ศึกชิงบัลลังก์แท็บเล็ต iPad Mini with Retina Display vs Samsung Galaxy Tab S 8.4

Print Friendly

iPad Mini Retina Display vs Samsung Galaxy Tab S เมื่อพูดถึงแท็บเล็ตแล้ว ในความเห็นส่วนตัวของผม ขนาดที่เหมาะมือที่สุด พกพาสะดวกที่สุด ในขณะที่ยังคงสามารถใช้งานในฐานะแท็บเล็ตได้อย่างสบายใจ ก็น่าจะเป็นขนาดหน้าจอประมาณ 7 นิ้วต้นๆ ไปจนถึงแถมๆ 8 นิ้วกลางๆ นี่แหละครับ และเมื่อมาดูในท้องตลาดตอนนี้แล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าสุดยอดสเปกที่สุดในตอนนี้ หนีไม่พ้นคู่ปรับตลอดกาลอย่าง iPad Mini with Retina Display ที่ออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว กับ Samsung Galaxy Tab S 8.4 ที่เพิ่งเปิดตัว และวางจำหน่ายในประเทศไทยไปเมื่อไม่นานมานี้แหละ … ฉะนั้นแล้ว เราลองมารีวิวเปรียบเทียบกันหน่อยดีไหม ว่าหากเรากำลังอยากได้แท็บเล็ตขนาดเหมาะมือซักตัว จะเลือกตัวไหนดี เพราะอย่างไร

ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่าน อาจจะคิดว่า เอ๊ะ แล้วแบบนี้มันจะไม่เป็นการเอาเปรียบ Apple ไปหน่อยเหรอ เพราะ iPad Mini with Retina Display มันก็วางจำหน่ายมานานแล้วนะ … ผมต้องขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า การเปรียบเทียบครั้งนี้ ก็เพื่อสำหรับคนที่วางแผนจะซื้อแท็บเล็ตซักตัว โดยไม่คิดจะรออีก 3-4 เดือน ให้ iPad Mini รุ่นใหม่วางจำหน่ายในประเทศไทยน่ะครับ

 

เปรียบเทียบสเปกระหว่าง iPad Mini with Retina Display กับ Samsung Galaxy Tab S 8.4

แน่นอนว่าในการเลือกซื้อแท็บเล็ต ก่อนอื่นเลย เราก็ต้องไปควานหาสเปกของแต่ละรุ่นมาเทียบกันครับว่ารุ่นไหนให้สเปกของฮาร์ดแวร์แรงกว่ากันแค่ไหน ซึ่งในการเปรียบเทียบครั้งนี้ ผมก็ขอเลือกรุ่นที่เป็น WiFi + LTE มาเปรียบเทียบกันนะครับ (ใช่ครับ อ่านไม่ผิด ทั้งสองยี่ห้อ เป็นรุ่นที่รองรับทั้ง WiFi และ 4G LTE เลย) เล่ากันแบบคร่าวๆ ก่อน ก็ต้องขอบอกว่าในทางปฏิบัติ ถ้าเปรียบเทียบกันในตอนนี้แล้ว Samsung ได้เปรียบกว่า Apple เพราะวางจำหน่ายทีหลัง ดังนั้นก็มีโอกาสได้เห็นสเปกของคู่แข่งก่อน แล้วสามารถออกสเปกมาเกทับได้ แต่ในทางกลับกัน Apple ก็สามารถเกทับกลับได้ ตอนที่ออก iPad รุ่นใหม่เช่นกันครับ … งวดนี้แม้ว่า Samsung จะไม่ได้ใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon ก็ตาม แต่ชิป Exynos 5420 คราวนี้ ก็รองรับ 4G LTE แล้ว ก็นับว่าไม่น้อยหน้าๆ

 

Specs iPad Mini with Retina Display Samsung Galaxy Tab S 8.4
CPU Apple A7 Dual-core 1.3GHz 64-bit Exynos 5420 Octa-core big.LITTLE (Quad-core 1.9GHz Cortex-A15 + Quad-core 1.3GHz Cortex-A7)
GPU PowerVR G6430 Quad-core Mali-T628MP6
Display IPS LCD 7.9” 2048×1536 พิกเซล(324ppi) Super AMOLED 8.4” 2560×1600 พิกเซล (359ppi)
RAM 1GB 3GB
Internal storage 16GB/32GB/64GB/128GB 16GB/32GB(วางจำหน่ายรุ่น 16GB)
External storage ไม่รองรับ รองรับ MicroSD card สูงสุด 128GB
Operating System iOS7.1.2 Android 4.4.2 KitKat
Connectivity – ชนิดของซิม: Nano SIM (Data only)

– 2G: 850/900/1800/1900MHz

– 3G: 850/900/1900/2100MHz

– 4G: Bands 1, 2, 3, 4, 5, 7, 8, 13, 17, 18, 19, 20, 25, 26

– CDMA EV-DO Rev. A and Rev. B (800, 1900 MHz)

– WiFi: 802.11a/b/g/n/ac Dual-band

– Bluetooth: 4.0

– Infrared port: ไม่มี

– NFC: ไม่มี

– ชนิดของซิม: Micro SIM

– 2G: 850/900/1800/1900MHz

– 3G: 850/900/1900/2100MHz

– 4G: 800/900/1800/2600MHz + 850/2100MHz

– WiFi: 802.11a/b/g/n/ac Dual-band MIMO

– Bluetooth: 4.0

– Infrared port: มี

– NFC: มี

Camera – กล้องหน้า 1.2 ล้านพิกเซล- กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล – กล้องหน้า 2.1 ล้านพิกเซล- กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash
Battery 6,471mAh 4,900mAh
Dimensions 200 มม. x 134.7 มม. x 7.5 มม. 212.8 มม. x 125.6 มม. x 6.6 มม.
Weight 331 กรัม 298 กรัม
Others ไม่มี ตัวสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Home
Price 16GB = 17,900 บาท32GB = 21,400 บาท64GB = 24,900 บาท128GB = 28,400 บาท 16GB = 16,900 บาท

 

ทีนี้ก็ได้เวลามาไล่เปรียบเทียบกันด้วยสเปกทีละจุดๆ ละครับ

 

หน่วยประมวลผล

ถ้าวัดกันในแง่ของ “ความล้ำ” ละก็ ชิปเซ็ต Apple A7 ที่เป็น CPU รุ่น 64-bit ก็ยังให้ความรู้สึกว่าล้ำกว่าอยู่ครับ เพราะถือว่าเป็นตัวแรกที่นำมาใช้กับอุปกรณ์อย่าง Mobile device แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า มันยังคงน่ากังขาอยู่ว่า 64-bit นี่มันจะดีกว่ายังไงบ้าง หาก Apple ยังคงให้หน่วยความจำมาแค่ 1GB แบบนี้ ในขณะที่ Samsung Galaxy Tab S 8.4 นั้น ยังคงใช้ชิปเซ็ต Exynos 5420 อยู่ จึงขาดความรู้สึกถึง “ความล้ำ” ไป แต่ในแง่ของประสิทธิภาพ ก็ถือว่าแรงส์เอาเรื่อง ด้วย Octa-core อันประกอบไปด้วยหน่วยประมวลผล Quad-core 1.9GHz และ Quad-core 1.3GHz … เพียงแต่ว่า สำหรับเรื่องของการประมวลผลแล้ว ตัวเลขความเร็วของสัญญาณนาฬิกามันไม่ใช่ทั้งหมดน่ะสิครับ ระบบปฏิบัติการ iOS นั้นทำงานในลักษณะกึ่งๆ Multitasking คือ App บางส่วนสามารถทำงานเป็น Background ได้ ในขณะที่ App ส่วนใหญ่นั้นเมื่อไม่ได้ใช้งานจะหยุดการทำงานชั่วคราว จึงไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรในการประมวลผลมาก

แต่ระบบปฏิบัติการ Android จะทำงานเป็นแบบ Multitasking มากกว่า App ส่วนใหญ่สามารถทำงานเป็น Background ได้ (และหลายๆ ส่วน ทำงานโดยที่ผู้ใช้งานไม่ทราบ)​ ดังนั้นจึงต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรในการประมวลผลมากกว่า นอกจากนี้ ตัว Apple เองเป็นผู้ผลิตทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเอง ฉะนั้นก็น่าจะสามารถรีดเค้นพลังในประมวลผลมาใช้ได้มากกว่า Samsung ที่อาศัยระบบปฏิบัติการ Android ของ Google ที่ต้องทำมาเผื่อสำหรับชิปเซ็ตในการประมวลผลที่หลากหลายครับ … การเปรียบเทียบกันในแง่ของประสิทธิภาพนั้น คงต้องพึ่งพาโปรแกรมจำพวก Benchmark วัดออกมาเป็นคะแนนเทียบกันละครับ ซึ่งตรงนี้ผมเลือกใช้ Geekbench 3.0 เพราะมีทั้งเวอร์ชันสำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android อีกทั้งยังวัดประสิทธิภาพในภาพรวม (Multi-core) กับในกรณีที่วัดกันแบบ Core เดียวไปเลย (Single-core) ด้วย ซึ่งผลที่ได้ ก็ออกมาแบบนี้ครับ

 

Test iPad Mini with Retina Display Samsung Galaxy Tab S 8.4
Single-core Multi-score Single-core Multi-score
Geekbench Score 1397 2529 889 2410
Integer 1462 2850 989 2948
Floating Point 1335 2638 841 2631
Memory 1395 1670 787 892

 

คะแนนในส่วนของ Multi-core นั้นจะเห็นว่า iPad Mini with Retina Display กับ Samsung Galaxy Tab S 8.4 นั้นออกมาค่อนข้างจะสูสีกัน แต่หากเปรียบเทียบกันแบบ Single-core แล้ว สังเกตได้ว่า iPad Mini with Retina Display คะแนนที่ได้ดีกว่าครับ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคะแนน Multi-core สูสีกัน ทั้งๆ ที่จำนวน Core ของ Samsung Galaxy Tab S 8.4 มากกว่า … อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่าคะแนนในหัวข้อ Memory  ของ iPad Mini with Retina Display นั้นทำได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็น Single-core หรือ Multi-core ครับ

 

หน่วยประมวลผลกราฟิก

ถ้ามองแต่ในแง่ของสเปก Samsung Galaxy Tab S 8.4 นั้นเป็นหน่วยประมวลผล Mali-T628MP6 Hexa-core ก็น่าจะทำงานได้เร็วกว่า PowerVR G6430 ที่เป็น Quad-core อย่างไรก็ดี ในการเล่นเกมในปัจจุบัน เกมส่วนใหญ่นั้นยังไม่ได้ทำออกมากินทรัพยากรในการประมวลผลมากขนาดที่จะแสดงความแตกต่างของฮาร์ดแวร์ได้มากนัก ดังนั้น ก็คงต้องพึ่งโปรแกรมจำพวก Benchmark วัดผลเป็นคะแนนออกมาเปรียบเทียบกันเช่นเดียวกัน ซึ่งผมเลือกใช้โปรแกรม GFXBench 3.0 3D Benchmark เพราะนอกจากจะมีรองรับทั้งสองระบบปฏิบัติการแล้ว การทดสอบยังเป็นแบบโหดสุดๆ ซึ่งสามารถแสดงความแตกต่างของฮาร์ดแวร์มาได้เต็มที่จริงๆ และผลที่ได้ ก็ออกมาแบบนี้ครับ

 

High-Level Tests On Screen Off Screen
iPad Mini with Retina Display Galaxy Tab S 8.4 iPad Mini with Retina Display Galaxy Tab S 8.4
Manhattan 541 175 804 345
T-Rex 1,187 743 1,463 1,088
Low-Level Tests On Screen Off Screen
ALU 1,573 391 4,635 1,534
Alpha Blending 6,197 3,320 5,804 2,574
Driver Overhead 1,798 1,151 5,877 2,407
Fill 2,740 1,953 2,693 1,947
Special Tests
Render Quality 2,391 3,275
Render Quality (high precision) 3,529 3,957

 

จากคะแนนที่ได้ จะเห็นว่าคะแนน GFXBench 3.0 3D Benchmark ของ iPad Mini with Retina Display ในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็น High-Level หรือ Low-Level Tests นั้นสูงกว่า Samsung Galaxy Tab S 8.4 ในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น Open GL ES2.0 หรือ Open GL ES3.0 ที่พอจะสู้ได้นั้น ก็เห็นจะเป็นในส่วนของ Special Tests ครับ ที่ทำคะแนนได้ดีกว่า ผมลองไปดูในหมวด Compare ของ GFXBench 3.0 3D Benchmark ก็พบว่าคะแนนที่เขาวัดกันบน Samsung Galaxy S5 ที่ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 801/Adreno 330 นั้น ได้คะแนนใกล้เคียงกับ iPad Mini with Retina Display มากกว่ามาก ผมเลยต้องขอสรุปว่า Mali-T628MP6 นั้น ประสิทธิภาพในการประมวลผล 3D ยังสู้ PowerVR G6430 หรือ Adreno 330 ไม่ได้ละครับ

 

จอภาพและการแสดงผล

ในทางปฏิบัติ ผมเลือกที่จะให้แต่ละคนไปยลด้วยตาตนเองมากกว่า ว่าดูด้วยตาตัวเองแล้ว ชอบใจคุณลักษณะของหน้าจอแสดงผลแบบไหนมากกว่ากัน

 

(บน) iPad Mini with Retina Display (ล่าง) Samsung Galaxy Tab S 8.4

(บน) iPad Mini with Retina Display (ล่าง) Samsung Galaxy Tab S 8.4

 

iPad Mini with Retina Display นั้นเลือกใช้หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ที่ให้ความคมชัดสูง มีมุมมองของภาพที่กว้าง … เพียงแต่ว่า ผ่านมาหลายรุ่น นับตั้งแต่เปิดตัว iPhone 4 ที่ใช้ Retina Display แล้ว ก็ยังไม่ได้เห็นนวัตกรรมใดๆ จาก Apple ในเรื่องหน้าจอแสดงผลเลยครับ   ส่วน Galaxy Tab S 8.4 นั้นเลือกใช้ Super AMOLED ที่ให้มุมมองของภาพกว้างไม่แพ้ IPS LCD แต่มีจุดเด่นอยู่ที่ความสดแบบจัดจ้านของสีสันที่นำเสนอ และสามารถแสดงผลสีดำได้ดำสนิทจริงๆ ซึ่งจอแสดงผลจำพวก LCD ไม่สามารถทำได้ เพราะมันต้องมีแสงจาก Backlight ออกมานิดๆ อยู่ (พวกจอมอนิเตอร์ หรือ โทรทัศน์ อาจจะมีตัวเลือกให้ปรับสีดำให้ดูดำมากขึ้น แต่มันจะต้องแลกมาด้วยการที่ Contrast ของภาพจะแย่ลง) ดังนั้น เรื่องความสามารถในการแสดงผลสี จึงเป็นอีกจุดนึงที่ Samsung เขาชูเป็นจุดขายว่า จอ Super AMOLED นั้นเมื่อเทียบกับ Color Gamut ของ Adobe แล้ว สามารถแสดงสีสันได้มากถึง 94% เลยทีเดียว ในขณะที่จอ LCD นั้นจะแสดงสีสันได้แค่ราวๆ 70% เมื่อเทียบกับ Color Gamut ของ Adobe

 

Color Gamut Comparison

Color Gamut Comparison

 

ในเรื่องของความละเอียดของหน้าจอนั้น Samsung Galaxy Tab S 8.4 จะได้เปรียบกว่า ด้วยจำนวนเม็ดพิกเซลที่มากกว่า แต่ในทางปฏิบัติ น้อยคนนักที่จะมองเห็นถึงความแตกต่าง (มีคนที่แยกความแตกต่างออกนะ แต่ก็อารมณ์ประมาณคนที่ชอบฟังดนตรีน่ะ พวกหูทองคำจะฟังรายละเอียดของเสียงได้ดีกว่าคนทั่วๆ ไป ประมาณนั้น) ที่เป็นความได้เปรียบที่ชัดเจนจริงๆ และมีผลในเชิงปฏิบัติจริงๆ คือ สัดส่วนการแสดงผล ที่ Samsung Galaxy Tab S 8.4 เป็นแบบ 16:9 เหมาะกับการรับชมภาพยนตร์มากกว่า iPad Mini with Retina Display ที่เป็นแบบ 4:3 มากกว่า … เวลาแสดงผลแล้วจะเห็นขอบสีดำๆ น้อยกว่ามาก แต่สุดท้าย ก็อย่างที่ผมว่านั่นแหละครับ มันอยู่ที่ว่าใครชอบการแสดงผลสีสันแบบไหนมากกว่ากัน … ผมพบว่าคนที่ไม่ชอบสีสันที่สดจัดจ้านเกินไปนั้นจะชอบการแสดงผลบนหน้าจอ IPS LCD มากกว่า (นี่ไม่ได้จำกัดแค่กับ iPhone หรือ iPad นะครับ แต่รวมไปถึงพวก Android device  ยี่ห้อ/รุ่นอื่นๆ ที่ใช้หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ด้วย) แต่หากจะถามผม ซึ่งเป็นคนที่ชอบหน้าจอแสดงผล Super AMOLED แล้วละก็ ผมก็ต้องขอบอกว่า จอ Super AMOLED โดยเฉพาะที่ความละเอียดสูงๆ แบบ Samsung Galaxy Tab S 8.4 นี้ เวลาดูภาพถ่ายความละเอียดสูงๆ แล้ว มันได้ความมีมิติของภาพมากกว่าครับ อันนี้เข้าใจว่าเป็นผลมาจากสีสันที่จัดจ้านมันให้ความรู้สึกของมิติมากกว่านั่นเอง

 

หน่วยความจำหลัก หรือ RAM

เป็นอะไรที่ผมต้องขอบอกว่า มีเยอะยิ่งดี แต่ในกรณีของ iPad Mini with Retina Display ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS นั้น อาจจะยังไม่ถึงกับจำเป็นนัก ด้วยความที่เป็น Multitasking แบบไม่เต็มรูปแบบอย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้ แต่ในอนาคต ระบบปฏิบัติการ iOS น่าจะมีอะไรๆ ไปรันเป็น Background มากขึ้น ดังนั้นในเวอร์ชันใหม่ๆ ก็อาจจะต้องการหน่วยความจำมากขึ้นด้วย 1GB ทีมีอยู่ อาจจะไม่พอครับ ส่วน Samsung Galaxy Tab S 8.4 ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android มาพร้อมกับหน่วยความจำ 3GB ซึ่งเทียบเป็นตัวเลขก็มากกว่า iPad Mini with Retina Display ถึง 3 เท่า แต่ในทางปฏิบัติ เนื่องจากมี App และ Service ต่างๆ รันอยู่เป็น Background ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องใช้หน่วยความจำเยอะกว่าเป็นปกติอยู่แล้วครับ หน่วยความจำหลักนี้จะมีผลต่อคะแนนวัดประสิทธิภาพของพวกหน่วยประมวลผล (CPU/GPU) ดังนั้น พิจารณาจากคะแนนที่ผมนำเสนอไปก่อนหน้านี้ได้เลย … สังเกตได้นะครับว่า แม้หน่วยความจำหลักของ iPad Mini with Retina Display จะน้อยกว่า Samsung Galaxy Tab S 8.4 แต่เมื่อวัดประสิทธิภาพ กลับได้คะแนนสูงกว่า

 

เนื้อที่เก็บข้อมูลภายใน หรือ Internal storage

เป็นสิ่งที่ผมก็มองว่า มีมากยิ่งดีเช่นกันครับ ทั้งนี้เพราะว่า Internal storage นั้นทำงานได้รวดเร็วกว่าพวก MicroSD ที่ใส่เข้ามาเพิ่มเนื้อที่เก็บข้อมูล ดังนั้นจึงเหมาะกับการนำมาใช้เก็บพวก App ที่ติดตั้ง และเป็นเหตุผลว่าทำไม Apple ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานใส่ MicroSD card เพิ่มเนื้อที่เก็บข้อมูลเอง … เพราะเขาว่าเพื่อรักษา “ประสบการณ์ในการใช้งาน” ให้ได้ตามมาตรฐานที่ต้องการนั่นเอง (หากผู้ใช้งานหา MicroSD card มาใส่เอง แล้วเลือกแบบราคาถูกๆ ความเร็วต่ำๆ ประสบการณ์ในการใช้งานจะแย่) ตรงนี้ก็บอกได้เลยว่า iPad with Retina Display นั้นได้เปรียบ เพราะมีตัวเลือก Internal storage ตั้งแต่ 16GB/32GB/64GB/128GB ตามความต้องการในการใช้งาน แต่ก็ต้องจ่ายแพงตามไปด้วยนะครับ … ในขณะที่ Samsung Galaxy Tab S 8.4 นั้น รุ่นที่วางจำหน่ายในไทยมีแค่ 16GB เท่านั้นในตอนนี้ แต่ในอนาคตเมื่อพวก App ต่างๆ (โดยเฉพาะเกม) กินเนื้อที่เยอะๆ มากขึ้น ผมว่าเราจะเริ่มเห็นความแตกต่างของประสบการณ์ในการใช้งานครับ (iPad Mini with Retina Display จะได้เปรียบกว่า)

 

เนื้อที่เก็บข้อมูลภายนอก หรือ External storage

ในทางกลับกัน หากเราไม่ใช่คนที่อยากจะเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจแล้ว ข้อมูลจำพวก ภาพถ่าย วิดีโอที่ถ่าย หรือ ไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ (เพลง และ ภาพยนตร์) สามารถเก็บไว้ในสื่อบันทึกข้อมูลที่ความเร็วต่ำกว่า Internal storage อย่างพวก MicroSD card ได้สบายๆ ครับ และเดี๋ยวนี้ MicroSD card ความจุ 32GB แบบ Class 10 นั้น ราคาก็ไม่แพงมากแล้ว เทียบกับการเพิ่มเงินไปซื้อแท็บเล็ตรุ่นความจุ 32GB หรือ 64GB แล้วละก็ เป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามาก และนั่นก็เลยทำให้ iPad Mini with Retina Display ขาดความได้เปรียบไป

แต่ Samsung Galaxy Tab S 8.4 กลับมาได้เปรียบแบบเต็มๆ อีกครั้ง … นี่ยังไม่นับในกรณีที่ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยน MicroSD card เพื่อเปลี่ยนไปรับชมรับฟังไฟล์มัลติมีเดียอื่นๆ เพิ่มเติม หรือ ในกรณีที่ใช้งานถ่ายรูปถ่ายวิดีโอจนเต็มความจุแล้ว ก็เปลี่ยน MicroSD card เพื่อจะได้ถ่ายวิดีโอหรือถ่ายภาพนิ่งได้เพิ่มเติม

 

ความสามารถในการเชื่อมต่อ

พิจารณาการใช้งานในประเทศไทยแล้ว ทั้ง iPad Mini with Retina Display และ Samsung Galaxy Tab S 8.4 ต่างก็รองรับเครือข่าย 2G/3G/4G LTE ที่ให้บริการในประเทศไทยกันครบ ฉะนั้นสำหรับคนที่นิยมความเร็วและแรงส์ในการเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ละก็ หมดห่วงครับ

ฝั่งของ iPad Mini with Retina Display นั้นมีความได้เปรียบตรงที่รองรับทั้งเครือข่าย GSM และ CDMA เลย และรองรับความถี่ 4G LTE หลากหลายย่านมากกว่าของ Samsung Galaxy Tab S 8.4 ดังนั้น ในแง่ของการนำไปใช้บริการ 4G ในต่างประเทศละก็ iPad Mini with Retina Display มีความ “พร้อม” มากกว่า

แต่ใช่ว่าฝั่ง Samsung Galaxy Tab S 8.4 จะไม่มีจุดเด่นนะครับ ในแง่ของความ “เพียบ” ครับ เพราะนอกจากจะรองรับ 2G/3G/4G LTE และ WiFi ครบเครื่องตั้งแต่ 802.11a/b/g/n ยัน ac ที่เป็นมาตรฐานล่าสุดเหมือนที่ iPad Mini with Retina Display ทำได้แล้ว มันก็ยังมีพอร์ตอินฟราเรดไว้ให้ใช้งานเป็นรีโมทคอนโทรลได้ และรองรับเทคโนโลยี NFC อีกด้วย … นอกจากนี้ ยังสามารถใช้งานเป็นโทรศัพท์แบบที่ยกหูโทรได้ทันทีอีก แต่ iPad Mini with Retina Display นั้น ใช้งานได้เฉพาะอินเทอร์เน็ตครับ ใช้เป็นโทรศัพท์ไม่ได้

 

สเปกกล้องดิจิตอล

ในเรื่องของคุณภาพของรูปถ่ายนั้น จะให้ดีต้องวัดที่การใช้งานจริงครับ แต่ ณ ตอนนี้ ลองเปรียบเทียบจากสเปกดูก่อนได้ครับว่าเป็นยังไง

  • iPad Mini with Retina Display นั้นมาพร้อมกับกล้องดิจิตอลด้านหน้า 1.2 ล้านพิกเซลและกล้องดิจิตอลด้านหลัง 5 ล้านพิกเซล แต่ไม่มี Flash มาให้
  • Samsung Galaxy Tab S 8.4 มาพร้อมกับกล้องดิจิตอลด้านหน้า 2.1 ล้านพิกเซลและกล้องดิจิตอลด้านหลัง 8 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash ครับ

 

กล้องดิจิตอลด้านหลังของ iPad Mini with Retina Display

 

เรื่องหนึ่งที่ต้องทราบกันก่อนก็คือ ตัวกล้องดิจิตอลของ iPad Mini with Retina Display นั้น ไม่ได้เป็นชุดเดียวกันกับที่ใช้ใน iPhone นะครับ ฉะนั้นต้องเข้าใจว่าคุณภาพของภาพที่ถ่ายจะไม่ได้เทียบเท่ากับระดับ iPhone เขา … และด้วยความที่ไม่มี LED Flash มาให้ ฉะนั้นการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย ก็ต้องพึ่งพาประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ภาพและเลนส์ล้วนๆ ครับ

 

กล้องดิจิตอลด้านหลังของ Samsung Galaxy Tab S 8.4

 

มามองที่สเปกของ Samsung Galaxy Tab S 8.4 กันบ้าง ในแง่ของความละเอียดของภาพ ไม่ว่าจะเป็นกล้องหน้าหรือกล้องหลัง ก็มีตัวเลขสเปกที่ดีกว่า iPad Mini with Retina Display ครับ และยังมี LED Flash มาให้ด้วย ฉะนั้นก็แม้จะถ่ายภาพในที่มืดสุดๆ ก็ยังพอจะใช้แสงแฟลชเข้ามาช่วยได้ (แต่แน่นอน คุณภาพก็ย่อมลดลงนะ) มองในแง่สเปก Samsung Galaxy Tab S 8.4 จะให้สเปกที่ดีกว่า iPad Mini with Retina Display ครับ แต่ในแง่ของคุณภาพของภาพถ่าย ก็ต้องไปเปรียบเทียบกันจากการใช้งานจริงอีกทีนึง

 

รูปร่างและน้ำหนัก รวมถึงวัสดุที่ใช้ประกอบตัวเครื่อง

ทั้ง iPad Mini with Retina Display กับ Samsung Galaxy Tab S 8.4 ต่างก็มีดีไซน์ที่เน้นความบางและเบาอย่างมากครับ ทั้งคู่ต่างพยายามใช้พื้นที่ที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัดได้ในแบบที่เรียกว่า เต็มที่กับชีวิตจริงๆ เพียงแต่ว่า

  • iPad Mini with Retina Display นั้น ใช้วัสดุตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียม ให้ความรู้สึกว่าพรีเมี่ยม ดูดี ดูแข็งแรง แต่ต้องไม่ลืมว่าอลูมิเนียมเป็นโลหะที่ไม่ได้มีความแข็งมาก ดังนั้นการตกหรือถูกกระแทกแรงๆ ก็อาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับตัวเครื่องได้ง่ายไม่แพ้พลาสติกเช่นกัน
  • Samsung Galaxy Tab S 8.4 ได้เรียบในเรื่องของความบางและเบา เพราะบางและเบากว่า iPad Mini with Retina Display แบบเห็นๆ ในขณะที่หน้าจอแสดงผลใหญ่กว่า แต่นั่นก็เป็นผลจากการที่ Samsung เลือกใช้วัสดุเป็นพลาสติกครับ มันแลกมาด้วยความรู้สึกในการสัมผัสที่ดูด้อยกว่าในเรื่องความเป็นพรีเมี่ยมเมื่อเทียบกับ iPad Mini with Retina Display แต่ตรงนี้ Samsung ก็พยายามชดเชยด้วยการดีไซน์ด้านหลังให้สัมผัสรู้สึกแตกต่างจากพลาสติกทั่วไป และการมีขอบชุบโครเมียมสีทองด้วย

ในเรื่องของความรู้สึกของคนส่วนใหญ่เกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ประกอบตัวเครื่อง iPad Mini with Retina Display ถือว่าได้เปรียบ แต่หากไม่ซีเรียสกับเรื่องของวัสดุ ในแง่ของความบางเบานั้น Samsung Galaxy Tab S 8.4 ถือว่าได้เปรียบกว่าครับ

 

ประสบการณ์ในการใช้งานทั่วไปของ iPad Mini with Retina Display เทียบ Samsung Galaxy Tab S 8.4

จนกว่าจะได้อัพเกรดเป็น iOS8 ณ ตอนนี้ความสามารถของ iPad Mini with Retina Display ขั้นพื้นฐานยังมีค่อนข้างจำกัด แต่หากสังเกตดีๆ จะพบว่ามีความเป็นระบบปฏิบัติการ Android มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Notifications และ Control Center (ที่เมื่อเทียบกับระบบปฏิบัติการ Android แล้วก็คือ QuickSettings)

 

Home screen ของ iPad Mini with Retina DisplayControl Center ของ iPad Mini with Retina Display

Task switcher ของ iPad Mini with Retina DisplayNotifications ของ iPad Mini with Retina Display

 

สิ่งที่ยังขาดคือเรื่องของ Widget ที่ใช้แสดงผลข้อมูลของ App บางอย่าง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้​โดยไม่ต้องเปิด App นั้นๆ ขึ้นมา ซึ่งในจุดนี้ ระบบปฏิบัติการ iOS นั้นแค่แสดงข้อมูลราคาหุ้นและพยากรณ์อากาศทาง Notifications ได้ แต่ส่วนใหญ่นอกจากนั้น ก็จะต้องเข้าไปใน App เพื่อดูข้อมูลกันหมด

การเข้าถึง Notifications และ Control Center ของ iPad Mini with Retina Display … ไม่สิ ของระบบปฏิบัติการ iOS7 … ในยามปกติมันเข้าถึงไม่ยากเท่าไหร่ และลากนิ้วจากด้านบนลงมาก็เข้า Notifications ได้ หรือลากนิ้วจากด้านล่างขึ้นไป ก็จะเรียก Control Center ออกมา แต่เมื่อเราเปิดใช้ App บางอย่าง โดยเฉพาะเกม การจะเรียก Notifications หรือ Control Center ออกมานั้นยากลำบากมาก อันนี้คงเพราะ Apple จงใจครับ ไม่อยากให้เผลอไปเรียกออกมาโดยไม่รู้ตัวเวลาเล่นเกม

 

เมื่อเชื่อมต่อกับ Social media ต่างๆ แล้ว ก็จะสามารถแชร์ข้อมูลผ่าน Social media ได้เลย

เมื่อเชื่อมต่อกับ Social media ต่างๆ แล้ว ก็จะสามารถแชร์ข้อมูลผ่าน Social media ได้เลย

 

อย่างไรก็ดี คุณสมบัติ Multitasking gesture ที่ใช้นิ้ว 4 นิ้วในการ ปิด App แล้วกลับไปหน้า Home, สลับไปยัง App ถัดไป, เรียก Task switcher ขึ้นมา มันช่วยให้สามารถใช้เปิดปิด และสลับการใช้งาน App ได้ค่อนข้างสะดวกมากทีเดียว ซึ่งตรงนี้ระบบปฏิบัติการ Android ยังทำได้ไม่ดีเท่า … นอกจากนี้ ตัวระบบปฏิบัติการ iOS ยังมีการฝังความสามารถด้าน Social media เอาไว้กับตัว สามารถโพสต์แชร์จาก App ที่มีการเรียกใช้ API ได้เลย

 

Home screen ของ Samsung Galaxy Tab S 8.4App tray ของ Samsung Galaxy Tab S 8.4Notifications และ QuickSettings ของ Samsung Galaxy Tab S 8.4

 

ในแง่ของความสามารถพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Android ไม่ได้มีลูกเล่นอย่าง Multitasking gesture แบบในระบบปฏิบัติการ iOS แต่ในแง่ของความสามารถนั้นเผื่อเอาไว้เยอะกว่าครับ การแบ่งตัว User Interface ออกเป็น Home screen และ App tray และมี Widget ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลของ App หลายๆ ตัวได้ โดยไม่ต้องไปเปิด App นั้นๆ โดยตรง

 

Multiwindow ของ Samsung Galaxy Tab S 8.4

Multiwindow ของ Samsung Galaxy Tab S 8.4

สลับเปลี่ยน App บน Multiwindow ได้

สลับเปลี่ยน App บน Multiwindow ได้

 

Samsung Galaxy Tab S 8.4 นั้นใช้ประโยชน์จากหน้าจอแสดงผลขนาด 8.4 นิ้ว ความละเอียดสูงระดับ 2560×1600 พิกเซลได้ค่อนข้างเต็มที่มาก โดยเฉพาะเมื่อเปิดใช้ฟังก์ชั่น Multiwindow ที่ให้เปิด App พร้อมๆ กัน 2 ตัว ทำงานแบบ Multitasking ได้จริงๆ (เช่น เปิดเว็บดูข้อมูลไปพร้อมๆ กับการทำงานเอกสารออฟฟิศบน App อย่าง OfficeSuite 7 เป็นต้น)

 

Galaxy Essentials บน Samsung Apps

Galaxy Essentials บน Samsung Apps

 

ในขณะที่ Apple ไม่ได้จัดแคมเปญแจก App ให้กับผู้ใช้งานบ่อยนัก (ส่วนใหญ่ต้องรอเขาแจกฟรีกัน) ทาง Samsung เขาเตรียมของแถมเป็น App ต่างๆ ไว้ให้บน Samsung Apps ที่เป็น App Store ที่ Samsung เตรียมไว้ให้กับผู้ใช้งานของตนโดยเฉพาะ ซึ่ง App บางตัวนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อ Samsung Galaxy โดยเฉพาะเลย เช่น Kindle for Samsung ซึ่งทำงานคล้ายๆ กับ Kindle app ปกติ แต่จะมีหมวด Samsung Book Deals ซึ่งให้ดาวน์โหลดหนังสือฟรีได้ทุกเดือน จากตัวเลือก 4 เล่ม เป็นต้น

 

Samsung Galaxy Gift

Samsung Galaxy Gift

 

หรือจะเป็น Samsung Galaxy Gift ที่ให้สิทธิพิเศษแลกฟรีและส่วนลดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ขนม ฯลฯ ก็เป็นจุดที่ทำให้ Samsung Galaxy Tab S 8.4 ดูมี Value added service มากกว่า iPad Mini with Retina Display ครับ

 

Peel เป็น App รีโมทของ Samsung Galaxy Tab S 8.4

Peel เป็น App รีโมทของ Samsung Galaxy Tab S 8.4

 

ด้วยความที่ Samsung Galaxy Tab S 8.4 มีพอร์ตอินฟราเรดมาด้วย จึงสามารถใช้งานเจ้านี่เป็นรีโมทคอนโทรลควบคุมพวกอุปกรณ์มัลติมีเดียภายในบ้านได้ ซึ่งมี App ชื่อ Peel มาให้ใช้ เจ้านี่รู้จักอุปกรณ์มัลติมีเดียต่างๆ หลากหลายรุ่นมาก และยังมีข้อมูลของผู้ให้บริการเคเบิลเมืองไทยอย่าง Truevisions ด้วย … อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดของพอร์ตอินฟราเรดของ Samsung Galaxy Tab S 8.4 ก็คือมันไม่สามารถเรียนรู้โค้ดรีโมทใหม่ๆ ได้ครับ ฉะนั้นหากอุปกรณ์มัลติมีเดียในบ้านของคุณเป็นยี่ห้อ/รุ่นแปลกๆ ก็อาจจะไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้

พอได้ใช้งานกับ App ที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้สังเกตได้ครับว่า เมื่อเทียบกันแล้ว iPad Mini with Retina Display จะมี User Interface ที่คงเส้นคงวากว่า อันนี้คงเพราะหน้าจอแบบ Retina Display บนอุปกรณ์อย่าง iPad มันเป็นอะไรที่นักพัฒนาเขาปรับ App ให้รองรับกันเต็มที่แล้ว ในขณะที่ Samsung Galaxy Tab S 8.4 นั้นเป็นหนึ่งในรุ่นแรกๆ ที่ใช้หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงมาก ซึ่งความละเอียดหน้าจอระดับนี้ยังไม่ได้เป็นที่นิยมแพร่หลาย จึงส่งผลให้ App จำนวนมาก ยังไม่ได้ทำ User Interface ออกมาให้รองรับ ผลก็คือพวกไอคอนหรือตัวอักษรบน User Interface ของ App เหล่านั้น ดูเล็กมาก

 

iOS Continuity

iOS Continuity

 

ในขณะที่ Apple เองก็ทำให้ iPad Mini with Retina Display (และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS) สามารถใช้งานร่วมกับเครื่อง Mac ได้ดีขึ้น แต่ก็จะต้องรออัพเกรดเป็น iOS8 ก่อนละครับ ถึงจะเข้าสู่ระดับขั้นที่เรียกว่า Continuity ของ Apple เขา (คือ สามารถรับโทรศัพท์ผ่านทางเครื่อง Mac ได้เลย)

 

SideSync 3.0 ระหว่าง Samsung Galaxy Tab S 8.4 กับ Samsung Galaxy S5

SideSync 3.0 ระหว่าง Samsung Galaxy Tab S 8.4 กับ Samsung Galaxy S5

 

 

ฟีเจอร์แบบเดียวกันกับที่จะมีใน iOS8 (ที่ยังมาไม่ถึง) นี้ ทาง Samsung มีมาให้แล้วผ่านทาง App ที่ชื่อว่า SideSync ครับซึ่งจะต้องติดตั้งเพิ่ม แต่สามารถรันได้ทั้งบนเครื่อง PC (ระบบปฏิบัติการ Windows) และเครื่อง Mac เลย และเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนก็ได้ … ในแง่ของ Continuity จึงต้องบอกว่า Samsung อาจจะนำหน้า Apple ไปก้าวหนึ่งและยังใช้ได้ทั้งบน PC และ Mac ด้วย แต่ในแง่ของเสถียรภาพนั้น Apple อาจจะได้เปรียบกว่า เพราะเป็นคุณสมบัติของตัวระบบปฏิบัติการโดยตรงเลย ไม่ใช่ App ที่ติดตั้งเสริมครับ ซึ่งมีความยุ่งยากในขั้นตอนการติดตั้งอยู่ (ผมลองดาวน์โหลดเวอร์ชัน PC มาติดตั้ง มันต้องวุ่นวายกับการดาวน์โหลดโปรแกรม และ DirectX มาติดตั้งเสริม … และผมก็ไม่สามารถ)

 

เปรียบเทียบความสามารถด้านมัลติมีเดีย และการเล่นเกมของ iPad Mini with Retina Display และ Samsung Galaxy Tab S 8.4

ในแง่ของสเปกนั้น ทั้ง iPad Mini with Retina Display และ Samsung Galaxy Tab S 8.4 นั้นไม่ได้ติดปัญหาเรื่องการรันไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p เลย แต่ว่าตัวชิปของ Samsung Galaxy Tab S 8.4 นั้นรองรับการประมวลผลไฟล์วิดีโอความละเอียด 2560×1600 พิกเซลด้วย ซึ่งทำให้แสดงศักยภาพของหน้าจอแสดงผล Super AMOLED ความละเอียดสูงได้อย่างเต็มที่

 

ลองดูคลิป 1080p บน iPad Mini with Retina Display

ลองดูคลิป 1080p บน iPad Mini with Retina Display

ดูคลิป 2K บน Samsung Galaxy Tab S 8.4

ดูคลิป 2K บน Samsung Galaxy Tab S 8.4

 

ทดสอบทั้งการฟังเพลงและการดูหนัง เสียงจากลำโพงของ Samsung Galaxy Tab S 8.4 จะมีเสน่ห์ตรง Stereo image ซึ่งให้ความรู้สึกโปร่ง ฟังสบาย และมีอรรถรสในความเป็น Stereo ในขณะที่ iPad Mini with Retina Display จะให้เสียงที่ลึก เบสที่ชัดและหนักแน่นกว่า มีเสียงโดยรวมที่หนากว่า หากเทียบกันด้วยภาษาง่ายๆ อรรถรสจากการฟังเสียงผ่าน iPad Mini with Retina Display คือความรู้สึกอิ่ม สะใจ ส่วน Samsung Galaxy Tab S 8.4 ก็คือความสวยงาม

ทดสอบเปรียบเทียบด้วยหูฟัง Apple EarPods พบว่าทั้งสองเครื่องให้คุณภาพเสียงที่ใกล้เคียงกันมาก แต่สำหรับผม iPad Mini with Retina Display ยังได้เปรียบอยู่ในเรื่องของความหนาของเสียงกลาง ซึ่งทำให้รู้สึกว่าเสียงมีภาพรวมที่ชัดกว่า อิ่มกว่า สดกว่า มิติลึกกว่า แต่ Samsung Galaxy Tab S 8.4 ก็จะให้ความรู้สึกที่โปร่งกว่า สำหรับคนที่อาจจะชอบได้ยินเสียงที่โปร่งๆ สบายๆ น่าจะชอบ Samsung Galaxy Tab S 8.4 มากกว่า ส่วน iPad Mini with Retina Display ก็เหมาะกับคนที่ชอบเสียงเต็มๆ

 

เปรียบเทียบความสามารถของกล้องถ่ายรูประหว่าง iPad Mini with Retina Display และ Samsung Galaxy S 8.4

ในแง่ของการถ่ายภาพนั้น iPad Mini with Retina Display เรียกว่าใช้งานง่าย เป็นแบบ Point & Shoot แบบสุดๆ ใช้แค่การวัดแสงอัตโนมัติโดยการแตะตรงบริเวณที่ต้องการวัดแสงบนหน้าจอแสดงผล แล้วก็กดปุ่มชัตเตอร์ก็เรียบร้อย จะถ่ายภาพนิ่งหรือถ่ายวิดีโอ ก็สะดวกเอามากๆ ข้อจำกัดก็คือ ขาดเรื่องความสามารถในการปรับแต่งในรายละเอียด เช่น ปรับค่าต่างๆ จำพวก Exposure/White balance/ISO ฯลฯ แบบ Manual ไม่ได้

 

User Interface กล้องของ iPad Mini with Retina Display

User Interface กล้องของ iPad Mini with Retina Display

 

ในทางกลับกัน User Interface ของ Samsung Galaxy Tab จะดูซับซ้อนมากกว่า เพราะเพิ่มตัวเลือกในการปรับแต่งต่างๆ เข้าไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกขนาดของภาพถ่าย การเปิดปิดฟังก์ชั่นตรวจจับใบหน้า เลือกตั้งค่า ISO/White balance/Exposure หรือจะใส่พวกเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ให้กับรูปภาพก็ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีโหมดถ่ายภาพแบบต่างๆ ให้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่จะถ่ายรูปด้วย … แต่ Samsung ดูจะเป็นแบรนด์ใหญ่แบรนด์สุดท้าย ที่โหมดถ่ายภาพนั้นยังไม่สามารถวัดแสงด้วยการแตะบนหน้าจอได้ครับ นั่นทำให้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่เวลาที่จะถ่ายรูปหรือถ่ายวิดีโอซักเท่าไหร่

 

User Interface กล้องของ Samsung Galaxy Tab S 8.4

User Interface กล้องของ Samsung Galaxy Tab S 8.4

 

มาพิจารณาด้านคุณภาพของภาพถ่ายกันบ้างครับ … กล้องของ iPad Mini with Retina Display นั้น จะมี Character ของกล้องที่พยายามทำภาพให้สว่างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงมักจะส่งผลให้ภาพที่ได้มี Noise ออกมาพอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะหากเราไปถ่ายในสภาพแสงน้อย อย่างไรก็ดี ความสามารถในการวัดแสงได้ด้วยการแตะบนหน้าจอ ทำให้ถ่ายภาพในสภาพแสงต่างๆ ได้สะดวกมากทีเดียว และคุณภาพของภาพ ค่อนข้างจะโอเคเลย

 

ภาพโดย iPad Mini with Retina Displayภาพโดย iPad Mini with Retina Display

 

มาดูคุณภาพของภาพถ่ายจาก Samsung Galaxy Tab S 8.4 กันบ้าง ในแง่ของสีสัน ผมว่าทำได้ไม่แพ้ภาพจาก iPad Mini with Retina Display แต่มีข้อได้เปรียบตรงที่สามารถถ่ายได้ที่ความละเอียดของภาพสูงกว่า แต่อาจจะโดนจอแสดงผล Super AMOLED หลอกตาบ้างว่าสีสันสดจัดจ้าน เพราะเมื่อลองถ่ายภาพมาเทียบดูแล้ว ก็ไม่ได้สีสันของภาพที่สดจัดจ้านแบบที่เห็นบนหน้าจอแต่อย่างใด แต่คุณภาพของภาพถ่ายก็อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดีทีเดียว … ข้อจำกัดของ Samsung Galaxy Tab S 8.4 ดูจะอยู่ที่สองจุดหลักๆ คือ การที่ไม่สามารถวัดแสงได้ด้วยการแตะบนหน้าจอ และ เลนส์ที่ไม่ค่อยจะ Wide เท่าไหร่ (เวลาจะถ่ายภาพ ก็ต้องทิ้งระยะระหว่างเรากับวัตถุที่เราจะถ่ายพอสมควร)

 

ภาพโดย Samsung Galaxy Tab S 8.4ภาพโดย Samsung Galaxy Tab S 8.4

 

ในแง่ของวิดีโอ ทั้งคู่สามารถถ่ายได้ที่ความละเอียด 1080p 30fps ด้วยกันทั้งคู่ และได้คุณภาพที่ดีไม่แพ้กันครับ แต่ความแตกต่างก็จะอยู่ตรงที่ iPad Mini with Retina Display นั้นถ่ายวิดีโอได้ค่อนข้างง่าย ด้วย Tap-to-Focus ที่สามารถปรับได้ทั้งโฟกัสและการปรับชดเชยแสงได้เลย แต่ขาดความสามารถในการปรับแต่งหลายๆ อย่าง ในขณะที่ Samsung Galaxy Tab S 8.4 นั้น จะสามารถปรับอะไรหลายๆ อย่างได้มากกว่า ใส่เอฟเฟ็กต์ภาพแบบ Real-time ได้ด้วย แต่ข้อจำกัดก็จะเป็นเรื่องที่ว่าการปรับแต่งจะต้องเลือกก่อนเริ่มกดถ่ายวิดีโอ และไม่สามารถปรับชดเชยแสงด้วยการแตะบนหน้าจอได้ ต้องใช้ Auto Exposure อย่างเดียว

 

 

บทสรุปการเปรียบเทียบ

ถ้าจะให้ผมสรุปสั้นๆ ผมคงต้องบอกว่า iPad Mini with Retina Display นั้นเป็นแท็บเล็ตที่ “พร้อม” สำหรับการใช้งาน โดยเน้นที่ความ “ง่าย” ทั้งในเรื่องการใช้งานและความเรียบง่ายด้วย ในขณะที่ Samsung Galaxy Tab S 8.4 นั้นจะเป็นแท็บเล็ตที่ “เพียบ” ไปด้วย App และลูกเล่น และบริการจากทั้ง Samsung และ Partner ต่างๆ ของ Samsung เอง สามารถเปิดปิดฟังก์ชั่นต่างๆ ได้ง่าย มีฟังก์ชั่นลูกเล่นต่างๆ ให้เลือกใช้เพียบ แต่อาจจะต้องเรียนรู้การใช้งานมากกว่าหน่อย

ในเรื่องของราคาต่อประสิทธิภาพแล้ว iPad Mini with Retina Diplay แม้จะไม่ได้มีสเปกหรูหราไฮโซ Octa-core อะไรกับเขา แต่เรียกว่าประสิทธิภาพเมื่อวัดด้วยโปรแกรม Benchmark ต่างๆ แล้ว สูงกว่า Samsung Galaxy Tab S 8.4 อยู่พอตัวทีเดียว ในขณะที่ Samsung Galaxy Tab S 8.4 นั้น เหนือกว่า iPad Mini with Retina Display ในแง่ของราคาต่อฟังก์ชั่น เพราะ Samsung ให้มาแบบจัดเต็มมากๆ ครับ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: