การผจญกับจีนกลาง – บันทึกแนวทางการฝึกภาษาจีนของผม

我要很多练习汉语啊。

โอเค ต้องขออภัย เพราะหายหน้าหายตาไปพักใหญ่ๆ กับซีรี่ส์นี้ เดี๋ยวจะพาลนึกว่าผมไม่ได้เรียนภาษาจีนแล้ว แต่ผมยังเรียนอยู่นะครับ แต่งวดนี้ขอมาบันทึกเรื่องการเรียนภาษาจีนของผมซักหน่อยว่าทำอะไรไปบ้าง เพื่อให้ภาษาจีนของผมพัฒนาขึ้น … ออกตัวก่อนว่านี่เป็นแนวทางของคนที่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องเรียนภาษาจีนเพื่อสอบ แต่เป็นการเรียนภาษาจีนเพื่อให้สามารถใช้สื่อสารได้ ทั้งการพูด ฟัง อ่าน และเขียน (ภาษาจีนเรียก 听, 说, 读, 写 Tīng, shuō, dú, xiě ครับ) … ผมบันทึกบล็อกตอนนี้ไว้ เผื่อใครที่กำลังคิดอยากจะฝึกหัดภาษาจีนจะได้พอใช้เป็นแนวทางในการฝึกฝนของตัวเองได้บ้างน่ะ

 

 ภาษาจีนคล้ายภาษาไทยในหลายๆ ส่วน แต่ก็คล้ายๆ ภาษาอังกฤษในบางเรื่อง และบางทีก็ไม่คล้ายเลย -_-”

ในหนังสือเรียน มีแบบฝึกหัดการอ่านอันนึงเป็นบทสนทนาของคนสองคน มีประโยคนึงบอกว่า 汉语和泰语很相似,泰国人学汉语不难。(Hànyǔ hé tàiyǔ hěn xiāngsì, tàiguó rén xué hànyǔ bù nán) หรือแปลว่าภาษาจีนกับภาษาไทยคล้ายคลึงกัน คนไทยเรียนภาษาจีนไม่ยาก (จริงอ้ะ?!? … ฮา)

คือต้องบอกว่า เพราะภาษาจีนนั้นแต่ละตัวอักษรมันมีความหมายเป็นของมันเอง ฉะนั้นหลายๆ ประโยคนั้น หรือ วลี ในภาษาจีนนั้น เราสามารถแปลแบบตรงๆ ตัวตามภาษาไทยได้แบบคำต่อคำเลย ไม่เหมือนกับภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่นๆ เช่น

 

你好吗 Nǐ hǎo ma คุณ สบายดี ไหม

不太好 Bù tài hǎo ไม่ ค่อย ดี

妈妈回来家了 Māmā huílái jiāle แม่ กลับมา บ้านแล้ว

 

คำต่อคำเลย เห็นปะ  เพียงแต่ว่าในประโยคที่ซับซ้อนหน่อย แบบที่มีการใช้คำขยายจำพวก คำคุณศัพท์ มันจะออกแนวคล้ายภาษาอังกฤษมากกว่า เพราะอะไรมาดูกัน

 

好学生 Hào xuéshēng Good student นักเรียนที่ดี

很大包子 Hěn dà bāozi Very big bun ซาลาเปาลูกใหญ่

新书 Xīnshū New book หนังสือเล่มใหม่

 

การวางคำคุณศัพท์มันคล้ายในภาษาอังกฤษเลยใช่ไหมล่ะ … แต่ในขณะที่บางทีมันก็ไม่คล้ายเลยอ่ะครับ ในแง่ของการวางรูปประโยค เช่น

 

我很爱你 Wǒ hěn ài nǐ ผมรักคุณมาก … ซึ่งปกติภาษาอังกฤษจะเป็น I love you very much

你想吃什么 Nǐ xiǎng chī shénme คุณอยากกินอะไร … ซึ่งปกติภาษาอังกฤษจะเป็น What do you want to eat?

你去过西班牙吗 Nǐ qùguò xībānyá ma คุณเคยไปสเปนไหม … ซึ่งปกติภาษาอังกฤษจะเป็น Have you ever been to Spain? แต่ในภาษาจีน เอาคำว่า 过 ที่แปลว่า “เคย” มาวางไว้หลังคำกริยา

 

แต่ถึงกระนั้น การที่เราเรียนภาษาไทยมา ก็ช่วยในแง่ของการคิดสร้างประโยคพื้นฐานได้เยอะแล้ว และหากเรารู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษบ้าง มันก็จะช่วยเรื่องการเรียนรู้ภาษาจีนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

รูปประโยคภาษาจีนเป็นเรื่องเล่าเรื่องลำดับเหตุการณ์

อีกเรื่องนึงที่ทำให้ภาษาจีนแตกต่างจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่อีกหน่อย คือ แนวทางการวางรูปประโยคที่มาในลักษณะของการลำดับเหตุการณ์ครับ คือ ในภาษาไทยกับอังกฤษ มันออกแนวเล่าว่า ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ อะไรแบบนี้ แต่ภาษาจีนจะออกแนวเล่าเรื่องลำดับเหตุการณ์มากกว่า คือ ใครไปที่ไหนเพื่อทำอะไร ในลำดับการเกิดเหตุการณ์ก่อนหลัง แบบนี้

 

我去饭馆吃日本菜 Wǒ qù fànguǎn chī rìběn cài แปลตรงๆ คือ ผมไปร้านอาหารกินอาหารญี่ปุ่น แต่ถ้าแปลแบบไทยๆ ก็คือ ผมไปทานอาหารญี่ปุ่นที่ร้านอาหาร

他去中国学中文了 Tā qù zhōngguó xué zhōngwénle แปลตรงๆ คือ เขาไปประเทศจีนเรียนภาษาจีน แต่ถ้าแปลเป็นแบบไทยๆ ก็คือ เขาไปเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีน

 

ถ้าไม่หัดเขียนเยอะๆ อาจจะอ่านได้ แต่เขียนไม่เป็น

ความแตกต่างที่สำคัญสุดๆ ของภาษาจีนกับภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ (และอีกหลายๆ ภาษา) ก็คือ ตัวจีนหนึ่งตัว มันเป็นคำหนึ่งคำเลย ซึ่งแต่ละคำก็มีทั้งเขียนง่ายๆ เส้นเดียว ยันเขียนโคตะระยากเป็นสิบเส้นก็มี แล้วเวลามีศัพท์ใหม่ๆ เกิดขึ้น มันก็จะเกิดตัวอักษรใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งเราอาจจะไม่รู้เลยว่ามันอ่านว่ายังไง ในขณะที่ในภาษาอื่นแม้จะไม่รู้ความหมาย แต่ก็ยังสามารถอ่านออก … อย่างเช่น

 

ในภาษาไทย เราอาจจะไม่รู้ว่า คชสาร แปลว่า ช้าง แต่อย่างน้อยเราก็พอจะอ่านได้ว่ามันคือ คด-ชะ-สาน

ในภาษาอังกฤษ เราอาจจะไม่รู้ว่า Elephant แปลว่า ช้าง แต่อย่างน้อยเราก็พอจะอ่านได้ว่ามันคือ แอ๊-เล-เฝ่น

แต่ในภาษาจีน เราเจอ 象 ที่แปลว่าช้าง แต่เราไม่รู้เลยว่ามันอ่านว่า Xiàng อ่ะ

 

และเชื่อไหมว่า แม้เราจะผ่านหูผ่านตาตัวอักษรมาเยอะ และอ่านออกว่าตัวไหนอ่านว่าอะไร แต่เอาเข้าจริงๆ พอต้องให้เขียนขึ้นมา กลับเขียนไม่ได้ (ฮา) จากประสบการณ์เรียนภาษาจีนมาพักนึง มันเป็นแบบนี้จริงๆ นะครับ จะให้ผมอ่าน 我有机会跟你练习说中文,我很高兴。ผมอ่านออกนะ แต่ถ้าจะให้เขียนเนี่ย บางทีผมก็ติดว่ เอ๊ะ 跟 เขียนยังไง แล้ว 高兴 ล่ะ อะไรแบบนี้ แต่เวลาพิมพ์มันจะไม่ยาก เพราะเราจำ พินอิน 拼音 ได้ แต่ เวลาเขียนมันนึกไม่ออก​ (ฮา)

ฉะนั้น แต่ละวัน ก็ต้องหัดเขียนครับ คำไหนที่เราคิดว่าเราลืม แล้วต้องใช้บ่อยๆ ก็ต้องหัดเขียนเยอะๆ

 

ต้องท่องศัพท์ภาษาจีนไหม?!?

ไม่ว่าจะภาษาอะไร การจะสร้างประโยคเพื่อใช้ในการสื่อสาร จำนวนคำศัพท์ที่มีอยู่ในหัวของเรามันสำคัญมาก ยิ่งมีเยอะ ก็ยิ่งทำให้เราสื่อสารได้มาก ฉะนั้นการท่องศัพท์ก็จะช่วยให้เรามีศัพท์อยู่ในหัวเยอะ แต่โดยส่วนตัวของผม ผมกลับมองตรงกันข้าม เพราะหากมีจำนวนศัพท์มากเกินความจำเป็น พอเราจะสื่อสารจริงๆ ด้วยประโยคง่ายๆ เราอาจจะเจอปัญหา มีตัวเลือกเยอะจนเลือกไม่ถูกซะเปล่าๆ และบางครั้งความพยายามท่องศัพท์ให้มากๆ มันใช้ทรัพยากรสมองเรามากจนเกินความจำเป็น

ผมกลับมองว่า ศัพท์ควรจะมีเยอะ แต่ควรจะมีเท่าที่จำเป็นในการใช้งาน ฉะนั้นเรียนรู้จากยิ่งที่อยู่รอบตัวเรา อันไหนเจอเยอะ ก็จดจำไว้ เพราะแสดงว่าเราจะได้ใช้บ่อย แต่อันไหนเจอไม่เยอะ ก็ผ่านๆ ไปบ้าง เอาความพยายามไปจดจำสิ่งที่เราจะได้ใช้บ่อยๆ ดีกว่า ผมคิดอย่างนั้นนะ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: