Samsung Galaxy S5 vs HTC One M8 vs iPhone 5s

Samsung Galaxy S5 vs HTC One M8 vs iPhone 5s

 

ช่วงต้นปีเป็นช่วงที่จะได้มีโอกาสรีวิวปะทะกันแบบสนุกสนาน เพราะว่าค่ายผู้ผลิต Android smartphone ต่างๆ ก็จะเข็นพวก Flag ship ของตนออกมาตัดหน้าขาใหญ่แห่งวงการสมาร์ทโฟนอย่าง Apple ครับ แต่ปีนี้กลับมีอะไรน่าสนใจกว่า เพราะ Samsung เองซึ่งกลายเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลกก็เริ่มพบเส้นทางเดินในสาย Mobile device ของตนเองแล้ว ในขณะที่ HTC นั้นก็พยายามกลับมาเป็นผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนอีกครั้ง ก็เหมือนจะวาง Samsung เป็นคู่แข่งสำคัญ สังเกตได้จากโฆษณาแซะๆ ที่ออกมาในช่วงที่ Samsung กำลังจะเปิดตัว Galaxy S5 เลยทำให้การเปรียบเทียบระหว่าง Samsung Galaxy S5 กับ HTC One M8 นั้นน่าสนใจ แต่ก็ไม่วายที่จะต้องลากเอา iPhone 5s เข้ามาร่วมวงเปรียบเทียบด้วย เพราะยังไงก็ต้องมีคนถามว่า เมื่อเทียบแล้วเลือกตัวไหนดี อยู่ดีนั่นแหละ

 

แนะนำตัวผู้เข้าประกวดแต่ละรุ่นก่อน

ก่อนจะเข้าสู่การรีวิวเปรียบเทียบ ลองมาทำความรู้จักคร่าวๆ กับผู้เข้าประกวดแต่ละรุ่นกันก่อนดีกว่าครับ

 

Samsung Galaxy S5

 

Samsung Galaxy S5

 

เป็นรุ่นที่ 5 ของตระกูล Galaxy S แล้ว งวดนี้มาพร้อมกับแนวคิดในการออกแบบใหม่ จากเดิม Product-centric (ศูนย์กลางอยู่ที่ผลิตภัณฑ์) ใน Galaxy S4 มาเป็น People-centric (ศูนย์กลางอยู่ที่ตัวคนที่เป็นผู้ใช้งาน) แทน มีการอัพเกรดด้านฮาร์ดแวร์เพิ่ม และมีการวางตัวเป็น Fitness smartphone ด้วยการเพิ่มเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจ และอุปกรณ์เสริมอย่าง Samsung Galaxy Gear 2 และ Samsung Galaxy Gear Fit ด้วย

จุดเด่นของ Samsung Galaxy S5 ก็คือ

  • มีฮาร์ดแวร์สเปกแบบจัดเต็มมาก ทั้งหน่วยประมวลผล ทั้งกล้องดิจิตอล นอกจากนี้ยังมีพวกเซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และ เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ให้ใช้งานด้วย
  • เทียบกับ HTC One M8 และ iPhone 5s แล้ว Samsung Galaxy S5 ถือว่ามีการทำ Localization (หมายถึงการปรับ App และบริการต่างๆ ให้เหมาะสมกับประเทศที่จำหน่าย) ได้ดีที่สุด
  • ความสามารถในการกันน้ำกันฝุ่นที่ผ่านมาตรฐาน IP67

 

HTC One M8

 

HTC One M8

 

เป็นรุ่นสานต่อจาก HTC One M7 ที่ออกมาเมื่อปีก่อน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับการรีวิวจากเว็บไอทีต่างๆ ค่อนข้างดีทีเดียว ในรุ่นนี้มีการเพิ่มคุณสมบัติ Duo camera เพื่อช่วยให้สามารถถ่ายภาพแบบมือโปรได้ง่ายขึ้นด้วย แต่นอกเหนือจากนั้น ก็เป็นเรื่องของการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ให้ดีขึ้นจาก HTC One M7 เป็นหลักครับ

จุดเด่นของ HTC One M8 คือ

  • ดีไซน์และวัสดุที่ใช้ทำตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียมยูนิบอดี้ ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมเมื่อสัมผัส
  • กล้อง Duo camera เพิ่มกล้องดิจิตอลมาอีกตัว ทำหน้าที่เป็น Depth of field sensor เพิ่มข้อมูลให้กับซอฟต์แวร์ เพื่อใส่เอฟเฟ็กต์การตกแต่งภาพให้ดูเหมือนถ่ายจากกล้องโปร
  • ลำโพงสเตริโอคู่ BoomSound ที่ให้เสียงดังฟังชัด สมจริง แบบไม่ต้องหาลำโพงมาเสริมเลย

 

iPhone 5s

 

iPhone 5s

 

ต้องมองแบบนี้ครับ สมาร์ทโฟนจากค่าย Apple ถือว่าเป็นขาใหญ่ในวงการ แม้ว่าจะเป็นรุ่นที่ออกวางจำหน่ายเมื่อปีที่แล้ว มันก็ยังถูกนำไปใช้เป็นตัวเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟนค่ายอื่นๆ อยู่ดี ว่าคู่แข่งทำรุ่น Flag ship ตัวใหม่มาแล้วเป็นยังไงบ้าง เมื่อเทียบกับ iPhone แล้วเดี๋ยวพอ iPhone ออกรุ่นใหม่มา ก็ต้องเอารุ่นใหม่นั่นมาเปรียบเทียบกับพวก Flag ship พวกนี้อีกอยู่ดี (ฮา)

จุดเด่นของ iPhone 5s คือ

  • ดีไซน์และวัสดุที่ใช้ทำตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียมยูนิบอดี้ ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมเมื่อสัมผัส
  • เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้ CPU ระดับ 64-bit ตัวแรกในวงการ
  • ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ทำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืน เพราะผู้ออกแบบฮาร์ดแวร์และพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นรายเดียวกัน
  • เป็นขาใหญ่ในวงการสมาร์ทโฟน จึงมี Third party ออกพวกอุปกรณ์เสริมต่างๆ มาใช้งานร่วมกันเยอะ (แต่จำนวนไม่น้อย ต้องไปหาซื้อในต่างประเทศ)

 

เอาล่ะ ได้เวลาเปรียบเทียบสเปกของแต่ละรุ่นกันแล้ว

มองในภาพรวมแล้ว Samsung Galaxy S5 กับ HTC One M8 นั้นมีสเปกที่คล้ายคลึงกันมาก แตกต่างกันเพียงแค่รหัสรุ่นของหน่วยประมวลผล ซึ่งทำให้แตกต่างกันด้านความเร็วของสัญญาณนาฬิกาเป็นหลักครับ ส่วน iPhone 5s นั้นค่อนข้างจะแตกต่างไปจากอีกสองรุ่นค่อนข้างชัดเจนเลย เพราะเป็นหน่วยประมวลผล 64-bit เพียงหนึ่งเดียวในบรรดา 3 รุ่นที่นำมาเปรียบเทียบเลย

 

สเปก

Samsung Galaxy S5

CPU Qualcomm MSM8974AC Snapdragon 801 Quad-core 2.5GHz
GPU Adreno 330
Display 5.1” Full HD Super AMOLED1920x1080 พิกเซล432ppi
RAM 2GB
Storage มีรุ่น 16GB และ 32GB จำหน่ายในไทย
MicroSD Card รองรับ MicroSD card สูงสุด 128GB
รองรับเครือข่าย Micro SIM card2G: 850/900/1800/1900MHz3G: 850/900/1900/2100MHz4G: 800/850/900/1800/2100/2600MHz
WiFi 802.11 a/b/g/n/ac Dual-band
Bluetooth 4.0 + A2DP
ระบบปฏิบัติการ Android 4.4.2 Kit Kat
แบตเตอรี่ 2,800mAh ถอดเปลี่ยนเองได้
GPS มี A-GPS
กล้องด้านหน้า 2 ล้านพิกเซล
กล้องด้านหลัง 16 ล้านพิกเซล ISOCELL พร้อม LED Flash
ขนาด 142 x 72.5 x 8.1 มม.
น้ำหนัก 143 กรัม
ลูกเล่นอื่นๆ กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP67, ตัวสแกนลายนิ้วมือ, เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ, อินฟราเรด, NFC
ราคา 23,800 บาท สำหรับรุ่น 16GBรุ่น 32GB ยังไม่กำหนดราคา

สเปก

HTC One M8

CPU Qualcomm MSM8974AC Snapdragon 801 Quad-core 2.5GHz
GPU Adreno 330
Display 5” Full HD Super LCD31920x1080 พิกเซล441ppi
RAM 2GB
Storage 16GB
MicroSD Card รองรับ MicroSD card สูงสุด 128GB
รองรับเครือข่าย Nano SIM card2G: 850/900/1800/1900MHz3G: 850/900/1900/2100MHz4G: 700/900/1800/2100/2600MHz
WiFi 802.11 a/b/g/n/ac Dual-band
Bluetooth 4.0 + A2DP
ระบบปฏิบัติการ Android 4.4.2 Kit Kat
แบตเตอรี่ 2,600mAh ถอดเปลี่ยนเองไม่ได้
GPS มี A-GPS
กล้องด้านหน้า 5 ล้านพิกเซล
กล้องด้านหลัง 4 ล้านพิกเซล Ultrapixel พร้อม Dual-tone LED Flash2 ล้านพิกเซล เป็น Depth of field sensor
ขนาด 146.36 x 70.6 x 9.4 มม.
น้ำหนัก 160 กรัม
ลูกเล่นอื่นๆ HTC BoomSound, อินฟราเรด, NFC, Duo camera effect
ราคา ณ ตอนที่รีวิว ยังไม่กำหนดราคา

สเปก

iPhone 5s

CPU Apple A7 64-bit Dual-core 1.3GHz
GPU PowerVR G6430 Quad-core
Display 4” IPS LCD1136x640 พิกเซล326ppi
RAM 1GB
Storage 16GB/32GB/64GB
MicroSD Card ไม่รองรับ MicroSD card สูงสุด 64GB
รองรับเครือข่าย Nano SIM card2G: 850/900/1800/1900MHz3G: 850/900/1900/2100MHz4G: FDD Band 1, 2, 3, 5, 7, 8, 20 TDD Band 38, 39, 40
WiFi 802.11 a/b/g/n
Bluetooth 4.0 + A2DP
ระบบปฏิบัติการ iOS7.1
แบตเตอรี่ 1,560mAh ถอดเปลี่ยนเองไม่ได้
GPS มี A-GPS
กล้องด้านหน้า 1.2 ล้านพิกเซล
กล้องด้านหลัง 8 ล้านพิกเซล พร้อม Dual-tone LED Flash
ขนาด 123.8 x 58.6 x 7.6 มม.
น้ำหนัก 112 กรัม
ลูกเล่นอื่นๆ ตัวสแกนลายนิ้วมือ
ราคา 16GB 23,900 บาท32GB 27,900 บาท64GB 31,900 บาท(อ้างอิงราคาจาก Apple Online Store)

 

เมื่อได้อ่านสเปกกันโดยละเอียดแล้ว ก็ได้เวลาที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์กันละครับ ว่าแต่ละรุ่นนั้นเป็นยังไงบ้าง

 

หน่วยประมวลผล และ หน่วยประมวลผลกราฟิก (CPU และ GPU)

ตัวสมาร์ทโฟนจะให้ประสบการณ์ในการใช้งานทั่วไป การเล่นเกม อะไรพวกนี้ ได้ดีหรือไม่ดี ปัจจัยหนึ่งอยู่ที่ประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลเลยล่ะครับ มาดูกันว่าแต่ละรุ่นนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง

  • Samsung Galaxy S5 คราวนี้เปิดตัวในประเทศไทยด้วยรุ่นที่ใช้ชิป Qualcomm Snapdragon 801 MSM8974AC ความเร็ว 2.5GHz ซึ่งมาพร้อมกับ GPU Adreno 330 ความเร็ว 578MHz ซึ่งเป็นความเร็วสัญญาณนาฬิกาที่เร็วกว่าชิป Snapdragon 800 ซึ่ง Adreno 330 นั้นทำงานที่ 450MHz ดังนั้นเรียกว่าหมดห่วงในเรื่องของประสิทธิภาพ เพราะ Qualcomm พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วกับชิป Snapdragon 800
  • HTC One M8 ก็ใช้ชิป MSM8974AC จึงมีต้นทุนด้านประสิทธิภาพก็จะเท่าๆ กับ Samsung Galaxy S5 คงไม่ต้องให้ย้ำซ้ำอีกรอบนะครับ ว่าเป็นยังไง (ย้อนไปอ่านของ Samsung Galaxy S5 ได้ครับ)
  • iPhone 5s เป็นตัวเดียวในบรรดาทุกรุ่นที่มาเปรียบเทียบที่ใช้หน่วยประมวลผลแบบ 64-bit ซึ่งแม้จะมีความเร็วแค่ Dual-core 1.3GHz แต่ก็ว่ากันว่าประสิทธิภาพไม่ได้ด้อยไปกว่า แต่หน่วยประมวลผลกราฟิกนั้นจะเป็น PowerVR G6430 ที่เป็น Quad-core แทน … อย่างไรก็ดีมีผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า ตราบใดที่ Apple ยังไม่ได้ให้หน่วยความจำเกินกว่า 4GB มาให้ใช้ ก็ยังใช้ประโยชน์จากหน่วยประมวลผล 64-bit ไม่ค่อยได้มากนัก นอกจากนี้ ก็มี App เพียงไม่กี่ประเภทที่จะได้ประโยชน์จากหน่วยประมวลผลแบบ 64-bit จริงๆ

อย่างไรก็ดี อีกปัจจัยหนึ่งที่จะตัดสินประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนก็จะเป็นเรื่องของความเข้ากันได้ระหว่างตัวฮาร์ดแวร์ และตัวซอฟต์แวร์ ซึ่งตรงนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ iPhone 5s จะได้เปรียบมาก เพราะตัวผู้ออกแบบฮาร์ดแวร์และพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นรายเดียวกัน แต่ Samsung Galaxy S5 กับ HTC One M8 นั้นจะเสียเปรียบตรงที่ตัวซอฟต์แวร์นั้นรากฐานไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเองครับ

 

หน่วยความจำหลัก (System memory หรือ RAM)

เวลาเรียกใช้งาน App ทำอะไรซักอย่าง ข้อมูลพวกนั้นจะถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำหลักเพื่อให้เรียกใช้ได้ในภายหลังได้สะดวกๆ เพราะความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมันเร็วกว่าการเข้าไปหาในสื่อบันทึกข้อมูลอื่น ฉะนั้นการที่มีหน่วยความจำหลัก หรือ RAM เยอะ ก็เท่ากับสามารถทำงานได้รวดเร็วกว่า (เพราะเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้มากกว่า) และมีส่วนทำให้สามารถเรียกใช้งาน App ให้ทำงานพร้อมๆ กันได้หลายๆ App ด้วย

  • Samsung Galaxy S5 นั้นให้หน่วยความจำหลักมา 2GB ซึ่งก็ประมาณมาตรฐานของพวกสมาร์ทโฟนระดับ Flag ship ทั่วๆ ไป แต่หากเทียบกับ Samsung Galaxy Note 3 ที่ออกมาก่อนหน้า ก็ถือว่าน่าแปลกที่ให้หน่วยความจำมา 2GB แทนที่จะเป็น 3GB ครับ … อย่างไรก็ดี โปรแกรม Geekbench 3 นั้นรายงานว่า Samsung Galaxy S5 มีหน่วยความจำ 1.81GB ครับ
  • HTC One M8 ก็ให้หน่วยความจำหลักมา 2GB เช่นเดียวกับ Samsung Galaxy S5 ดังนั้นจึงถือว่าคู่คี่สูสีในแง่ของปริมาณหน่วยความจำตามสเปก แต่ Geekbench 3 รายงานว่า HTC One M8 นั้นมีหน่วยความจำ 1.78GB ครับ
  • iPhone 5s ให้หน่วยความจำมาน้อยที่สุดในบรรดา 3 รุ่นที่นำมาทดสอบ คือ 1GB เท่านั้น แต่ Geekbench 3 รายงานว่ามีหน่วยความจำ 1000MB ซึ่งก็เรียกว่าใกล้เคียงกับ 1GB ที่สุดแล้ว หากพิจารณาว่า 1GB = 1024MB นะครับ

สำหรับ Android smartphone แล้ว การมีหน่วยความจำยิ่งมากยิ่งดีครับ เพราะว่าโดยพื้นฐานของตัวระบบปฏิบัติการแล้ว Android จะยอมให้มี App ที่ทำงานเป็น Background ได้เยอะมาก และทำงานแบบ Multitasking ได้ค่อนข้างจริงจังกว่าระบบปฏิบัติการ iOS แต่ในขณะเดียวกัน เพราะระบบปฏิบัติการ iOS ยอมให้แค่บาง App บางฟังก์ชั่นทำงานเป็น Background ได้ และไม่ได้มีการทำงานแบบ Multitasking แบบเต็มที่จริงๆ ก็เลยทำให้สามารถทำงานได้ลื่นไหล แม้จะมีหน่วยความจำน้อยกว่ามากนั่นแหละครับ

 

เปรียบเทียบประสิทธิภาพด้วยซอฟต์แวร์ Benchmarking

เมื่อได้ลองพูดถึงทั้งหน่วยประมวลผลและหน่วยความจำหลักแล้ว ทีนี้ก็ต้องมาลองวัดประสิทธิภาพกันอย่างเป็นทางการดูบ้างครับว่าเป็นยังไงกันบ้าง ซึ่งตรงนี้เนื่องจากใช้ระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน ผมจึงเลือกใช้ App ชื่อ Geekbench 3 ที่เป็นโปรแกรม Benchmarking ที่มีเวอร์ชันทั้งสำหรับระบบปฏิบัติการ Android และ iOs มาใช้วัดประสิทธิภาพครับ โดยเจ้าตัวนี้สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพในด้านต่างๆ และยังเทียบได้ทั้งแบบเมื่อทำงานแบบ Single-core กับ Multi-core ด้วย

ซึ่งผลคะแนนออกมาตามตารางด้านล่างนี่ครับ

Samsung Galaxy S5

HTC One M8

iPhone 5s

Overal Single-core: 974Multi-core: 2850 Single-core: 1038Multi-core: 2996 Single-core: 1375Multi-core: 2484
Integer Single-core: 1004Multi-core: 3233 Single-core: 1042Multi-core: 3237 Single-core: 1477Multi-core: 2877
Floating point Single-core: 852Multi-core: 3151 Single-core: 912Multi-core: 3339 Single-core: 1241Multi-core: 2456
Memory Single-core: 1027Multi-core: 1483 Single-core: 1285Multi-core: 1831 Single-core: 1442Multi-core: 1758

มีข้อสังเกตอย่างนึงว่าในการวัดประสิทธิภาพนี้ชี้ให้เห็นว่า iPhone 5s นั้นได้คะแนนในด้านต่างๆ ดีกว่าทั้ง Samsung Galaxy S5 และ HTC One M8 ในกรณีที่วัดกันแบบ Single-core (หรือพูดง่ายๆ เทียบกัน Core ต่อ Core เลย) แต่พอมาเปรียบเทียบกันแบบ Multi-core แล้ว ความแตกต่างระหว่าง Dual-core กับ Quad-core เริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้นครับ … อย่างไรก็ดี จากคะแนนที่ แม้ว่า iPhone 5s จะได้คะแนนน้อยกว่า แต่ก็ไม่ได้ทิ้งห่างมากเท่าไหร่นัก ก็ต้องยอมรับว่า Apple นั้นทำหน่วยประมวลผลออกมาได้ดีจริงๆ

 

เนื้อที่เก็บข้อมูลภายใน (Internal storage)

เป็นอีกองค์ประกอบนึงที่สำคัญเวลาที่จะเลือกซื้อสมาร์ทโฟนครับ มีเยอะไว้ได้เปรียบ เพราะใช้ติดตั้ง App ก็ได้ เก็บข้อมูลต่างๆ ก็ดี อย่าเพิ่งไปมองเนื้อที่เก็บข้อมูลภายนอก (External storage) ล่ะครับ เพราะความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลของ Internal storage นี่เร็วกว่าเยอะ

  • Samsung Galaxy S5 นั้น ณ ตอนที่เขียนรีวิวเปรียบเทียบนี้ยังวางจำหน่ายแค่รุ่น 16GB เท่านั้นครับ แต่รุ่น 32GB จะตามมา
  • HTC One M8 ก็มีทั้งรุ่น 16GB และ 32GB ครับ แต่ไม่แน่ใจว่ารุ่นที่ขายในไทยจะมีทั้งสองแบบให้เลือกไหม ตัวที่ได้รับมารีวิวนั้น ความจุ 16GB
  • iPhone 5s ดูจะเป็นรุ่นเดียวที่มีตัวเลือกด้านความจุมากที่สุดแล้ว เพราะมีทั้ง 16GB/32GB/64GB ให้เลือก กับสนนราคาที่แตกต่างกันไป

โดยความเห็นส่วนตัว หากใช้งานทั่วๆ ไป 16GB ก็ถือว่าเพียงพอครับ แต่หากใครต้องการจะใช้เพื่อเตรียมเล่นเกม 3D แบบจัดหนักจัดเต็มหลายๆ เกมพร้อมๆ กัน การมี Internal storage เยอะๆ เข้าไว้ก่อนก็จะได้เปรียบ แต่ซัก 32GB ก็ถือว่าโอเคแล้ว ในแง่นี้หาก HTC ก็นำรุ่น 32GB มาจำหน่ายด้วยละก็ ผมว่าทั้งสามแบรนด์ก็ถือว่ามี Internal storage พอสำหรับรองรับเกม 3D แบบจัดเต็มล่ะครับ

 

เนื้อที่เก็บข้อมูลภายนอก (External storage)

ให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ การรองรับการเพิ่มความจุด้วย MicroSD card นั่นแหละครับ ซึ่งแม้ว่าจะมีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลไม่มาก แต่ก็ช่วยได้เยอะในการเก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็นต้องการความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลสูงมากนัก เช่น การถ่ายภาพนิ่งหรือคลิปวิดีโอ หรือการเล่นไฟล์มัลติมีเดีย ซึ่ง MicroSD card ในปัจจุบัน ระดับ Class 10 นี่ก็ไม่แพงแล้ว

  • Samsung Galaxy S5 และ HTC One M8 ต่างก็รองรับ MicroSD card ความจุสูงสุด 128GB เลย ซึ่งเหลือเฟือมากๆ ในการใช้เก็บข้อมูลภาพถ่าย คลิปวิดีโอที่ถ่ายมา หรือพวกไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ
  • iPhone 5s นั้นไม่รองรับการเพิ่มความจุด้วย MicroSD card ด้วยเหตุผลว่ามันควบคุมประสบการณ์ในการใช้งานไม่ได้เพราะผู้ใช้งานอาจจะซื้อ MicroSD card ที่ Class ต่ำๆ มาใช้ ความเร็วจะไม่เพียงพอ อาจจะทำให้ได้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ไม่ดีนัก

ตรงนี้ผมว่า Apple อาจจะเดินเกมผิดไปหน่อย เพราะประสิทธิภาพของพวก MicroSD card นับวันก็จะดีขึ้น ความจุก็มากขึ้น ในสนนราคาที่ผู้ใช้งานทั่วๆ ไปก็สามารถซื้อหามาใช้ได้สบายๆ นอกจากนี้ มันยังเป็นของที่สามารถถอดเปลี่ยนไปใส่กับอุปกรณ์ชิ้นอื่นได้อีก นั่นหมายความว่า หากต้องการเนื้อที่เก็บพวกไฟล์มัลติมีเดียเยอะๆ ไม่ได้เน้นเล่นเกม ก็เท่ากับว่าไม่ต้องซื้อเครื่องรุ่นที่ความจุเยอะๆ (ซึ่งจะแพง) ด้วย … หากพิจารณาถึงจุดนี้ Samsung Galaxy S5 และ HTC One M8 ก็จะได้เปรียบไปโดยปริยาย

 

หน้าจอแสดงผล

ทั้งขนาดของหน้าจอแสดงผล ความละเอียดในการแสดงผล และชนิดของหน้าจอแสดงผล ต่างก็มีผลต่อประสบการณ์ในการใช้งานของผู้ใช้งานด้วยกันทั้งสิ้นครับ ในปัจจุบันต้องบอกว่าเทรนด์กำลังมาแรงในเรื่องของหน้าจอขนาดใหญ่ ความละเอียดสูง … แล้วแต่ละรุ่นนั้นเป็นอย่างไร มาดูกัน

  • Samsung Galaxy S5 นั้น มาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 5.1 นิ้ว ใหญ่ที่สุดในสามรุ่น แต่ก็ไม่ได้ใหญ่กว่า HTC One M8 ที่เป็นอันดับสองซักเท่าไหร่หรอกนะครับ ความละเอียดของหน้าจอก็เป็นแบบ Full HD 1080p (1920×1080 พิกเซล) ให้ความหนาแน่นของพิกเซล 432ppi หน้าจอแสดงผลเป็น Super AMOLED และมีการจัดเรียงเม็ดพิกเซลแบบ Diamond shape จุดเด่นจึงอยู่ที่การแสดงผลสีสันที่สดจัดจ้าน และเมื่อยามต้องแสดงผลสีดำ ก็ดำสนิทจริงๆ
  • HTC One M8 เป็นหน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p เช่นเดียวกับ Samsung Galaxy S5 แต่เพราะขนาดหน้าจอเล็กกว่าเล็กน้อย ความหนาแน่นของพิกเซลจึงมากกว่าเล็กน้อยเช่นกัน คือ 441ppi ด้านเทคโนโลยีหน้าจอแสดงผลที่ใช้คือ Super LCD 3 ที่ให้สีสันสมจริง ให้ความสว่างสูง แต่ไม่แสดงสีสันจนเวอร์เกินไปเหมือนกับ Samsung Galaxy S5 ครับ
  • iPhone 5s มีหน้าจอแสดงผลขนาดเล็กที่สุด คือ 4 นิ้ว สำหรับคนที่ชอบหน้าจอใหญ่ๆ มองได้ชัดๆ คงจะไม่ชอบนัก แต่หากต้องการสมาร์ทโฟนที่ใช้งานมือเดียวเหมาะๆ พกใส่กระเป๋าได้สะดวกๆ แล้วละก็ iPhone 5s ก็เป็นตัวเลือกที่ดี ความละเอียดในการแสดงผลจะเป็น 640p หรือ 1136×640 พิกเซลครับ ให้ความหนาแน่นของพิกเซล 326ppi เป็น Retina display ตามแนวทางของ สตีฟ จ็อบส์ ที่ว่าดวงตาของคนเรา หากความหนาแน่นของพิกเซลมากกว่านี้ ก็แยกแยะความละเอียดไม่ออกแล้ว เทคโนโลยีการแสดงผลที่ใช้คือ IPS LCD ที่ให้สีสันสมจริง ความสว่างสูง และมีมุมมองที่กว้างครับ

ในแง่ของเทคโนโลยีที่ใช้ ทั้ง 3 รุ่นแตกต่างกันไปครับ ซึ่งแต่ละอันก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งจะให้ผมฟันธงว่าอันไหนดีสุดคงทำได้ยาก เพราะมันเป็นเรื่องของความชอบส่วนตัวมากกว่า แต่หากมองข้ามที่ สตีฟ จ็อบส์ บอกไปว่าตาของคนเราแยกแยะความหนาแน่นของพิกเซลมากกว่า 326ppi ไม่ออกไปละก็ iPhone 5s ก็จะมีสเปกด้อยที่สุดในสามรุ่นเลย ในขณะที่ Samsung Galaxy S5 และ HTC One M8 จะใกล้เคียงกัน แต่ประเด็นนี้ผมว่าคนที่จะพอแยกแยะได้ คงต้องเป็นคนที่สายตาดีมากทีเดียว คนทั่วไปคงจะแยกแยะไม่ค่อยออกนัก

หากหน้าจอแสดงผลเป็นปัจจัยในการเลือกสมาร์ทโฟนจริงๆ สำหรับสามรุ่นนี้แล้ง คงจะเป็นเรื่องของขนาดหน้าจอมากกว่าครับ

 

การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเครือข่ายต่างๆ

สมาร์ทโฟนจะดูโง่ไปในทันที หากไม่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ครับ ไม่ว่าจะผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หรือผ่าน Wireless LAN หรือ WiFi ก็ตาม … แล้วทั้งสามรุ่นรองรับการเชื่อมต่อผ่านทางเทคโนโลยีอะไรกันบ้างล่ะ?!?

  • Samsung Galaxy S5 รุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยคราวนี้ มาพร้อมกับการรองรับการเชื่อมต่อแบบเต็มๆ เลยครับ ทั้ง 3G ครบทุกเครือข่ายในประเทศไทย และรองรับ 4G LTE ด้วย อย่างไรก็ดี ทาง Samsung ไม่ได้แจ้งสเปกย่านความถี่ที่รองรับ เพียงแต่บอกว่าเป็น LTE Cat.4 ที่รองรับดาวน์โหลดสูงสุด 150Mbps อัพโหลดสูงสุด 50Mbps แต่จากข้อมูลที่หามาได้ Galaxy S5 โมเดล SM-G900F รองรับ 4G บนย่านความถี่ 800/850/900/1800/2100/2600MHz นอกจากนี้ก็ยังรองรับการเชื่อมต่อ WiFi ทุกมาตรฐานในตอนนี้ คือ 802.11a/b/g/n/ac ครบเครื่องทีเดียว
  • HTC One M8 นั้นหมดห่วงเรื่องการเชื่อมต่อ 3G ไปได้ เพราะรองรับ 3G ทุกย่านความถี่ที่ใช้ในแต่ละค่ายในประเทศไทยตอนนี้ และรองรับ 4G LTE Cat 4 ด้วยเหมือนกับ Samsung Galaxy S5 โดยรองรับย่าน 700/900/1800/2100/2600MHz และรองรับ WiFi ทุกมาตรฐานเช่นกัน คือ 802.11/a/b/g/n/ac ซึ่งก็ครบเครื่องเช่นกัน
  • iPhone 5s แบ่งเป็นหลายรุ่นเช่นกัน รุ่นที่วางจำหน่ายในไทยคือโมเดล A1530 ซึ่งแน่นอน รองรับ 3G ทุกเครือข่ายในประเทศไทย ไม่น้อยหน้าอีกสองรุ่นคู่แข่ง และยังรองรับ 4G LTE ทั้งแบบ FDD และ TDD อีกด้วย โดยรองรับ FDD Band 1, 2, 3, 5, 7, 8, 20 และ TDD Band 38, 39, 40 (ดูตารางประกอบว่าแต่ละ Band นั้นเป็นย่านความถี่ไหนบ้าง) ทว่าสำหรับ WiFi แล้ว รองรับแค่มาตรฐาน 802.11/a/b/g/n เท่านั้น ยังไม่รองรับมาตรฐาน 802.11ac ที่เป็นมาตรฐานล่าสุดแต่อย่างใด

 

LTE Bands

LTE Bands

 ที่มา LTE University

 

หากพิจารณาแค่เฉพาะในประเทศไทย ทั้งสามรุ่นสามารถรองรับการใช้งานภายในประเทศไทยได้อย่างดีเยี่ยมครับ รองรับทั้ง 2G, 3G และ 4G ด้วย (ทั้งที่ TrueMove H มีให้บริการ และที่คาดว่าจะมาในอนาคต) แต่หากพิจารณาไปถึงการนำไปใช้ในต่างประเทศ ที่ให้บริการ 4G LTE แตกต่างกันออกไปตามภูมิภาค iPhone 5s ดูจะได้เปรียบนิดๆ เพราะรองรับ LTE Band มากกว่าครับ

สำหรับเรื่องของ WiFi ส่วนใหญ่ตามบ้านนั้น แค่รองรับมาตรฐาน 802.11a/b/g/n ก็ตอบโจทย์ได้หมดแล้ว ณ ตอนนี้ยังมีน้อยนักที่ใช้ Wireless router ที่รองรับมาตรฐาน 802.11ac (ส่วนหนึ่งเพราะราคายังแพงอยู่) เลยทำให้ในภาพรวมนั้น iPhone 5s ไม่ได้เสียเปรียบมากเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่าหากมองในแง่ความพร้อม Samsung Galaxy S5 และ HTC One M8 จะได้เปรียบกว่าครับ

 

กล้องดิจิตอลด้านหน้าและด้านหลัง

สำหรับสมาร์ทโฟนแล้ว กล้องดิจิตอลกลายเป็นฟีเจอร์ที่จำเป็นต้องมีไปซะแล้วครับ ซึ่งผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อย (รวมถึงผมด้วย) ก็คาดหวังว่าคุณภาพของภาพถ่ายที่ได้จะดีเพียงพอที่จะทดแทนพวกล้องดิจิตอลทั่วๆ ไปได้ เพราะสมาร์ทโฟนเป็นอะไรที่ต้องพกพาไปซะแล้ว และพกพาง่ายกว่าการพกกล้องดิจิตอลซะด้วยสิ … ว่าแต่สเปกที่แต่ละรุ่นให้มานั้นเป็นยังไงล่ะ?!?

 

กล้องดิจิตอลด้านหน้า

  • Samsung Galaxy S5 ไม่ได้มีอัพเกรดอะไรที่เห็นได้ชัดกับกล้องดิจิตอลด้านหน้าครับ ก็ยังคงเป็นกล้องดิจิตอลความละเอียด 2 ล้านพิกเซลครับ
  • HTC One M8 นั้นมองว่าเทรนด์การถ่ายรูปตัวเองหรือที่เรียกว่า Selfie นั้นมาแรง มีหลายค่ายที่จัดเต็มกล้องดิจิตอลด้านหน้ามาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่จะให้กล้องหน้าความละเอียดระดับ 5 ล้านพิกเซลมาใช้ แต่ไม่ใช่ Ultrapixel แต่อย่างใดนะครับ แต่ก็ถือว่าทำให้เจ้านี่มีความละเอียดของกล้องมากที่สุดในบรรดา 3 รุ่นที่นำมาเปรียบเทียบ
  • iPhone 5s นั้นยังคงใช้กล้องดิจิตอลด้านหน้าความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซลเหมือนกับตอน iPhone 5 ครับ ไม่ได้มีปรับปรุงอะไรขึ้นมาแต่อย่างใด

 

กล้องดิจิตอลด้านหลัง

  • Samsung Galaxy S5 นั้นมาพร้อมกับกล้องดิจิตอลด้านหลังความละเอียดสูงสุดในบรรดา 3 รุ่นที่นำมาเปรียบเทียบ คือ 16 ล้านพิกเซล และนำเสนอ ISOCELL ที่เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดปัญหา Crosstalk (หมายถึงปัญหาที่อิเล็กตรอนที่เซ็นเซอร์เก็บเข้ามา มันไปกวนเซ็นเซอร์ตัวอื่น) ได้ 30% และสามารถรับแสงเข้ามาได้มากขึ้น ทำให้ได้สีสันที่สมจริงมากขึ้น เรียกว่าเป็นพัฒนาการที่มากกว่าตอน Samsung Galaxy S4 มากทีเดียว

 

ISOCELL ช่วยลดปัญหา Crosstalk

ISOCELL ช่วยลดปัญหา Crosstalk

ที่มาของภาพ: image-sensor-world.blogspot.com

 

  • ด้าน HTC เอง แม้ว่าจะยังคงใช้เทคโนโลยี Ultrapixel ที่เน้นการใช้พิกเซลขนาดใหญ่ เพื่อให้รับแสงได้มากกว่าปกติ โดยยอมแลกกับการมีจำนวนพิกเซลของภาพที่ต่ำกว่าเพื่อนคือ 4 ล้านพิกเซล (ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับพวกสมาร์ทโฟนระดับ Flag ship ด้วยกัน ตัวอื่นๆ) แต่งวดนี้ HTC มาพร้อมกับกล้องดิจิตอลด้านหลังอีกตัว ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล เพื่อใช้เป็น Depth of field sensor ที่ให้ข้อมูล “ความลึก” ของภาพ เพื่อนำไปให้ซอฟต์แวร์สร้างเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ให้กับภาพได้ในภายหลัง และ Dual-tone LED Flash ที่จะให้ภาพสีสันที่สมจริง แม้จะถ่ายภาพในเวลากลางคืนโดยใช้แฟลชก็ตาม

 

Duo camera ของ HTC One M8

Duo camera ของ HTC One M8

 

  • ส่วน iPhone 5s นั้น ยังคงใช้เซ็นเซอร์ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลเหมือนกับ iPhone 5 แต่ว่าเพิ่มขนาดของเซ็นเซอร์อีก 15% จากของเดิม ซึ่ง Apple บอกว่าทำให้สามารถรับแสงได้ดีขึ้นอีก 33% เลย ซึ่งมาพร้อมกับ Dual-tone LED Flash ที่ช่วยให้สภาพสีสันสมจริง แม้จะถ่ายภาพในเวลากลางคืนโดยใช้แฟลช … แต่นอกเหนือจากนั้น ก็ไม่ได้มีการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ อะไรครับ

พิจารณาจากความละเอียดของกล้องดิจิตอลที่ให้มา และเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้ามา ก็ต้องบอกว่าทั้ง Samsung Galaxy S5 และ HTC One M8 นั้นมีอะไรที่น่าสนใจเพิ่มเข้ามาไม่น้อยทีเดียว ในขณะที่ iPhone 5s นั้นออกแนวพัฒนาจากของเดิมให้ดีขึ้นอีกหน่อยมากกว่าที่จะมีอะไรใหม่ๆ เข้ามา

แต่หากเน้นว่าจะถ่าย Selfie เป็นหลักละก็ ด้วยสเปกของ HTC One M8 ก็น่าจะให้ภาพที่คุณภาพดีกว่า พร้อมจะนำไปอัดเป็นภาพถ่ายใส่เก็บในอัลบั้มมากที่สุดในบรรดา 3 รุ่นที่นำมาเปรียบเทียบครับ

 

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับสมาร์ทโฟนอยู่ เพราะมักจะอยู่ทนได้ไม่ถึงวันครับ แต่เริ่มเป็นปัญหาน้อยลงเมื่อ PowerBank นั้นได้รับความนิยมมากขึ้น (และผู้คนเริ่มทนได้กับการที่จะต้องแบกไปคนละตัวสองตัว … ฮา) แต่อย่างไรก็ดี มันก็เป็นอะไรที่น่าจะพูดถึงซักหน่อย

  • Samsung Galaxy S5 นั้นให้แบตเตอรี่มาเยอะที่สุด คือ 2,800mAh ซึ่งก็เรียกว่าพอต่อการใช้งานกับหน้าจอใหญ่ๆ ระดับ 5.1 นิ้ว ความละเอียด Full HD นี่ และหน่วยประมวลผลระดับ Quad-core 2.5GHz ด้วย ซึ่งจากที่ทดลองใช้งานมา ก็ใช้งานในแบบปกติของผมได้ราวๆ 7-8 ชั่วโมงครับ
  • HTC One M8 ให้แบตเตอรี่มาใกล้ๆ กับ Samsung Galaxy S5 ครับ คือ 2,600mAh ก็ด้วยเหตุผลเดียวกันนั่นแหละครับ เพื่อรองรับการใช้งานหน้าจอใหญ่ ความละเอียด Full HD และหน่วยประมวลผล Quad-core 2.5GHz จึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่เมื่อทดลองใช้งานแล้ว ก็ได้ระยะเวลาใกล้ๆ กันคือ 7-8 ชั่วโมง
  • iPhone 5s มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดจุ๋มจิ๋ม 1,560mAh แต่ก็มากเพียงพอที่จะทำให้ใช้งาน 7-8 ชั่วโมงได้สบายๆ จากที่ผมลองใช้งานดู อันนี้อานิสงส์จากความที่หน้าจอมีขนาดไม่ใหญ่ และ CPU แค่ Dual-core 1.3GHz ครับ ซึ่งเมื่อทำงานผสมผสานกลมกลืนกับซอฟต์แวร์ได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ก็เลยทำให้แม้แบตเตอรี่จะไม่ใหญ่มาก แต่ก็อึดเอาเรื่อง

 

มาดูกันที่เรื่องของดีไซน์บ้าง

ทั้งสามรุ่น มีแนวคิดในการดีไซน์เป็นของตัวเองครับ จึงสะท้อนออกมาแตกต่างกันออกไป เรามาดูกันว่าแต่ละรุ่นนั้นดีไซน์ออกมารูปร่างหน้าตายังไง และใช้วัสดุอะไรกันบ้าง

 

Samsung Galaxy S5

ยังคงยึดมั่นกับการใช้วัสดุแนว “พลาสติก” ในการทำตัวเครื่องครับ และดีไซน์ไซน์รูปร่างหน้าตาออกมายังคงมีความเป็น Samsung อยู่เต็มเปี่ยม เรียกว่าดูแล้วก็รู้ว่านี่คือ Samsung ล่ะ ครั้งนี้ที่ผมชอบคือ ฝาหลังที่ออกแบบเป็นพลาสติกด้านๆ (สไตล์นี้ Samsung บอกว่าเป็น Modern Glam) ไม่ใช่แบบมันวาวเหมือนเดิม ทำให้ผมมั่นใจในการวางมันลงบนพื้นผิวต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดรอยขีดข่วน รอยขนแมวแล้ว

อย่างไรก็ดี ด้วยชนิดของวัสดุก็เลยกลายเป็นที่มาของการโดนแซะของคู่แข่ง และผู้ใช้งานหลายคนก็รู้สึกว่าสนนราคา 23,800 บาทนั้นเป็นราคาค่อนข้างสูง แต่วัสดุที่เลือกใช้ทำตัวเครื่องนั้นให้ความรู้สึกไม่ได้พรีเมี่ยมเท่าใดนัก แต่ Samsung ก็ดูจะชดเชยด้วยการให้ Samsung Galaxy S5 นั้นทนทานต่อฝุ่นและน้ำในระดับมาตรฐาน IP67 ซึ่งหมายความว่างานประกอบจะต้องแน่นหนา ฝุ่นจะไม่สามารถเข้าไปด้านในตัวเครื่องได้ และสามารถอยู่ในน้ำความลึก 1 เมตรได้นาน 30 นาที โดยที่เครื่องยังต้องสามารถทำงานได้

 

Samsung Galaxy S5 กันน้ำในระดับมาตรฐาน IP67

Samsung Galaxy S5 กันน้ำในระดับมาตรฐาน IP67

 

ทว่า Samsung ประเทศไทยนั้นให้ความเห็นว่า มาตรฐาน IP67 นี้เพื่อให้ผู้ใช้งานมั่นใจว่าหากพลาดท่าทำตกน้ำ หรือนำไปใช้เล่นสงกรานต์ อะไรแบบนี้ ก็ยังมั่นใจได้ว่ายังโอเคอยู่ แต่ไม่ได้แนะนำให้นำไปใช้งานใต้น้ำ เช่น การถ่ายวิดีโอใต้น้ำ แต่อย่างใดนะครับ และที่สำคัญคือ ฝาด้านหลัง และ ฝาปิดตรงพอร์ต Micro USB 3.0 ต้องปิดสนิทด้วยนะครับ

 

ฝาปิดกันน้ำเข้าของ Samsung Galaxy S5

ฝาปิดกันน้ำเข้าของ Samsung Galaxy S5

 

การออกแบบให้กันน้ำกันฝุ่นแบบนี้ ทำให้การชาร์จแบตเตอรี่ออกแนวลำบากอยู่หน่อย เพราะต้องคอยแกะฝาปิดเสมอๆ เวลาจะชาร์จแบตเตอรี่ และการออกแบบตัวยึดฝาปิดนั้นก็ดูไม่ค่อยแข็งแรงซักเท่าไหร่น่ะครับ

 

HTC One M8

Flag ship ของ HTC นั้น ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิต Android device ที่มีดีไซน์และใช้วัสดุที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมมากทีเดียว แต่หลังๆ มักจะมาด้วยราคาที่แอบอินดี้พอสมควร คือ แรงกว่า Samsung รุ่น Flag ship ซะอีก ซึ่งเมื่อประกอบกับการตลาดที่ไม่ได้ค่อยดีเท่าไหร่ (สู้คู่แข่งอย่าง Samsung ไม่ได้) ก็เลยทำให้ HTC ดูจะเงียบๆ ไป ตามสโลแกน Quietly brilliant  ของตนเอง

 

HTC One M8 อลูมิเนียมยูนิบอดี้ ด้านหลัง

 

แต่ถึงกระนั้น ผมต้องขอยืนยันว่า HTC One M8 นั้น มีดีไซน์ที่สวยงาม และการเลือกวัสดุเป็นอลูมิเนียมยูนิบอดี้ ก็ทำให้ความรู้สึกสัมผัสที่พรีเมี่ยมเอามากๆ ด้วย เรียกว่าแม้สนนราคาค่าตัวจะออกมาแพง ความรู้สึกของเรามันก็ให้คำตอบได้ว่าเป็นเพราะอะไร พอได้เห็น HTC One M8 แล้ว ผมว่ามันช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนักธุรกิจได้ดีทีเดียว มันดูภูมิฐานเอามากๆ ครับ แต่ดีไซน์ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจาก HTC One M7 มากนัก ยกเว้นเรื่องขนาดเครื่องที่ใหญ่ขึ้น

 

แถบ HTC ตรงนี้คือบริเวณของพวกเสาอากาศ

 

แต่การเลือกใช้อลูมิเนียมมาเป็นวัสดุ ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่หนักขึ้นพอสมควร แต่ก็แค่ 160 กรัมเท่านั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าหนักอึ้งมากแต่ประการใด ถ้าจะให้หาจุดด้อยของการออกแบบ ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของการนำองค์ประกอบจำพวกเสาสัญญาณต่างๆ ไปไว้ตรงบริเวณแถบสีดำโลโก้ HTC ซึ่งจะอยู่บริเวณอุ้งมือเวลาถือครับ นอกจากจะทำให้รู้สึกว่า มีไปเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่พวกปุ่มต่างๆ ในรุ่นนี้กลายเป็น Virtual button ไปหมดแล้ว เวลาใช้งาน Mobile Internet หรือ WiFi เพื่อรับส่งข้อมูลเยอะๆ บริเวณดังกล่าวก็จะรู้สึกได้เลยว่ามันอุ่นๆ จนถึงร้อนหน่อยๆ ครับ จับแล้วไม่สบายมือเท่าไหร่

 

iPhone 5s

สำหรับ iPhone 5s จากค่าย Apple แล้ว ยังคงเป็นนิยามของคำว่าดีไซน์กับความพรีเมี่ยมสำหรับสมาร์ทโฟนอยู่ครับ ด้วยอลูมิเนียมยูนิบอดี้ได้รับการออกแบบมาอย่างดี มีการลบมุมทำเหลี่ยม แต่ก็ไม่ได้มีลักษณะการออกแบบที่แตกต่างไปจากสมัย iPhone 5 มากนัก ทำให้มีข้อด้อยตรงที่ขาดความแปลกใหม่สำหรับคนที่มีรุ่นก่อนหน้าอยู่ แล้วอยากอัพเกรด แต่ก็มีข้อดีตรงที่พวกอุปกรณ์เสริมอย่างเคสของ iPhone 5 สามารถใช้งานร่วมกับ iPhone 5s ได้สบาย

 

อลูมิเนียมยูนิบอดี้กับการออกแบบที่ทำ Taper ให้ดูหรูหราของ iPhone 5s

 

อย่างไรก็ดี นี่เป็นสมาร์ทโฟนเพียงรุ่นเดียวใน 3 รุ่นที่นำมาเปรียบเทียบ ที่ผมว่าใช้งานมือเดียวได้สะดวกที่สุดแล้ว เพราะขนาดหน้าจอไม่ใหญ่มาก แต่ไปๆ มาๆ เรื่องขนาดหน้าจอนั้น ความต้องการให้ได้ขนาดหน้าจอใหญ่ๆ เพื่อจะได้เห็นอะไรชัดๆ อาจจะยอมรับได้ที่จะใช้งานมือเดียวไม่สะดวกนัก

 

iPhone 5s ด้านหลัง

 

 

วิพากษ์ประสบการณ์ในการใช้งานทั่วไปของทั้งสามรุ่น

เพราะฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการออกแบบของแต่ละรุ่นค่อนข้างมีความแตกต่างกันชัดเจน เลยทำให้ประสบการณ์ในการใช้งานของทั้งสามรุ่นนั้นมีความแตกต่างกันค่อนข้างเห็นได้ชัดทีเดียว ก็เลยต้องมาวิพากษ์กันหน่อยครับว่าแต่ละรุ่นนั้นมีอะไรดี และมีข้อด้อยในด้านไหนกันบ้าง

 

Samsung Galaxy S5

งวดนี้ Samsung Galaxy S5 มาพร้อมกับแนวคิดใหม่คือพิจารณาประสบการณ์ในการใช้งานเป็นหลัก ดังนั้นแม้ว่าจะยังคงมาพร้อมกับฟีเจอร์แบบครบเครื่องเหมือนสมัย Samsung Galaxy S4 (เช่น Smart stay หรือ Gesture ต่างๆ) แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ไม่ได้มีการยัดเยียดพวก App ต่างๆ มาให้มากมายเหมือนเมื่อก่อนครับ

 

App tray ของ Samsung Galaxy S5

 

ไม่ใช่ไม่มีพวก App เหล่านั้นให้ใช้งานนะ แต่ว่าจะให้ไปดาวน์โหลดเอาจาก Samsung Apps แทนครับ ที่ยังคงเหลือเอาไว้ค่อนข้างชัดเจน ก็จะเป็นพวก App ที่ Samsung ชูเป็นพระเอกของงาน อย่างเช่น S Health เป็นต้น (ซึ่งเป็น App ที่จำเป็นเพราะการใช้งานเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ทำผ่าน App นี้)

 

Samsung Galaxy App Center ดาวน์โหลด App สำหรับลูกค้า Samsung Galaxy เพื่อพบสิทธิพิเศษที่นี่

Samsung Galaxy App Center ดาวน์โหลด App สำหรับลูกค้า Samsung Galaxy เพื่อพบสิทธิพิเศษที่นี่

 

จุดเด่นของ Samsung Galaxy S5 ที่เหนือกว่าอีกสามรุ่นคือ การมี Exclusive apps, Privilege apps และ Services ต่างๆ ที่ทาง Samsung ของแต่ละประเทศจับมือกับพันธมิตรในประเทศนั้นๆ เพื่อให้ดาวน์โหลด Apps หรือใช้บริการพิเศษเพื่อลูกค้าในประเทศนั้นๆ เช่น ในประเทศไทยก็มี Samsung Galaxy Gift ที่ให้สิทธิพิเศษพวกส่วนลด หรือร่วมลุ้นของรางวัลต่างๆ หรือ Samsung Showtime ที่จับมือกับ AIS Movie Store ให้บริการชมภาพยนตร์ฟรี (บางเรื่อง) เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ไปดาวน์โหลดได้จาก Galaxy App Center

 

ปุ่ม Home ที่เป็นตัวสแกนลายนิ้วมือของ Samsung Galaxy S5

ปุ่ม Home ที่เป็นตัวสแกนลายนิ้วมือของ Samsung Galaxy S5

 

Samsung Galaxy S5 เป็นครั้งแรกของ Samsung ที่มีการใส่ตัวสแกนลายนิ้วมือเข้ามาด้วย และค่อนข้างทำออกมาได้เกือบดี เนื่องจากใช้ประโยชน์ได้ทั้งการปลดล็อกหน้าจอ, การป้องกันการเข้าถึงข้อมูลบางอย่าง, การชำระเงินผ่าน PayPal และการซื้อ App ผ่าน Samsung Apps ซึ่งคล้ายๆ กับสิ่งที่ iPhone 5s ทำได้ ซึ่งทำได้เหนือกว่าก็ตรงที่ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลบางอย่างได้นี่แหละครับ แต่ก็มีข้อที่ด้อยกว่าเช่นกัน นั่นคือ แม้จะเลือกใช้ปุ่ม Home เพื่อความสะดวกในการใช้งานเหมือนกัน แต่ของ Samsung นั้นจะเป็นแบบปาดนิ้วบนปุ่ม Home ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องการอ่านลายนิ้วมือมากกว่า หากเทียบกับ iPhone 5s แล้ว โอกาสสำเร็จในการอ่านลายนิ้วมือ iPhone 5s มีสูงกว่าครับ

 

Kids Mode ของ Samsung Galaxy S5

Kids Mode ของ Samsung Galaxy S5

 

Samsung Galaxy S5 มี Kids Mode ด้วย ซึ่งทำงานเป็น Launcher ตัวนึง ที่ไว้สำหรับให้พวกเด็กๆ ใช้งานเวลามาเซ้าซี้ขอ Samsung Galaxy S5 ไปเล่น ซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าจะให้ใช้งาน App อะไรได้บ้าง และสามารถดาวน์โหลด App สำหรับเด็กๆ มาติดตั้งได้ (เวลาเข้า Samsung Apps มันจะเป็น App สำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะ)

 

Smart Remote ของ Samsung Galaxy S5

Smart Remote ของ Samsung Galaxy S5

Smart Remote ของ Samsung Galaxy S5

Smart Remote ของ Samsung Galaxy S5

 

Samsung Galaxy S5 มาพร้อมกับพอร์ตอินฟราเรด และ App ชื่อ Smart Remote ซึ่งหน้าที่การทำงานก็คงเหมือนๆ กับ WatchON ครับ (ก็เลยทำให้ผมงงๆ ว่า แล้วจะทำใหม่ทำไม) แต่ User Interface นั้น ผมว่า WatchON ตัวใหม่ดูดีกว่าเยอะ เพียงแต่มันไม่รองรับประเทศไทยอยู่ เลยต้องใช้ Smart Remote ไปครับ … ดูเหมือนพอร์ตอินฟราเรดของ Samsung Galaxy S5 ก็ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ ไม่สามารถเรียนรู้รหัสรีโมตใหม่ๆ ได้ครับ ดังนั้นก็อาจจะไม่ครอบคลุมอุปกรณ์ทุกอย่าง (เช่นที่บ้านผม ก็ไม่สามารถควบคุมกล่อง TrueVisions ได้อ่ะ)

 

หน้าจอตอนเข้าสู่ Ultra Power Saving Mode ของ Samsung Galaxy S5

หน้าจอตอนเข้าสู่ Ultra Power Saving Mode ของ Samsung Galaxy S5

 

อีกฟีเจอร์นึงที่น่าสนใจก็คือ Ultra power saving mode ที่เป็นโหมดประหยัดพลังงานสูงสุดของ Samsung ซึ่งอาศัยประโยชน์ของการใช้หน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED ที่สามารถแสดงสีดำสนิทได้ โดยไม่ต้องใช้พลังงานแม้แต่น้อย ทำให้สามารถประหยัดพลังงานสูงสุด Standby ได้นาน 24 ชั่วโมง แม้จะมีแบตเตอรี่เหลือเพียง 10% (คำว่า Standby หมายถึง ไม่ได้มีการใช้งานนะครับ เปิดเครื่อง ปิดหน้าจอไว้เฉยๆ) จุดเด่นของ Ultra power saving mode ของ Samsung นี้อยู่ที่ ยังคงสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต เปิดเว็บไซต์ต่างๆ ได้ (รวมถึงการชม YouTube ผ่านทางเว็บไซต์) เช็คอีเมล์ได้ (ผ่าน Email app ของ Samsung), ใช้งาน Social media อย่าง Twitter, Facebook และ LINE ได้ด้วย โดยกินพลังงานแบตเตอรี่ประมาณ 5% ต่อชั่วโมง โดยการแสดงผลจะเป็นแบบ Grayscale ครับ

 

HTC One M8

ครั้งนี้ HTC มาพร้อมกับ HTC Sense UI เวอร์ชัน 6 ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุด แต่ภาพรวมของ UI นั้นยังคงคล้ายๆ กับเวอร์ชันก่อนๆ ครับ แต่มีการปรับแต่งบางส่วนให้ดูเป็น Flat มากขึ้น แต่ไม่เชิงจะเป็นแนว Minimalist ซะทีเดียว เพราะจากที่ลองใช้งานดูพบว่า การแสดงผลข้อมูลต่างๆ มัน “เยอะ” เอาเรื่องอยู่

 

หน้า Lock screen ของ HTC One M8

หน้า Lock screen ของ HTC One M8

 

เช่น HTC BlinkFeed เนี่ย ในเวอร์ชันก่อนผมว่ามันค่อนข้างจะให้ความรู้สึกเกะกะ และเหมือนถูกบังคับยังไงชอบกล และดูรกๆ แต่ในเวอร์ชันนี้ ผมรู้สึกว่ามันรกน้อยลง การนำเสนอ Feed ต่างๆ ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น ใครที่ชอบติดตามอ่านอัพเดตต่างๆ ทั้ง Status ของ Social media อย่าง Facebook, Twitter และพวกข่าว RSS Feed ต่างๆ น่าจะชอบฟีเจอร์นี้เลย

 

HTC BlinkFeed ที่ดูดีขึ้น

HTC BlinkFeed ที่ดูดีขึ้น

 

ตอนที่ HTC One Max ออกมา มีการใส่ตัวสแกนลายนิ้วมือเข้ามาด้วย แต่ว่า HTC One M8 นั้นไม่มีตัวสแกนลายนิ้วมาให้ … ก็พอเข้าใจได้ครับ จากที่ผมเคยทดสอบ HTC One Max มาก่อนหน้านี้ พบว่าระบบสแกนลายนิ้วมือของ HTC นั้นใช้ไม่สะดวกเท่าไหร่ และฟังก์ชั่นการทำงานนั้นไม่ได้อำนวยความสะดวกอะไรมากนัก

 

ฟังก์ชั่น TV ของ HTC One M8 เปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นรีโมท

 

HTC One M8 นั้นมาพร้อมกับพอร์ตอินฟราเรด แน่นอน เมื่อรวมกับ App ชื่อ TV ที่มาพร้อมกับเครื่อง ก็ทำให้มันกลายเป็น Universal remote control ใช้ควบคุมพวกเครื่องเล่นมัลติมีเดียต่างๆ ได้ และงวดนี้ HTC ดูจะมีการจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการเคเบิ้ลในประเทศไทยด้วยแล้ว เพราะ App มีข้อมูลของ TrueVisions มาให้ด้วยซึ่งอำนวยความสะดวกดีครับ เพราะเมื่อเราได้อ่านข้อมูลว่ากำลังมีอะไรฉายอยู่ ณ ตอนนี้ เราก็กด Watch Now ก็จะเปิดช่องนั้นเลย … แต่มันมีข้อเสียตรงที่ ข้อมูลมันไม่ตรงครับ ตัว App บอกว่ากำลังมีเรื่องนี้ฉายอยู่ กดปุ่มไปดู ปรากฏว่าเป็นอีกเรื่อง ซะงั้น

 

สามารถเรียนรู้ปุ่มต่างๆ ของรีโมทได้ ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลในฐานข้อมูล

สามารถเรียนรู้ปุ่มต่างๆ ของรีโมทได้ ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลในฐานข้อมูล

 

จุดเด่นของพอร์ตอินฟราเรดของ HTC One M8 ก็คือความสามารถในการเรียนรู้รหัสรีโมตใหม่ๆ ครับ ในกรณีที่อุปกรณ์ที่เราใช้ เป็นรุ่นที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูล เราสามารถให้ HTC One M8 เรียนรู้ได้ครับ โดยการเอารีโมตคอนโทรลจริงๆ มากดแต่ละปุ่มใส่เข้าพอร์ตอินฟราเรดของ HTC One M8 เพื่อให้เรียนรู้

 

Extreme Power Saving Mode ของ HTC One M8

Extreme Power Saving Mode ของ HTC One M8

 

เช่นเดียวกับ Samsung Galaxy S5 ครับ HTC One M8 ก็มีสุดยอดโหมดประหยัดพลังงานเช่นกัน แต่มาในชื่อของ Extreme power saving mode ซึ่งดูสวยกว่าของ Samsung Galaxy S5 ตรงที่แสดงผลเป็นสีนี่แหละครับ แต่ว่าการใช้งานจะค่อนข้างจำกัดเลย เพราะว่าจะทำได้แค่ทำงานหลักๆ คือ โทรศัพท์, รับส่ง SMS, รับส่งอีเมล์, เช็คตารางนัดหมาย และเครื่องคิดเลข การใช้งานอินเทอร์เน็ตอื่นๆ ก็จะถูกตัดไป เพื่อให้ประหยัดพลังงานสุดๆ และเช่นกันครับ โหมดนี้มีไว้เพื่อให้ Standby ให้ได้นานที่สุด ในกรณีที่แบตเหลือน้อยและยังไม่สามารถหาที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้ จะได้ไม่ขาดการติดต่อ

 

iPhone 5s

นับตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ iOS7 เป็นต้นมา รูปร่างหน้าตาของ User Interface ของระบบปฏิบัติการ iOS ก็เปลี่ยนไปมาเป็นแนว Flat แบบเต็มเหนี่ยวมาก แม้ว่า Home screen จะยังคงเป็นแบบเดิมๆ คือ แสดงแต่เฉพาะไอคอนและโฟลเดอร์ แต่ก็เพิ่มลูกเล่นต่างๆ เข้าไปหลายจุดเลย เช่น ส่วนของ Notification ที่แสดงข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น หรือ การผนวกระบบปฏิบัติการเข้ากับ Social media ต่างๆ เช่น Twitter และ Facebook

 

Home screen แบบเดิมๆ ของระบบปฏิบัติการ iOS

Home screen แบบเดิมๆ ของระบบปฏิบัติการ iOS

 

แต่ในขณะที่ระบบปฏิบัติการ Android นั้น ตัว User Interface ถูกดัดแปลงให้มีลูกเล่นต่างๆ มากมาย เพิ่มเข้ามาเยอะแยะนั้น ระบบปฏิบัติการ iOS ดูจะพิจารณาอย่างถ้วนถี่ก่อนที่จะใส่อะไรเข้ามา แน่นอนว่าหลายๆ ส่วนที่เพิ่มเข้ามาในระบบปฏิบัติการ iOS7 นั้นจะคล้ายๆ กับสิ่งที่ระบบปฏิบัติการ Android เขามีกันมานาน (เช่น Notification ที่แสดงข้อมูลต่างๆ, Control Center ที่ให้เปิดปิดฟังก์ชั่นต่างๆ ได้สะดวก เป็นต้น) แต่ก็ต้องยอมรับว่าเลือกเอาเฉพาะที่อำนวยความสะดวกผู้ใช้งานเข้ามาจริงๆ และไม่ได้เยอะจนทำให้งงหรือใช้งานยากแต่อย่างใด

 

ระบบปฏิบัติการ iOS7 เชื่อมกับพวก Social media ดังๆ ไว้เยอะ

ระบบปฏิบัติการ iOS7 เชื่อมกับพวก Social media ดังๆ ไว้เยอะ

 

Apple ทำได้ดีในเรื่องของการวางแนวทางในการพัฒนา App ครับ User Interface ของ App ต่างๆ จึงค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกัน และทำให้เรียนรู้ในการใช้งานไม่ยากเท่าไหร่ นอกจากนี้ด้วยความที่เป็นขาใหญ่ในวงการนี้ เป็นผู้ริเริ่ม App Store ก่อนเพื่อน และไม่ได้ออกผลิตภัณฑ์มาหลากหลายรุ่นมากจนเกินไป ทำให้การพัฒนา App เพื่อรองรับนั้นทำได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะเกม เนื่องจากสเปกไม่ได้หลากหลายมากนัก … แม้ว่า App บนระบบปฏิบัติการ Android จะเพิ่มขึ้นมาเยอะมากแล้ว แต่หากเปรียบเทียบด้านคุณภาพแล้ว App ดีๆ จำนวนไม่น้อยที่มีแต่เฉพาะบนระบบปฏิบัติการ iOS ก็ยังมีอยู่เยอะ

 

App ต่างๆ รวมถึงเกมบนระบบปฏิบัติการ iOS มีเยอะกว่าบน Android

App ต่างๆ รวมถึงเกมบนระบบปฏิบัติการ iOS มีเยอะกว่าบน Android

 

iPhone 5s นั้นมีตัวสแกนลายนิ้วมือใช้ก่อน Samsung Galaxy S5 และด้วยความที่ Apple สร้างระบบนิเวศน์ (Ecosystem) เอาไว้ค่อนข้างดีทีเดียว ก็เลยทำให้การสแกนลายนิ้วมือเพื่อยืนยันตัวตนนั้น ทำได้มากกว่าแค่การปลดล็อกหน้าจอ แต่ยังสามารถใช้ยืนยันตัวตนเพื่อซื้อ App จาก App Store หรือ ซื้อเพลงซื้อหนังจาก iTunes Store ได้ด้วย … ซึ่งตรงนี้ Samsung ก็มีท่าทางว่ากำลังจะดำเนินรอยตามมาติดๆ (สังเกตได้จาก Samsung Galaxy S5)

 

Touch ID ใช้ยืนยันตัวตนเพื่อซื้อของใน App Store หรือ iTunes Store ได้เลย

Touch ID ใช้ยืนยันตัวตนเพื่อซื้อของใน App Store หรือ iTunes Store ได้เลย

 

แต่ตัวสแกนลายนิ้วมือของ iPhone 5s นั้นในแง่ปฏิบัติแล้ว ใช้งานง่ายกว่าของ Samsung Galaxy S5 ครับ เพราะแม้จะใช้ปุ่ม Home เป็นตัวอ่านเหมือนกัน แต่ไม่ต้องปาดนิ้วมือครับ แค่วางนิ้วมือลงไปเฉยๆ และเนื่องจากตอนที่จดจำลายนิ้วมือนั้น เป็นการพยายามจดจำลายนิ้วมือส่วนใหญ่บนนิ้วอยู่แล้ว จึงสามารถจดจำได้ไม่ว่าเราจะวางนิ้วอย่างไร โอกาสสแกนนิ้วสำเร็จจึงสูงกว่ามาก

 

หน้าจอใหญ่ได้เปรียบ เวลาอ่านข้อความบนเว็บ Samsung Galaxy S5 กับ HTC One M8 เห็นตัวอักษรใหญ่กว่า iPhone 5s

หน้าจอใหญ่ได้เปรียบ เวลาอ่านข้อความบนเว็บ Samsung Galaxy S5 กับ HTC One M8 เห็นตัวอักษรใหญ่กว่า iPhone 5s

 

อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ในการอ่านพวกข้อความต่างๆ บนหน้าเว็บนั้น ด้วยหน้าจอที่ขนาดเล็กกว่าของ iPhone 5s จึงเทียบไม่ได้กับ Samsung Galaxy S5 และ HTC One M8 แม้ว่าท่านผู้อ่านอาจแย้งว่า Safari mobile บน iPhone 5s นั้นมี Reader mode ที่จะทำการแปลงหน้าเว็บเป็นเวอร์ชันที่อ่านง่าย สามารถปรับขยายขนาดตัวอักษรได้ แต่มันก็ไม่ได้เหมาะสำหรับการเปิดชมทุกเว็บซะทีเดียวครับ

 

ประสบการณ์ด้านมัลติมีเดียและการเล่นเกมของ 3 รุ่น

เป็นสิ่งที่ขอหยิบยกออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่างหากเลยครับสำหรับสองเรื่องนี้ เพราะมันแทบจะกลายเป็นหน้าที่ประจำของพวกสมาร์ทโฟนไปแล้วครับ การเอามาชมคลิป ดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกม (จริงๆ แล้วคือ โดยเฉพาะการเล่นเกมด้วยซ้ำ) มาดูกันครับว่าแต่ละรุ่นนั้นเป็นยังไงบ้าง

 

Samsung Galaxy S5

ด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 801 MSM8974AC Quad-core 2.5GHz ที่มาพร้อมกับ GPU Adreno 330 นี่ เลยทำให้ Samsung Galaxy S5 แรงพอที่จะถอดรหัสไฟล์วิดีโอความละเอียดคมชัดสุดยอดอย่าง UHD (Ultra High Definition) หรือชื่อเล่น 4K ที่มีความละเอียด 3840×2160 พิกเซล ได้สบายๆ ลื่นไหลมากๆ และหน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED ที่ให้สีสันสดจัดจ้าน และสีดำที่ดำสนิทจริงๆ มันก็เหมาะกับการรับชมพวกวิดีโอจริงๆ ครับ

 

ชมคลิป 4K บน Samsung Galaxy S5

ชมคลิป 4K บน Samsung Galaxy S5

 

ตัว App รับชมวิดีโอของ Samsung นั้นแอบมีลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ให้ใช้ เช่น การทำงานแบบ Multitasking เพื่อเปิดวิดีโอเป็นหน้าต่างเล็กๆ ย้ายที่ไปมาบนหน้าจอได้ จะได้ดูวิดีโอไปพร้อมๆ กับท่องเว็บ, แชทกับเพื่อบน LINE หรืออัพเดต Facebook เป็นต้น

นอกจากนี้ ในเรื่องของการเล่นเกมกราฟิก 3D แบบจัดหนักจัดเต็ม ก็หมดห่วงครับ เพราะ GPU Adreno 330 นั้นแรงเกินพอที่จะรองรับเกม 3D ในอนาคตอีกมากมายได้อย่างสบายๆ ลองเอามาเล่นเกม Asphalt 8: Airborne ดู ก็เป็นไปตามคาด เล่นด้วยระดับกราฟิกคุณภาพสูงสุด ทั้งรายละเอียดกราฟิกเต็มที่ เอฟเฟ็กต์มาแบบครบเครื่อง ก็ยังลื่นไหลไม่มีสะดุดใดๆ

 

เกม Asphalt 8: Airborne บน Samsung Galaxy S5

เกม Asphalt 8: Airborne บน Samsung Galaxy S5

 

จุดสุดท้ายที่ต้องวัดกันในเรื่องของประสบการณ์ในด้านมัลติมีเดียและการเล่นเกมก็คือคุณภาพเสียงนั่นเอง ซึ่งในด้านคุณภาพเสียงนั้น ด้วยเสียงที่มีน้ำหนัก แน่น และมีความโปร่งสบาย และการปรับภาคหูฟังให้มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำให้เสียงโดยรวมที่ได้จาก S5 นั้นถูกโฉลกกับผมได้คะแนนสูงที่สุดไป … อย่างไรก็ดี ตำแหน่งวางลำโพงของ Samsung Galaxy S5 ที่อยู่ด้านหลังนั้น เวลาไปวางบนโต๊ะหรือพื้นผิวบางอย่างเพื่อฟังเพลง ก็อาจจะทำให้เสียงนั้นผิดเพี้ยนไปได้ จริงๆ แล้ว ถ้า Samsung ทำตำแหน่งลำโพงมาให้คล้ายๆ กับ Samsung Galaxy Note 3 คงจะสมบูรณ์แบบกว่านี้ครับ

 

HTC One M8

ถ้า Samsung Galaxy S5 สามารถให้ประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในการรับชมไฟล์มัลติมีเดียและการเล่นเกมได้แล้ว HTC One M8 ที่ใช้ชิปเซ็ตเดียวกันทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ จริงไหมครับ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรที่ HTC One M8 จะสามารถรับชมไฟล์วิดีโอ 4K ได้สบายๆ เช่นกัน … อย่างไรก็ดี ลูกเล่นของ App ดูวิดีโอของ HTC One M8 นั้นไม่ได้มีอะไรมากมายครับ

 

ดูคลิป 4K บน HTC One M8

ดูคลิป 4K บน HTC One M8

 

ในแง่ของการเล่นเกม ทดสอบด้วยเกม Asphalt 8: Airborne เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าสามารถเล่นได้แบบมีประสบการณ์ยอดเยี่ยมไม่แพ้ Samsung Galaxy S5 เลยครับ จริงๆ แล้วอยากบอกว่ารู้สึกดีกว่าด้วย เพราะ HTC BoomSound ที่เป็นลำโพงสเตริโอคู่ด้านหน้า ให้เสียงที่ดังสะใจ และสมจริงสมจังมาก โดยไม่ต้องใส่ชุดหูฟังเลย เวลาเล่นเกมคนเดียวเนี่ย สะใจสุดๆ

 

Asphalt 8: Airborne บน HTC One M8

Asphalt 8: Airborne บน HTC One M8

 

อย่างไรก็ดี มันเกิดพลิกล็อกครับ เพราะปกติเวลารีวิวเปรียบเทียบทีไร (หรือถ้าจะให้เรียกตามภาษา The Voice คงต้องเรียกว่า Battle … ฮา) HTC ที่มาพร้อมกับ BoomSound มักจะได้อันดับ 1 ไปนะ แต่ครั้งนี้ผมว่าเสียงที่ได้มันไม่เหมือนเดิม เสียงลำโพงที่ขาดความโปร่งไปจากเดิม และเสียงช่องหูฟังที่ธรรมดามาก แม้จะเปิดใช้ระบบ Sound Enhancement ช่วย ก็ยังมีข้อเสียด้านการขาดความเป็นธรรมชาติ และข้อจำกัดของการเร่งระดับเสียง ยิ่งเปิดดังเสียงยิ่งเบลอและอึดอัด … แม้ว่าจะไม่ได้ฟังดูแย่ แต่งวดนี้มันต้องเปรียบเทียบ 3 รุ่นครับ ฉะนั้น เลยต้องตัดใจให้อันดับรั้งท้ายไป

 

iPhone 5s

ด้วยสเปกแล้ว ถือว่าต่ำที่สุดในบรรดาสามรุ่นครับ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไม่สามารถเล่นไฟล์วิดีโอ 4K ได้ ซึ่งถามว่าเป็นจุดด้อยไหม มองแง่นึงก็ใช่ เพราะมันทำไม่ได้อย่างที่ Samsung Galaxy S5 และ HTC One M8 เขาทำกัน แต่หากพิจารณาเรื่องความเหมาะสม หน้าจอแสดงผลขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 1136×640 พิกเซล (640p) การดูไฟล์วิดีโอ 4K ไปมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากการดูไฟล์วิดีโอ 1080p หรอกครับ … แต่สเปกของ iPhone 5s ก็แรงพอที่จะชมไฟล์วิดีโอ 1080p ได้สบายๆ อยู่

 

ดูไฟล์วิดีโอ 1080p บน iPhone 5s

ดูไฟล์วิดีโอ 1080p บน iPhone 5s

 

ในแง่ของการเล่นเกม ต้องบอกว่าจากประสบการณ์ส่วนตัว การเล่นเกมบนอุปกรณ์ของ Apple นั้นได้ประสบการณ์ที่ดีมากๆ ทีเดียวครับ แน่นอนว่าหากเป็นรุ่นที่สเปกต่ำลงไป ก็จะได้รายละเอียดและเอฟเฟ็กต์ของกราฟิก 3D น้อยลงไป แต่สำหรับ iPhone 5s นั้น คุณภาพของกราฟิกและเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ครบเครื่องมากทีเดียว

 

เกม Asphalt 8: Airborne บน iPhone 5s

เกม Asphalt 8: Airborne บน iPhone 5s

 

จากประสบการณ์ในการรีวิว iPhone นั้นให้เสียงที่น่าประทับใจมาโดยตลอด ด้วยลำโพงที่ให้เสียงที่พลัง แม้จะ Compressed ไปบ้าง แต่ก็ให้รายละเอียดและความรู้สึกโดยรวมที่ดี รวมไปถึงเสียงจากช่องหูฟังที่ชัด แน่น เคลียร์ แต่ในครั้งนี้เสียท่าให้กับ Samsung Galaxy S5 ที่ให้เสียงโดยรวมที่เป็นธรรมชาติ จึงขอลดระดับ iPhone 5s ลงมาที่อันดับสองแทน

 

ประสบการณ์ในการถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอของทั้งสามรุ่น

อย่างที่ได้วิพากษ์วิจารณ์ไปก่อนหน้าว่าแต่ละรุ่นนั้นก็มาพร้อมกับกล้องดิจิตอลที่มีความหลากหลายแตกต่างกันไปครับ ดังนั้นก็สมควรแก่การมารีวิวเปรียบเทียบเป็นอย่างยิ่งว่าแต่ละรุ่นนั้น เด่นกันตรงไหนบ้าง

 

Samsung Galaxy S5

มีการเปลี่ยนแปลง User Interface ของ Camera app อีกครั้งครับ โดยคราวนี้กลับไปยึดแนวทางเดิมๆ ของเวอร์ชันก่อนๆ ที่จะมีไอคอนทางลัดเข้าถึงฟังก์ชั่นต่างๆ อยู่ทางซ้ายมือ ทำให้การปรับแต่งอะไรต่อมิอะไรทำได้สะดวกขึ้น ซึ่งผมมองว่าทำมาถูกทางแล้วล่ะครับ ลูกเล่นในการปรับแต่ง Camera app ของ Samsung นั้นค่อนข้างเยอะแยะเหลือเฟือจริงๆ

 

Settings แบบแนวเดิมๆ ของ Samsung Galaxy S5

Settings แบบแนวเดิมๆ ของ Samsung Galaxy S5

 

ในทางตรงกันข้าม Mode ถ่ายภาพที่ปกติก็ถือว่าเป็นจุดเด่นของค่าย Samsung (เพราะหากเลือกใช้ให้ถูกต้องละก็ จะได้ภาพที่ค่อนข้างสวยทีเดียว) กลับมีให้เลือกน้อยลง แต่ตั้งข้อสังเกตว่ามีการเพิ่มความสามารถให้ดาวน์โหลดเพิ่มได้ทีหลัง และผ่านทาง Samsung Apps ด้วย ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าทาง Samsung จะสร้างแรงจูงใจให้คนเข้ามาพัฒนาโหมดการถ่ายภาพมาให้ดาวน์โหลดได้มากน้อยแค่ไหนล่ะ

 

การเลือก Mode ถ่ายภาพ และสามารถดาวน์โหลดเพิ่มได้

การเลือก Mode ถ่ายภาพ และสามารถดาวน์โหลดเพิ่มได้

 

ทีนี้มาดูที่คุณภาพของภาพถ่ายกันบ้างครับ … ด้วยกล้องดิจิตอลความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซล จึงให้ภาพที่ค่อนข้างคมชัดทีเดียว และมีสีสันที่ดูสมจริงมากๆ เวลาถ่ายภาพในลักษณะที่ย้อนแสง ไม่รู้สึกว่าแหล่งกำเนิดแสงดูฟุ้งๆ ทำให้ไม่เจอ Flare เข้ามารบกวนให้ภาพมาก และ ISOCELL ก็ช่วยให้ถ่ายภาพเวลาแสงสว่างน้อยได้ดูสว่างขึ้นมาพอสมควร แต่ก็ยังไม่ถือว่ามากนัก หากเทียบกับคู่แข่งอย่าง HTC One M8 และ iPhone 5s

 

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5

 

จุดเด่นสุดๆ ของ Samsung Galaxy S5 ที่ผมชอบ และ HTC One M8 กับ iPhone 5s ไม่มี ก็คือโหมด Live HDR ครับ เพราะสามารถเห็นภาพถ่ายหลังเปิดใช้ HDR ได้เลย ไม่ต้องถ่ายก่อนแล้วค่อยมารอลุ้นทีหลังว่าภาพจะออกมาสว่างมากน้อยยังไง แต่อย่างไรก็ดี ซอฟต์แวร์กล้องของ Samsung Galaxy S5 ดูจะมีปัญหาเรื่อง Auto white balance เวลาที่ถ่ายภาพที่ไม่มีพื้นที่สีขาวในเฟรม ผมพบว่าสีสันมันจะเพี้ยน แต่หากปรับ White balance แบบ Manual ก็จะไม่เป็นปัญหา

 

Selective Focus ของ Samsung Galaxy S5 เลือกโฟกัสได้ 3 แบบ

Selective Focus ของ Samsung Galaxy S5 เลือกโฟกัสได้ 3 แบบ

 

อีกฟีเจอร์นึงที่มีการพูดถึงบ่อยๆ ก็คือ Selective Focus ซึ่งเป็นการถ่ายรูปแบบถ่ายก่อน ค่อยมาปรับโฟกัสกันทีหลังครับ สามารถเลือกได้ว่าจะให้เป็นแบบหน้าชัดหลังเบลอ หรือหน้าเบลอหลังชัด หรือจะให้ชัดทั้งหมดเหมือนภาพถ่ายปกติก็ได้ … อย่างไรก็ดีฟีเจอร์นี้ของ Samsung เป็นการใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยครับ คือ การถ่ายภาพในระยะโฟกัสที่แตกต่างกัน 3 แบบ ด้วยความเร็วสูง แล้วจึงนำมาใช้ในการคำนวณเพื่อสร้างภาพ Selective Focus ทีหลัง ฉะนั้นจึงมีข้อด้อยสำคัญสองเรื่องคือ หากระยะวัตถุไม่เหมาะสมตัวซอฟต์แวร์ก็จะทำแค่ถ่ายภาพแบบปกติแทน และแม้ว่าอะไรต่อมิอะไรทุกอย่างจะเหมาะสม ซอฟต์แวร์ก็จะต้องใช้เวลาในการถ่ายภาพและประมวลผลเล็กน้อย ทำให้ถ่ายภาพต่อเนื่องไม่ได้

 

Selective Focus ของ Samsung Galaxy S5 หากองค์ประกอบไม่เหมาะสมก็จะถ่ายไม่ได้ กลายเป็นรูปธรรมดาไป

Selective Focus ของ Samsung Galaxy S5 หากองค์ประกอบไม่เหมาะสมก็จะถ่ายไม่ได้ กลายเป็นรูปธรรมดาไป

 

กล้องดิจิตอลด้านหน้าของ Samsung Galaxy S5 แม้ว่าจะมีสเปกเป็นอันดับสองของทั้งสามรุ่นที่นำมาทดสอบ แต่คุณภาพของภาพที่ได้นั้นผมพบว่าเป็นอันดับสุดท้ายของการเปรียบเทียบทีเดียว ซึ่งค่อนข้างน่าแปลกใจ เพราะปกติแล้วกล้องดิจิตอลด้านหน้าของ Samsung นั้นค่อนข้างมีคุณภาพดีทีเดียวนะครับ (ผมชอบมากกว่ากล้องดิจิตอลด้านหน้าของ iPhone ซะอีก)

ในด้านการถ่ายวิดีโอ ถือว่า Samsung Galaxy S5 ทำได้ดีทีเดียว แต่มีข้อด้อยตรงเรื่องไม่สามารถปรับการชดเชยแสงตามจุดที่แตะบนหน้าจอได้ และเมื่อเริ่มถ่ายวิดีโอแล้วก็ไม่สามารถปรับชดเชยแสงแบบ Manual ได้ด้วย ต้องไปพึ่งพา Auto Exposure (AE) เพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่ค่อยสะดวกซักเท่าไหร่ แต่จุดเด่นคือสามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง 4K (3840×2160 พิกเซล)​ ได้นี่แหละครับ ซึ่งเหมาะสำหรับเวลาที่เราต้องการถ่ายภาพนิ่งของ Subject ที่มีการเคลื่อนไหว การถ่ายวิดีโอ 4K นี่ไว้ แล้วค่อยมา Capture เฟรมจากวิดีโอ จะให้ภาพความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ซึ่งถือว่าดูดีทีเดียว

 

HTC One M8

HTC เองก็เป็นอีกค่ายที่มีการปรับ User Interface ของ Camera app ของตัวเอง แต่ด้วยความเห็นส่วนตัวของผม ผมพบว่ายิ่งปรับกลับยิ่งใช้ยากขึ้น และความสวยงามลดลงไปเยอะมาก เป็นอะไรที่อยากแนะนำให้ HTC ปรับปรุงนะครับ แต่จุดที่ผมชอบที่สุดสำหรับ HTC One M8 ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ HTC ทำได้ดีมาตลอด และทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วย นั่นคือ คุณสมบัติ Tap-to-Focus ที่สามารถปรับได้ทั้งโฟกัสและการชดเชยแสง ซึ่งผมว่าเป็นผู้ผลิต Android ค่ายเดียวที่ทำได้ดีไม่แพ้ iPhone เลยครับ แถมงวดนี้มาพร้อมคุณสมบัติ AF/AE Locked แล้วด้วย (หมายถึงการล็อกโฟกัสและการชดเชยแสงของภาพไว้ ณ ตรงจุดที่แตะบนหน้าจอ)

 

โหมดถ่ายภาพแบบต่างๆ ของกล้อง HTC One M8

โหมดถ่ายภาพแบบต่างๆ ของกล้อง HTC One M8

ตัวเลือกรูปแบบการถ่ายรูปของ HTC One M8

ตัวเลือกรูปแบบการถ่ายรูปของ HTC One M8

 

มาดูคุณภาพของภาพถ่ายกันซะหน่อย … น่าสนใจเพราะว่า HTC มีข้อจำกัดกว่าคู่แข่งเยอะ ตรงที่เลือกใช้กล้องดิจิตอลความละเอียดแค่ 4 ล้านพิกเซลมาเป็นกล้องดิจิตอลด้านหลังเท่านั้น แต่ Ultrapixel ของ HTC ก็ให้ภาพที่ดูสว่างมากทีเดียว สีสันก็จัดแจ้ง แต่ไม่ได้สดจัดจ้านจนเกินไป อย่างไรก็ดี ดูเหมือนความสามารถในการรับแสงที่ดีกว่าคู่แข่งจะกลายเป็นจุดด้อย เวลาที่ต้องถ่ายย้อนแสงครับ เพราะจุดกำเนิดแสงจะดูฟุ้งๆ ไปเลย และหากเราพยายามจะลดอาการฟุ้งลงด้วยการวัดแสงให้ใกล้เคียงกับจุดกำเนิดแสงนั้น มันจะส่งผลให้ภาพมืดลงไปพอสมควร

 

ถ่ายด้วย HTC One M8ถ่ายด้วย HTC One M8

 

ถ้ามองการใช้งานแค่การแชร์ภาพถ่ายบน Social media ต่างๆ หรือการนำไปอัดเป็นภาพถ่ายขนาดจัมโบ้ละก็ แค่ 4 ล้านพิกเซลก็เรียกว่าเหลือเฟือสำหรับการใช้งานแล้ว แต่มันกลายเป็นข้อจำกัดสำหรับคนที่ต้องการถ่ายภาพขนาดใหญ่แล้วนำมา Crop หรือเลือกตัดเอาเฉพาะส่วนที่ต้องการไปใช้ เพราะจะเหลือภาพที่มีความละเอียดต่ำเกินไป

แต่กล้องหน้าของ HTC One M8 นั้น ทั้งสเปก และคุณภาพของภาพถ่าย ผมขอยกให้เป็นอันดับหนึ่งของการเปรียบเทียบครั้งนี้ครับ ไม่เสียทีที่ HTC เลือกใช้เซ็นเซอร์ภาพขนาด 5 ล้านพิกเซล … การสลับไปมาระหว่างกล้องหน้ากับกล้องหลัง แทนที่จะเป็นไอคอนเหมือนกับค่ายอื่นเขา ของ HTC ใช้วิธีการปาดนิ้วขึ้นหรือลงจากขอบหน้าจอเข้ามาตรงกลางครับ

 

รูปใดใส่ Duo camera effects ได้ จะมีไอคอน Effects เหล่านี้ให้เลือก

รูปใดใส่ Duo camera effects ได้ จะมีไอคอน Effects เหล่านี้ให้เลือก

 

การมีกล้องดิจิตอลความละเอียด 2 ล้านพิกเซลมาทำหน้าที่เป็น Depth of field sensor นั้น ช่วยให้ HTC One M8 สามารถถ่ายภาพแนวเดียวกับ Selective Focus ของ Samsung Galaxy S5 ได้ดีกว่า (แต่ HTC เรียกฟีเจอร์นี้ว่า Ufocus) เพราะคุณสมบัตินี้จะใช้ได้กับภาพถ่ายทุกภาพที่ถ่ายเลย ขอเพียงแค่อย่าเอาอะไรไปบังเลนส์ของกล้อง 2 ล้านพิกเซลเข้าให้ล่ะ

 

Ufocus ของ HTC One M8 เลือกแตะบนหน้าจอเพื่อปรับโฟกัสทีหลัง

Ufocus ของ HTC One M8 เลือกแตะบนหน้าจอเพื่อปรับโฟกัสทีหลัง

Duo Camera Effects ของ HTC One M8

Duo Camera Effects ของ HTC One M8

 

ดังนั้นนอกเหนือจากจะใช้งานง่ายกว่าแล้ว ก็ยังถ่ายภาพได้ต่อเนื่องด้วยครับ เพราะเป็นการใช้ฮาร์ดแวร์มาเก็บข้อมูล เพื่อใช้ในการสร้างเอฟเฟ็กต์โฟกัส อีกทั้งยังใส่เอฟเฟ็กต์อื่นๆ เข้าไปได้อีก ต้องลองไปเล่นดูครับ … อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องระยะระหว่างกล้องกับวัตถุที่เป็น Foreground และ Background ก็ยังคงสำคัญอยู่ดีครับ เหมือนกับของ Samsung Galaxy S5 นั่นแหละ

ในเรื่องของการถ่ายวิดีโอ HTC One M8 ใช้งานค่อนข้างง่ายกว่า ด้วยคุณสมบัติ Tap-to-Focus ที่ปรับได้ทั้งโฟกัสและการวัดแสง แต่มีข้อจำกัดตรงที่ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดได้แค่ Full HD 1080p เท่านั้น แม้ว่าชิปเซ็ตจะรองรับได้ถึงระดับ 4K แต่ความละเอียดเซ็นเซอร์กล้องแค่ 4 ล้านพิกเซล ไม่สามารถถ่ายวิดีโอ 4K ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลได้ครับ แต่สำหรับคนทั่วไป Full HD 1080p ก็คมชัดแล้วล่ะครับ

 

iPhone 5s

มือโปรผู้ช่ำชองในเรื่องการถ่ายภาพเคยกล่าวเอาไว้ว่ากล้องของ iPhone นี่กลางๆ ที่สุดแล้ว ไม่ซับซ้อน ใช้งานได้ง่าย แต่สามารถถ่ายภาพคุณภาพดีๆ ได้ ทว่าในขณะเดียวกัน หากต้องการภาพที่ดูดีขึ้น หรือมีลูกเล่นมากขึ้น ก็ต้องหวังพึ่งพา App ที่ดาวน์โหลดมาเพิ่มเติมภายหลัง เพราะ Camera app ของ iPhone 5s นั้น ค่อนข้างเรียบง่ายจริงๆ

 

User Interface กล้องของ iPhone 5s

User Interface กล้องของ iPhone 5s

 

iPhone 5s ยังคงมีความสามารถในการทำ Tap-to-Focus ที่เหนือกว่าพวก Android smartphone หลายๆ ค่าย (ยกเว้น HTC) มาพักใหญ่ๆ แล้ว ไหนจะปรับได้ทั้งโฟกัสและการชดเชยแสงได้ตามจุดที่แตะ แถมสามารถล็อกโฟกัสและการชดเชยแสงได้อีก เป็นอะไรที่ทำได้ก่อน Android device มานาน และยังสามารถถ่ายภาพพาโนราม่าได้แบบความละเอียดสูงมากถึง 23-27 ล้านพิกเซล อีก (เพียงแต่ตอนนี้ Samsung ก็ไล่มาติดๆ แล้ว เพราะ Samsung Galaxy S5 ก็ถ่ายภาพพาโนราม่าได้ความละเอียดสูงระดับ 20 ล้านพิกเซลเช่นกัน แต่ออกแนวโกงหน่อยๆ เพราะกล้องดิจิตอลความละเอียดสูงอยู่แล้ว)

สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพตุนไว้ก่อน แล้วค่อยโพสต์บน Social media อย่าง Instagram ที่เป็นภาพแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส iPhone 5s ก็มีโหมดถ่ายภาพแบบสี่เหลี่ยมด้วย ฉะนั้นมั่นใจได้ว่าภาพถ่ายที่ได้ จะมีขนาดเหมาะสมสำหับการโพสต์ Instagram พอดีเป๊ะ

 

iPhone 5s จะถ่ายภาพแบบโฟกัสทีหลัง ต้องใช้ App เฉพาะทาง

iPhone 5s จะถ่ายภาพแบบโฟกัสทีหลัง ต้องใช้ App เฉพาะทาง

 

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ขาดลูกเล่นต่างๆ ดังนั้นหากอยากได้อะไร ก็ต้องหา App มาเสริม อย่างเช่น หากต้องการคุณสมบัติถ่ายก่อนแล้วค่อยมาโฟกัสทีหลัง ก็ต้องไปหา App อย่าง Focus Twist มาเป็นต้น ทีนี้คุณภาพและประสิทธิภาพจะออกมาดีไม่ดียังไง ก็อยู่ที่ว่า App นั้นเขียนขึ้นมาดีไหม

กล้องหน้าของ iPhone 5s นั้นแม้จะแค่ 1.2 ล้านพิกเซล แต่คุณภาพไม่เลวเลยครับ และหากเทียบกับ Samsung Galaxy S5 ที่ทำกล้องหน้าออกมาไม่ค่อยอย่างน่าแปลกใจแล้ว ก็เลยทำให้ผมจัดให้กล้องหน้าของ iPhone 5s นั้นเจ๋งเป็นอันดับสองในสามรุ่นที่นำมาทดสอบล่ะครับ

ส่วนเรื่องการถ่ายวิดีโอนั้น iPhone 5s ถ่ายได้ที่ความละเอียด Full HD 1080p ครับ และด้วยความเรียบง่ายของซอฟต์แวร์ ผมก็ต้องบอกว่า iPhone 5s นั้น สามารถถ่ายวิดีโอได้ค่อนข้างสะดวกมากกว่าเพื่อนครับ แต่มีความแตกต่างไปจาก Samsung Galaxy S5 และ HTC One M8 ก็คือ มันถ่ายได้ที่ความละเอียดเดียว ไม่สามารถเลือกความละเอียดที่ต่ำกว่าได้ ซึ่งผมมองว่ามันเป็นข้อจำกัดไปหน่อย เพราะบางครับ เราไม่ได้ต้องการถ่าวิดีโอความละเอียดสูง เราต้องการแค่ให้เห็นการเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่เราอยากถ่ายได้นานๆ มากกว่า

 

บทสรุปปิดท้ายการรีวิวเปรียบเทียบสามรุ่น

ทีนี้มาพูดถึงคำถามสุดท้ายของเรากันครับ … ระหว่างสามรุ่นนี้เราจะเลือกอะไรดีล่ะ?!?

  • เลือก Samsung Galaxy S5 หากคุณต้องการใช้ Android smartphone ที่มีคนใช้เยอะๆ จะได้มีคนไว้ให้คอยถาม มี App และ Service เพิ่มมูลค่า (เช่น Galaxy Gift, Samsung Showtime อะไรแบบนี้) นอกจากนี้ Samsung Galaxy S5 ยังเหมาะกับคนที่ชอบเล่นเทคโนโลยีใหม่ๆ ลูกเล่นใหม่ๆ ด้วยครับ เป็นรุ่นที่พยายามยัดเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาจนสมกับราคาค่าตัวโดยไม่ใส่ใจกับเรื่องความรู้สึกว่าเป็นวัสดุราคาถูก … หากต้องการคุณสมบัติจำพวก หน้าจอ Super AMOLED ที่ให้สีสันสดจัดจ้าน, ต้องการโหมดประหยัดพลังงานสุดยอด แต่ยังต้องใช้งานอินเทอร์เน็ตได้, ต้องการความสามารถในการทนน้ำทนฝุ่นแบบสุดๆ ก็เลือก Samsung Galaxy S5 นี่แหละครับ
  • เลือก HTC One M8 หากต้องการใช้ Android smartphone ที่มีดีไซน์และใช้วัสดุที่ดูหรูหราไม่แพ้พวก iPhone เขา ไม่ต้องการความ “เยอะ” แต่เน้นประสบการณ์ในการใช้งานที่ไหลลื่นของระบบปฏิบัติการ และไม่ได้เป็นพวกที่เน้นถ่ายรูปที่มีจำนวนพิกเซลเยอะๆ แต่เป็นพวกที่ชอบถ่ายรูป ชอบเล่นใส่เอฟเฟ็กต์ต่างๆ เพื่อโพสต์บน Social media … คนที่ต้องการสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์สำหรับดูหนังฟังเพลงเคลื่อนที่ แต่ไม่ชอบใส่หูฟัง และอยากได้เสียงดังๆ สะใจ และมีความเป็นสเตริโอ โดยไม่ต้องไปหาลำโพงมาต่อพ่วงเพิ่มเติม HTC One M8 นี่ก็คือคำตอบครับ
  • เลือก iPhone 5s หากต้องการสมาร์ทโฟนที่มีระบบนิเวศน์ที่ดี จะเลือกซื้อหนัง ซื้อเพลง พร้อมแล้วสำหรับความเป็นคนที่อยู่กับความมีลิขสิทธิ์ถูกต้อง นิยมความพอเพียงและเรียบง่ายไม่หวือหวา ที่สำคัญคือให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ค่อนข้างดี อันเป็นผลมาจากการทำงานของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ผสานกันได้ดี มีดีไซน์และใช้วัสดุที่พรีเมี่ยม มีตัวเลือกอุปกรณ์เสริมให้ใช้เยอะ แต่รับได้กับขนาดหน้าจอที่ค่อนข้างเล็ก ไม่เหมาะกับ สว.​ (สูงวัย) ซักเท่าไหร่

จริงๆ อยากเปรียบเทียบเรื่องราคาด้วยนะครับ เพราะตัว Samsung Galaxy S5 เองก็สนนราคาไม่แพ้ iPhone 5s ที่ความจุเท่ากันซักเท่าไหร่แล้ว แต่ด้วยความที่ราคาของ HTC One M8 ยังไม่ประกาศออกมา ณ ขณะที่เขียนรีวิวนี้ ก็เลยจนปัญญาที่จะเปรียบเทียบครับ ไม่อยากเดาราคาน่ะ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

3 Responses

  1. numwan300330 says:

    รีวิว ระเอียดมากๆ เลยจ้าาา

    • Pisut says:

      เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจที่ดีจริงๆครับ

  2. ขอบคุณครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: