วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา ตอนที่ 21 : ดราม่า

Print Friendly

Drama Addict

ไม่ได้เขียนบทความ “วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา” มาร่วม 2 ปีเห็นจะได้ แต่ไม่ได้คิดว่าจะเลิกเขียนนะ นี่ไง ตอนที่ 21 มาแล้ว (ห่างหายไปนาน ยังกะคนเขียน Hunter x Hunter) ซึ่งดูจากรูปประกอบแล้ว เราก็จะเห็นได้ทันทีเลยนะครับว่า เราจะมาพูดถึงเรื่องดราม่ากัน ซึ่งผมจะขอเรียกว่าเป็น “จิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังการเกิดดราม่า” ก็แล้วกันนะครับ … เรื่องของเรื่องคือ เพราะสังคมเรา ณ ตอนนี้ อุดมไปด้วยดราม่า ซึ่งมีทั้งคุณและโทษ ในด้านคุณนั้น หากเราติดตามอย่างมีเหตุมีผล เราก็จะได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากดราม่าที่เกิดขึ้น แต่ในด้านโทษนั้น หากเราติดตามดราม่าอย่างไม่ยั้งคิด ความเกลียดชังมันก็บังเกิดครับ ฉะนั้น เรามาทำความเข้าใจกันดีกว่าว่า แล้วสิ่งที่เรียกว่า “ดราม่า” นั้น มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง

ถ้าเราลองเขียน Flow chart ของการเกิดดราม่าบนโลกออนไลน์ เราจะเห็นว่าลักษณะการเกิดมันจะเป็นประมาณ Flow chart ด้านล่างนี่แหละครับ ทุกอย่างมันเริ่มจากโพสต์หรือกระทู้ล่อเป้าก่อน ซึ่งทำให้คนเข้ามาคอมเม้นต์กัน แล้วก็เริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการโต้เถียงกัน และก่อให้เกิดดราม่ากันในที่สุด

drama flow

โดยปกติแล้วในหลายๆ ดราม่า ก็ยังมีปัจจัยด้านสถานการณ์ หรือ สภาพแวดล้อม เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หรือที่เรียกว่าเป็น Situational effects เช่น ดราม่าที่เกี่ยวข้องกับข่าวเด็กนักเรียนจะรุมข่มขืนเพื่อนนักเรียนหญิง ซึ่งผู้ที่โพสต์ถกเถียงกัน ต่างเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองทำไปนั้นถูกต้อง เป็นการให้เหตุผลแก่การกระทำ (การโพสต์ถกเถียง) ของตนเอง

คำถามจึงมีอยู่ว่า แล้วเหตุใดคนถึงเริ่มโต้เถียงกันอย่างดุเดือดขึ้นล่ะ? ทางจิตวิทยานั้นมีแนวคิดที่สามารถนำมาใช้อธิบายได้ เช่น

  • Group polarization หมายถึงปรากฏการณ์ที่เมื่อว่าเมื่อคนมาอยู่กันเป็นกลุ่มแล้ว การตัดสินใจของพวกเขาจะมีความ “สุดขั้ว (Extreme)” มากกว่า หากให้พวกเขาไปตัดสินใจแบบเดียวกันแบบเดี่ยวๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าเมื่อคนที่มีความเห็นคล้ายๆ กันมาอยู่ด้วยกัน ความเห็นของพวกเขา จะกลายเป็น “เครื่องยืนยัน” ความเชื่อ/ความเห็นของพวกเขาว่าถูกต้อง (โดยหลักคิดง่ายๆ ว่า หากคนจำนวนมากคิดเช่นนั้น มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น)
  • Confirmation bias หมายถึงพฤติกรรมที่คนเราจะพยายาม พยายามแปลความหมาย หรือพยายามจดจำเอาแต่เฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อหรือความเห็นของเราว่าถูกต้อง … อย่างในกรณีดราม่าบนโลกออนไลน์นั้น แต่ละฝ่ายก็จะพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนข้างตนเอง โดยบางครั้งก็ไม่ได้เช็คความถูกต้องของข้อมูลก่อน (เหมือนกรณีเมื่อครั้งที่โพสต์กันเรื่องการฉีดสารเคมี DMHO ใส่ผู้ชุมนุม แต่ผลปรากฏว่า DMHO นั้นจริงๆ เป็นแค่เรื่องลวงโลกที่ฝรั่งเขาตั้งขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าการขาดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ที่โอเวอร์เกินจริง จะนำไปสู่ความหวาดกลัวได้ขนาดไหน ประมาณนั้น) … และพยายามปฏิเสธเหตุผลของอีกฝ่ายแม้ว่าข้อมูลจะถูกต้องน่าเชื่อถือก็ตาม

 

Social labeling เพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายลง

ในกรณีที่รุนแรงมากๆ เราจะเห็นว่ามักจะมีเรื่องของการใช้คำหยาบคาย เรียกอีกฝ่ายเป็นสัตว์ หรือ เป็นกลุ่มอะไรซักอย่าง นั่นคือพฤติกรรมที่ทางจิตวิทยาเรียกว่าการ Labeling หรือการตั้งฉายาครับ บางครั้งมักจะประกอบไปด้วยการสร้างสัญลักษณ์ให้ด้วย ซึ่งตรงนี้มักมีวัตถุประสงค์เพื่อการอ้างอิง (จะได้รู้ว่าใครอยู่กลุ่มไหน ใครเป็นพวกใคร) และในทางอ้อม มันจะเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างพวกเดียวกัน (ภายใต้ชื่อหรือสัญลักษณ์เดียวกัน พวกเราคือพวกเดียวกัน) และสร้างความห่างเหินกับแบ่งแยกฝ่ายตรงข้ามออกไป

การทำ Social labeling นี้ ผลลัพธ์ที่ออกมาบางครั้งมันน่ากลัวมากนะครับ ในปี ค.ศ.1971 นักจิตวิทยาชื่อ Philip Zimbardo ได้ทำการทดลองที่ชื่อว่า Stanford Prison Experiment ซึ่งเป็นการนำนักศึกษามาแสดงบทบาทการเป็นผู้คุมนักโทษและนักโทษ แต่หลังจากการทดลองผ่านไปได้เพียง 6 วันเท่านั้น Zimbardo ก็ต้องยุติการทดลอง เพราะนักศึกษาที่แสดงบทบาทผู้คุมนั้นเพิ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงกับนักศึกษาที่แสดงบทบาทนักโทษ

ในปี ค.ศ. 1975 นักจิตวิทยาชื่อ Albert Bandura ก็ทำการทดลอง โดยให้ผู้เข้ารับการทดลองไปทำงานกลุ่มกับนักเรียนจากต่างโรงเรียน โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่ผู้เข้ารับการทดลองได้ยินผู้ช่วยของ Bandura เรียกนักเรียนต่างโรงเรียนว่าเป็นสัตว์ กับกลุ่มที่ผู้เข้ารับการทดลองได้ยินผู้ช่วยของ Bandura แบบดีๆ … ซึ่ง Bandura พบว่าผู้เข้ารับการทดลองในกลุ่มที่นักเรียนต่างโรงเรียนโดนเรียกว่าเป็นสัตว์นั้นจะมีแนวโน้มที่จะเพิ่มระดับของกระแสไฟเพื่อช็อตนักเรียนต่างโรงเรียนมากกว่ากลุ่มที่นักเรียนต่างโรงเรียนได้รับการเรียกแบบดีๆ

 

Escalating of commitment มุ่งมั่นในสิ่งที่ตนเองเชื่อ

บางคนนั้น แรกๆ เข้ามาคอมเม้นต์ก็ยังไม่มีอะไรมาก แต่เมื่อมีส่วนร่วมในการคอมเม้นต์ในโพสต์หรือกระทู้ดราม่าอันเดิมซ้ำๆ มากๆ เข้า อาจเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Escalating of commitment ขึ้นมาครับ มันเป็นปรากฏการณ์ที่บางคนเรียกว่า Sunk cost หรือ ทุนจม คือ เมื่อลงทุนลงแรงไปแล้ว แม้ว่าภายหลังจะพบว่าสิ่งที่ทำไปนั้นพลาด แต่ก็จะยังคงพยายามที่จะลงทุนต่อไปเรื่อยๆ และส่วนใหญ่ก็มักจะลงทุนลงแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดหวังว่าเหตุการณ์จะพลิกกลับมาได้

ในบางครั้ง เมื่อดราม่าผ่านไประยะเวลาหนึ่ง ความจริงเริ่มเปิดเผยออกมาว่าอาจจะกลายเป็นอีกอย่างไปได้ แต่ฝั่งที่สนับสนุนบางคนก็ยังคงเลือกที่จะสนับสนุนต่อไป ด้วยหวังว่าจะหาเหตุผลมาหักล้างได้นั่นเอง อันนี้นอกจากจะมีเรื่องของ Confirmation bias เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ก็มีเรื่องของปรากฏการณ์ Escalating of commitment ด้วยครับ ทั้งนี้เพราะการยอมรับว่าตนเองเผิด มันทำร้าย Self-esteem ของตน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านจิตใจนั่นเอง

 

โมเดล ABC อธิบายพวก Drama addicted

บางคนเสพดราม่าเป็นอาชีพ หลายคนผันตัวเองมาเป็นผู้ตั้งกระทู้ล่อเป้า เพราะอยากเสพดราม่า อันนี้อธิบายได้ง่ายๆ ด้วยโมเดล ABC นี่แหละครับ … เมื่อพวกเขาพบเห็นเหตุการณ์ที่น่าจะนำไปสร้างโพสต์หรือกระทู้ล่อเป้าได้ (Antecedence) พวกเขาก็จะมีพฤติกรรมนำข้อมูลเหล่านี้ไปโพสต์ล่อเป้า (Behavior) ซึ่งผลที่ตามมาก็คือเกิดเป็นกระทู้ดราม่าเป็นกระทู้แนะนำ เป็นโพสต์ที่มีคน Like เยอะ Comment เยอะ และดุเดือด อ่านสนุก กลายเป็นผลลัพธ์ (Consequence) ที่พวกเขาชอบ ซึ่งนั่นจะเป็นตัวกระตุ้นให้เมื่อพวกเขาพบพานกับเหตุการณ์ที่เหมาะกับการนำไปโพสต์ล่อเป้า พวกเขาก็จะมีพฤติกรรมโพสต์ล่อเป้าอีกครั้ง

 

ABC Model

 

ออกจากวังวนดราม่า

เอาเป็นว่าหากคุณไม่ใช่พวก Drama addicted ที่ต้องสร้างดราม่าใหม่ๆ ประจำวันขึ้นมาเพื่อเสพเอง … สิ่งทีคุณต้องระวังก็คือ การติดลมไปกับ Group polarization คือเริ่มไปดุเดือดตามอย่างคนอื่นๆ เขา และการยึดติดกับความเชื่อของตนมากเกินไป จนเกิด Escalating of commitment คือ ทุ่มทุนลงไปมากจนถอนตัวไม่ขึ้น และมีพฤติกรรมที่เป็น Confirmation bias ถ้าข้อมูลมันสอดคล้องกับสิ่งที่ตนเชื่อก็จะเชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตา และไม่รับรู้ไม่รับฟังอะไรที่ขัดต่อความเชื่อของตนเองโดยไม่สนถึงความถูกต้องน่าเชื่อถือ

นักจิตวิทยาเขาว่า หากตั้งสติให้ดีๆ แล้วมองทุกอย่างด้วยเหตุผล (เพราะนักจิตวิทยาเชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุมีผล หรือเป็น Rational being) ก็จะช่วยได้ แต่หากไม่ไหวจริงๆ เขาก็แนะนำให้หาคนที่เรารู้จักและเราพร้อมจะรับฟังเขา มาคอยเรียกสติของเราให้กลับมามองสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผลครับ (แต่ไม่ใช่ว่าให้คนคนนั้นมาร่วมวงไพบูลย์ดราม่าด้วยกันล่ะ)

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: