อย่าทำตัวเป็นแบรนด์มักง่าย เพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย

khajochi-tweet

 

เมื่อวานนี้เกิดดราม่าเล็กๆ ขึ้นในหมู่วงการบล็อกเกอร์สายไอทีครับ เมื่อเว็บไซต์ Shopat7.com ได้รับการรองเรียนว่าแสดงภาพโป๊แบบเรต XXX สุดๆ บนหน้าเว็บไซต์ ซึ่งเมื่อผู้ที่อยู่ในแวดวงการไอทีไปชม ก็พบว่า ปัญหานี้เกิดจากการที่ทางเว็บไซต์ Shopat7.com เขาไปเอารีวิว Misfit มาจากเว็บไซต์ Siampod.com มาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และยิ่งไปกว่านั้น พวกรูปภาพต่างๆ นั้น ก็ทำเป็น Hotlink หรือพูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านคือ ใช้การอ้างลิงก์รูปภาพกลับไปยังเว็บไซต์ Siampod.com ด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่า แม้ผู้เข้าชมจะเปิดเว็บไซต์ Shopat7.com ก็ตาม แต่ก็จะเป็นการไปใช้แบนด์วิธจากฝั่งเว็บไซต์ Siampod.com แทน เป็นการขโมยของเขามาใช้ แล้วยังผลักภาระกลับไปยังตัวเจ้าของเว็บไซต์ซะอีก

แต่เนื่องจาก Siampod.com ดูจะเจอปัญหานี้มาบ่อย หรือไม่ก็ตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหาดังกล่าว เขาก็เลยเตรียมการแก้เผ็ดเอาไว้ ด้วยการเขียนสคริปต์ว่าหากใครทำ Hotlink มาที่รูป ก็จะส่งรูปโป๊กลับออกไปแทน มันก็เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ (ผมไม่ขอเอารูปลงนะครับ เพราะลงไปก็ต้องเซ็นเซอร์รูปออกหมดอยู่ดี … ฮา) และตอนนี้ ทางทีมงานของ Shopat7.com เขาก็ลงข้อความขออภัยมาให้แล้ว และมีคูปองโค้ดเพื่อขออภัยด้วยอีกมูลค่า 100 บาท คงเอาไว้ให้คนที่เปิดเข้ามาเจอภาพอล่างฉ่างน่ะครับ

 

คำขออภัยจาก Shopat7.com

คำขออภัยจาก Shopat7.com

 

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการนำเนื้อหาอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมาใช้

ผมเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์แบบอ้อมๆ มาสองตอนแล้วเป็นอย่างน้อย (อ่าน ลิขสิทธิ์รูป อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ดูแล Social media ของแบรนด์ควรระมัดระวัง และ ความเห็นส่วนตัวประเด็น GMM Grammy ทำถูกหรือผิด?!?) แต่ก็อีกนั่นแหละ เสียงเล็กๆ ของบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยของผม มันก็ยากที่จะได้ยินไปถึงทุกผู้ทุกคน แต่ผมก็ต้องขอย้ำอีกสักครั้งว่า ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเนื้อหาให้กับแบรนด์จำนวนไม่น้อย ยังมีความเข้าใจที่ผิดพลาดแบบสุดๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการนำเนื้อหาอันมีลิขสิทธิืของผู้อื่นมาใช้

ฉะนั้น ผมขอเขียนถึง ความเชื่อ, ความจริง และ สิ่งที่แบรนด์ควรทำ เพื่อจะได้เข้าใจตรงกันนะ

 

ความเชื่อ: เมื่อเขาโพสต์อยู่บนอินเทอร์เน็ตโดยไม่คิดค่าชมแล้ว ก็คือความต้องการที่จะเผยแพร่ให้คนอื่นอ่าน ก็น่าจะก็อปปี้มาแชร์ได้

ความจริง: แม้ผู้แต่งเนื้อหาจะมีเจตนาเผยแพร่ให้ได้ชม ได้อ่าน ได้ฟัง กันฟรีๆ แต่ความมีลิขสิทธิ์นั้นหาได้หมดไปไม่ การจะนำเนื้อหาอันมีลิขสิทธิ์นั้นมาทำซ้ำเพื่อเผยแพร่ ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคุณจะนำเนื้อหาดังกล่าวไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า หรือ ส่งเสริมการค้าของคุณ

สิ่งที่ควรทำ: แบรนด์ไม่ควรไปก็อปปี้เนื้อหามาวางที่หน้าเว็บไซต์ของตัวเองครับ แต่ควรจะทำเป็นลิงก์ไปยังบล็อกหรือบทความที่แนะนำมากกว่า อย่างเช่นในกรณีของ Shopat7.com นี่ บนหน้าเว็บพอพูดถึงรายละเอียดคร่าวๆ ของตัวผลิตภัณฑ์ และปิดท้ายด้วยลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของ Siampod.com ที่รีวิวผลิตภัณฑ์ตัวนี้ กรณีแบบนี้เรียก Win-Win ครับ เพราะเว็บผู้ขายก็มีรีวิวให้ผู้ซื้ออ่าน ในขณะที่เว็บไซต์ผู้รีวิวผลิตภัณฑ์ก็ได้ยอดผู้ชมเพิ่ม

 

ความเชื่อ: ก็ให้เครดิตแล้ว ก็น่าจะสามารถก็อปปี้เนื้อหาของเขามาใช้ได้แล้ว

ความจริง: การให้เครดิตนั้นไม่สามารถใช้เป็นข้อยกเว้นในการละเมิดลิขสิทธิ์ได้เลย แบรนด์ควรกลับไปศึกษาพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 ถึงมาตรา 43 ซะใหม่นะครับว่าในกรณีใดบ้าง ที่ได้รับการยกเว้นเรื่องลิขสิทธิ์ แล้วจะรู้ครับว่าสิ่งที่คุณทำอยู่นั้น ไม่ได้เข้าข่ายการได้รับการยกเว้นเลย

สิ่งที่ควรทำ: หากคุณคิดว่ายังไงก็ต้องเอาเนื้อหามาแปะบนหน้าเว็บไซต์ของคุณให้ได้ เพราะการคลิกลิงก์แบบที่ผมแนะนำในตอนแรกมันไม่สะดวกแก่ผู้เข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณ คุณก็ควรจะทำเรื่องขออนุญาตใช้งานอันมีลิขสิทธิ์จากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการ เขียนแนะนำตัวไปว่าเราเป็นใคร แล้วเราอยากได้เนื้อหาในส่วนไหนไปใช้ที่ไหน เพื่ออะไร และอาจจะมีค่าลิขสิทธิ์เนื้อหาให้แก่เจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์บ้าง ก็ตกลงกันไป แล้วปฏิบัติตามเงื่อนไข (เช่น เจ้าของลิขสิทธิ์อาจจะอยากให้แปะเครดิตไว้ด้วย … และคำว่าแปะเครดิตนั้น ควรจะแปะเป็นลิงก์กลับมาที่ต้นฉบับของเนื้อหานะครับ ไม่ใช่แค่เป็นข้อความเฉยๆ คลิกอะไรไม่ได้)

 

การเขียนว่า "ขอบคุณรีวิวจาก ..." ไม่ได้ทำให้คุณได้รับการยกเว้นจากการละเมิดลิขสิทธิ์

การเขียนว่า “ขอบคุณรีวิวจาก …” ไม่ได้ทำให้คุณได้รับการยกเว้นจากการละเมิดลิขสิทธิ์

 

ความเชื่อ: โอ๊ย! ทำไมต้องยุ่งยากแบบนี้ ก็อปๆ ไปเหอะ โลกนี้มีเว็บตั้งมากมาย มันไม่รู้หรอกว่าเราก็อปเขามา

ความจริง: นักสืบบนโลกออนไลน์ออกจะเยอะแยะ แม้จะไม่เจอวันนี้ ก็อาจจะต้องเจอเข้าซักวันจนได้ … ถ้าคุณคิดว่าเขาจะไม่เจอ แล้วทำไมมันเกิดดราม่า Shopat7.com นี่ได้ล่ะ

สิ่งที่ควรทำ: ไม่ควรไปก็อปปี้งานอันมีลิขสิทธิ์ของคนอื่นแต่แรกแล้ว

 

สิ่งที่ Shopat7.com ทำพลาดอีกจุดในความเห็นของผม

เป็นสิ่งที่ผมเจอในหลายๆ แบรนด์ครับ เมื่อเกิดปัญหาที่สะเทือนถึงชื่อเสียงของแบรนด์ อย่างแรกที่แบรนด์มักจะทำคือ พยายามปัดสวะให้พ้นตัว หรือ พยายามบอกว่ามันไม่ใช่ความผิดของแบรนด์ มันเป็นสิ่งที่คนนั้นคนนี้ทำไว้ให้ ขออภัยที่ไม่ได้ตรวจสอบ หรือ ขออภัยเพราะการตรวจสอบไม่ทั่วถึง บลาบลาบลา … ผมขอบอกไว้ก่อนเลยว่า อย่าทำตัว “สันดาน” แบบนี้ครับ … จริงอยู่ สาเหตุของปัญหาจริงๆ อาจจะเป็นอย่างที่แบรนด์อธิบายมานั่นแหละ แต่ผมอยากให้แบรนด์ตระหนักว่า สาเหตุอีกส่วนหนึ่งก็มาจากตัวแบรนด์เองด้วย เช่น หากมีบุคคลที่สามเป็นผู้เตรียมเนื้อหา แบรนด์เองก็มีหน้าที่ที่จะต้องเตรียมขั้นตอนการตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อหาที่ได้มานั้นจะไม่ไปละเมิดลิขสิทธิ์ใครเขา ต้องมีการทำสัญญากับบุคคลที่สามนั้นว่าเนื้อหาจะต้องไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ หาไม่แล้วจะมีขั้นตอนการลงโทษแบบนี้ๆๆๆ

การมาบอกว่าเนื้อหาที่ส่งเข้ามามีจำนวนมาก รับมือไม่ไหว ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะปัดความรับผิดชอบไปให้คนอื่นครับ … หากไม่สามารถตรวจสอบก่อนได้ ก็ต้องทำปุ่มรายงานไว้ให้ผู้ชมได้กด เมื่อผู้ชมเห็นว่าเนื้อหาใดไม่เหมาะสม หรือดูเหมือนจะไปก็อปปี้เขามาโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้ทีมงานได้ข้อมูลไปทำการตรวจสอบครับ

สิ่งที่ Shopat7.com ควรทำ ในความเห็นของผมก็คือ ยืดอกรับผิดอย่างผ่าเผย สาเหตุเกิดจากความบกพร่องของกระบวนการตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหา การแก้ไขก็คือการปรับปรุงในส่วนของกระบวนการตรวจสอบ ส่วนในรายละเอียดของสาเหตุว่าเนื้อหาจะเป็นใครเตรียมมานั้น ค่อยไปสอบสวนกันหลังบ้าน แล้วค่อยฉะกันเป็นรายๆ ไป … และควรไปตรวจดูเนื้อหาที่มีอยู่ในปัจจุบันว่ายังมีที่ไหน หรืออะไร ที่ไปละเมิดลิขสิทธิ์เขามาอยู่ (เช่นที่ @khajochi เขาลองไปหามาดูก็มี Samsung Galaxy SIII Mini ที่ไปก็อปปี้ของ @pinnynoy มา และ i-moble IQ9.2 ที่ไปก็อปปี้เนื้อหาของ siamphone.com กับ appdisqus.com มา เป็นต้น) หากพบ ก็ต้องทำเรื่องขอโทษอย่างเป็นทางการ แล้วดำเนินการแก้ไขเหมือนที่ทำกับรีวิว Misfit ที่ก็อปปี้ของ Siampod.com มาด้วย เพราะผมก็เห็นว่ารีวิวเหล่านั้น ก็ใช้วิธีก็อปมาทั้งดุ้น และทำ Hotlink ไปยังเว็บเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่ … อย่าคิดว่ารูปมันยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นภาพโป๊แล้วยังไม่ต้องทำอะไร … หรือจะรอให้เขาต้องเปลี่ยนรูป Hotlink เป็นภาพโป๊ก่อนแล้วค่อยทำ?!?

 

Update: ผมไม่แน่ใจว่าทางทีม Shopat7.com เขามาเห็นบล็อกนี้หรือเปล่า แต่พอดีมีเพื่อนทักว่าทีม Shopat7.com อยากได้เบอร์ผม (ผมก็บอกเพื่อนแล้วว่าให้ไปได้เลย) และผมเช็คเว็บอีกรอบดู ปรากฏว่าเนื้อหาที่ก็อปปี้ของ @pinnynoy, Droidsans และ Appdisqus โดนเอาออกไปแล้ว เหลือแต่ของ Siamphone อยู่ … ผมไม่ได้ screenshot หน้าเว็บตอนที่เนื้อหายังอยู่เอาไว้ (เพราะไม่ได้มีเจตนาไปจับผิดอะไรเขา … แต่อยากเตือน และแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง) ฉะนั้นใครที่คลิกลิงก์ไปดูก็อย่านึกว่าผมมั่วล่ะครับ

 

คำแนะนำของผม ถึง Shopat7.com (และแบรนด์อื่นๆ) ในเรื่องการตรวจสอบเนื้อหา

ปัญหาการก็อปปี้เนื้อหา มีกันมานานแล้วครับ ฝรั่งเรียกว่า Plagiarism ครับ โดยมากเจอในพวกนักเรียนนักศึกษาไป copy (ก็อป) เนื้อหาจากเว็บไซต์ต่างๆ มา paste (แปะ) แล้วอ้างว่าเป็นผลงานของตัวเอง แต่หลังๆ มันลามปามไปถึงพวกเว็บไซต์ต่างๆ หรือแม้แต่ระหว่างบล็อกเกอร์ด้วยกันด้วย

ทีนี้คำถามคือ หากทีม Shopat7.com เขาใช้วิธี Outsource บุคคลที่สามเข้ามาจัดทำเนื้อหาให้ แล้วจะมีกระบวนการในการตรวจสอบอย่างไร (ขอย้ำนะครับ หากจ้างใครทำงานให้ เราในฐานะผู้จ้างก็ควรจะมีกระบวนการตรวจรับงานด้วย) ผมว่าลองใช้ Google ในการหาด้วย Keyword ว่า “Plagiarism Checker” ก็ได้นะครับ

ที่ผมเจอ แล้วเห็นว่าพอใช้ตรวจสอบได้ และฟรีด้วย และตรวจสอบได้คราวละ 1,500 คำ ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับการตรวจสอบเนื้อหาของ Shopat7.com ก็น่าจะเป็นเว็บไซต์ http://smallseotools.com/plagiarism-checker/ ครับ … ผมจะลองให้ดูตัวอย่างนี้ครับ ผมลองสุ่มเปิดเพจ http://www.shopat7.com/mobile/lg ขึ้นมา โดยพิจารณาว่าแบรนด์ที่มีคนรู้จัก มักจะมีแนวโน้มที่จะโดนก็อปปี้เนื้อหาได้ง่าย ผมก็ลองตัดลอกเนื้อหาบางส่วน (ที่ผมวงสีแดงเอาไว้) ไปแปะในเว็บไซต์ตรวจสอบที่ผมแนะนำมา แล้วทำการตรวจสอบ มันจะทำการตรวจสอบด้วยการ Search แต่ละท่อนของเนื้อหา ไปที่ Google (จริงๆ เราทำเองได้ โดยไม่ต้องอาศัยบริการของเว็บนี้ แต่ว่ามันลำบากตอนที่ต้องตัดไปค้นหาทีละท่อน เพราะ Google จะไม่รับคำค้นหาที่ยาวเกิน) แล้วแสดงกลับมาให้เราดูว่า ไปค้นเจออันไหนมาบ้าง

 

Plagiarism check result

 

เห็นว่า 75% Unique Content อย่าดีใจ เพราะผมสังเกตว่าวิธีการวิเคราะห์เอกลักษณ์ของเนื้อหาของบริการในเว็บนี้ไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่ แต่หากมันค้นหาเจอ แล้วมีลิงก์มาให้ เราก็ควรจะคลิกลิงก์แต่ละลิงก์ดู ซึ่งมันจะเปิดหน้าผลการค้นหาของ Google ขึ้นมา เราควรจะเข้าไปดูผลอันดับแรกจนถึงผลอันดับที่สาม ว่ามีเนื้อหาอะไรตรงกันบ้างไหม แต่ลิงก์ที่ควรดูที่สุด คือลิงก์ที่เป็นสีแดงครับ เพราะนั่นหมายความว่า เนื้อหามันไปซ้ำกับใครแน่ๆ แล้ว (แน่นอน พอเปิดมาก็จะเป็นผลการค้นหาของ Google ซึ่งเราควรจะคลิกเข้าไปดูผลอันดับแรกจนถึงอันดับที่สามเช่นกัน)

 

shopat7 vs blognone

shopat7 vs blognone

 

ซึ่งจากการค้นหา จะเห็นได้ว่าหน้าเว็บของ Shopat7.com หน้านี้ เนื้อหาถูกนำมาจากเว็บ Blognone.com ครับ แต่ไม่ได้เหมือนระดับ 100% เพราะมีการดัดแปลงข้อความบางคำไปนิดหน่อย แต่หากอ่านดูแล้วจะรู้ได้ว่าก็อปปี้เนื้อหามา … ฉะนั้น ทีม Shopat7.com สามารถใช้กระบวนการง่ายๆ แบบนี้ ในการตรวจสอบได้ครับ หรืออาจจะลองติดต่อไปที่ Copy-Cat.in.th เพื่อขอให้บริการ Anti KobPae (แอนตี้ก็อปแปะ) ก็ได้ ซึ่งเป็นบริการแบบมีค่าใช้จ่าย แต่เป็นผลงานของคนไทย และเคยมีการประชาสัมพันธ์มาแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2554 นู่น ซึ่งในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายนี้ เห็นว่าเขาสามารถ Customize เพื่อให้เหมาะกับความต้องการในการใช้งานของเราได้ด้วย

ไม่ใช่แค่ Shopat7.com ที่เกิดดราม่านะครับ ผมก็อยากให้แบรนด์อื่นๆ พิจารณาเรื่องนี้ และวางมาตรการป้องกันเอาไว้ด้วยเช่นกัน … บอกก่อนนะครับ มันได้ไม่คุ้มเสีย … เนื้อหาที่ก็อปปี้มา หากเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่เอาเรื่องก็ดีไป แต่หากต้องขึ้นโรงขึ้นศาลแล้วล่ะก็ เสียชื่อแบรนด์เพราะการ Outsource บุคคลที่สามมา มันไม่คุ้มนะครับ ผู้บริหารไม่ปลื้มแน่นอน

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: