แบรนด์เอ๋ย อย่าคิดว่าผู้ใช้งานรู้ทุกเรื่อง รู้จัก False consensus effect กันก่อน

Print Friendly

Strength in Numbers

Photo Credit: gasholein via Compfight cc

ผมมีโอกาสได้เป็นโค้ชให้กับธุรกิจ SMEs มาสามรุ่น ตามโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปัญหาหนึ่งที่ผมได้ยินผู้ประกอบการพูดถึงบ่อย เวลาที่คุยกันเรื่องการเตรียมเนื้อหาไว้สำหรับโพสต์บน Social media ต่างๆ นั่นก็คือ “นึกไม่ออกว่าจะโพสต์อะไรดี” จากนั้นพอผมถามเรื่องธุรกิจที่ทำ และวัตถุประสงค์ของการใช้งาน Social media ของธุรกิจ ในหลายๆ กิจการผมพบว่ามีอะไรมากมายที่จะเลือกมาให้โพสต์ได้ เพียงแต่เหตุผลหลักประการหนึ่งที่ทำให้แบรนด์เหล่านั้นคาดไม่ถึงว่าพวกเขาสามารถโพสต์สิ่งเหล่านี้ได้ก็คือ “นึกว่าผู้ใช้งานหรือลูกค้ารู้อยู่แล้ว” หรือไม่ก็ “เรื่องพวกนี้ก็น่าจะเป็นอะไรที่รู้ดีกันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”

ก็เลยมานั่งคิดว่า เอ๊ะ! ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นนะ ก็พยายามนึกๆ ถึงทฤษฏีด้านจิตวิทยาที่เคยร่ำเรียนมา มันจะมีอะไรที่นำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ และผมก็พบกับทฤษฎีนึงที่น่าจะสามารถตอบคำถามนี้ได้ นั่นก็คือ False consensus effect หรือถ้าให้แปลเป็นไทยก็คงจะได้ประมาณว่า ปรากฏการณ์ความเห็นตรงกันที่ผิดพลาด ครับ

 

รู้จัก False consensus effect กันก่อน

แนวคิด False consensus effect นั้น เสนอโดยนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี ค.ศ. 1977 ในงานวิจัยที่ชื่อว่า The “false consensus effect”: An egocentric bias in social perception and attribution processes ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Experimental Social Psychology ครับ แนวคิดนี้เสนอเอาไว้ว่ามันคือปรากฏการณ์ที่ผู้คนที่มีพฤติกรรมหรือความเห็นบางอย่างแล้วเชื่อว่าพฤติกรรมหรือความเห็นนั้นเป็นอะไรที่คนอื่นๆ เขาก็ทำกันหรือเห็นพ้องต้องกับเรา

อย่างในกรณีนี้ เหล่าธุรกิจ SMEs ที่ให้ Feedback ผมมา เขาก็มี “ความเห็น” ว่าเรื่องที่พวกเขาจะโพสต์นั้น คนส่วนใหญ่ก็น่าจะรู้อยู่แล้ว นั่นเอง ซึ่งก็เข้าข่ายของ False consensus effect ครับ

ซึ่งตรงนี้มีความพยายามในการอธิบายถึงเหตุผลของการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว ผ่านงานวิจัยหลายชิ้น ซึ่งพอจะสรุปได้เป็นดังนี้

  1. ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเลือกมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นที่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับตนเอง
  2. ผู้คนมีอาจจะได้รับรู้ ได้เห็นอะไรต่ออะไรที่สนับสนุนมุมมองของตนเองมากกว่าข้อมูลที่เห็นแย้ง
  3. ผู้คนเชื่อว่าปัจจัยเชิงสถานการณ์ที่ทำให้เขามีมุมมองอย่างที่เป็นนั้น จะเกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ด้วย ซึ่งนั่นก็น่าจะทำให้คนอื่นๆ มีมุมมองเช่นเดียวกับตนเอง
  4. ผู้คนหลายๆ คน ที่มีมุมมองเหมือนๆ กัน เพราะมีแรงจูงใจบางอย่าง เช่น ต้องการยืนยันความเชื่อของตนเองว่าถูกต้อง (โดยมองว่าหากทุกๆ คนเชื่อเหมือนๆ กัน ก็แสดงว่าความเชื่อนั้นถูกต้อง) หรือ ต้องการรักษาไว้ซึ่งความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นต้น

จากแนวคิดดังกล่าว ต้องจำไว้ครับว่า การที่เราได้เห็นว่าคนใกล้ตัวนั้นมีความเห็นหรือมุมมองสอดคล้องกับเรา ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆ ในสังคมรอบตัวเรา จะต้องมีความเห็นหรือมุมมองสอดคล้องกับเราด้วย

 

ตักบาตรไม่ต้องถามพระ ไม่ต้องกลัวสอนหนังสือพระสังฆราช

สำหรับการหาเนื้อหามาโพสต์บน Social media ของแบรนด์แล้วนั้น ผมอยากให้ยึดคำพังเพยไทยอันนึง และอย่าไปยึดติดกับคำพังเพยไทยอีกอันนึง นั่นก็คือ

  • จงตักบาตรอย่าถามพระ หรือ ไม่ต้องไปกังวลว่าผู้ชมเขาจะเรียกร้องว่าต้องโพสต์แบบนั้นแบบนี้หรือไม่ หากคิดว่ามันเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งานหรือลูกค้าหรือผู้ชม ก็โพสต์ครับ
  • ไม่ต้องห่วงว่าจะสอนหนังสือพระสังฆราช คือ บางแบรนด์อาจจะเข้าใจ(เอาเอง)ว่าสิ่งที่จะโพสต์ต่อไปนี้ เป็นอะไรที่คนอื่นๆ เขารู้กันอยู่แล้ว จะโพสต์ไปอีกทำไม … อย่าไปคิดแบบนั้น!! หากมันน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งานหรือลูกค้าหรือผู้ชม จงคิดไว้เลยว่าไม่ใช่ทุกคนในประเทศหรอกครับที่จะรู้ มันก็ต้องมีคนไม่รู้ปะปนอยู่ด้วย ฉะนั้นจงแชร์เพื่อคนกลุ่มนั้นเถิด

ใครจะรู้ล่ะครับ ไม่แน่นะ สิ่งที่แบรนด์โพสต์ออกไปนั้น อาจจะเป็นที่ถูกใจของผู้ชม Social media ของแบรนด์ของคุณก็ได้นะครับ

เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: