface กล้องแบบใหม่ โดยเป็นแบบเดียวกับ Oppo Find 7 กันเลยทีเดียว และได้ฟีเจอร์กล้องแบบเดียวกันมาด้วย นั่นก็คือการถ่ายภาพแบบ Ultra HD ครับ โดยเป็นการถ่ายภาพต่อเนื่องหลายภาพ แล้วเอาข้อมูลของแต่ละภาพมาประมวลผล เพื่อใช้สร้างภาพที่จำนวนพิกเซลสูงๆ ซึ่งวิธีนี้จะให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่าการทำ Upscale แบบทั่วๆ ไป เพียงแต่ว่าจะไม่ได้ระดับ 50 ล้านพิกเซลแบบ Oppo Find 7 นะครับ Oppo N1 Mini ได้ความละเอียดแค่ 25 ล้านพิกเซลแทนน่ะครับ

 

User Interface กล้องของ Oppo N1 Mini

User Interface กล้องของ Oppo N1 Mini

 

ฟังก์ชั่นในการใช้งานของ Oppo N1 Mini นี่ถือว่าได้ว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพในโหมดต่างๆ เช่น Beauty, HDR, Slow shutter และอื่นๆ รวมไปถึงการเลือก Scene ถ่ายภาพให้เหมาะสม เช่น Portrait, Landscape, Sport ฯลฯ … ตัว Camera app นี้ สามารถปรับโฟกัสและปรับการชดเชยแสงได้ด้วยการแตะบนหน้าจอ แต่น่าเสียดาย ไม่สามารถปรับแต่งค่า ISO หรือเลือกปรับชดเชยแสงแบบ Manual ได้

 

ภาพโดย Oppo N1 Miniภาพโดย Oppo N1 Miniภาพโดย Oppo N1 Miniภาพโดย Oppo N1 Mini

 

คุณภาพของภาพที่ได้ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์  OK สำหรับกล้องระดับ 13 ล้านพิกเซล แต่เท่าที่ผมสังเกต ภาพที่ได้จะติดแสงโอเวอร์อยู่บ่อยครั้ง การที่ไม่สามารถเลือกปรับรูปแบบการวัดแสงได้ มันทำให้ระบบ Auto focus และ Auto exposure มันปรับชดเชยแสงแล้วออกมาติดโอเวอร์ง่ายไปหน่อย

 

ภาพโดย Oppo N1 Mini

 

ลองมาใช้กล้องหน้า ถ้าอยากจะได้ความละเอียดแบบ 13 ล้านพิกเซล ต้องถ่ายแบบโหมดปกติ (Normal นะครับ) หากเปิดโหมด Beauty อยู่จะถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุดแค่ 3200×2400 พิกเซล หรือ 7.6 ล้านพิกเซลเท่านั้นเอง ทั้งนี้เพราะว่าในโหมด Beauty นั้น เมื่อตกแต่งภาพแล้ว จะต้องลดขนาดของไฟล์ภาพให้น้อยลง เห็นเขาว่าต้องทำการ Clean ภาพอ่ะ ก็ว่ากันไป

แต่คุณภาพของกล้องระดับ 13 ล้านพิกเซลนั้น หากถ่ายมาเต็มๆ ก็ชัดแจ่มแจ๋วมาก ก็แหม มันกล้องหลังนี่นา … และถึงแม้จะอยู่ในโหมด Beauty ได้ภาพ 7.6 ล้านพิกเซล ผมก็ว่ามันยังชัดแจ่มอยู่ดีเช่นกัน

 

Oppo N1 Mini หมุนกล้องหลังมาเป็นกล้องหน้าได้

Oppo N1 Mini หมุนกล้องหลังมาเป็นกล้องหน้าได้

 

ในส่วนของกล้องวิดีโอ ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้าง OK ครับ สามารถถ่ายได้ที่ความละเอียดระดับ Full HD 1080p และมี HDR mode ให้ถ่ายภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถถ่ายวิดีโอได้รายละเอียดของภาพครบ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แสงสว่างแตกต่างกันมาก นอกจากนี้ก็ยังมีโหมด Slow motion ให้ถ่ายภาพที่ Frame rate 120fps ได้ (แต่ในกรณีนั้น ต้องสภาพแสงสว่างจริงๆ นะ เพราะถ่ายที่ Frame rate สูงๆ ภาพมันจะออกมามืดกว่าปกติ)

 

บทสรุปการรีวิว Oppo N1 Mini

ถือว่า Oppo N1 Mini เป็นสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่อง ขนาดหน้าจอไม่ได้เล็กดังชื่อ Mini แต่อย่างใด สนนราคาอยู่ในระดับที่เป็นเจ้าของได้ จุดเด่นจริงๆ ของเจ้านี่ อยู่ที่เรื่องการหมุนกล้องหลังมาเป็นกล้องหน้าได้เลย ซึ่งทำให้เราได้กล้องหน้าที่มีแฟลชด้วย และคุณภาพก็เรียกได้ว่าโอเคเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี หากต้องการสเปกที่สูงด้วยแล้ว จ่ายเงินเพิ่มอีก 3,000 บาท แล้วสอย Oppo Find 7a มาแทน อาจจะเป็นคำถามที่น่าคิดอยู่เหมือนกันครับ เพราะด้วยสเปกก็ดีกว่าเอาเรื่อง และในแง่ของกล้องหลังกับกล้องหน้า ก็เรียกว่าไม่แพ้กันเลยทีเดียว

 

เช็คราคาล่าสุด สนับสนุนโดย Priceza.com

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

  1. p.nop says:

    เพื่อใช้งานอยู่ครับ สวยดี แต่ชอบที่กล้อมหมุนได้อ่ะ ตอนนี้มีแค่จ้าวนี้มั้งที่ทำกล้องหมุนอยู่

Leave a Reply

%d bloggers like this: