มาดูกันว่า Samsung Galaxy Camera 2 มีดีอย่างไร

Samsung Galaxy Camera

 

ปีที่แล้ว Samsung เขาเปิดตัวกล้องดิจิตอลที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android มารุ่นนึง ซึ่งแม้ว่าจะมีข้อจำกัดในเรื่องของความอึดของแบตเตอรี่อยู่บ้าง แต่ความเห็นส่วนตัวของผม Samsung Galaxy Camera รุ่นแรกนั้นก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดีทีเดียวล่ะ และในปีนี้ เพียงต้นปี Samsung ก็รีบสานต่อทันทีด้วยการออก Samsung Galaxy Camera 2 มา และเปิดให้จองกันในงาน Thailand Mobile Expo 2014 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และในวันนี้เรามาดูกันแบบเต็มๆ ดีกว่าครับ ว่าเจ้านี่มีดียังไง

 

เริ่มต้นที่รูปร่างหน้าตาของ Samsung Galaxy Camera 2 กันก่อนเลย

 

(บน)​ Samsung Galaxy Camera รุ่นแรก (ล่าง) Samsung Galaxy Camera 2

(บน)​ Samsung Galaxy Camera รุ่นแรก (ล่าง) Samsung Galaxy Camera 2

 

ในปีก่อน เมื่อเทียบระหว่าง Samsung Galaxy Camera กับ Samsung Galaxy S4 Zoom แล้ว ผมชอบดีไซน์ของ Samsung Galaxy Camera มากกว่า แม้จะเทอะทะกว่าไปบ้าง (แต่ก็ต้องหยวนๆ เพราะมันกล้องซูม 21x นะ) ใน Samsung Galaxy Camera 2 นี่ ได้มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ไป โดยได้อิทธิพลจาก Samsung Galaxy Note 3 มาบ้าง เราเลยได้ Samsung Galaxy Camera 2 หน้าตาแบบนี้ครับ

 

ด้านหน้าของ Samsung Galaxy Camera 2

ด้านหน้าของ Samsung Galaxy Camera 2

 

ด้านหน้า เลนส์ซูมขนาด 21x 4.1-86.1mm F2.8-5.9 ซึ่งก็เท่าๆ กับ Samsung Galaxy Camera รุ่นแรกครับ … เท่าที่ดูจากสเปกของเลนส์แล้ว ไม่ได้มีการอัพเกรดใดๆ แต่ในเรื่องของดีไซน์เนี่ย ดูแบบนี้แล้วสวยเอาเรื่องครับ มันดูคลาสสิกมาก เพราะมันสไตล์เหมือนกล้อง Leica เลยอ่ะ แต่จริงๆ แล้วที่เห็นพื้นผิวแบบนี้ มันคือพลาสติกที่ทำพื้นผิวให้มีลักษณะคล้ายหนังครับ ตัวบอดี้ของ Samsung Galaxy Camera 2 นั้น เป็นพลาสติกนะครับ

 

พื้นผิวของ Samsung Galaxy Camera 2 ก็ใช้หลักการเดียวกับ Faux Leather บน Samsung Galaxy Note 3

พื้นผิวของ Samsung Galaxy Camera 2 ก็ใช้หลักการเดียวกับ Faux Leather บน Samsung Galaxy Note 3

 

มาดูที่ด้านหลังกันบ้างครับ ด้านหลังนี่เป็นพื้นที่ของหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 4.8 นิ้ว Super Clear LCD ความละเอียด 1280×720 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซล 306ppi แบบรองรับการสัมผัส 10 จุดพร้อมๆ กัน และไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นเลยครับ ปุ่มกดประจำกายของระบบปฏิบัติการ Android จะเป็นแบบ Virtual key เหมือนกับ Samsung Galaxy Camera รุ่นแรก

 

ด้านหลังของ Samsung Galaxy Camera 2

ด้านหลังของ Samsung Galaxy Camera 2

 

ด้านบนของ Samsung Galaxy Camera 2 ก็มีปุ่มชัตเตอร์ซึ่งมีสวิตช์สำหรับปรับระยะซูมด้วย (ซึ่งในโหมดใช้งานทั่วไป จะทำหน้าที่เป็นปุ่มปรับระดับเสียงไปในตัว) แล้วก็มีปุ่มเปิดปิดหน้าจอ และปุ่มเปิด Pop-up Flash ซึ่งอยู่ด้านซ้ายสุดของตัวเครื่องด้านบนนี่แหละ

 

ด้านบนของ Samsung Galaxy Camera 2

ด้านบนของ Samsung Galaxy Camera 2

 

Pop-up Flash ของ Samsung Galaxy Camera 2 งวดนี้ ดีไซน์แตกต่างไปจากของ Samsung Galaxy Camera ครับ โดยส่วนตัว ผมว่าผมชอบแบบเก่ามากกว่า มันดูทนทานกว่าแบบนี้ ซึ่งเป็นแบบพับแล้วเด้งออกมาอ่ะครับ

 

Pop-up Flash ของ Samsung Galaxy Camera

Pop-up Flash ของ Samsung Galaxy Camera

 

ด้านล่างของตัวเครื่องนี่ก็จะอารมณ์คล้ายๆ กับกล้องดิจิตอลครับ มีเกลียวสำหรับยึดกับพวกขาตั้งกล้อง และเมื่อเปิดฝาออกมา ก็จะถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ สามารถใส่ MicroSD card เพิ่มเข้าไปได้ และมีพอร์ต Micro HDMI ให้เสียบต่อกับหน้าจอแสดงผลภายนอก (แต่ตรงฝาปิด มันจะมีช่องปิดเล็กๆ สำหรับเปิดมาแล้วเจอแต่พอร์ต Micro HDMI โดยเฉพาะ เวลาใช้งานจะได้สะดวก ไม่ต้องเปิดฝาอ้าซ่าแบบนี้)

 

ด้านล่างของ Samsung Galaxy Camera 2

ด้านล่างของ Samsung Galaxy Camera 2

 

ข้อสังเกตคือ ไม่มีที่ให้ใส่ SIM card ครับ ใช่แล้ว เพราะ Samsung Galaxy Camera รุ่นก่อน เวลาใช้งานควบคู่กับ Mobile Internet แล้ว แบตเตอรี่ลดฮวบฮาบเร็วมาก ในขณะที่คนส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ได้ใช้งานกล้องดิจิตอลเพื่อใช้ Mobile Internet จริงจัง ส่วนใหญ่ก็จะแค่ถ่ายรูปแล้วโพสต์บน Social media เท่านั้น และส่วนใหญ่ก็มีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตให้แชร์อินเทอร์เน็ตผ่าน WiFi ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นงวดนี้ Samsung จึงตัดฟังก์ชั่นใส่ SIM card ออกไป เป็นหนึ่งในมาตรการประหยัดแบตเตอรี่ครับ

ด้านซ้ายของ Samsung Galaxy Camera 2 มีลำโพงเล็กๆ อยู่ครับ แล้วก็มีสัญลักษณ์ NFC ให้รู้ด้วยว่า เจ้านี่มี NFC นะ (ถือซะว่ามาแทน SIM card ที่ถูกตัดออกไป … แต่จริงๆ ผมว่าเป็นอะไรที่ควรมีมาตั้งกะ Samsung Galaxy Camera รุ่นแรกแล้ว)​ … ซึ่งถ้าใช้สมาร์ทโฟนของ Samsung ที่รองรับ NFC แล้ว ก็จะสามารถใช้ S Beam เพื่อการรับส่งไฟล์ที่สะดวกรวดเร็วได้

 

ด้านซ้ายของ Samsung Galaxy Camera 2

ด้านซ้ายของ Samsung Galaxy Camera 2

 

ด้านขวาของ Samsung Galaxy Camera 2 มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. มีพอร์ต Micro USB เอาไว้เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์และชาร์จแบตเตอรี่ มีฝาปิดอย่างดีเลย และออกแบบมาได้ดีกว่า Samsung Galaxy Camera รุ่นแรกด้วยครับ และก็มีที่สำหรับคล้องสายคล้องด้วย

 

ด้านขวาของ Samsung Galaxy Camera 2

ด้านขวาของ Samsung Galaxy Camera 2

 

โดยภาพรวม ก็อย่างที่บอก ผมชอบดีไซน์ของ Samsung Galaxy Camera 2 มากกว่ารุ่นแรกครับ แต่จริงๆ ก็สวยทั้งคู่นะ และเช่นเคย มีสองสีให้เลือก คือ สีขาว กับน้ำเงินเข้มนี่แหละ … ความเห็นส่วนตัวอีกเช่นกัน ผมว่าสีน้ำเงินเข้มสวยกว่าครับ

 

ประสบการณ์ในการใช้งานด้านซอฟต์แวร์ของ Samsung Galaxy Camera 2

ด้วยความที่เป็นระบบปฏิบัติการ Android ก็เลยทำให้เจ้า Samsung Galaxy Camera 2 นี่มันทำอะไรได้มากกว่าพวกกล้องดิจิตอลที่รองรับเทคโนโลยี WiFi อีกพอสมควร … คือ นอกจากจะสามารถใช้งาน Social media ยอดฮิตในบ้านเราอย่างพวก Facebook, Twitter, Instagram ได้ทันที โดยที่เป็น Official app แล้ว ก็ยังสามารถใช้งาน App อื่นๆ ได้เหมือนกับ Android device ทั่วไปนั่นแหละครับ อยากจะเอาไว้ท่องเว็บ เปิดไฟล์เอกสาร แก้ไฟล์งาน ก็ทำได้ แต่จะสะดวกหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่อง (ฮา) เพราะตัวเครื่องมันก็หนาเตอะกว่าพวกสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไปนะครับ

 

Home screen ของ Samsung Galaxy Camera 2

Home screen ของ Samsung Galaxy Camera 2

ความแตกต่างเล็กน้อยก็คือ เนื่องจากเป้าหมายหลักในการใช้งานของเจ้า Samsung Galaxy Camera 2 นี่คือการเป็นกล้องดิจิตอล ดังนั้น ค่าเริ่มต้นของระบบ มันจะไม่มีการเปิดใช้ Lock screen ครับ เพื่อให้พอเปิดจอปุ๊บ ก็พร้อมเรียกโหมดกล้องมาใช้งานเลย … User Interface นั้นก็จะแตกต่างไปเล็กน้อย จะเห็นว่าปุ่ม App tray นั้น อยู่ด้านล่างทางขวาของหน้าจอครับ และปุ่มเข้าโหมดกล้องจะอยู่ด้านล่างทางซ้ายของหน้าจอเสมอๆ ไม่สามารถเคลื่อนบ้ายไปไหนได้ และจะโผล่ใน Home screen ทุกหน้าครับ

 

Notifications กับ QuickSettings ของ Samsung Galaxy Camera 2

Notifications กับ QuickSettings ของ Samsung Galaxy Camera 2

 

ค่อนข้างชัดเจนว่าการใช้งาน Samsung Galaxy Camera 2 นั้นส่วนใหญ่ ก็น่าจะเป็นการใช้ตัวเครื่องในแบบแนวนอน หรือในรูปแบบของกล้องดิจิตอล แต่ก็น่าแปลกใจที่ Samsung เขาไม่ได้ออกแบบ Notifications ให้เหมาะสมกับการใช้งานแบบแนวนอนซักเท่าไหร่ พอลากเอา Notifications bar ลงมาแล้ว จะเห็นว่าอะไรๆ ก็ใหญ่เต็มพื้นที่ไปหมดเลย

 

App Tray ของ Samsung Galaxy Camera 2

App Tray ของ Samsung Galaxy Camera 2

 

ส่วน App tray นั้น ไม่ได้มีอะไรที่แปลกหูแปลกตา หรือขัดหูขัดตาแต่อย่างใดครับ จะใช้งานในแนวตั้ง หรือแนวนอน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่มีข้อสังเกตคือ ในขณะที่ปกติแล้ว Samsung จะจัดเต็มพวก Bundled app ต่างๆ มาใน Samsung Galaxy รุ่นอื่นๆ แต่เจ้า Samsung Galaxy Camera 2 นี่ กลับไม่มีอะไรเลยครับ ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นไปได้ว่า Samsung มองว่ามันเป็นกล้องดิจิตอล เลยไม่ต้องใส่อะไรมามาก หรือไม่ก็เพราะ ตัวที่ผมได้มารีวิวนี่เป็น Demo unit ที่อาจจะยังไม่ทันได้ Bundled app  อะไรเข้ามา

 

ประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy Camera 2

จริงๆ แล้ว ถ้ามองว่าเจ้านี่เป็นกล้องดิจิอตอล ก็คงไม่จำเป็นต้องมานั่งเปรียบเทียบประสิทธิภาพ เหมือนอย่างพวกสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต ให้วุ่นวายครับ แต่ยังไงๆ เจ้านี่ก็เป็น Android device ครับ ดังนั้น อาจจะมีใครซักคน เกิดอยากจะใช้เจ้านี่ดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกมก็ได้ ใครจะรู้ล่ะ จริงไหม ฉะนั้นก็ขอใช้ Benchmark พวกนี้ในการวัดประสิทธิภาพซักหน่อยละครับ

  • Quadrant Advanced และ AnTuTu Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพในภาพรวม
  • GFXBench 3.0 3D Benchmark สำหรับทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3D
  • 3DMark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3D
  • Vellamo Mobile Web Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานด้านเว็บ
  • Geekbench สำหรับการวัดประสิทธิภาพการประมวลผลในภาพรวม โดยแบ่งเป็น Single-core และ Multi-core

ซึ่งผลที่ได้ ก็ออกมาแบบนี้เลย

 

Samsung Galaxy Camera 2 Benchmark

Samsung Galaxy Camera 2 Benchmark

 

จะเห็นว่า คะแนนทำออกมาได้ค่อนข้างโอเคเลยละครับ ไม่ถึงกับออกมาสุดยอดเหมือนพวก Quad-core CPU ระดับไฮเอนด์จากค่าย Samsung ในปัจจุบัน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเจ้านี่ก็ยังใช้ชิป Quad-core อยู่ดีนะ แต่เป็น Exynos 4412 Quad-core 1.6GHz น่ะครับ และหน่วยประมวลผลกราฟิก 3D เป็น Mali-400MP4 … มองในแง่ของคะแนน เกิดใครอยากจะเอาไปเล่นเกม 3D กราฟิกแบบจัดเต็มหน่อย ก็ย่อมทำได้นะ ถ้าต้องการ

 

ถ้าเกิดอยากจะใช้ Samsung Galaxy Camera 2 ดูหนังล่ะ จะเวิร์กไหม?

นั่นสิ เป็นอะไรที่น่าคิดนะครับ … ซื้อกล้องดิจิตอลมา แต่เผอิญมันทำอะไรได้มากกว่าการเป็นแค่กล้องดิจิตอล แล้วมันจะทำงานในแง่ของการเป็นเครื่องเล่นมัลติมีเดียได้ดีแค่ไหนล่ะเนี่ย … ในแง่ของประสิทธิภาพในการประมวลผล ผมไม่ห่วง เจ้านี่เล่นไฟล์วิดีโอความละเอียด Full HD 1080p ได้สบายๆ อยู่แล้ว และหน้าจอแสดงผลความละเอียด 1280×720 พิกเซล ก็ความละเอียดสูงพอที่จะแสดงศักยภาพของวิดีโอ HD 720p หรือ Full HD 1080p ได้ … จะติดก็แค่ขนาดหน้าจอ 4.8 นิ้ว ที่หากเทียบกับพวก Phablet จอใหญ่กว่า 5 นิ้วแล้ว อรรถรสในการรับชมอาจไม่เต็มตา เต็มอารมณ์เท่า

 

ดูคลิป 1080p บน Samsung Galaxt Camera 2

ดูคลิป 1080p บน Samsung Galaxt Camera 2

 

ในแง่ของความเป็นไปได้ในการเอามาใช้ชมคลิปวิดีโอต่างๆ ผมว่ายัง OK นะ เพราะแม้ตัวเครื่องจะหนาไปบ้างอะไรบ้าง ก็ไม่ได้ทำให้ลำบากอะไรไหร่ หากแค่ถือเอาไว้ในมือเฉยๆ (อาจจะเมื่อยเร็วกว่าถือสมาร์ทโฟนไปบ้าง)

เสียงจากลำโพงมีเนื้อเสียงที่หนา มวลเสียงค่อนข้างแน่น แสดงเสียงกลางต่ำออกมาได้ดี รายละเอียดค่อนข้างครบถ้วน องค์ประกอบแยกออกจากกันชัดเจนดี ช่วยให้ฟังดูมีมิติ สิ่งที่ผิดแปลกไปจากโทนเสียงในแบบฉบับของ Samsung Galaxy ที่ผมคุ้นเคยก็คือโทนเสียงของ Camera 2 นี้ออกจะขุ่นๆ หน่อย และรู้สึกถึงปลายเสียงที่ออกพร่าๆ ไม่เคลียร์ ใสเช่นเคย และหากใช้งานแนวนอนก็ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับการที่ลำโพงอยู่ด้านข้างสักหน่อย

ทดสอบฟังเสียงผ่านช่องหูฟัง แสดงรายละเอียดเสียงได้ดี เสียงสูงมีความชัดเคลียร์ แต่จะไม่ใสมาก และปลายเสียงไม่ฟุ้งเหมือน Galaxy ที่ผมคุ้นเคย ซึ่งผมชอบแบบนี้นะเพราะว่าฟังดูสดดี ที่จะดูเด่นจริงๆ ก็คือช่วงกลางต่ำ ที่มีความแน่น และฟังดู 3 มิติดี ให้ความรู้สึกดีมากเวลาฟัง

 

การเล่นเกมบน Samsung Galaxy Camera 2

ออกตัวก่อนว่า ในแง่ของการออกแบบ เขาไม่ได้คาดหวังให้ผู้ใช้งานซื้อ Samsung Galaxy Camera 2 ไปเพื่อเล่นเกมนะครับ นั่นมันหน้าที่ของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต … แต่ก็อย่างที่บอก ด้วยความที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android แล้ว และสเปกที่ค่อนข้างโอเค จนทำให้ได้ผลคะแนน Benchmark ออกมาค่อนข้างดี หากใครอยากเอา Samsung Galaxy Camera 2 มาเล่นเกม ก็ย่อมทำได้ แต่การหยิบใช้มันไม่ค่อยสะดวกมือเท่าไหร่หรอกนะ

ผมลองเอามาเล่นเกม Asphalt 8: Airborne ดู ก็พบว่าเล่นได้ไหลลื่นดี ไม่มีปัญหาอะไร กราฟิกที่ได้ ก็ดูสวยงามดี และครบถ้วนด้วยครับ อันนี้อานิสงส์จาก Mali-400MP4 แต่ที่จะติดขัดจริงๆ ก็น่าจะเป็นที่ขนาดของตัว Samsung Galaxy Camera 2 นี่แหละครับ ไม่ใช่เรื่องความกว้างหรือความยาวนะ แต่เป็นความหนา ฉะนั้น ในชีวิตจริง ผมว่าเอามาเล่นเกม ก็อาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่

ได้เวลาเอามาถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอดูบ้าง

ของดีต้องเก็บไว้หลังสุดครับ (ฮา) … นี่ต่างหาก ถึงจะเรียกว่าเป็นการรีวิว Samsung Galaxy Camera 2 อย่างจริงๆ จังๆ ครับผม … ในแง่ของซอฟต์แวร์ โดยภาพรวมของ User Interface นั้น ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจาก Samsung Galaxy Camera รุ่นแรกมากครับ ก็มีโหมดถ่ายภาพในแบบต่างๆ และมี Expert mode ที่ให้ปรับแต่งพวกค่า Aperture, การชดเชยแสง, ค่า ISO ฯลฯ ได้

 

Mode ถ่ายภาพต่างๆ ของ Samsung Galaxy Camera 2

Mode ถ่ายภาพต่างๆ ของ Samsung Galaxy Camera 2

Expert mode ของ Samsung Galaxy Camera 2

Expert mode ของ Samsung Galaxy Camera 2

 

แม้ว่า Samsung Galaxy Camera 2 นั้นจะทำหน้าที่เป็นกล้องถ่ายรูปแบบ Point & Shoot (คือ หันกล้องไปที่เป้าหมายแล้วถ่ายเลย) ได้ค่อนข้างดี แต่ว่าจากที่ผมทดลองใช้งานมาพักใหญ่ๆ ก็รู้สึกได้ว่าเจ้านี่ก็ยังเหมือนกับ Samsung Galaxy Camera รุ่นแรกอยู่ก็คือ หากจะถ่ายรูปให้สวยสุดๆ จริงๆ ก็ต้องหัดเลือกโหมดถ่ายภาพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ครับ

ยกตัวอย่างเช่นสองรูปนี้ ที่ผมถ่ายจากวิวหน้าต่างของ Camp Nou สนามของ FC Barcelona ประเทศสเปน เมื่อยามเย็นครับ … สังเกตเห็นความแตกต่างไหมล่ะครับ

 

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Camera 2 แบบออโต้

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Camera 2 แบบออโต้

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Camera 2 ในโหมด Sunset

ถ่ายด้วย Samsung Galaxy Camera 2 ในโหมด Sunset

 

ภาพแรกนั่นถ่ายแบบออโต้ครับ จะสังเกตว่าแยกไม่ค่อยออกว่ามันตอนเช้าหรือตอนเย็นกันแน่ เพราะเหมือนซอฟต์แวร์มันจะชดเชยสมดุลสีขาวเพื่อให้ภาพรวมของภาพมันได้สีสันที่ตรงกับความเป็นจริงที่สุด แต่ในโหมด Sunset นั้น จะไม่ไปชดเชยในจุดนั้น แต่กลับกัน มันจะพยายามเร่งสีเพื่อให้ภาพออกมาได้บรรยากาศของแสงอาทิตย์ในยามเย็นให้มากที่สุด

 

Samsung Galaxy Camera 2 แยกปรับโฟกัสและ Exposure กันคนละจุดได้

Samsung Galaxy Camera 2 แยกปรับโฟกัสและ Exposure กันคนละจุดได้

 

และที่เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่ผมบ่นถึง Samsung มานาน นั่นคือ คุณสมบัติ Tap-to-Focus ที่ปรับได้ทั้งโฟกัสของภาพ และ Exposure ของภาพ ซึ่งปกติแล้ว Samsung เขาทำได้แค่ปรับโฟกัสจากการแตะหน้าจอเท่านั้น แต่งวดนี้ Samsung Galaxy Camera 2 คิดใหม่ทำใหม่แล้วครับ สามารถปรับได้ทั้งโฟกัสและ Exposure ของภาพ จากการแตะที่หน้าจอแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น Samsung ยังทำให้สามารถแยกจุดในการปรับโฟกัสและ Exposure ได้ด้วย และหากต้องการ ก็สามารถล็อกโฟกัส และ Exposure แยกกันคนละจุดก็ได้

ข้อดีของเรื่องนี้ก็คือ ในกรณีที่เราต้องการถ่ายรูปโดยโฟกัสไปที่หน้าของบุคคล แต่ต้องการปรับความสว่างของภาพให้มากขึ้น โดยพิจารณาจากแบ็กกราวด์ของบุคคล ถ้าเป็น Tap-to-Focus แบบปกติซึ่งเมื่อแตะไปบนหน้าจอ มันจะโฟกัสภาพไปที่นั่นและปรับความสว่างของภาพโดยพิจารณาจากจุดนั้นเป็นหลัก ก็อาจจะทำให้ภาพในจุดที่เราต้องการออกมาดูเบลอได้ … แต่การที่แยกจุดปรับโฟกัสและ Exposure ได้นั้น ทำให้หมดห่วงปัญหาเรื่องนี้ไปครับ … เรื่องนี้ต้องปรบมือให้กับ Samsung จริงๆ

ทีนี้มาดูที่คุณภาพของภาพถ่ายกันบ้างครับ … ผมถ่ายไว้เยอะทีเดียว เลยขอเอามาอวดหน่อยก็แล้วกัน

 

พิพิธภัณฑ์ของ FC Barcelona สภาพแสงน้อยสนามหญ้าที่ Camp Nou สนามของ FC BarcelonaCamp Nou สนามของ FC Barcelonaถ่ายจอแสดงผลแบบ Interactive ในสภาพแสงรอบด้านที่น้อยมากถ้วยแชมป์เปี้ยนส์ลีกของ FC Barcelonaร้านขายของที่ระลึกที่ Camp Nouมุมมองเมือง Barcelona จาก Tibidaboมุมองจากบน Tibidaboถ่ายที่ Parc Guellถ่ายที่โบสถ์ Sagrada Familia สร้างมาเป็นร้อยปี ยังไม่เสร็จ

 

ไม่ว่าจะในสภาวะแสงน้อย หรือ แสงสว่างเหมาะสม หากเลือกโหมดในการถ่ายภาพที่เหมาะสมดีพอแล้ว ก็จะได้ภาพที่มีสีสันสวยงาม มีความคมชัดสูงเลยล่ะ และด้วยความที่มันคือกล้อง ข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดก็คือ เรื่องของขนาดเซ็นเซอร์ที่ใหญ่กว่ามาก แม้จะใช้เซ็นเซอร์ความละเอียดถึง 16 ล้านพิกเซลแล้วก็ตาม นอกจากนี้ก็ยังซูมได้เต็มเหนี่ยวถึง 21x ด้วยครับ หลายๆ คนอาจจะนึกภาพไม่ออกว่า 21x เนี่ย มันซูมได้แค่ไหน ลองดูภาพต่อไปนี้ครับ … ถ้าดูแบบเป็นภาพเล็กๆ นี่ ก็คงจะไม่ทันได้เห็นว่าตรงกลางของภาพ มีคนสวมเสื้อสีแดงขี่จักรยานอยู่ แต่หากได้ดูภาพขนาด 16 ล้านพิกเซล ก็จะเห็นอยู่แว้บๆ ครับ

 

จาก Tibidabo เห็นคนขี่จักรยานอยู่ไหม? ไม่เห็นล่ะสิ

จาก Tibidabo เห็นคนขี่จักรยานอยู่ไหม? ไม่เห็นล่ะสิ

 

เอ้า! ดูภาพแบบเต็มๆ จะเห็นว่าเริ่มเห็นคนขี่จักรยานแว้บๆ นะครับ​ (เสียดาย เสาบังพอดี) … ดูในวงกลมที่ผมวงเอาไว้นี่ได้

 

นี่ครับ คนใส่เสื้อแดง ขี่จักรยานอยู่

นี่ครับ คนใส่เสื้อแดง ขี่จักรยานอยู่

 

ทีนี้ลองซูม 21x เข้ามาดูนะครับ เห็นกันชัดๆ เลยว่าใส่เสื้อสีอะไร ลวดลายยังไง อ๊ะ! ใส่หมวกด้วยนี่นา อะไรแบบนี้ … ซูม 21x นี่คือ ซูมไปได้ไกลมาๆ เลยทีเดียวนะครับ ขอบอก

 

ซูม 21x เข้ามาดู เห็นคนขี่จักรยานเลยนะครับ

ซูม 21x เข้ามาดู เห็นคนขี่จักรยานเลยนะครับ

 

แต่ซูม 21x เองก็มีข้อจำกัดนะครับ คือ เวลาถ่ายนี่ต้องมือนิ่งมากๆ ทีเดียว … ถ้าในสภาวะแสงที่สว่างมากพอ ก็ไม่น่าห่วงอะไร ภาพไม่เบลอ ไม่สั่นไหวง่ายๆ แต่ถ้าสภาพวะแสงน้อยละก็ โอกาสเบลอก็จะสูงพอสมควรเลย … ทางที่ดี หากจะซูมสุดกู่ขนาดนี้ มีขาตั้งกล้องก็ดีเหมือนกันนะครับ

ในการถ่ายวิดีโอ Samsung Galaxy Camera 2 นั้นสามารถถ่ายวิดีโอความละเอียด Full HD 1080p ได้สบายๆ เรื่องความสว่างของภาพไม่น่าเป็นห่วง เพราะเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ และความละเอียดสูง 16 ล้านพิกเซล การถ่ายภาพวิดีโอแค่ระดับ 1080p หรือความละเอียด 2 ล้านพิกเซลนั้น ไม่ใช่ปัญหาเลย และคุณภาพของวิดีโอที่ได้ ก็ออกมาค่อนข้างจะโอเคด้วย ฉะนั้น Samsung Galaxy Camera 2 นี่ จะถ่ายภาพนิ่ง หรือถ่ายวิดีโอ ก็น่าจะหายห่วงล่ะ … อย่างไรก็ดี คุณสมบัติ Tap-to-Focus ที่ปรับทั้งโฟกัสและ Exposure ได้ และสามารถแยกปรับจุดโฟกัสกับ Exposure ได้นั้น ไม่สามารถใช้ตอนเป็นโหมดถ่ายวิดีโอได้ครับ สามารถทำ Tap-to-Focus เพื่อปรับโฟกัสของภาพได้อย่างเดียวเท่านั้น Exposure จะเป็น Auto Exposure ครับ

 

สเปกของ Samsung Galaxy Camera 2

เก็บไว้พูดถึงซะหลังสุดเลย สำหรับสเปกของ Samsung Galaxy Camera 2 ในคราวนี้ ก็เพราะมันไม่ต้องไปแข่งสเปกกับพวกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตให้มากนั่นแหละ เนื่องจากเป้าหมายในการใช้งานหลัก มันคนละเรื่องกับอุปกรณ์พวกนั้น แต่ไม่พูดถึงสเปกก็คงไม่ได้อยู่ดี

  • CPU: Exynos 4412 Quad-core 1.6GHz
  • GPU: Mali-400MP4
  • Display: Super Clear LCD 4.8″ ความละเอียด 1280×720 พิกเซล (306ppi)
  • RAM: 2GB
  • Internal storage: 8GB (เหลือใช้จริง 2.8GB)
  • External storage: รองรับ MicroSD card สูงสุด 64GB
  • Operating System: Android 4.3
  • Connectivity
    • 2G: ไม่รองรับ
    • 3G: ไม่รองรับ
    • 4G: ไม่รองรับ
    • WiFi: 802.11a/b/g/n Dual-band
    • Bluetooth: 4.0
    • NFC: มี
  • Camera
    • ด้านหน้า: ไม่มี
    • ด้านหลัง: 16.3 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ขนาด 1/2.3″ พร้อม Pop-up Xenon Flash
  • Battery: 2,000mAh
  • Dimensions: 132.5 มม. x 71.2 มม. x 19.3 มม.
  • Weight:  283 กรัม
  • Other: เลนส์ซูม 21x 4.1-86.1mm F2.8-5.9
  • Price: 15,900 บาท

ดูจากสเปกแล้ว ก็โอเคไปเกือบทุกส่วนครับ หน่วยประมวลผลก็ถือว่าสเปกดีอยู่ แม้จะไม่รองรับ Mobile Internet ทั้ง 2G, 3G หรือ 4G แต่ก็ยังพร้อมให้เชื่อมต่อผ่าน WiFi ได้ และอยากจะแชร์ไฟล์ไป Samsung Galaxy ตัวอื่นที่มี NFC ก็ใช้ S Beam ได้เลย …​ แน่นอนว่าจุดเด่นก็อยู่ที่เลนส์ซูมขนาด 21x นี่แหละครับ และทั้งหมดนี่ก็อยู่ในราคา 15,900 บาท ที่ไม่ได้แพงมากมายอะไร

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของ Samsung Galaxy Camera 2 นี่ น่าจะเป็นเรื่องของเนื้อที่เก็บข้อมูลครับ ให้มาแค่ 8GB เท่านั้น แถมเมื่อเจอทั้งระบบปฏิบัติการ และพวก App ต่างๆ เข้าไป มันก็เหลือให้เราใช้ได้จริงๆ 2.8GB เท่านั้นเอง ถ้าเราเน้นถ่ายภาพนิ่ง ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร เพราะเนื้อที่ขนาดนี้ ยังเก็บภาพถ่าย 16 ล้านพิกเซลได้หลายร้อยภาพอยู่ … แต่หากต้องการถ่ายวิดีโอ 1080p ด้วยแล้ว ไม่มีทางพอเลยครับ ต้องหา MicroSD card มาใส่เพิ่มสถานเดียว

 

บทสรุปการรีวิว Samsung Galay Camera 2

ถือว่า Samsung ตัดสินใจเลือกได้ค่อนข้างโอเค ที่ตัดเอาฟังก์ชั่นการรองรับ SIM card ออกไป แล้วใส่ NFC มาให้แทน และให้ไปพึ่งพาอินเทอร์เน็ตผ่าน WiFi เอา … ถ้าใช้ควบคู่กับโหมดประหยัดพลังงาน Smart network (ตั้งใน Settings > Connections > More networks) แล้ว แบตเตอรี่ก็อึดพอที่จะเอาไปถ่ายรูปตั้งแต่เช้ายันค่ำได้ล่ะ (จากประสบการณ์ในการนำไปใช้งานตอนไปเยี่ยมชม Mobile World Congress 2014 มา) สนนราคา 15,900 บาท ไม่ถือว่าแพงมากไปนักสำหรับ Samsung Galaxy Camera 2 นี่ เมื่อเทียบกับความสามารถที่ทำได้

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: