ดีไซน์ – โจทย์ของ Wearable device ที่ต้องตีให้แตก

Dick Tracy Watch

 

Wired Magazine ฉบับเดือนมกราคมที่ผ่านมามีบทความโดย Bill Wasik ชื่อ Why Wearable Tech Will Be As Big As The Smartphone หรือแปลเป็นไทยก็คือ ทำไมเทคโนโลยี(อุปกรณ์)สวมใส่จะยิ่งใหญ่พอๆ กับสมาร์ทโฟน ผมว่าน่าสนใจ เลยขอเอาเนื้อหามาเล่าให้อ่านกันในบล็อกนี้นะครับ … แต่ก่อนที่จะไปอ่านต่อ อยากแนะนำให้อ่านบล็อก Wearable device กระแสเทคโนโลยีที่ยังหาคำตอบที่ถูกที่สุดไม่เจอ ของผมซะก่อนนะครับ (ขอ #อุ้มไก่ บล็อกเก่าของตัวเองก่อน อิอิ)

 

Wearable device คืออนาคตแน่ แต่เราจะพร้อมใส่เมื่อไหร่

The wearable future will be here someday. The only question is how soon you’ll be willing to put it on. เป็นประโยคปิดท้ายของบทความเรื่อง Wearble device ของ Wired Magazine แปลเป็นไทยก็ประมาณว่า เทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่มันมาแน่ซักวันแหละ คำถามมันอยู่แค่ว่าพวกคุณจะพร้อมใจใส่มันเร็วแค่ไหนแหละ … หากมองย้อนไปราวๆ ครึ่งปีก่อน Forbes นำเสนอข่าว Credit Suisse คาดการณ์ว่า Wearable device นั้นจะเป็น The Next Big Thing ครับ และถ้าอ่านบล็อกที่ผม #อุ้มไก่ ไป ก็จะทราบว่า Wearable device นี่เป็นแนวคิดที่มีมานานแล้ว และมันคือกระแสที่มาแรง เพราะหลายๆ แบรนด์ต่างก็พยายามตีโจทย์ให้แตก มันคือเทคโนโลยีที่ยังไม่มีใครตีโจทย์แตก ใครตีได้แตกก่อนก็จะเหมือนที่ Apple ตีโจทย์สมาร์ทโฟนแตกนั่นแหละครับ

 

Wearable device มีหลากหลายกว่าที่คิด

Wearable device มีหลากหลายกว่าที่คิด

Credit รูป: Credit Suisse

 

ในบทความของ Wired Magazine นั้น พอจะสรุปได้ว่า โจทย์ใหญ่ที่ผู้ผลิต Wearable device จะต้องตีให้แตก คือเรื่องของดีไซน์ครับ เพราะมันคืออุปกรณ์ที่ผู้ใช้งานจะต้องสวมใส่ ฉะนั้นการออกแบบจะต้องทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าอยากสวมใส่มัน ซึ่งการดีไซน์นี่แหละ เป็นปัจจัยสำคัญ … บทความอ้างถึงคำพูดของ Sonny Vu, CEO ของ Misfit ผู้ผลิต Activity tracking device ชื่อ Shine ว่า “Wearables need to be either gorgeous or invisible.” หรือ อุปกรณ์สวมใส่ถ้าไม่ใช่สวยแจ่มก็ต้องใส่แล้วมองไม่เห็นว่าใส่ไปเลย

 

Misfit Shine

Misfit Shine

ทำไมถึงต้องเลือกระหว่าง “ใส่แล้วสวยแจ่ม” หรือ “ใส่แล้วไม่เห็นเลยว่าใส่”?

ลองนึกนะครับ Wearable device นี่คือสิ่งที่เราต้องสวมใส่มัน คนอื่นก็จะเห็นมัน ถ้าเกิดมันดีไซน์ทุเรศ ไม่สวย เทอะทะ ก็คงไม่มีใครอยากจะใส่มันแน่ ลองพิจารณา Epson Moverio BT-100 ดูได้ครับ รูปร่างแบบนี้ ไซส์ขนาดนี้ จะใส่เดินกันไหมครับ (ฮา) แต่ถ้าดีไซน์มันแจ่ม มันเก๋ ใส่แล้วจะดูเจ๋ง แบบที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Cool นั่นแหละ

 

Epson Moverio BT-100

Epson Moverio BT-100

 

ฉะนั้น หากไม่สามารถที่จะออกแบบให้สวยแจ่มได้ ก็จงต้องเลือกวิธีออกแบบที่ทำให้สวมใส่แล้ว คนรอบข้างไม่สังเกตว่าเราสวมใส่มันอยู่จะดีที่สุด นี่คือสิ่งที่ Sonny Vu คิดครับ … และผมก็เห็นด้วยกับเขานะ

 

แค่ดูแจ่มมันไม่พอ มันต้องแฟชั่นด้วย

แต่สุดท้ายบทความของ Wired Magazine นี้ยังบอกต่อไปอีกว่าโจทย์สำหรับ Wearable device มันไม่ได้จบแค่การดีไซน์ตัว Wearable device ให้แค่ดูสวยแจ่ม คนอยากสวมใส่เท่านั้น ต้องไม่ลืมว่าคนเราแต่ละคนก็มีความต้องการดู “แตกต่าง” ไปจากคนอื่น ไม่มากก็น้อย ฉะนั้น นั่นหมายความว่า ดีไซน์ของ Wearable device นั้น นอกจากต้องดูสวยแจ่มแล้ว ยังต้องสื่อให้เห็นถึงความ “แตกต่าง” ด้วยครับ

ในบทความให้เราลองจินตนาการว่าเข้ามาในห้อง แล้วเจอคนสวมแว่นรูปร่างเดียวกันเลย 5 คน ต่างกันแค่สีเท่านั้น มันจะดูแปลกๆ ครับ ความรู้สึกเป็น “เอกลักษณ์” และ “แตกต่าง” มันหายไปในทันที … อย่างไรก็ดี บทความของ Wired Magazine นี้บอกว่าโจทย์เดียวกันนี้ กลับไม่ใช่ประเด็นสำหรับสมาร์ทโฟน ซึ่งผมมองต่างออกไปครับ เพราะผมมองว่า ของแบบนี้มันอยู่ที่วัฒนธรรม และความคิดของแต่ละบุคคลในภูมิภาคที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างนะครับ หากเรามองดูในตลาดประเทศไทย จะเห็นว่าแม้ซื้อสมาร์ทโฟนเหมือนๆ กันจะเป็นอะไรที่ผู้คนโอเค รับได้ แต่ผู้คนก็พยายามสร้างความแตกต่างให้ตัวเอง ด้วยการหาพวกเคสน่ารักๆ สวยๆ แปลกๆ มาใช้ครับ

 

ซ้ายไปขวา Samsung Galaxy Gear Fit, Galaxy Gear 2 และ Galaxy Gear

ซ้ายไปขวา Samsung Galaxy Gear Fit, Galaxy Gear 2 และ Galaxy Gear

 

ซึ่งตรงนี้แหละ มันคือที่มาของคำว่า “แฟชั่น” คือ มันต้องสามารถให้ความรู้สึกที่แตกต่างได้ ไม่ว่าจะเป็นการมีสีสันที่แตกต่างกัน หรือมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป ในขณะที่ยังคงทำหน้าที่เป็น Wearable device ตามที่ออกแบบมาได้เหมือนเดิม

 

Master of one หรือ Jack of all trades

อีกโจทย์นึงที่ผู้พัฒนา Wearable device ต้องเลือกคำตอบก็คือ ฟังก์ชั่นการทำงานของ Wearable device จะมีมากน้อยแค่ไหน … บางคนก็มองว่าจงทำหน้าที่เพียงหนึ่งเดียวให้ดีที่สุดก่อน เพราะมันจะช่วยให้ง่ายตอนออกแบบ เช่น ทำหน้าที่เป็นแค่ Activity tracking device อย่างเดียว หรือ เป็นแค่ Notification device อย่างเดียว เป็นต้น

 

MEMI Kickstarter

Credit รูป: Kickstarter

 

อย่างกรณีของ MEMI ที่เป็นกำไลข้อมือที่ทำหน้าที่เป็น Notification device ที่เป็นโครงการใน Kickstarter นี่ครับ รูปร่างหน้าตาเป็นกำไลข้อมือของผู้หญิง ทำหน้าที่แค่แจ้งเตือนให้ทราบว่ามีสายเข้า มี SMS เข้า อะไรแบบนี้ก็พอ … แต่ถ้าเกิดว่า Wearable device มันทำได้หลากหลายฟังก์ชั่น การออกแบบก็จะยากขึ้น เช่น หากจะให้อ่านอีเมล์ได้ด้วย ก็ต้องมีส่วนของหน้าจอแสดงผลเพิ่มเข้ามา ซึ่งก็จะทำให้ขนาดของอุปกรณ์ใหญ่ขึ้น แล้วก็ต้องเพิ่มเรื่องการออกแบบ User Interface อีก อะไรแบบนี้เป็นต้น

 

น่าสนใจว่าแบรนด์จะทำอย่างไรกัน

ถ้ากลับมาดูว่าอะไรบ้างที่เป็นสิ่งที่เราสวมใส่อยู่ในแต่ละวัน … ก็น่าจะมี เสื้อ กางเกง ชุดชั้นใน เข็มขัด นาฬิกา ถุงเท้า รองเท้า แว่น กระเป๋าสตางค์ อะไรประมาณนี้ … หากจะต้องมีการเพิ่ม Wearable device เข้ามา ก็ต้องดูว่า Wearable device นั้นเข้ามาแทนที่สิ่งที่เราสวมใส่อยู่เดิมไหม ถ้าใช่ การที่แบรนด์จะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกอยากจะสวมใส่ก็ง่ายหน่อย แต่หาก Wearable device นั้นมันไม่ได้มาทดแทนสิ่งที่เราสวมใส่ แบรนด์ก็ต้องทำงานหนักหน่อยละครับ เพราะหากดีไซน์ออกมาไม่ดี ก็ยากครับที่จะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกอยากจะสวมใส่

ก็ต้องดูกันไปว่าแบรนด์เขาจะทำยังไงกัน

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

2 Responses

  1. Phantip says:

    รูป Galaxy Gear นี่ที่งาน Pantip เมื่อวานใช่มั้ยครับเนี่ย 😀

Leave a Reply

%d bloggers like this: