รีวิว Galaxy ตัวล่าสุด Samsung Galaxy S5

Print Friendly

Samsung Galaxy S5

 

หลังจากที่เปิดตัวอย่างอลังการไปที่เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และมีกำหนดการจะจำหน่ายในวันที่ 11 เมษายน 2557 ที่จะถึงนี้ ผมก็ว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะเอา Samsung Galaxy S5 มารีวิวกันซะทีละครับ จากข้อมูลที่ได้ตอนงานเปิดตัวนั้น ก็เห็นได้ชัดว่า Samsung Galaxy S5 นี่มีอะไรที่พัฒนาไปจากตอน Samsung Galaxy S4 อยู่พอสมควรเลยทีเดียว ทั้งสเปกของฮาร์ดแวร์ที่ดีขึ้น กล้องดิจิตอลที่ดีขึ้น และซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนาไปอีกเยอะ จากที่ผมได้ทดลองใช้งานดู ก็พบว่า User Interface หลายๆ ส่วน เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนทีเดียวล่ะ

 

รูปร่างหน้าตาของ Samsung Galaxy S5

เทียบกับ Samsung Galaxy S4 แล้ว Samsung Galaxy S5 จะมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยครับ ในทุกๆ มิติเลย (กว้าง ยาว หนา) ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะขนาดของหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นอีกนิด คือ จากเดิม Samsung Galaxy S4 ขนาดหน้าจอ 5 นิ้ว ส่วน Samsung Galaxy S5 ขนาดหน้าจอ 5.1 นิ้ว

 

Samsung Galaxy S5 ด้านหน้า

Samsung Galaxy S5 ด้านหน้า

 

ด้านหน้าของ Samsung Galaxy S5 เป็นหน้าจอแสดงผล Super AMOLED ขนาด 5.1 นิ้ว ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล ให้ความหนาแน่นของพิกเซลสูง 432ppi รองรับการสัมผัสพร้อมๆ กัน 10 จุด และมีกล้องดิจิตอลความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ ปุ่ม Home  แบบใหม่ ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องสแกนลายนิ้วมือไปในตัวครับ

ปุ่มด้านหน้านั้นมีความแตกต่างไปจากเดิมครับ คือปุ่มเมนูหายไปแล้ว ที่มาแทนกลับเป็นปุ่ม Recent apps ที่จะแสดงรายการ App ที่เปิดล่าสุดแทน

 

Samsung Galaxy S5 ด้านหลัง

Samsung Galaxy S5 ด้านหลัง

 

ด้านหลังของ Samsung Galaxy S5 นั้น ดีไซน์ฝาหลังด้วยหลักการคล้ายๆ กับ Samsung Galaxy Note 3 แต่ดีไซน์แตกต่างออกไป หรือนี่จะเป็นการแยกรูปแบบการดีไซน์ของสองตระกูลนี้ก็ไม่อาจทราบได้ นอกเหนือจากลำโพงขนาดไม่แตกต่างไปจากรุ่นก่อนหน้าที่อยู่บริเวณด้านล่างแล้ว ก็มีกล้องดิจิตอลความละเอียดอัพเกรดไปเป็น 16 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash และเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ที่ Samsung พยายามชูเป็นฟีเจอร์เด่นของ Samsung Galaxy S5 นี้

 

Samsung Galaxy S5 ด้านบน

Samsung Galaxy S5 ด้านบน

 

ด้านบนมีพอร์ตอินฟราเรดสำหรับใช้งานเป็นรีโมทคอนโทรล มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. แล้วก็มีรูเล็กๆ สำหรับใช้ทำ Active noise cancellation และใช้เป็นไมโครโฟนสำหรับอัดเสียงเวลาถ่ายวิดีโอด้วย (เพื่อให้ได้เสียงสเตริโอ)

 

Samsung Galaxy S5 ด้านล่าง

Samsung Galaxy S5 ด้านล่าง

Samsung Galaxy S5 แกะฝาปิดพอร์ต Micro USB 3.0 ออกมาดู

Samsung Galaxy S5 แกะฝาปิดพอร์ต Micro USB 3.0 ออกมาดู

 

ด้านล่าง จะเห็นฝาปิดพอร์ต Micro USB 3.0 อยู่เพื่อกันน้ำและฝุ่นเข้า เพราะเจ้านี่ผ่านมาตรฐาน IP67 ที่หมายถึงกันฝุ่นแน่นหนา และสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 1 เมตร เป็นเวลา 30 นาที (ต้องปิดฝาปิดพอร์ต Micro USB 3.0 นะครับ) … นอกจากนี้ก็จะเห็นรูไมโครโฟนเล็กๆ สำหรับสนทนาโทรศัพท์ กับตอนอัดเสียงเวลาถ่ายวิดีโอครับ

 

Samsung Galaxy S5 ด้านซ้าย

Samsung Galaxy S5 ด้านซ้าย

 

ด้านซ้ายของ Samsung Galaxy S5 มีแค่ปุ่มปรับระดับเสียงครับ

 

Samsung Galaxy S5 ด้านขวา

Samsung Galaxy S5 ด้านขวา

 

ด้านขวาของ Samsung Galaxy S5 มีปุ่มเปิดปิดหน้าจอแสดงผล และหากสังเกตดีๆ เราจะเห็นร่องเล็กๆ ที่ไว้สำหรับใช้แกะฝาหลังออกมาครับ

 

แกะฝาหลังของ Samsung Galaxy S5 ออกมาดู

แกะฝาหลังของ Samsung Galaxy S5 ออกมาดู

 

แกะฝาหลังของ Samsung Galaxy S5 ออกมา ก็จะเห็นว่า Samsung ดูจะพยายามออกแบบให้พวกอะไรที่เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าไปกระจุกรวมกันในบริเวณที่เล็กที่สุดเลย คงเพื่อให้กันน้ำได้ง่ายๆ ด้วย … พลิกฝาหลังของ Samsung Galaxy S5 มาดู จะเห็นว่ามีการติดซีลยางกันน้ำซึมเอาไว้ด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ว่า Samsung Galaxy S5 จะผ่านมาตรฐาน IP67 กันทั้งฝุ่น กันทั้งน้ำ แต่น่าแปลกใจที่ไม่มีการปกปิดช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. แต่อย่างใด (ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ ที่ทำรุ่นกันน้ำออกมา จะมีจุกมาปิดช่องเสียบหูฟังนี้) และตอนที่ Samsung จัดงานพรีวิวให้เหล่าบล็อกเกอร์ได้ยลโฉม Samsung Galaxy S5 ก็มีการพูดคุยกันในหมู่บล็อกเกอร์บางคนว่า ไม่แนะนำให้เอาไปถ่ายรูปหรือวิดีโอใต้น้ำ

 

สเปกและประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy S5

อย่างที่บอก Samsung Galaxy S5 นั้นมีการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ไปหลายทีเดียว และงวดนี้แตกต่างจาก Samsung Galaxy S3 และ Samsung Galaxy S4 ตรงที่ Samsung เลือกนำเข้ารุ่นที่ใช้ชิป Qualcomm Snapdragon 801 เข้ามาก่อนรุ่น Exynos ครับ มาดูกันว่า Samsung Galaxy S5 ให้อะไรกับเราบ้าง

  • CPU: Qualcomm MSM8974AC Snapdragon 801 Quad-core 2.5GHz Krait 400
  • GPU: Adreno 330
  • Display: Super AMOLED 5.1″ ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล (432ppi)
  • RAM: 2GB
  • Internal storage: 16GB (วางจำหน่ายในประเทศไทย 11 เมษายน 2557) ส่วนรุ่น 32GB จะมีวางจำหน่ายในเดือนต่อมา
  • External storage: รองรับ MicroSD card สูงสุด 128GB
  • Operating System: Android 4.4.2
  • Connectivity
    • 2G: 850/900/1800/1900MHz
    • 3G: 850/900/1900/2100MHz (HSDPA 42.2Mbps HSUPA 5.76Mbps)
    • 4G: รองรับ 4G LTE โดยแตกต่างกันไปตามประเทศที่วางจำหน่าย
    • WiFi: 802.11a/b/g/n/ac Dual-band
    • Bluetooth: 4.0 + A2DP
    • Infrared port: มี
    • NFC: มี
  • Camera
    • ด้านหน้า: 2 ล้านพิกเซล
    • ด้านหลัง: 16 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash เซ็นเซอร์ขนาด 1/2.6″ ขนาดพิกเซล 1.12 ไมครอน
  • Battery: 2,800mAh
  • Dimensions: 142 มม. x 72.5 มม. x 8.1 มม.
  • Weight:  145 กรัม
  • Other: เล่นวิดีโอ และ ถ่ายวิดีโอความละเอียด 4K, ตัวสแกนลายนิ้วมือ, เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ, กันน้ำ กันฝุ่น มาตรฐาน IP67
  • Price: 23,800 บาท สำหรับรุ่น 16GB (รุ่น 32GB ยังไม่กำหนดราคาวางจำหน่าย)

ลองมาวัดประสิทธิภาพดู เพื่อความแน่ใจ ด้วยโปรแกรม Benchmark เหล่านี้

  • Quadrant Advanced และ AnTuTu Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพในภาพรวม
  • MobileXPRT 2013 เพื่อประเมินประสบการณ์ในการใช้งานทั่วๆ ไป โดยทดสอบเรื่อง
    • การตกแต่งภาพแบบต่างๆ การตรวจจับใบหน้าคนในรูป
    • การเข้ารหัสข้อมูล
    • ความลื่นไหลของอนิเมชั่นในการ Scroll ข้อมูลบนหน้าจอ
  • 3DMark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3D
  • Vellamo Mobile Web Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานด้านเว็บ
  • Geekbench สำหรับการวัดประสิทธิภาพการประมวลผลในภาพรวม โดยแบ่งเป็น Single-core และ Multi-core

ผลที่ได้ก็ออกมาแบบนี้ครับ

 

Samsung Galaxy S5 Benchmarking Results

Samsung Galaxy S5 Benchmarking Results

 

คะแนนที่ได้นั้น เรียกว่าสูงทีเดียวครับ โดยเฉพาะคะแนนในส่วนของ Quadrant Advanced นั้นค่อนข้างสูงมากทีเดียว โดยเฉพาะในส่วนของ CPU ซึ่งได้เกือบแสนคะแนนเลย ถือว่าเป็นรุ่นแรกที่ได้คะแนนสูงแบบนี้ (ที่เหลือก็ต้องมาลุ้นกันว่า จะมีใครมาแฉไหมว่า Samsung เลือกเปิดให้หน่วยประมวลผลทำงานเต็มประสิทธิภาพเฉพาะกับโปรแกรม Benchmarking ไหม …​หุหุ)

 

ประสบการณ์ใหม่กับ Samsung Galaxy S5

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Samsung เตรียมยกเครื่อง User Interface ใหม่กับ Samsung Galaxy S5 เลย แต่โดน Google เบรกซะตัวโก่งหัวเกือบทิ่ม สุดท้ายก็ต้องมายึดหลักการออกแบบแนวคิดเดิมของระบบปฏิบัติการ Android ต่อไป แต่ผมก็แอบรู้สึกได้ถึงความพยายามในการออกแบบ User Interface ใหม่ของ Samsung เขานะ ดูได้จากทั้ง Lock screen, Home screen, Notificaions & QuickSettings และ App tray ครับ

 

Lock screen ของ Samsung Galaxy S5

Lock screen ของ Samsung Galaxy S5

จะเห็นว่า Lock screen นั้นก็มีสีสันสดใส หลากหลายมากครับ โดยปกติแล้วก็จะปลดล็อกตามสไตล์ของ Android ปกติครับ คือ Swipe to unlock หรือจะให้กรอก PIN, ใส่รหัสผ่าน หรือลากนิ้วเป็น Pattern ก็ได้ แต่ที่เพิ่มเข้ามาคือ การปลดล็อกด้วยการสแกนลายนิ้วมือครับ สังเกตว่าในหน้าจอ Lock screen นี้จะมีไอคอนสำหรับเข้าสู่โหมดถ่ายรูปด้วย ซึ่งหากเข้าจากหน้าจอ Lock screen นี้ ฟีเจอร์บางอย่างของกล้องถ่ายรูปก็จะใช้งานไม่ได้ (เช่น Selective Focus เป็นต้น)

 

Home screen ของ Samsung Galaxy S5

Home screen ของ Samsung Galaxy S5

 

หน้าจอ Home screen ของ Samsung Galaxy S5 นั้น ยังได้อารมณ์ของระบบปฏิบัติการ Android เหมือนเดิม แต่ว่าถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าพวก Icon ของ App ต่างๆ นั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปครับ ดูเป็นแนว Flat มากขึ้น ตามกระแสนิยม ซึ่งดูๆ แล้ว มันเลยทำให้พวก 3rd Party app ต่างๆ ดูแปลกตาออกไปพอสมควรทีเดียว

 

My Magazine ของ Samsung Galaxy S5

My Magazine ของ Samsung Galaxy S5

 

การเข้าถึง My Magazine คราวนี้ เปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะมาเป็นหนึ่งในหน้า Home screen แทน โดยต้องเลื่อนหน้าจอมาทางซ้ายสุดครับ

 

App tray ของ Samsung Galaxy S5

App tray ของ Samsung Galaxy S5

 

App tray นั้นก็ดีไซน์กลับไปเป็นแนวเดิมของ Samsung ครับ คือ ไม่ได้แยกเป็น App กับ Widgets ตามแนวคิดของระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งโดยส่วนตัว ผมชอบแนวนี้มากกว่า (นั่นหมายถึงการเพิ่ม Widget เข้าหน้าจอ Home screen ก็จะทำผ่านการแตะที่หน้า Home screen ค้างไว้ แล้วเลือกเพิ่ม Widget)

 

Notifications & QuickSettings ของ Samsung Galaxy S5

Notifications & QuickSettings ของ Samsung Galaxy S5

 

Notifications & QuickSettings ของ Samsung Galaxy S5 ก็มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาไปพอสมควรครับ แต่ฟังก์ชั่นโดยรวมก็ยังคล้ายๆ ของเดิม แต่ที่เพิ่มเข้ามาก็เป็นเรื่องของปุ่มการเข้าถึง S Finder กับ Quick connect ครับ โดย S Finder ก็เป็นอะไรที่ Samsung นำเสนอแทน Google Now ให้ค้นหาข้อมูลต่างๆ ทั้งภายในเครื่องและจากอินเทอร์เน็ตได้สะดวกๆ

 

Quick connect ของ Samsung Galaxy S5

Quick connect ของ Samsung Galaxy S5

 

ส่วนฟังก์ชั่น Quick connect ก็จะเป็นการค้นหาอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วแชร์พวกเนื้อหาต่างๆ จาก Samsung Galaxy S5 ของเราไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งไฟล์ใหญ่ๆ ไป สามารถส่งไฟล์ไปยังหลายเครื่องพร้อมๆ กันได้ด้วย หรือเชื่อมต่อกับโทรทัศน์ (รุ่นที่รองรับเทคโนโลยี dlna) แล้วสามารถทำ Mirroring หน้าจอ Samsung Galaxy S5 แบบไร้สายไปยังเครื่องโทรทัศน์ได้ด้วย

 

Settings ของ Samsung Galaxy S5 แบบ Grid View

Settings ของ Samsung Galaxy S5 แบบ Grid View

Settings ของ Samsung Galaxy S5 แบบ List View

Settings ของ Samsung Galaxy S5 แบบ List View

Settings ของ Samsung Galaxy S5 แบบ Tab View

Settings ของ Samsung Galaxy S5 แบบ Tab View

เลือกรูปแบบการแสดงผลของ Settings ของ Samsung Galaxy S5

เลือกรูปแบบการแสดงผลของ Settings ของ Samsung Galaxy S5

 

User Interface ของ Settings นั้น เริ่มต้นด้วยหน้าตาแบบ Grid view ครับ ดูแล้วแปลกตาไปเลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้วงวดนี้ Samsung ให้เราสามารถเลือกได้ว่าจะแสดงผลพวกหัวข้อต่างๆ ของ Settings แบบไหน ทั้ง Grid view, List view (แบบ Android มาตรฐาน) หรือ Tab view (แบบ User Interface ของ Samsung Galaxy รุ่นหลังๆ) … ข้อสังเกตคือ พวกไอคอนหัวข้อต่างๆ ของ Settings นั้น ดูมีสีสันมากขึ้นทีเดียว

 

Samsung Galaxy Essentials

ผมยังไม่กล้าฟันธงอะไรมาก แต่ดูจาก Samsung Galaxy S5 ที่ได้รับมาให้รีวิวนี้ ก็ดูเหมือนว่า Samsung น่าจะมีการเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการ Bundle apps ต่างๆ มาในตัวสมาร์ทโฟนแล้ว จากเดิมที่ใส่มาให้หมดไว้ก่อน ไม่ว่าผู้ใช้งานจะได้ใช้หรือไม่ ซึ่งมองมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปหาดาวน์โหลด แต่มองอีกมุมหนึ่ง ก็ทำให้หน้าจอเต็มไปด้วยไอคอนเยอะเกินความจำเป็น และพวก Bundled apps พวกนี้ก็ Uninstall ไม่ได้ (หากไม่ได้ Root เครื่อง) สำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรรกๆ ก็อาจจะไม่ชอบแนวคิดเดิมของ Samsung นัก

 

Samsung Galaxy Essentials

Samsung Galaxy Essentials

 

แต่ Samsung Galaxy S5 นี่มาพร้อมกับ Samsung Galaxy Essentials ครับ ซึ่งหากให้แปลเป็นไทย ก็คงอารมณ์ประมาณว่า “เหล่า App ที่สำคัญสำหรับ Samsung Galaxy ของเรา” อะไรประมาณนี้ครับ ซึ่งเมื่อเข้ามา ก็จะเห็นว่ามีพวก App ต่างๆ ที่ปกติแล้วจะเคยอยู่ในจำพวก Bundled apps ของ Samsung มาก่อน มีไว้เพื่อให้เลือกดาวน์โหลดที่ Samsung Galaxy Essentials นี่ครับ … ดังนั้นเลยไม่น่าแปลกใจที่เวลาเข้ามาดูที่ App tray แล้วจะไม่รู้สึกว่ามีไอคอนเยอะแยะมากเกินไป

 

S Health 3.0

อีกจุดหนึ่งที่ Samsung พยายามชูเป็นจุดขายของ Samsung Galaxy S5 นี่ก็คือการใช้ในฐานะ Fitness smartphone ครับ คือ ใช้เพื่อเป็นคู่หูในการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงนั่นแหละ โดยแนวคิดนี้มาตั้งแต่สมัย Samsung Galaxy S4 เรื่อยมาจนถึง Samsung Galaxy Note 3 และล่าสุดนี่ก็ Samsung Galaxy S5 ครับ

 

S Health 3.0 บน Samsung Galaxy S5

S Health 3.0 บน Samsung Galaxy S5

 

หลักๆ แล้ว S Health 3.0 ก็ยังคงมีฟังก์ชั่นการทำงานแบบเดิม คือ นับจำนวนก้าว บันทึกน้ำหนัก บันทึกรายการอาหารที่ทาน บันทึกการออกกำลังกาย แต่ที่เพิ่มเข้ามา คือ หลังจากที่ Samsung เปิด SDK (หมายถึงชุดพัฒนาโปรแกรมสำหรับพวกโปรแกรมเมอร์) เพื่อให้สามารถพัฒนา App เข้ามาร่วมกับ S Health ได้ ก็เลยมีหัวข้อ More apps มาให้ด้วย แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรมาให้ดาวน์โหลดหรอกนะครับ

 

เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจของ Samsung Galaxy S5

เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจของ Samsung Galaxy S5

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา ก็คือเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ที่ใช้หลักการตรวจจับสีที่เปลี่ยนไปของเส้นเลือดบนนิ้ว ซึ่งเมื่อเอานิ้วไปวางไว้เหนือเซ็นเซอร์ ก็จะอาศัย LED Flash เพื่อส่องสว่างที่ปลายนิ้วของเราให้เซ็นเซอร์สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของสีของเส้นเลือดได้ง่ายขึ้น ตรงนี้ Samsung มีเซ็นเซอร์ถึง 2 ตัวเพื่อช่วยกันตรวจจับ

 

การวัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วย Samsung Galaxy S5

การวัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วย Samsung Galaxy S5

 

ซึ่งจากการทดสอบของผม พบว่าเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจของ Samsung Galaxy S5 นั้น ใช้งานค่อนข้างง่ายกว่าที่คาดครับ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพวก App ที่มีให้ดาวน์โหลดบน Google Play Store ที่อาศัยแนวคิดเดียวกันนี้ แต่ใช้เซ็นเซอร์กล้องดิจิตอลแทน อย่างไรก็ดีในแง่ของความแม่นยำนั้นยังอาจจะน่ากังขานิดหน่อย

 

กำลังวัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วย S Health กับ เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ

กำลังวัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วย S Health กับ เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ

วัดอัตราการเต้นของหัวใจเรียบร้อย

วัดอัตราการเต้นของหัวใจเรียบร้อย

 

ผมทดสอบความแม่นยำของเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจของ Samsung Galaxy S5 โดยเทียบกับวิธีดั้งเดิมอย่างการจับชีพจรบนข้อมือ เทียบกันดูแล้ว ก็พบว่าผลออกมาใกล้เคียงกันครับ (ทดสอบ 5 ครั้ง โดยจับชีพจรบนข้อมือก่อน แล้ววัดด้วยเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจของ Samsung Galaxy S5) แต่เมื่อลองวัดด้วยเซ็นเซอร์เพียงอย่างเดียวต่อเนื่องกันหลายๆ ครั้ง ผมพบว่าผลลัพธ์ที่ได้แอบมีการแกว่งอยู่พอสมควรครับ โดยวัดได้ 72 bpm, 62 bpm และ 68bpm เป็นต้น

 

อุปกรณ์เสริมที่ใช้คู่กับ S Health 3.0 ได้

อุปกรณ์เสริมที่ใช้คู่กับ S Health 3.0 ได้

อุปกรณ์เสริมที่ใช้คู่กับ S Health 3.0 ได้

อุปกรณ์เสริมที่ใช้คู่กับ S Health 3.0 ได้

 

อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายแล้ว การวัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วยเซ็นเซอร์บนตัวเครื่อง Samsung Galaxy S5 นั้น ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ซักเท่าไหร่ เพราะต้องหยุดออกกำลังกายแล้วจึงค่อยวัดข้อมูล ซึ่งทำให้การออกกำลังกายไม่ต่อเนื่อง และที่สำคัญ ปกติแล้วการออกกำลังกายนั้น ต้องการการวัดอัตราการเต้นของหัวใจในระหว่างการออกกำลังกายมากกว่า ดังนั้นสุดท้ายจึงต้องซื้ออุปกรณ์เสริมมาใช้ครับ ซึ่งหากเป็นของ Samsung เองก็จะเป็น Samsung Galaxy Gear Fit หรือ Samsung EI-HH10 ครับ ที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจจากข้อมือ ไม่อย่างนั้นก็ไปใช้อุปกรณ์ของ 3rd Party อย่าง Garmin Heart Rate Monitor หรือ Timex Flex Tech ได้ และในอนาคตก็น่าจะมีอุปกรณ์เสริมจาก 3rd Party ที่รองรับ S Health มากขึ้น เพราะ Samsung เขาเปิด SDK ให้นักพัฒนาแล้ว

 

ระบบสแกนลายนิ้วมือของ Samsung Galaxy S5

HTC One Max เอาระบบสแกนลายนิ้วมือมาใช้ก่อน Samsung Galaxy S5 ครับ แต่ด้วยตำแหน่งการวางของตัวสแกนลายนิ้วมือ และรูปแบบการใช้งานแล้ว มันทำให้ใช้งานไม่ค่อยสะดวกซักเท่าไหร่ การที่ Samsung เลือกวางตำแหน่งตัวสแกนลายนิ้วมือบนปุ่ม Home เหมือนที่ Apple ทำกับ iPhone 5s มันทำให้ดีไซน์ออกมาเนียนกว่า และการใช้งานก็ง่ายกว่าครับ

 

การสแกนลายนิ้วมือด้วยปุ่ม Home ของ Samsung Galaxy S5

การสแกนลายนิ้วมือด้วยปุ่ม Home ของ Samsung Galaxy S5

 

อย่างไรก็ดี การสแกนลายนิ้วมือของ Samsung Galaxy S5 นั้นก็ยังไม่ค่อยสะดวก 100% ซักเท่าไหร่ เพราะต้องใช้การปาดนิ้วมือบนตัวสแกนเนอร์ครับ ซึ่งด้วยขนาดของหน้าจอแสดงผลที่ใหญ่ 5.5 นิ้วแล้ว การปาดแบบตรงๆ จะไม่ค่อยสะดวกนัก และให้บันทึกลายนิ้วมือได้แค่ 3 นิ้วเท่านั้น (iPhone 5s บันทึกได้ 11 นิ้ว)​ จึงค่อนข้างจะเหมาะกับการใช้งานคนเดียวมากกว่า

 

แต่ละนิ้ว สามารถปาดได้ 8 มุมเลยทีเดียว

แต่ละนิ้ว สามารถปาดได้ 8 มุมเลยทีเดียว

 

จากการทดลองใช้งานผมพบว่า ไหนๆ ก็บันทึกได้ 3 นิ้ว จึงควรบันทึกทั้งนิ้วโป้งข้างซ้ายและนิ้วโป้งข้างขวา ซึ่งสะดวกในการปาดสแกนเนอร์แล้วปลดล็อกที่สุดแล้ว และแต่ละนิ้วนั้น ให้บันทึกลายนิ้วมือได้ 8 ครั้ง จึงควรเลือกปาดในมุมต่างๆ ไว้ให้หลากหลาย เวลาใช้งานจริงจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องตำแหน่งที่เราจะปาดนิ้วมือได้

 

การปลดล็อกหน้าจอเลือกว่าจะปลดด้วยการสแกนลายนิ้วมือได้

การปลดล็อกหน้าจอเลือกว่าจะปลดด้วยการสแกนลายนิ้วมือได้

 

เมื่อบันทึกลายนิ้วมือแล้ว ก็จะต้องตั้งรหัสสำหรับใช้แทนการสแกนลายนิ้วมือครับ อันนี้ไม่ใช่ PIN นะ แต่เป็นรหัสเต็มรูปแบบเลย จากนั้นเราก็จะเลือกได้ครับว่าจะให้ปลดล็อกหน้าจอด้วยการใช้การสแกนลายนิ้วมือได้

สแกนเนอร์ของ Samsung Galaxy S5 นั้นดูจะค่อนข้างไวต่อพวกคราบมันๆ บนนิ้วมือ (หรือที่เลอะบนสแกนเนอร์) และพวกคราบเหงื่อบนนิ้วมือด้วย เพราะพอใช้ไปพักนึงผมก็พบว่าสแกนเนอร์มันจำลายนิ้วมือผมไม่ได้ … ตรงนี้ทาง Samsung เองก็คงต้องรับ Feedback จากผู้ใช้งานจริงๆ ไปเพื่อการปรับปรุงอีกพอสมควร

 

การสแกนลายนิ้วมือสามารถใช้ปลดล็อกหน้าจอ, แทนการกรอกรหัสผ่าน Samsung account, หรือการยืนยันชำระเงินด้วย PayPal

การสแกนลายนิ้วมือสามารถใช้ปลดล็อกหน้าจอ, แทนการกรอกรหัสผ่าน Samsung account, หรือการยืนยันชำระเงินด้วย PayPal

 

นอกเหนือจากการปลดล็อกหน้าจอด้วยการสแกนลายนิ้วมือได้แล้ว ด้วยความที่ Samsung มีบริการเป็นของตัวเอง​ ผ่านทาง Samsung account (เช่น การดาวน์โหลด หรือ ซื้อ App จาก Samsung Apps) ดังนั้นเราก็สามารถใช้การสแกนลายนิ้วมือ แทนการยืนยันตัวตนของ Samsung account ได้ด้วย และ Samsung เองก็ยังจับมือเป็นพันธมิตรกับ PayPal ให้สามารสแกนลายนิ้วมือเพื่อใช้ยืนยันการชำระเงินผ่าน PayPal ได้ด้วยเช่นกัน (แต่จำเป็นต้องมีการติดตั้ง FIDO Ready ก่อน แล้วจึงทำการเชื่อมต่อกับ PayPal account ครับ)

 

ต้องติดตั้ง FIDO Ready ก่อน ถึงจะเชื่อมการสแกนลายนิ้วมือกับ PayPal ได้

ต้องติดตั้ง FIDO Ready ก่อน ถึงจะเชื่อมการสแกนลายนิ้วมือกับ PayPal ได้

เชื่อมต่อการสแกนลายนิ้วมือกับ PayPal เรียบร้อย

เชื่อมต่อการสแกนลายนิ้วมือกับ PayPal เรียบร้อย

 

อย่างไรก็ดี ขั้นตอนในการเชื่อมต่อการสแกนลายนิ้วมือเข้ากับ PayPal นั้นแอบวุ่นวายนิดหน่อยครับ ทั้งต้องดาวน์โหลดและติดตั้ง App เสริม แล้วถึงจะเริ่มเชื่อมต่อกับ PayPal ได้ ซึ่งผมก็ทำครั้งแรกไม่ผ่าน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ครั้งที่สองก็สามารถทำได้ผ่านสะดวกโยธิน ไม่มีปัญหาใดๆ ครับ … การใช้งานก็ต้องดาวน์โหลด PayPal app มา จากนั้นเวลาจะช้อปอะไร ก็สามารถจ่ายเงินด้วย PayPal ได้ โดยไม่ต้องกรอกรหัสผ่าน แค่สแกนลายนิ้วมือให้ผ่านก็พอ

หลังจากทดลองใช้ไปหลายๆ รอบ ผมพบว่าแนวคิดของ Samsung ในการนำตัวสแกนลายนิ้วมือมาใช้นั้นโอเคทีเดียว เพราะ Samsung เองก็มีศักยภาพที่จะทำเช่นนั้น เพราะมี Samsung Apps เป็นของตัวเอง มีบริการเป็นของตัวเอง ให้ผนวกกับการยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือได้ แต่ตัวสแกนลายนิ้วมือไม่น่าเลือกใช้เป็นแบบปาดเพื่ออ่านเลยครับ เพราะทำให้มีปัญหาเรื่องคราบเหงื่อ คราบมัน มากกว่าตัวสแกนลายนิ้วมือของ iPhone 5s จากที่ผมทดสอบ โอกาสที่ตัวสแกนลายนิ้วมือของ Samsung Galaxy S5 จะอ่านลายนิ้วมือไม่ออกนั้นมีมากกว่า iPhone 5s ครับ

 

Ultra Power Saving Mode

เป็นโหมดใหม่ล่าสุดที่เพิ่มเข้ามาของ Samsung Galaxy S5 ครับ เป็นโหมดที่ใช้ประโยชน์จากการที่ Samsung Galaxy S5 ใช้หน้าจอแสดงผล Super AMOLED ได้อย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว นั่นก็คือ เมื่อต้องการให้ Samsung Galaxy S5 ประหยัดพลังงานแบบสุดๆ เท่าที่จะเป็นไปได้​ ก็เปิดใช้ Ultra Power Saving Mode ซึ่งจะเปลี่ยน Samsung Galaxy S5 ให้กลายเป็นสมาร์ทโฟนแบบพอเพียงไปในบัดดล

 

หน้าจอตอนเข้าสู่ Ultra Power Saving Mode ของ Samsung Galaxy S5

หน้าจอตอนเข้าสู่ Ultra Power Saving Mode ของ Samsung Galaxy S5

 

อย่างแรกเลยก็คือ การแสดงผล จะแสดงแบบ Grayscale เลยครับ คือ เน้น ขาว-ดำ-เทา ไร้สีสัน ซึ่งสำหรับหน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED แล้ว เวลาแสดงสีดำ มันไม่ต้องใช้พลังงานอะไรเลย เลยทำให้ยิ่งประหยัดแบตเตอรี่เป็นอย่างมาก และนอกจากนี้ ฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ของ Samsung Galaxy S5 ก็จะถูกจำกัดลงครับ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็จะถูกปิด (แต่เราสามารถเลือกที่จะเปิดได้) และจะใช้งาน App ได้อย่างจำกัด

 

แบตเตอรี่ 85% นี่สามารถใช้สแตนด์บายใน Ultra Power Saving Mode ได้เป็น 10 วันเลย

แบตเตอรี่ 85% นี่สามารถใช้สแตนด์บายใน Ultra Power Saving Mode ได้เป็น 10 วันเลย

App ที่สามารถใช้ใน Ultra Power Saving Mode ได้

App ที่สามารถใช้ใน Ultra Power Saving Mode ได้

 

หากไม่เน้นว่าต้องเห็นอะไรเป็นสีสัน (เช่น เน้นโพสต์ข้อความบน Twitter หรือ อ่านบทความบนหน้าเว็บ) การใช้ Ultra Power Saving Mode นี่ช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่แบบสุดๆ อ่ะครับ

 

Private Mode บน Samsung Galaxy S5

สำหรับบางคน ก็อาจจะมีเนื้อหาบางอย่างที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็น แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแชร์ Samsung Galaxy S5 ใช้ร่วมกับคนอื่น ซึ่งตรงนี้ Samsung เขาก็เตรียม Private Mode ไว้ให้ หลักการก็คือ เลือกเนื้อหาที่เราต้องการจะซ่อน (เช่น รูปภาพ) ไปไว้ในโฟลเดอร์ Private ซึ่งทำได้ง่ายๆ โดยการแตะที่เมนูแล้วเลือก Move to Private

 

ย้ายข้อมูลที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นไปไว้ใน Private folder

ย้ายข้อมูลที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นไปไว้ใน Private folder

 

จากนั้น เมื่อจะแชร์ Samsung Galaxy S5 ให้คนอื่นใช้ ก็ออกจาก Private Mode ซะ พวกไฟล์ใดๆ ที่เราจับเข้าไปไว้ในโฟลเดอร์ Private ก็จะไม่มีใครเห็นได้ ยกเว้นเขาจะรู้รหัสของเรา แล้วเปิด Private Mode ขึ้นมา … การกลับเข้าสู่ Private Mode ก็สามารถกำหนดได้ว่าจะต้องใส่ PIN หรือใส่รหัสผ่าน หรือต้องสแกนลายนิ้วมือครับ

 

Samsung Galaxy S5 กับการใช้งานด้านมัลติมีเดีย

ในด้านการใช้งานดูหนัง ฟังเพลง ผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ เพราะประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลนี่ดีหายห่วงอยู่แล้วครับ และใน Samsung Galaxy S5 นี่ พวก Music player หรือ Video player ก็ได้รับการปรับพวก User Interface ให้ดูเรียบง่ายมากขึ้นด้วย หากมีการใส่ข้อมูลไว้เพียงพอ Music player นี่ก็สามารถช่วยบริหารจัดการเพลงต่างๆ ให้ง่ายขึ้น

 

Music player บน Samsung Galaxy S5

Music player บน Samsung Galaxy S5

 

ชิป Snapdragon 801 นั้น ประสิทธิภาพดีเพียงพอที่จะเล่นไฟล์วิดีโอ 4K ได้สบายๆ ครับ ฉะนั้น ไฟล์ระดับ 1080p นี่ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย และด้วยหน้าจอแสดงผล Super AMOLED ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล ขนาด 5.1 นิ้ว ก็ให้ความเต็มตา เต็มอรรถรสดีแท้ แม้ว่าหลายๆ คนอาจจะไม่ชอบรูปแบบการจัดเรียงพิกเซลตามสไตล์ Super AMOLED ก็ตาม แต่หากไม่ได้จ้องจับผิดมาก ก็ต้องบอกว่า Super AMOLED นี่ได้เปรียบในเรื่องของสีสันที่สดจัดจ้านครับ​

 

Video player บน Samsung Galaxy S5

Video player บน Samsung Galaxy S5

ชมคลิป 1080p บน Samsung Galaxy S5

ชมคลิป 1080p บน Samsung Galaxy S5

ชมคลิป 4K บน Samsung Galaxy S5

ชมคลิป 4K บน Samsung Galaxy S5

 

ด้านคุณภาพเสียงนั้นเสียงที่ได้จากลำโพงมีเนื้อเสียงไม่หนามากแต่แน่น มีน้ำหนัก มีความนวลแต่ก็ชัดใส อีกทั้งมีลักษณะเสียงที่กว้างทำให้รายละเอียดถูกแสดงออกมาครบถ้วนโดยยังฟังดูโปร่งสบาย ไม่อึดอัดแม้จะเป็นเพลงที่มีรายละเอียดเยอะ อีกทั้งยังพบว่า Samsung ให้ความใส่ใจกับการออกแบบตำแหน่งของลำโพงเป็นอย่างดี แม้วางบนพื้นผิวก็ยังคงให้เสียงที่เต็ม ต้องยอมรับว่าผมเองชอบเสียงตอนวางเครื่องหงายมากกว่าวางเครื่องคว่ำเพื่อฟังเสียงโดยตรงจากลำโพงเสียอีก

เมื่อทดลองฟังเสียงจากช่องหูฟัง เสียงที่ได้มีเนื้อเสียงที่หนา แน่น มีมิติที่ดีมากโดยเครื่องดนตรีองค์ประกอบต่างๆของเพลงถูกแสดงออกมาอย่างครบถ้วน อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ซ้อนทับกัน ย่านเบสแน่น ลึก เสียงกลางจะชัด นุ่ม แต่ไม่จมเท่า Galaxy รุ่นก่อนๆ ย่านสูงก็ใส และปลายเสียงไม่ฟุ้งเหมือน Galaxy รุ่นก่อนๆ เช่นกัน ระบบขยายเสียงก็ทำได้ดี ให้โทนเสียงคงที่ในระดับเสียงที่แตกต่างกัน จะมีก็ตอนเร่งดังเกือบสุดที่เสียงจะฟังดูเปิด คม มากขึ้น แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานโทนเสียงเดิม

 

Samsung Galaxy S5 กับการเล่นเกม

จนถึง ณ ตอนนี้ เกมที่ผมว่ากราฟิกจัดหนักจัดเต็มที่สุด ที่จะนำมาใช้ทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลกราฟิก 3D ได้ก็คงหนีไม่พ้น Asphalt 8: Airborne ครับ ซึ่งด้วยสเปกระดับ GPU Adreno 330 ที่วิ่งด้วยความเร็ว 578MHz (มากกว่าพวก Snapdragon 800 ที่วิ่งด้วยความเร็ว 450MHz) ดังนั้น เกมจึงได้กราฟิกคุณภาพระดับสูง มีรายละเอียดกราฟิกครบ และเอฟเฟ็กต์ที่ครบถ้วนด้วย

 

เกม Asphalt 8: Airborne บน Samsung Galaxy S5

เกม Asphalt 8: Airborne บน Samsung Galaxy S5

 

แน่นอน นอกเหนือจากสเปกที่แรง การเล่นที่ลื่นไหลแล้ว ขนาดหน้าจอแสดงผล 5.1 นิ้ว Super AMOLED Full HD ก็ให้อรรถรสในการเล่นเกมแบบเต็มๆ อีกด้วย … และพิจารณาจากพัฒนาการของเกมบน Mobile device ในปัจจุบัน ผมคิดว่าสเปกระดับนี้ ยังรองรับเกม 3D กราฟิกสวยๆ ที่อาจจะมีในอนาคตไปได้อีกพักใหญ่ๆ เลยล่ะครับ

 

การถ่ายรูปและวิดีโอด้วย Samsung Galaxy S5

User Interface กล้องของ Samsung Galaxy S5 มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรเลยครับ มันออกแนวผสมผสานระหว่างแนวทางเดิมของ Samsung กับแนวทางล่าสุดที่ใช้กันบน Samsung Galaxy S4, Samsung Galaxy Camera อะไรประมาณนี้ จะเห็นได้ว่าพวก Shortcut แบบเดิมๆ กลับมาอยู่ตรงด้านซ้ายมือของหน้าจอแล้ว ในขณะที่ด้านขวานั้นก็ยังแบ่งออกเป็นปุ่มชัตเตอร์ถ่ายภาพนิ่งและถ่ายวิดีโอ แล้วก็มีปุ่มเลือก Mode การถ่ายแบบ ตามแนวทาง User Interface ใหม่ของ Samsung

 

User Interface กล้องของ Samsung Galaxy S5

User Interface กล้องของ Samsung Galaxy S5

หน้าจอเลือก Mode การถ่ายภาพ ดูแปลไปจากเดิมอีกแล้ว เป็นการเลื่อนไปด้านข้างแทน … โดยความเห็นส่วนตัว User Interface แบบนี้ หากมี Mode การถ่ายภาพเยอะๆ ก็จะทำให้เลือกลำบากครับ น่าจะมีทางเลือกให้แสดงผลเป็นแบบ Grid view ได้น่าจะสะดวกกว่านี้

 

การเลือก Mode ถ่ายภาพ และสามารถดาวน์โหลดเพิ่มได้

การเลือก Mode ถ่ายภาพ และสามารถดาวน์โหลดเพิ่มได้

 

คล้ายๆ กับที่ Samsung ไม่ค่อยได้ Bundle app เข้ามาบนเครื่องเยอะแยะแล้ว Mode การถ่ายภาพของ Samsung Galaxy S5 ก็มีไม่เยอะเท่าไหร่เช่นกัน อยากได้อะไร ก็ไปดาวน์โหลดเพิ่มเอาจาก Samsung Apps ได้ ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็มีให้เพิ่มอีก 4 แบบ แต่ในอนาคตก็เป็นไปได้ที่จะมีนักพัฒนาทำ Mode ต่างๆ ออกมาให้ดาวน์โหลดฟรีๆ หรือ ขายสร้างรายได้

 

ดาวน์โหลด Mode การถ่ายภาพเพิ่มเติมได้จาก Samsung Apps

ดาวน์โหลด Mode การถ่ายภาพเพิ่มเติมได้จาก Samsung Apps

 

User Interface ในส่วนของ Settings ของกล้องของ Samsung Galaxy S5 นั้น ก็กลับไปแนวเดิมๆ ของ Samsung ครับ คือ เน้นเป็นไอคอนใหญ่ๆ ที่แตะแล้วก็จะเป็นตัวเลือกให้เลือก ซึ่งเราสามารถที่จะโยกย้ายไอคอนเหล่านี้ไปแปะไว้ตรงด้านซ้ายของหน้าจอได้ เพื่อจะได้เข้าถึงการตั้งค่าต่างๆ ได้สะดวก

 

Settings แบบแนวเดิมๆ ของ Samsung Galaxy S5

Settings แบบแนวเดิมๆ ของ Samsung Galaxy S5

 

ที่น่าแปลกใจคือ ในขณะที่ผมประทับใจกับ Samsung Galaxy Camera 2 ที่ในที่สุดก็สามารถปรับทั้งโฟกัสและการวัดแสงของภาพได้จากการแตะที่หน้าจอ หรือที่เรียกว่า Tap-to-Focus แล้ว (แถมยังแยกปรับโฟกัส และ วัดแสง คนละจุดบนหน้าจอได้ด้วย) แต่บน Samsung Galaxy S 5 นั้น Tap-to-Focus ก็ยังคงปรับได้แค่โฟกัสเท่านั้น ยังใช้วัดแสงไม่ได้เช่นเคย

แต่ความเร็วในการโฟกัสภาพที่ใช้เวลาแค่ 0.3 วินาทีเท่านั้น ช่วยให้ Samsung Galaxy S5 พร้อมสำหรับการถ่ายภาพในแทบจะทุกสถานการณ์เลยทีเดียว ตรงนี้ค่อนข้างน่าประทับใจมาก … ทีนี้ลองดูคุณภาพของภาพถ่ายจาก Samsung Galaxy S5 ครับ จะเห็นว่าภาพที่ได้ สีสันค่อนข้างดีทีเดียว และด้วยเซ็นเซอร์ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ก็ให้ภาพที่คมชัดมากทีเดียว และซอฟต์แวร์ของ Samsung เองก็พยายามที่จะทำให้ภาพคมชัดที่สุดด้วย ภาพจึงยิ่งคมกริบเข้าไปอีก

 

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5

 

อย่างไรก็ดี ซอฟต์แวร์ของ Samsung นั้นดูยังทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในเรื่องของการลด Noise ของภาพ ในเวลาที่ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย เช่น ตอนค่ำๆ ที่เปิดแค่ไฟฟลูออเรสเซนต์ เป็นต้น ดูภาพแล้วจะเห็นได้ชัดว่าเม็ด Noise เป็นจุดๆ เลยทีเดียวล่ะ ตรงนี้ผมคาดว่าเป็นเพราะสไตล์การปรับรูปภาพของซอฟต์แวร์ของ Samsung ครับ คือ แม้จะพยายามลด Noise ขนาดไหนก็ตาม แต่ตอนจบปิดท้าย ซอฟต์แวร์จะพยายาม Sharpen รูปภาพ (หมายถึง พยายามทำภาพให้คมชัด) ซึ่งส่งผลให้พวก Noise ก็คมชัดขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

 

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 ภายใต้สภาพแสงน้อย

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 ภายใต้สภาพแสงน้อย

 

แต่ Samsung มีการพัฒนาการถ่ายภาพในโหมด HDR ใน Samsung Galaxy S5 ครับ สังเกตจากภาพตัวอย่างได้ เมื่อเทียบรูปซ้ายมือที่ไม่ได้เปิด HDR กับรูปด้านขวามือเมื่อเปิด HDR จะเห็นว่ารายละเอียดของภาพนั้นครบถ้วนทีเดียว และเมื่อเปิดโหมด HDR แล้ว ภาพบนหน้าจอก็จะแสดงผลแบบเดียวกับภาพที่จะได้ตอนถ่ายด้วยโหมด HDR ครับ ทำให้เรารู้ได้เลยว่าถ่ายแล้วภาพจะออกมาเป็นยังไง (เห็นทาง Samsung เรียกว่า Live HDR?)

 

ซ้าย: ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 ไม่เปิด HDR ... ขวา: ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 เปิด HDR

ซ้าย: ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 ไม่เปิด HDR … ขวา: ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 เปิด HDR

 

อีกฟีเจอร์นึงที่น่าสนใจก็คือ Selective Focus ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นฟีเจอร์ที่สามารถหาได้จาก App ที่มีให้ดาวน์โหลดอยู่บน Google Play Store เพียงแต่ของ Samsung นั้น จะออกแนวอัตโนมัติมากกว่า (พวก App ต่างๆ มักจะเป็นการให้เราเอานิ้วปาดๆ ไปตามบริเวณที่เราอยากให้ภาพเบลอ) … โดยหลักการคือ โฟกัสไปที่วัตถุที่ต้องการ โดยวัตถุนั้นจะต้องอยู่ไม่ห่างเกินไป และวัตถุอื่นๆ ที่เป็นพื้นหลังต้องอยู่ห่างพอสมควร ซึ่งหากเป็นไปตามเงื่อนไข เราก็จะได้ภาพที่ออกแนว หน้าชัด หลังเบลอ หรือที่เรียกว่าชัดตื้นครับ ฟีเจอร์นี้ออกแนวเหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคลอยู่เหมือนกัน

 

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 แบบปกติ

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 แบบปกติ

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 แบบใช้ Selective Focus

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy S5 แบบใช้ Selective Focus

 

ขอออกตัวก่อนว่า ภาพตัวอย่างที่นำเสนอนี่ ไม่ได้ต้องการโฆษณาผู้สมัคร ส.ว. แต่อย่างใดนะครับ

ด้านการถ่ายวิดีโอนั้น ในแบบปกติ ถ่ายวิดีโอ Full HD 1080p ได้สบายๆ อยู่แล้ว แถมได้ถึงระดับ 60fps เลยทีเดียว หรือหากต้องการภาพคมชัดสุดยอด ก็เลือกปรับได้ถึงระดับ 4K เลย (แต่ในกรณีนี้ ควรจะใส่ MicroSD card ความเร็วสูง ความจุเยอะๆ ซักหน่อยนะ) แต่คุณสมบัติ Tap-to-Focus ที่ปรับการวัดแสงไม่ได้ ก็ทำให้การถ่ายวิดีโอลำบากหน่อย เพราะอาจจะติดแสงโอเวอร์ไปบ้าง แต่ข้อดีของการมี Auto focus ที่เร็ว ก็ช่วยได้เยอะครับ

 

บทสรุปของการรีวิว Samsung Galaxy S5

Samsung Galaxy S5 นี่เป็น Android smartphone ที่ Samsung ยัดลูกเล่นเข้ามาเยอะมากทีเดียวครับ ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ และแสดงให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนาของ Samsung มากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าเลิกที่จะ Bundle พวก Apps ต่างๆ มาให้จนมากเกินไป แต่เลือกที่จะให้ผู้ใช้งานพิจารณาดาวน์โหลดไปติดตั้งเองตามความเหมาะสม (และ Uninstall ออกได้ หากไม่ต้องการใช้) นอกจากนี้ จากการที่ปล่อยชุดพัฒนา (SDK) ให้นักพัฒนานำไปใช้ ก็ทำให้มีแนวโน้มว่าจะได้ใช้ App ที่หลากหลายขึ้น มีอุปกรณ์เสริมที่มาจาก 3rd party มากขึ้น

อย่างไรก็ดี โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ราคาของ Samsung Galaxy S5 นั้นค่อนข้างสูงทีเดียว เมื่อเทียบกับ Samsung Galaxy Note 3 (ต้องไม่ลืมว่า Samsung Galaxy S5 ราคา 23,800 แต่มีความจุ 16GB เท่านั้น) ซึ่งตรงนี้อาจเป็นเพราะฮาร์ดแวร์ที่อัพเกรดไปมากขึ้น และการมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และตัวสแกนลายนิ้วมือ …​ ซึ่งผมมองว่าตัวสแกนลายนิ้วมือก็เป็นอะไรที่อำนวยความสะดวกผู้ใช้งานได้อยู่ แต่เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจนั้น ดูจะซ้ำซ้อน และอาจไม่ค่อยเกิดประโยชน์กับผู้ใช้งานนัก เพราะหากเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายแล้ว ก็น่าจะหาพวกอุปกรณ์เสริมสำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจมาใช้ มากกว่าการวัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วยเซ็นเซอร์บนตัว Samsung Galaxy S5 เอง … ผมจึงมองเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ เป็น Cost-added feature มากกว่า Value-added feature ครับ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

5 Responses

  1. shiftaguys says:

    กล้องกากมาก ทั้งกล้องหน้ากล้องหลัง !! แต่ถ้าถ่ายโหมด หน้าชัดหลังเบลอ อะชัดอยู่ !! แต่แบบอื่นกากมากกกก

  2. poo says:

    หน้าจอโหมดกล้องถ่ายรูปไม่เห็นมีสัญลักษณ์ ตั้งค่าขึ้นเลย

  3. stamp says:

    ทำไมเครื่องไทย ไม่ามีเมนู Pay with Paypal ครับ ?

  4. jip says:

    เครื่องไทยกล้องไม่เป็นแบบนี้ คือว่ากล้อง กากมากอ่า าา ไม่ชัดเท่าที่รีวิวเรย แล้วสั่นไปหมดเรย รูปไม่ละเอียด

Leave a Reply

%d bloggers like this: