ถ่ายรูปสวย ด้วยสมาร์ทโฟน ทำยังไงดี? (1)

ถ่ายที่ปักกิ่ง

 

ช่วงนี้ไม่ค่อยมีของมาให้รีวิวซักเท่าไหร่ สงสัยจะไม่ใช่ฤดูกาล​ (ฮา)​ เลยต้องมานั่งนึกว่า เอ๊ะ แล้วจะเขียนบล็อกเรื่องอะไรดี ก็นึกขึ้นได้ว่าวันก่อนผมทวีตเรื่องการถ่ายรูปด้วยสมาร์ทโฟนไป ว่าเดี๋ยวนี้ถ่ายรูปสวยๆ ก็ทำได้ไม่ยากนัก ด้วยเทคโนโลยีกล้องในปัจจุบัน คุณภาพของภาพถ่ายก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และก็มี App ต่างๆ มาช่วยปรับแต่งรูปภาพอีก ก็เลยอยากลองพูดถึงเรื่องนี้ดูครับ แต่ต้องออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่คนที่เก่งเรื่องถ่ายรูปอะไรมากมาย ที่เขียนอยู่นี่ก็แค่เก็บๆ ที่ฟังๆ เขาเอามาเล่าสู่กันอ่านครับผม

 

อันดับแรกเลย เรื่องสถานที่และแสงเป็นเรื่องสำคัญ

ถึงใคร หรือแบรนด์ไหน เขาจะคุยนักคุยหนาว่ากล้องถ่ายรูปในสภาพแสงน้อยทำได้ดีมากก็เหอะ แต่ผมบอกไว้ก่อนเลยว่าหากสภาพแสงมันไม่เหมาะสมแล้วละก็ โอกาสถ่ายรูปให้ออกมาดูสวยมันก็ยากครับ ยกตัวอย่างเช่น การถ่ายรูปพวกถ้วยรางวัลและรางวัลต่างๆ ภายในตู้โชว์ ในห้องแสดงที่มีแสงน้อยมากๆ แบบนี้ จะเห็นว่าการถ่ายผ่านตู้กระจก โดนแสงสะท้อนจากแหล่งกำเนิดแสงใกล้เคียงเข้ามาทำให้ภาพดูไม่ดีเท่าไหร่

 

ในสภาพแสงน้อยแบบนี้ ถ่ายรูปยากมาก

ในสภาพแสงน้อยแบบนี้ ถ่ายรูปยากมาก

 

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการถ่ายรูปมากที่สุด ว่ากันว่ามีหลายคำตอบ แต่สำหรับคนที่อยากถ่ายรูปบุคคล หรือ รูปสิ่งของต่างๆ นอกสถานที่เพื่อใช้สำหรับรีวิว ช่วงเช้าๆ ไม่ถึงกับสายมาก และช่วงหลัง 16:00 น. ไปจนถึงแถวๆ 17:00 น. เนี่ย แสงแดดจะไม่แรงจนเกินไป เหมาะกับการถ่ายรูปดีครับ

 

ถ่ายช่วงเย็นราวๆ 5 โมงครึ่ง

ถ่ายช่วงเย็นราวๆ 5 โมงครึ่ง

 

แต่หากจะถ่ายพวกวิวทิวทัศน์ต่างๆ ก็ต้องขยันหน่อย เพราะช่วงเช้าตรู่เลยเนี่ย แสงกำลังสวย แต่หากพลาดช่วงนั้นไปแล้ว ช่วงบ่ายแก่ๆ ซัก 15:30 – 17:00 น. ก็เป็นอีกช่วงเวลาที่แสงเหมาะสมสำหรับการถ่ายรูป … แต่ถึงกระนั้น เวลาถ่ายรูปจริง ก็ต้องเช็คแสงให้ดีนะครับ เพราะบางมุม บางตำแหน่ง แสงมันก็ไม่เหมาะสมจริงๆ อ่ะ

 

ภาพร้าน The Gardens of Dinsor Palace ยามเย็น

ภาพร้าน The Gardens of Dinsor Palace ยามเย็น

 

 

Dynamic Range ของภาพ

สำหรับพวกกล้องบนสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต พวกนี้ จุดอ่อนสำคัญเรื่องนึงคือ Dynamic Range ของภาพ หรือ ความสามารถในการเก็บรายละเอียดของภาพในเฟรมที่มีทั้งจุดที่สว่างจ้าและจุดที่มืด ดูจากรูปด้านล่างครับ จะเห็นว่าพอพยายามวัดแสงให้เห็นรายละเอียดในสนาม Camp Nou แล้ว ผลที่ตามมาคือ หน้าของผมมืดไปเลยทีเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะเวลาที่กล้องต้องปรับความสว่างของภาพลงมาเพื่อให้เห็นรายละเอียดในบริเวณที่สว่าง ไอ้จุดที่มืดอยู่แล้วก็ยิ่งมืดเข้าไปอีก

 

พอพยายามให้เห็นรายละเอียดในสนาม หน้าของผมก็ดำมืดไปเลย

พอพยายามให้เห็นรายละเอียดในสนาม หน้าของผมก็ดำมืดไปเลย

 

ทีนี้พอพยายามให้หน้าของผมสว่างขึ้นมาบ้าง ผลก็คือ จุดที่สว่างอยู่แล้ว ก็สว่างจ้าไปเลย รายละเอียดของภาพก็หายไปอีก แบบในรูปด้านล่างนี่เป็นต้น … ซึ่งกล้องดิจิตอลบนสมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต มักจะไม่ได้มี Dynamic Range ที่กว้างพอครับ

 

พอพยายามให้หน้าสว่างขึ้น ภายในสนามก็สว่างจ้าไปเลย

พอพยายามให้หน้าสว่างขึ้น ภายในสนามก็สว่างจ้าไปเลย

 

อย่างไรก็ดี เมื่อเทคโนโลยีมันพัฒนาขึ้นไปมาก พวกสมาร์ทโฟนสเปกดีๆ ก็เลยมักจะมีโหมดที่เรียกว่า HDR (High Dynamic Range) มาให้เลือก เพื่อใช้ถ่ายภาพที่มี Dynamic Range ค่อนข้างมาก ซึ่งหลักการก็คือ การอาศัยการถ่ายภาพต่อเนื่องอย่างรวดเร็วจำนวน 3 รูป โดยเป็นภาพที่ปรับ Exposure ที่แตกต่างกัน (คือ ภาพออกมามืด, ภาพปกติ และ ภาพออกมาสว่าง) จากนั้นซอฟต์แวร์ก็จะทำการประมวลผลเอารายละเอียดของรูปทั้ง 3 มาประกอบเป็นรูปเดียว (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการของ HDR ได้จากเว็บ LifeHacker)

 

ซ้าย: ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 ไม่เปิด HDR ... ขวา: ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 เปิด HDR

ซ้าย: ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 ไม่เปิด HDR … ขวา: ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 เปิด HDR

 

ภาพตัวอย่างด้านบน ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 เปรียบเทียบแบบที่ไม่เปิด HDR และ แบบที่เปิด HDR จะสังเกตว่าหากเปิด HDR แล้ว เราก็จะได้เห็นรายละเอียดของภาพที่ปกติจะมองไม่เห็นครับ … อย่างไรก็ดี เนื่องจากเทคนิคที่อยู่เบื้องหลังการถ่ายภาพแบบนี้คือการถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 ภาพ ดังนั้น หากเรานำไปใช้ถ่ายภาพที่มีวัตถุที่เคลื่อนไหวเร็วๆ ก็อาจจะเห็นภาพวัตถุนั้นๆ เป็นเงาเบลอๆ ได้นะครับ

 

ถ่ายที่โบสถ์ Sagrada Familia สร้างมาเป็นร้อยปี ยังไม่เสร็จ

ถ่ายที่โบสถ์ Sagrada Familia สร้างมาเป็นร้อยปี ยังไม่เสร็จ

 

แน่นอนว่าการถ่ายภาพในโหมด HDR นั้นช่วยให้เราได้ภาพที่มีรายละเอียดมากขึ้น แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะเอะอะก็ถ่ายภาพในโหมด HDR นะครับ (ผมเคยเจอคนที่ใช้ iPhone แล้วถ่ายภาพทุกรูปด้วยโหมด HDR … เขาว่าเป็นเพราะภาพในโหมดนี้มันดูสว่างดี) เพราะในบางจังหวะ บางสถานการณ์ ภาพที่ถ่ายแบบไม่เปิด HDR แล้วปล่อยให้มันมีทั้งด้านที่สว่าง กับด้านที่มืด อยู่ในภาพเดียวกัน ไม่ต้องเห็นรายละเอียดมาก มันก็ออกมาดูสวยดี

 

ตัวช่วยในการวางองค์ประกอบของภาพ

ใครที่พยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการวางองค์ประกอบของภาพ หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Composition เนี่ย ก็มักจะเจออยู่ 2 ทฤษฎีเป็นประจำ นั่นคือ กฎสามส่วน กับ จุดตัดเก้าช่อง ครับ ซึ่งตรงนี้พวกสมาร์ทโฟนเองก็มีการช่วยในจุดนี้ โดยมักจะเป็นการตั้งค่าใน Settings ของโหมดกล้อง เพื่อเปิด Guideline ครับ ซึ่งจะเป็นเส้นตัดกันบนหน้าจอ ที่เราสามารถนำไปใช้ในการพิจารณาทั้งกฎสามส่วน และจุดตัดเก้าช่องได้เลย

 

Guideline จุดตัด 9 ช่องบน SNAPit โปรแกรมกล้องของ Lenovo Vibe X

Guideline จุดตัด 9 ช่องบน SNAPit โปรแกรมกล้องของ Lenovo Vibe X

 

กฎสามส่วนนั้น ผมว่าเหมาะสำหรับการถ่ายภาพพวกวิวทิวทัศน์มากที่สุด เพราะมักจะเห็นพวกเส้นขอบอะไรซักอย่างอยู่ครับ ไม่ต้องถึงขนาดเป็นขอบเส้นตรงเป๊ะๆ หรอก … แต่หลักการคือ เจ้าเส้นขอบที่ว่าเนี่ย จะต้องแบ่งภาพออกเป็นสองส่วน โดยส่วนนึงจะกินพื้นที่ราวๆ 2 ใน 3 ของภาพ และอีกส่วนนึงก็กินพื้นที่ 1 ใน 3 ของภาพ ภาพก็จะออกมาดูค่อนข้างโอเค

 

ภาพนี้ถ่ายจากทางด่วนตรงพระราม 9

ภาพนี้ถ่ายจากทางด่วนตรงพระราม 9

 

จุดตัดเก้าช่อง เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่มีวัตถุ หรือบุคคลที่เราต้องการให้เป็นจุดสนใจ โดยหลักการก็คือ ให้วัตถุหรือบุคคลที่เราต้องการให้เป็นจุดสนใจนั้น ไปวางอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งในจุดตัดทั้งเก้า ของเส้นที่ตัดกันนั่นแหละครับ

 

จุดสนใจของภาพนี้ก็คือผู้หญิงที่อยู่ในภาพ วางไว้แถวๆ จุดตัดเก้าช่องด้านซ้าย

จุดสนใจของภาพนี้ก็คือผู้หญิงที่อยู่ในภาพ วางไว้แถวๆ จุดตัดเก้าช่องด้านซ้าย

จริงๆ ในภาพด้านบนนี่ก็ยังไม่ถึงกับสมบูรณ์ซะทีเดียว เพราะต้นปาล์มที่อยู่เรียงรายนี่ มันแย่งความสนใจไปหลายส่วนทีเดียว เลยทำให้รู้สึกได้ว่า แนวคิดการใช้จุดตัดเก้าช่องเนี่ย เหมาะสำหรับการถ่ายสิ่งที่สนใจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมั่นใจว่าจะไม่มีองค์ประกอบอื่นใดในภาพ ที่มาแย่งซีนจุดสนใจของเราไปนะ

 

คุณแม่ที่ ดาษดา

คุณแม่ที่ ดาษดา

 

ลองอีกซักรูป อันนี้ถ่ายคุณแม่ของผมเองนี่แหละ ตอนไป Rally กับทาง Ford ประเทศไทยครับ จะสังเกตว่าตรงนี้ผมถ่ายคุณแม่ในระยะที่ใกล้พอ และฉากหลังก็ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่นมากจนมาแย่งซีนคุณแม่ของผมไป

เอาแค่พอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวมาอ่านต่อตอนหน้านะครับ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: