ผลกระทบด้านลบของ Social media ต่อวงการข่าว

Social Media 01Creative Commons License Rosaura Ochoa via Compfight

 

ผมว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้มาพักใหญ่ๆ แล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีโอกาสได้เขียนซักที … วันนี้ก็เลยบังคับตัวเองให้นั่ง แล้วเอานิ้วจรดบนคีย์บอร์ดแล้วพิมพ์ขึ้นมาให้เสร็จให้ได้ครับ …​ หลายๆ ท่านอาจจะเริ่มสังเกตแล้วว่า ณ ปัจจุบันนี้ สำนักข่าวทั้งหลาย เริ่มนำเสนอข่าวที่มาจากกระแสบน Social media กันมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในบางประเภทของข่าวนั้น แหล่งข่าวนิยมให้ข้อมูลผ่านทาง Social media มากขึ้น เช่น นักการเมืองที่โพสต์ Facebook เพื่อชี้แจงข้อมูลบางอย่าง หรือ โต้เถียงกับคู่แข่งของตน หรือเหล่าดาราที่มักจะมีเรื่องเมาท์มอย กุ๊กกิ๊กัน หรือ โพสต์ต่อว่ากันผ่านทาง Social media เป็นต้น

นอกจากนี้ ก็ต้องเป็นที่ยอมรับว่าทุกวันนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อย มาอยู่บนโลก Social media กันมากขึ้น เรื่องราวบางอย่างเมื่อเกิดบนโลก Social media มันก็กลายเป็นกระแสลุกลามไปได้รวดเร็ว และกว้างขวางกว่า นอกจากนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ให้ความสนใจต่อสิ่งที่กำลังเป็นกระแสอยู่บน Social media มากขึ้น ดังนั้น หากสำนักข่าวต่างๆ อยากจะจับความสนใจของผู้คนให้อยู่หมัด จึงไม่แปลกอะไรที่จะนำเสนอข้อมูลที่มาจากโลก Social media จริงไหมล่ะครับ

มองในแง่ดี การมีอยู่ของโลก Social media ก็ทำให้นักข่าวทั้งหลายได้มีแหล่งข้อมูล ได้มีแหล่งกำเนิดข่าวใหม่ๆ มากขึ้น จากเดิม … ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปีก่อน ที่มีเหตุการณ์วินาศกรรม เกิดระเบิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน Boston Marathon นักข่าวจำนวนมาก ก็ได้ใช้ช่องทางบนโลก Social media นี่แหละครับ หาคนไทยในต่างแดนที่อยู่ใกล้กับเหตุการณ์ดังกล่าวมาให้สัมภาษณ์ หรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้

 

มองในแง่ลบ Social media ก็กระทบวงการข่าวไม่น้อย

อันดับแรกเลย บนโลก Social media นั้น ผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อย ไม่ได้เปิดเผยตัวตนครับ แน่นอนว่าเป็นพฤติกรรมที่ก็สมควรทำอยู่ เพราะการเปิดเผยตัวตนนั้น ก็ย่อมมีความเสี่ยงต่อผู้ใช้งาน แต่ในแง่ของวงการข่าว หากแหล่งข่าวไม่เปิดเผยตัวตน ความน่าเชื่อถือของข้อมูลมันก็จะน้อย หรือบางครั้ง นักข่าวก็นำเสนอเรื่องราวที่เป็นกระแสอยู่บนโลกออนไลน์ แต่ปรากฏว่าเมื่อสืบค้นข้อมูลกันต่อไป เอาเข้าจริงๆ เรื่องมันกลายเป็นโอละพ่อไปก็มี อย่างเช่นกรณีของภาพที่มีการแชร์ว่าเป็นนักเรียนไทยทำออรัลเซ็กส์กันในร้านฟาสฟู้ด ที่พอค้นไปค้นมา ชาวเน็ตพบว่าเป็นนักเรียนหญิงที่ญี่ปุ่น ในร้านคาราโอเกะที่ญี่ปุ่นต่างหากล่ะ

 

ทวีตของ @NaNcRaZy

 

อีกผลกระทบหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ “ความเร็ว” ครับ … เป็นที่รู้กันว่างานข่าวเนี่ย เป็นงานที่แข่งกันเรื่องของความเร็ว สำนักข่าวนี้จะนำเสนอข่าวได้เร็วกว่าสำนักข่าวนั้นไหม หนังสือพิมพ์ฉบับนี้จะลงข่าวนี้ได้เร็วกว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไหม อะไรแบบนี้ … สมัยก่อนที่เป็นสิ่งพิมพ์ มันยังเป็นอะไรที่ก้ำกึ่งกันอยู่ เพราะกว่าจะพิมพ์เสร็จ กว่าจะไปส่งวางจำหน่ายบนแผง กว่าคนจะตื่นมาขาย กว่าจะมาส่งหนังสือพิมพ์อีก

แต่โลกออนไลน์ทำให้ “ความเร็ว” ในการนำเสนอข่าวมันพุ่งขึ้นไปอีกขั้น สำนักข่าวที่มีช่องทางทางอินเทอร์เน็ต ก็จะสามารถอัพเดตข่าวสารได้เร็วกว่า เมื่อสำนักข่าวมาอยู่บนโลกออนไลน์กันมากขึ้น การแข่งขันก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ทุกอย่างต้อง “เร็ว” ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี Social media มาเป็นคู่แข่งด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ผู้คนบนโลก Social media จำนวนไม่น้อยก็ทำตัวเป็นนักข่าวพลเมือง และเหล่าผู้ติดตามของพวกเขา ก็ช่วยกันรีทวีต ช่วยกันแชร์ข่าวนั้นๆ ให้แพร่กระจายได้เร็วยิ่งขึ้น สำนักข่าวต่างๆ ก็ต้องยิ่ง “เร็ว” ขึ้นไปอีก

บางครั้งเราจะพบว่า สำนักข่าวบางแห่งเน้นเร็วเป็นหลัก จนเลือกที่จะโพสต์รายงานไว้ก่อน แล้วค่อยมาแก้ไขข่าวกันทีหลัง หากปรากฏว่าพิสูจน์แล้ว ข้อมูลมันไม่ถูกต้อง … แน่นอนว่าหากมันไม่เกี่ยวพันถึงตัวบุคคลใด ก็ยังไม่เป็นอะไรมาก แต่อาจจะลืมไปว่าอาจจะกลายเป็นตัวสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งนำไปสู่ดราม่า และเมื่อเกิดการโต้เถียงกันระหว่างกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับคนที่เห็นด้วย ก็อาจนำไปสู่ความเกลียดชังได้อีก

 

แข่งความเร็วแข่งกันได้ แต่ไม่ควรลืมความถูกต้องของข้อมูล

เพราะแข่งกันด้านความเร็ว ก็เลยต้องแลกมาด้วยการข้ามขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล โดยมองว่าเรื่องราวที่นำเสนอ ไม่ได้คอขาดบาดตายมาก (เช่นในกรณีของ TNews ในรูปตัวอย่าง) โดยเน้นรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นว่าบนอินเทอร์เน็ตนั้นกำลังมีอะไรเป็นกระแส และชาว Social media กำลังคิดอย่างไรเท่านั้น … จากนั้นค่อยมาอัพเดตทีหลังว่าจริงๆ แล้ว เรื่องราวเป็นอย่างไร

แต่ในมุมมองของผมนั้น “ความเร็ว” คือจุดเด่นของนักข่าวพลเมือง (หรือก็คือ คนธรรมดาทั่วไปที่ใช้งาน Social media) แต่ “ความถูกต้อง” คือจุดเด่นของนักข่าวมืออาชีพนะครับ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสื่อเก่าที่เมื่อผิดไปแล้วไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ง่ายๆ หรือทันท่วงที หรือจะเป็นสื่อใหม่ (เว็บไซต์ บล็อก หรือ Social media) เรื่องของความถูกต้องของข้อมูล ก็ควรจะเป็น “ความสำคัญ” อันดับแรก ที่จะมาแข่งขันกันระหว่างสำนักข่าวต่างๆ มากกว่านะครับ

หากว่าสำนักข่าวละเลยเรื่องความถูกต้องของข้อมูล แล้วกลายเป็นต้องให้นักสืบโลกออนไลน์มาพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลแทน แบบนี้ก็คือหน้าที่สลับกันแล้วสิครับ

 

แถมท้าย

สำหรับบุคคลทั่วไปที่ติดตามข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต และหลังๆ เริ่มติดตามข่าวสารบน Social media มากขึ้น ผมแนะนำให้อ่านบล็อก เทคนิคการพิจารณาความน่าเชื่อถือของข่าว ของผม และถ้ามีเวลา ก็อ่านบล็อก Social media แชร์ไม่ดีมีคุก อีกอันก็จะดีครับ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: