กาฝากเที่ยวมั่วๆ ทัวร์ปักกิ่ง – การเล่น Twitter และ Facebook ในประเทศจีน

Print Friendly, PDF & Email

The Great Firewall

 Credit รูป: wan-press.org

อันนี้ถือว่าเป็นตอนพิเศษของการเที่ยวมั่วๆ ทัวร์ปักกิ่งของผมครับ เป็นการเก็บประสบการณ์ความฝังใจในตัว The Great Firewall ของประเทศจีน ซึ่งเป็นไปตามคำร่ำลือเลยที่ว่าประเทศจีนเนี่ยเซ็นเซอร์มันทุกอย่าง และบริการหลายๆ อย่างที่เราๆ ท่านๆ เล่นได้ตามปกติในประเทศไทย มันไม่สามารถใช้ในประเทศจีนได้ เช่น Twitter, Facebook, YouTube อะไรพวกนี้ (ยังดีว่า LINE และ Skype ยังใช้ได้) และผมก็จะขอถือโอกาสพูดถึงวิธีการในการที่จะเล่นทั้ง Twitter, Facebook, YouTube อะไรพวกนี้ โดยที่ไม่โดน The Great Firewall ปิดกั้นให้ได้อ่านกันครับ

 

ประสบการณ์กับ The Great Firewall … อยากรอดต้อง Roaming

สันดานของผมคือ พยายามเลี่ยงการเปิด Data roaming ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะรู้ตัวว่าสามารถควบคุม และป้องกันที่ดีพอ แต่ก็กลัวว่าหากเผลอเรอไม่ทันคิด เพราะมัวแต่เที่ยวเพลิน เดี๋ยวจะโดนค่าบริการมหาโหดไม่รู้ตัว (เช่นกรณี dtac เรียกเก็บค่าบริการ data roaming 1.4 ล้านเนี่ย) ฉะนั้นผมจึงมักจะซื้อ SIM card ของประเทศที่ผมไปมาใช้แทน ไม่ต้องห่วงว่าใครจะโทรข้ามประเทศเข้ามา ไม่ต้องกังวัลว่าจะพลาดพลั้งโดนค่า Roaming บานตะไทด้วย

แต่ปัญหามันก็เกิดขึ้น เพราะ The Great Firewall ของประเทศจีนนี่สุดยอดครับ พวก Social media หลายๆ อย่างที่เรานิยมใช้ และสามารถใช้ได้สบายๆ ในประเทศไทย อย่างพวก Twitter, Facebook และ YouTube เนี่ย มันโดนบล็อกเดี้ยงสนิทเลยในประเทศจีน และผมก็มาค้นพบว่า หากต้องการจะใช้บริการ Social media พวกนี้ในประเทศจีนได้ ทางนึงก็คือ ต้องใช้ Data Roaming ครับ ซึ่งค่าบริการก็ตกอยู่ที่หลายร้อยบาทต่อวัน ไปหลายวันก็คูณเอาเลย

ผมอาจจะเข้าใจอะไรผิด แต่เท่าที่อ่านข้อมูล TrueMove H กับ AIS นี่จะมีแพ็กเกจแบบ Unlimited นะครับ แต่ต้องเช็คให้ดีๆ ว่าต้องใช้กับเครือข่ายไหนในประเทศนั้นๆ อย่าไปใช้นอกเครือข่ายไม่งั้น เจอค่า Roaming บานแน่นอน … ส่วน dtac นี่ เหมือนจะไม่มี Unlimited package เหรอ?!? แต่ราคานี่ไม่แพ้ TrueMove H เลยนะเนี่ย

เอ้า! แต่เอาเป็นว่า ถ้าเป็น Data roaming เนี่ย แม้จะเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการในประเทศจีนอยู่ แต่ก็จะไม่โดน The Great Firewall บล็อกครับผม

 

ไม่อยากวุ่นกับ Data roaming ต้องหา VPN ใช้

ตอนที่ผมไปปักกิ่งเนี่ย ผมลืมนึกถึงเรื่องนี้เลย เลยไม่ได้เตรียมพร้อม และการไปหา VPN ใช้ตอนที่ไปถึงประเทศจีนแล้ว มันช่างยากเย็นนัก เพราะ The Great Firewall เขาก็ป้องกันเอาไว้หมดเลยครับ … ฉะนั้นจะค้นหาด้วย Google (ต้องใช้ Google ประเทศอื่นนะ) ก็จะลำบาก แต่หากจำเป็นจริงๆ ขอแนะนำให้ค้นหาเป็นภาษาไทยครับ (ฮา) ผมลองแล้วพบว่า The Great Firewall มันบล็อกภาษาอังกฤษ กับภาษาจีนได้เยี่ยมมาก แต่มันยังมึนๆ กับภาษาไทยอยู่

 

ExpressVPN

 

ตอนผมไปปักกิ่ง ผมไม่มีเวลาค้นหาอะไรมากนัก อะไรที่หาได้ใกล้ตัว ก็คว้าไว้ก่อนแล้ว … ก็ได้ ExpressVPN นี่แหละ มีทั้งเวอร์ชันบน Android และ iOS เอามาช่วย ซึ่งมีข้อดีคือ มันมี VPN ให้เลือกหลายประเทศมากมายเลยทีเดียว แต่เชื่อมต่อติดๆ หลุดๆ บ้างเป็นบางที และต้องเสียเงินครับ แต่ใช้ฟรีได้ 3 วัน ซึ่งเพียงพอสำหรับตอนที่ผมไปปักกิ่งพอดี

แต่พอกลับมาประเทศไทย ผมก็แบบ เฮ้ย! ไม่ได้แล้ว ต้องเตรียมพร้อม ต้องหา VPN เตรียมตัวไว้ แต่ต้องเป็นบริการฟรีอ่ะ (คือ #กาฝากสไตล์ จะถูกจะแพง ต้องขอฟรีไว้ก่อน … ฮา)​ ก็ดั้นด้นค้นหา VPN ฟรีกันเต็มเหนี่ยวเลย และก็เจอนี่ครับ SurfEasy บริการ VPN ที่มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน

 

Print

 

SurfEasy นี่มีแนวคิดคล้ายๆ Dropbox ครับ คือ ให้บริการ VPN แบบสมัครสมาชิกเป็นรายเดือนหรือรายปี แบบนี้จะใช้งานได้แบบไม่จำกัด แต่หากต้องการใช้งานฟรีๆ ก็จะจำกัดปริมาณในการใช้งาน หากสมัครตอนแรกก็จะได้มาใช้ฟรีๆ 500MB/เดือน (ไม่เกี่ยวกับค่าบริการอินเทอร์เน็ตนะครับ) แต่หากคลิกลิงก์นี้ https://srfez.com/8MCXYPUGMG เพื่อสมัคร ก็จะได้เริ่มต้นที่ 750MB/เดือน แทนนะครับ

 

ใช้บริการ SurfEasy

สมัครใช้ SurfEasy ไม่ยากครับ ก็อย่างที่บอก คลิกลิงก์ https://srfez.com/8MCXYPUGMG แล้วก็กรอกข้อมูลเพื่อสมัคร ก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากการสมัครบริการพวกฟรีอีเมล์ หรือ Dropbox อะไรพวกนี้หรอกครับ แค่กรอกชื่อ นามสกุล อีเมล์ แล้วตั้งรหัสผ่าน ก็พร้อมจะ Sign up แล้วครับ

 

SurfEasy Dashboard

 

สมัครเสร็จแล้ว เราก็ล็อกอินเข้ามาได้ ซึ่งก็จะเห็น Dashboard แบบในรูปด้านบนนี่ครับ จะเห็นว่าเราอยู่ในแพ็กเกจ Starter VPN ที่ฟรี และมีปริมาณใช้จำกัด (แต่ของผมนี่สะสมจนได้ 1775MB/เดือนแล้ว)​ … จุดเด่นของ SurfEasy นี่คือ รองรับระบบปฏิบัติการหลากหลายครับ ทั้ง iOS, Android, Mac OSX และ Windows เลย … เรียกว่าแทบจะครอบคลุมเกือบหมดแล้ว

 

ตอนเริ่มเปิดใช้งาน จะเห็นว่าผมเชื่อมต่อจากประเทศไทย

 

การใช้งานไม่ยากนะครับ แค่เปิด App ขึ้นมา แล้วก็เลื่อนสวิทช์ตรง SurfEasy Protection เป็น ON ซะก็เรียบร้อยครับ … ก่อนจะเปิดก็ดูดีๆ ก่อนนะ เราอยู่ Plan ไหน (ผมเป็น Starter Plan ครับ ฟรี) และมีปริมาณการใช้งานข้อมูลเหลือแค่ไหน ตัว App จะบอกแล้วว่าใช้ไปแล้วกี่ %

 

พอเปิดใช้ VPN เรียบร้อย ผมมาจากสหรัฐอเมริกาแล้ว

 

เปิดใช้เสร็จแล้ว ก็จะเห็นหน้าจอเป็นสีฟ้า แสดงให้เห็นว่าได้รับการป้องกันแล้ว (ทำไมเขาถึงเรียกว่าได้รับการป้องกัน เดี๋ยวไว้คุยกันในหัวข้อถัดไปนะ) อย่างในกรณีนี้ผมเลือก VPN ในประเทศสหรัฐอเมริกา มันก็จะบอกว่า ถ้ามองจากภายนอก จะเห็นว่าผมมาจาก Seattle, WA ในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว

 

เลือกประเทศที่เราจะไปเกาะ VPN จากรายการได้ครับ

 

แต่หากเราไม่อยากจะมาจากสหรัฐอเมริกา เราก็แตะที่ไอคอนฟันเฟือง ตรงมุมบนด้านซ้าย แล้วเลือกหัวข้อ Select Region แล้วเลือกประเทศอื่นๆ ที่เขามีให้บริการได้ครับ

หากคิดว่า 500MB/เดือน (หรือ 750MB/เดือน ในกรณีที่สมัครจากลิงก์ที่ผมแปะไว้ให้) มันไม่เพียงพอ ก็ทำแบบเดียวกับที่ทำกับ Dropbox ครับ (ที่ตอนแรกเขาให้ 2GB แต่หากอยากได้เพิ่มฟรีๆ ก็ร่วมกิจกรรมตามที่ Dropbox เขากำหนดไว้) คือ ร่วมกิจกรรมตามที่ทาง SurfEasy กำหนดไว้ครับ

 

SurfEasy Rewards

 

คลิกที่ไอคอน Rewards ทางซ้ายมือ ก็จะมาที่หน้าจอ Earn More Data Protection เพื่อดูว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อที่จะได้ปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นครับ ซึ่งก็มี

  • ชวนเพื่อนมาสมัคร ได้ 500MB/เดือน ต่อเพื่อน 1 คนที่มาสมัคร (คนที่มาสมัครจากลิงก์ของเรา จะได้ 750MB/เดือน แทนที่จะเป็น 500MB/เดือน)
  • ลงโปรแกรม SurfEasy บนอุปกรณ์เครื่องที่สอง จะได้เพิ่มอีก 250MB/เดือน (อันนี้เขาใจว่าเพราะปริมาณการใช้งานมันเป็นการแชร์ร่วมกันทุกอุปกรณ์ ซึ่งเราใช้ได้สูงสุด 5 อุปกรณ์ เขาก็เลยเพิ่มปริมาณใช้งานให้อีกหน่อย)
  • ใช้งาน SurfEasy ติดต่อกัน 5 วัน จะได้เพิ่มอีก 100MB/เดือน
  • ยืนยันอีเมล์ของเราว่ามีจริง ก็ได้เพิ่มอีก 100MB/เดือน
  • ถ้าเริ่มใช้งาน แล้วลองเปลี่ยน VPN ไปเป็นประเทศต่างๆ เกิน 2 ประเทศปุ๊บ ได้อีก 75MB/เดือน
  • ไปตาม Follow @SurfEasy บน Twitter ก็ได้อีก 50MB/เดือน

ซึ่งหากเป็นการเที่ยวระยะเวลาไม่นานมาก ซัก 1 สัปดาห์ ไม่ต้องชวนเพื่อนมาสมัคร แต่ทำกิจกรรมครบทุกอย่าง ก็จะได้อยู่ที่ +575MB/เดือน รวมกับของเก่า ก็เกิน 1GB/เดือนแล้วซึ่งก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไปในระยะเวลาดังกล่าวครับ

 

VPN นี่นอกจากใช้เล่น Social media ในประเทศจีนแล้ว ยังใช้ทำอะไรได้อีก?!?

เดี๋ยวนี้พวกฝรั่งเขาใส่ใจเรื่องความเป็นส่วนตัวเวลาที่เข้ามาใช้อินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น กลัวว่าใครจะแอบดักข้อมูล กลัวว่าจะมีคนมาค้นว่าเราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากจากที่ไหน ฉะนั้นพวกเขาก็จะสมัครใช้บริการ VPN เพื่อที่จะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แล้วท่องเน็ตอย่างสบายใจ … หรือในกรณีที่เราไปใช้ WiFi ฟรีตามจุดให้บริการต่างๆ (เช่นในร้านกาแฟ หรือตามโรงแรม) มันก็เหมือนกับเราเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ของเรา เข้ากับเครือข่ายเดียวกับของคนอื่นๆ อีกหลายคนที่มาใช้บริการพร้อมกัน ซึ่งทำให้คนอื่นเขามีโอกาสเห็นข้อมูลของเราได้

 

VPN-Chart

การเชื่อมต่อผ่าน VPN หรือ Virtual Private Network นี้ก็ตามชื่อเลยครับ คือ การเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์เสมือนหนึ่งเป็นเครื่อข่ายส่วนตัวนั่นเอง ซึ่งจะทำการเข้ารหัสข้อมูลของเรา ไม่ให้ใครก็ตามมาแอบอ่านแอบดูข้อมูลของเราได้ง่ายๆ … ฉะนั้น การใช้ VPN นอกจากจะช่วยให้เราเล่นพวก Social media ในประเทศที่ไม่อนุญาตให้ใช้งาน (เช่นประเทศจีน) แล้ว ก็ยังช่วยให้ข้อมูลของเรามีความปลอดภัยมากขึ้น แต่ขอย้ำไว้ก่อนว่าต้องเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ VPN ที่เราไว้วางใจนะครับ

รายละเอียดเกี่ยวกับ VPN เพิ่มเติม อยากให้อ่านบทความของเว็บ LifeHacker นี่: http://lifehacker.com/5940565/why-you-should-start-using-a-vpn-and-how-to-choose-the-best-one-for-your-needs ด้วยครับ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

  1. team says:

    พื่อนผมที่อยู่จีนช้ bullvpn สามารถเล่นได้นะครับผม
    เล่น line facebook ที่ถูกบล็อกได้
    http://www.bullvpn.com

Leave a Reply

%d bloggers like this: