ทำความเข้าใจเรื่องสินค้าปลอดภาษี หรือ Duty Free กันซะหน่อย

Duty Free
Photo Credit: kundl via Compfight cc

 

เผอิญว่าเจอทวีตของ @khajochi เรื่อง “เรื่องเล่าวันวีนเเตกกับเจ้าพนักงานศุลกากร สนามบิน สุวรรณภูมิ” เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของบรรดาขาช้อปที่นิยมการไปซื้อของจากต่างประเทศครับ ซึ่งก็ประจวบเหมาะรับลูกกับข่าวที่ว่า ศุลกากรไปติดป้ายประกาศหลายจุดตามสนามบิน แจ้งผู้โดยสารและลูกเรือต่างๆ เรื่องการหิ้วของเข้ามาในประเทศ หากมูลค่าเกินหมื่นก็ต้องเสียภาษี ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่า แล้วถ้าเกิดพกสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด มูลค่าสองหมื่นกว่าบาทออกไปนอกประเทศ แล้วกลับเข้ามาล่ะ จะโดนให้เสียภาษีไหม ต่างต่างนานา จนภายหลังก็มีข่าวชี้แจงกันว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นกฎหมายของประเทศไทยอยู่แล้ว … แต่ในประเด็นของกระทู้ในพันธุ์ทิพย์ “เรื่องเล่าวันวีนเเตกกับเจ้าพนักงานศุลกากร สนามบิน สุวรรณภูมิ” นี่มันเป็นเรื่องของนักท่องเที่ยวชาวไทย ไปเที่ยวดูไบ แล้วหิ้วกระเป๋า Hermes ที่แสนจะแพงกลับเข้ามากะว่าจะเอามาฝากคุณแม่และคนรู้จัก แต่ต้องโดนศุลกากรเรียกเก็บภาษีเป็นเงินหลักแสน ทั้งๆ ที่เป็น Duty Free แท้ๆ แต่ เอ๊ะ ทำไปยังต้องเสียภาษีศุลกากรอีกล่ะ?!?

พอดี ส่วนตัวก็มีโอกาสไปต่างประเทศ แล้วก็ซื้อของฝากกลับมาฝากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ครอบครัวอยู่บ้าง ฉะนั้นเลยขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง Duty Free และ ภาษีศุลกากร ในแบบที่ไม่เน้นกฎหมายมากนัก เอาไว้เป็นบล็อกซัก 1 ตอนนะครับ … ออกตัวล้อฟรีก่อน ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับกรมศุลกากร (และจริงๆ แล้ว ผมมีความหลังฝังใจกับกรมศุลกากรนี้อยู่เช่นกัน) และผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย … ผมจะพยายามยกตัวอย่างทำความเข้าใจแบบชาวบ้านๆ ให้มากที่สุดครับ

 

Duty Free คืออะไร?!?

ภาษาไทยเขาเรียกสินค้า Duty Free ว่า สินค้าปลอดภาษี และนี่ก็เลยทำให้ผู้คนเข้าใจผิด ว่าสินค้าที่ซื้อจากพวกร้าน Duty Free นั้นจะปลอดภาษีทุกอย่างโดยสิ้นเชิง แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นนะครับ กรมศุลกากรเขากำหนดเขตปลอดอากรขึ้นมา เพื่อวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกิจการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยของที่นำเข้ามายังเขตปลอดอากรนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ 11 อย่าง ดังนี้

(1) ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อนำเข้าในเขตปลอดอากรในกรณี ดังต่อไปนี้

1.1 ของที่เป็นเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือและเครื่องใช้ รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าวที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่อธิบดีอนุมัติ
1.2 ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตปลอดอากร สำหรับใช้ในการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ
1.3 ของที่ปล่อยออกมาจากเขตปลอดอากรอื่น

(2) ยกเว้นอากรขาออก สำหรับของที่ปล่อยไปจากเขตปลอดอากร เพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร
(3) ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการนำสินค้าจากต่างประเทศเข้าไปในเขตปลอดอากร
(4) ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตปลอดอากรเฉพาะสินค้าที่ต้องเสียอากรขาออกหรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
(5) ยกเว้นภาษีสรรพสามิต สำหรับการนำเข้าและการผลิตของที่กระทำในเขตปลอดอากร
(6) ยกเว้นภาษีสุรา การปิดแสตมป์และค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยสุรา กฎหมายยาสูบ และกฎหมายว่าด้วยไพ่ สำหรับการนำเข้าและการผลิตที่กระทำในเขตปลอดอากร
(7) การนำของเข้ามาในราชอาณาจักรหรือการนำวัตถุดิบภายในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตปลอดอากรเพื่อผลิต ผสม ประกอบบรรจุ หรือดำเนินการอื่นใดกับของนั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ของนั้นได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายในบังคับกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมมาตรฐานหรือคุณภาพการประทับตราหรือเครื่องหมายใด ๆ แก่ของนั้น
(8) ของใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้ได้รับยกเว้นหรือคืนเงินอากรเมื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร หากนำของนั้นเข้าไปในเขตปลอด อากรให้ได้รับยกเว้นหรือคืนเงินอากรโดยให้ถือว่าของนั้นได้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรในเวลาที่นำของเช่นว่านั้นเข้าไปในเขต ปลอดอากร
(9) การนำของออกจากเขตปลอดอากรเพื่อใช้หรือจำหน่ายภายในราชอาณาจักร หรือเพื่อโอนเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน หรือจำหน่ายให้แก่ผู้นำของเข้าตามมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 หรือผู้มีสิทธิได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรหรือกฎหมายอื่น ให้ถือว่าเป็นการนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือนำเข้าสำเร็จในเวลาที่นำของเช่นว่านั้นออกจากเขตปลอดอากร
(10) การนำของในเขตปลอดอากรไปใช้เพื่อการบริโภคหรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเขตปลอดอากร ให้ถือว่าเป็นการนำของออกจากเขตปลอดอากรเพื่อใช้หรือจำหน่ายภายในราชอาณาจักรดังกล่าวในข้อ (9) เว้นแต่จะเป็นการกำจัดหรือทำลายเศษวัสดุ ของที่เสียหาย ของที่ใช้ไม่ได้หรือของที่ไม่ได้ใช้ ซึ่งอยู่ภายในเขตปลอดอากรโดยได้รับอนุญาตจากอธิบดี
(11) ของที่ปล่อยจากเขตปลอดอากรเพื่อนำเข้ามาในราชอาณาจักร ให้คำนวณค่าภาษีตามสภาพของ ราคาของ และพิกัดอัตราศุลกากร ที่เป็นอยู่ในเวลาซึ่งได้ปล่อยของเช่นว่านั้นออกไปจากเขตปลอดอากรแต่ในกรณีที่ได้นำของที่มีอยู่ในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตปลอดอากร โดยของที่นำเข้าไปนั้นไม่มีสิทธิได้รับคืนหรือยกเว้นอากร ไม่ต้องนำราคาของดังกล่าวมาคำนวณค่าภาษี

หรือพูดง่ายๆ จะนำเข้าหรือเอาออกจากพื้นที่ปลอดอากรนี้ ไม่ต้องเสียภาษีกันเลย ขายกันราคาขายเน็ตๆ … และนั่นคือที่มาว่าทำไมของใน Duty Free มันถึงได้ราคาถูกนัก เพราะมันไม่ต้องเจอกับภาษีต่างๆ นั่นเอง (แม้แต่ภาษีมูลค่าเพิ่มก็ไม่มี)  หรือก็หมายความว่า การซื้อสินค้า Duty Free ก็คือ เราได้ซื้อสินค้าในราคาที่ปลอดจากภาษีใดๆ ของประเทศที่เราซื้อของนั้นๆ ครับ

 

ปลอดภาษีประเทศที่ซื้อ ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าประเทศอื่น

ใครที่ไปต่างประเทศบ่อยๆ ในหลายๆ ประเทศ สังเกตไหมครับว่าเวลาเราจะเข้าประเทศเขา เขาจะมีให้กรอกเอกสารที่เรียกว่า Customs Declaration หรือเรียกเป็นไทยก็คือ ใบสำแดงของที่ต้องภาษีอากร ซึ่งมันก็จะถามว่าเราเอาไอ้โน่นมาไหม ไอ้นี่มาไหม แล้วมันจะมีข้อนึงที่พูดถึงของนำเข้าที่เอามาเพื่อเชิงพาณิชย์ หรือ ของที่จะนำเข้ามาแล้วจะไม่ได้เอากลับออกไป (แม้จะไม่ได้เพื่อเชิงพาณิชย์) โดยมีมูลค่าเกินกว่าที่กำหนด … ของพวกนี้จะต้องเสียภาษีอาการตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ครับ

 

indonesia-custom-declare-form

 

ยกตัวอย่างเช่น ตอนผมไปที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย นี่ก็มีเอกสารให้กรอกตามรูปด้านบนนี่แหละครับ ดูที่ข้อ 11f สิ มันจะบอกว่า Goods purchased/optained abroad and will remain in Indonesia with local value exceeding USD 50.00 per person (for Crew); or USD 250.00 per person or USD 1,000.00 per family (for Passenger) หรือก้คือ สินค้าที่ซื้อหาได้มาจากต่างประเทศ และจะอยู่ในประเทศอินโดนีเซียที่มีมูลค่าในท้องถิ่นมากกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อคน (สำหรับลูกเรือ) หรือ 250 เหรียญสหรัฐต่อคนหรือ 1,000 เหรียญสหรัฐต่อคน (สำหรับผู้โดยสาร)

ประเทศไทยเราก็มีแบบนี้เช่นกัน เพียงแต่ของเราไม่ได้เข้มสุดๆ เหมือนประเทศอื่นเขา ใช้หลักให้เกียรติครับ คือ แบ่งออกเป็นช่องเขียว (ไม่มีของต้องสำแดง) และ ช่องแดง (มีของต้องสำแดง) … ใครที่มั่นใจว่าตัวเองไม่มีของต้องสำแดง ก็เดินเข้าช่องเขียวเลย เจ้าหน้าที่ศุลกากรก็จะแค่สุ่มตรวจเท่านั้น หากสุ่มเจอแล้วแจ็กพ็อตก็มีโทษครับ จากข้อมูลในหน้าเว็บของกรมศุลกากรเขาว่าสูงสุดคือ “โดนปรับ 4 เท่าของมูลค่าของ บวกค่าภาษีและอากร หรือ จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และของที่หลีกเลี่ยงการชำระอากรต้องถูกริบเป็นของแผ่นดิน ตามกฎหมายศุลกากร” (รายละเอียดเกี่ยวกับความผิดทางศุลกากร อ่านจากเว็บกรมศุลกากรได้อีก)

หากจะให้ชัวร์ พิจารณาเลยครับว่าของที่ท่านไปซื้อหรือได้มาจากต่างประเทศนั้น หากจำกัดอยู่ในเงื่อนไขนี้ ก็คือไม่ต้องสำแดงครับ

  • ของใช้ส่วนตัวที่มีปริมาณสมควรสำหรับใช้ส่วนตนและมีมูลค่ารวมทั้งหมดไม่เกิน 10,000 บาท (ซึ่งมิใช่ ของต้องห้าม ต้องกำกัด หรือเสบียง)
  • บุหรี่ไม่เกิน 200 ม้วน หรือ ยาสูบ ไม่เกิน 250 กรัม หรือน้ำหนักรวมทั้งหมดทุกประเภท ไม่เกิน 250 กรัม
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปริมาตร ไม่เกิน 1 ลิตร

หากนำมาเกินกว่าปริมาณที่กำหนด โปรดหย่อนใส่กล่องที่กรมศุลกากรจัดไว้ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดี

ฉะนั้น ต่อให้คุณซื้อของอะไรก็ตามมาจากร้าน Duty Free ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ หากจำนวนหรือมูลค่ามันเกินกว่าที่กรมศุลกากรกำหนดไว้ ก็เข้าข่ายเป็นของต้องสำแดงทั้งนั้น และต้องเสียภาษีศุลกากรเมื่อจะนำเข้าด้วย

 

ในทางปฏิบัติกันในความเป็นจริง

แต่เอาเข้าจริงๆ มันแยกออกยากครับ ว่าอันไหนเป็นของใช้ส่วนตัวที่นำออกจากประเทศเราไปแล้วนำกลับเข้ามา หรืออันไหนเป็นของที่เราซื้อจากต่างประเทศแล้วหิ้วกลับเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันไม่มีใบเสร็จ ไม่มีกล่อง … ต่อให้เราซื้อ MacBook Pro with Retina Display หรือ Microsoft Surface Pro 3 กลับมาจากสหรัฐอเมริกา หากเราพกมาเป็นเครื่องๆ เราก็อาจจะเนียนๆ เป็นของใช้ส่วนตัวที่เราเอาออกจากประเทศไทยไป แล้วเอากลับเข้ามา ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร (แต่ในทางกฎหมาายแล้ว จริงๆ เราทำผิดกฎหมายนะครับ เพราะของมันมูลค่าเกิน 10,000 บาท)

 

 

Duty Free Seller

 

ในทางปฏิบัติแล้ว กรมศุลกากรน่าจะมีเจตนาเน้นป้องปรามพวกพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลาย ที่พรีออเดอร์และหิ้วสินค้าหนีภาษีเข้ามาขายในราชอาณาจักร ซึ่งนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกด้วย เนื่องจากของหนีภาษีพวกนี้จะมีราคาจำหน่ายที่ถูกกว่าของที่ขายกันอยู่ในประเทศ จะส่งผลต่อบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าอย่างเดียวกันแบบถูกกฎหมาย และมีการชำระค่าภาษีอาการถูกต้อง

ฉะนั้น สุดท้ายแล้ว สำหรับเราๆ ท่านๆ นักท่องเที่ยวตาดำๆ ที่ซื้อของเขามาเพื่อใช้เป็นการส่วนตัว ก็อาจจะยังอาศัยความเป็น “สีเทาๆ” ที่เป็นช่องโหว่ของการตรวจสอบ นำเข้าของต่างๆ ได้โดยไม่ต้องสำแดงอยู่ครับ แต่ก็ต้อง “เข้าใจ” เอาไว้ด้วยเช่นกันว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ถูกต้อง และหากเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจพบ ก็ต้องถูกลงโทษตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายครับ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

4 Responses

  1. Feliza says:

    สุดยอดของรีวิวค่ะ แต่ถ้าอย่างไปเกาหลีเราไปเหมาเครื่องสำอางมาตุนนี่เข้าข่ายไหมคะ อย่างพวกของแถมที่เค้าแถมกันทีเป็นโหลๆเนี่ยเราต้องชีแจ้งยังไงคะ แล้วเกาหลีนี่ตัวดีเครื่องสำอางถูกของแถมเยอะหลายแบรนแค่ของตัวเองก็เกินหมื่นแน่ๆ พี่ป้าน้าอาเพื่อนๆอีก นี่ก้อโดนภาษีเต็มๆใช่ไหมคะ

    • kafaak says:

      ใช่ครับ เกินหมื่นก็เข้าข่ายเลยในบัดดล ของแถมไม่แถมไม่เกี่ยว แต่ก็อย่างที่ผมทิ้งท้ายครับ ถ้าเราไม่ได้ทำเป็นอาชีพ ไม่ได้เน้นเอามาขาย เราจะลองเนียนๆ ไม่สำแดงก็ได้ครับ แต่ถ้าโดนสุ่มตรวจเจอ ก็ต้องเตรียมใจเช่นกัน

  2. artdecorlike says:

    มีเนื้อหาสาระดีมากๆอีกแล้วครับ ขอบคุณครับ ^ ^

  3. ปรา says:

    แล้วถ้าญาติๆพี่ๆน้องของคุณเจ้าหน้าซื้อของมาเกินที่กำหนดไว้เค้าจะปรับญาติๆพรรคพวกเค้ามั้ยคะหรือปรับแต่ประชาชนที่ไปช้อปปิ้งมา

Leave a Reply

%d bloggers like this: