วิเคราะห์ Samsung Galaxy S5 สไตล์บล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยอย่างนายกาฝาก

Samsung Galaxy S5

 

ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว เร็วกว่าที่คิดนิดหน่อย สำหรับ Samsung Galaxy S5 ครับ (ปีก่อนเปิดตัว Samsung Galaxy S4 ที่นิวยอร์ก ในเดือนมีนาคม) สมาร์ทโฟนตัวใหม่ล่าสุด จากค่ายยักษ์ใหญ่แห่งวงการสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ซึ่งผมก็แอบเสียดายนิดหน่อย เพราะด้วยเหตุขัดข้องทางเทคนิคบางประการ ทำให้ไม่มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมงานเปิดตัว ทั้งๆ ที่อยู่ที่สเปนแล้วแท้ๆ เหอๆ แต่เมื่อได้เห็นฟีเจอร์ต่างๆ รวมไปถึงสเปกของ Samsung Galaxy S5 แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องขอมาวิพากษ์ วิเคราะห์ เจ้า Samsung Galaxy S5 นี่ ตามประสาบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยครับ

 

ว่ากันด้วยสเปกก่อน

ก่อนอื่น อยากจะขอพูดถึงสเปกก่อนครับ ว่า Samsung จัดอะไรมาให้กับ Samsung Galaxy S5 กันบ้าง

  • CPU: Qualcomm MSM8974AC Snapdragon 801 Quad-core 2.5GHz
  • GPU: Adreno 330
  • Display: Super AMOLED 5.1 นิ้ว Full HD 1920×1080 พิกเซล (432ppi) Corning Gorilla Glass 3
  • RAM: 2GB
  • Internal storage: 16GB/32GB
  • External storage: รองรับ MicroSD card สูงสุด 128GB
  • Camera
    • ด้านหน้า: 2 ล้านพิกเซล
    • ด้านหลัง: 16 ล้านพิกเซล ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.6″ ขนาดพิกเซล 1.12 ไมครอน
  • Conncetivity:
    • 2G: 850/900/1800/1900MHz
    • 3G: 850/900/1900/2100MHz
    • 4G: แล้วแต่ตลาดที่วางจำหน่าย
    • WiFi: 802.11a/b/g/n/ac Dual-band
    • Bluetooth: 4.0 A2DP, EDR, LE
    • Infrared port: มี
    • NFC: มี
  • Battery: 2,800mAh
  • Dimensions: 142 มม. x 72.5 มม. x 8.1 มม.
  • Weight: 145 กรัม
  • ลูกเล่นอื่นๆ: เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ, เครื่องอ่านลายนิ้วมือ, ทนน้ำทนฝุ่นระดับมาตรฐาน IP67

จากสเปกดังกล่าวนี้ เราได้เห็นอะไรการเปลี่ยนแปลงอะไรกันบ้าง?!? ผมมองแบบนี้ครับ

  • ประการแรก Samsung เลือกเปิดตัวสมาร์ทโฟนโดยใช้ชิป Qualcomm เป็นหลักก่อน และมีแง้มๆ ว่าจะมีรุ่นที่ใช้ชิป Exynos 5422 ตามมา ซึ่งรุ่นนี้ ก็จะสามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้ซะที (หลังจากปล่อยให้ผู้ใช้ Galaxy Note 3 Exynos ชะเง้อรอจนเงกไปก่อนหน้า … รวมผมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย) แต่ไม่ได้เป็น Snapdragon รุ่นใหม่เอี่ยมอ่องอย่าง Snapragon 805 นะครับ เป็นแค่ Snapdragon 801 ซึ่งดีกว่า Snapdragon 800 ขึ้นมานิดนึงครับ เข้าใจว่าประสิทธิภาพของการประมวลผลกราฟิก 3D ก็น่าจะดีขึ้นอีกนิดเช่นกัน เพราะแม้จะใช้ GPU เป็น Adreno 330 เหมือนกัน แต่ Snapdragon 801 นี่จะมีความเร็วสัญญาณนาฬิกาของ GPU อยู่ที่ 578MHz (จากเดิมที่ใช้กับตัว Galaxy Note 3 และสมาร์ทโฟนอีกหลายๆ รุ่นที่ใช้ชิป Snapdragon 800 เป็นความเร็ว 450MHz) … ในส่วนของ Exynos 5422 ที่จะเป็นอีกรุ่นให้เลือกนั้น ก็น่าจะตามเคยครับ คือ จำหน่ายในบางประเทศ (และประเทศไทยเราก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น)
  • หน้าจอแสดงผล เป็นไปตามที่ผมคาดครับ หาก Samsung ยังเลือกที่จะใช้ Super AMOLED อยู่ ณ ขณะนี้คงยากที่จะได้เห็นหน้าจอสมาร์ทโฟนความละเอียด 2K (หรือมากกว่า) แต่จริงๆ แล้ว ความละเอียดสูงมากไปก็ไม่ใช่เรื่องดีซะทีเดียว นอกจากจะเป็น Gimmick ให้ว้าว เพราะสายตาคนเราก็แยกแยะแทบจะไม่ออกแล้ว ที่ความหนาแน่นพิกเซลระดับ 432ppi อย่างใน Samsung Galaxy S5 ตอนนี้ กลับกัน จะทำให้ต้นทุนสูงโดยใช้เรื่อง เปลืองแบตเตอรี่ และใช้พลังในการประมวลผลภาพมากเกินจำเป็นไปเปล่าๆ … นี่ยังไม่นับเรื่องระบบปฏิบัติการยังไม่รองรับหน้าจอความละเอียดสูงๆ ขนาดนั้น ด้วยนะ
  • RAM และ Internal storage นี่ให้มาแอบผิดหวังครับ เพราะ Samsung Galaxy Note 3 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ROM ของตนนั้นเขมือบหน่วยความจำใช่ย่อยๆ และ Samsung Galaxy Note 3 เองก็ให้ RAM มาตั้ง 3GB แล้ว น่าจะใช้เป็นมาตรฐานได้ (ผมไม่ได้หวังไปถึง 4GB เพราะตราบเท่าที่ยังไม่ได้ใช้ชิป 64-bit การใส่ RAM มากกว่า 3GB นี่ไร้ประโยชน์) และ Internal storage เองก็น่าจะเริ่มต้นที่ 32GB ด้วยเช่นกัน เพราะงวดนี้ Samsung เริ่มวางจำหน่ายจากรุ่นที่ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ (ฉะนั้น ผู้ใช้งานก็คงต้องไปพึ่งพา MicroSD card ล่ะ ซึ่งงวดนี้ให้รองรับได้สูงสุดถึง 128GB แต่ผมก็ยังสงสัยว่าจะมีใครซื้อมาใช้ เพราะราคาก็ยังใช่ย่อยๆ อยู่)
  • กล้องด้านหน้ายังไม่เห็นการปรับปรุง เข้าใจว่า Samsung ไม่ได้ใส่ใจกับเทรนด์ Selfie มากนัก หรือไม่ก็เพราะมั่นใจว่ากล้องดิจิตอล 2 ล้านพิกเซลของตนก็คุณภาพดีเพียงพออยู่แล้ว แต่งวดนี้ Samsung หันไปใส่ใจกับกล้องดิจิตอลด้านหลังมากขึ้น สังเกตได้จากการเพิ่มขนาดเซ็นเซอร์ให้ใหญ่ขึ้น และเซ็นเซอร์ความละเอียดสูงขึ้น
  • เรื่องเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจ, เครื่องอ่านลายนิ้วมือ การทนน้ำทนฝุ่น เดี๋ยวแยกไว้พูดต่างหาก รออ่านนะ

 

หันมาดูที่ดีไซน์ของ Samsung Galaxy S5 กันบ้าง

แม้จะมีเรื่องให้แอบฮากันอยู่บ้าง กับทวีตของ @JoannaStern นักเขียนของ Wall Street Journal แต่ถ้าไม่ได้ไปลองสัมผัสเองจริงๆ ก็คงตอบยากครับ (ผมถึงเสียดายอยู่นี่ไง ที่อดไปสัมผัสของจริง) ถ้าใครกลัวจะโดนหาว่าเป็นพลาสเตอร์ยา ก็อย่าไปซื้อสีทองมาใช้ก็แล้วกัน (ฮา) … ขอกลับเข้าเรื่องนะ … ดีไซน์ของ Samsung Galaxy S5 ถ้าไม่นับด้านหลังที่แหวกแนวออกไป (ตอนแรกนึกว่าจะทำออกมาแนวเดียวกับ Samsung Galaxy Note 3 … แต่คิดอีกที ปกติดีไซน์ของตระกูล Galaxy S ไม่เคยตาม Galaxy Note นี่นา) ก็ถือเป็นเรื่องดีครับ ผมเคยทวีตย้ำไปหลายหนแล้ว (รวมถึง Feedback ไปยังคนของ Samsung ประเทศไทย หลายหน) ว่าดีไซน์ Faux Leather แบบ Samsung Galaxy Note 3 มันควรจะเป็น Exclusive สำหรับตระกูล Galaxy Note จริงๆ และทั้งตระกูล Galaxy Note กับ Galaxy S ควรมีดีไซน์ที่มีทิศทางเป็นของตัวเองซักที

 

@JoannaStern แซวว่า Samsung Galaxy S5 สีทองเหมือนพลาสเตอร์ปิดแผล

@JoannaStern แซวว่า Samsung Galaxy S5 สีทองเหมือนพลาสเตอร์ปิดแผล

 

เรื่องวัสดุ ก็ยังไม่ผิดคาด เพราะยังใช้พลาสติกอยู่เช่นเคย แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีของ Samsung นะครับ (การตกชำรุดเสียหายในบางจุด ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมมันไม่เท่ากับบอดี้ที่เป็นอลูมิเนียมยูนิบอดี้แบบ iPhone นะ) … แต่นอกเหนือไปจากนั้น ผมยังไม่เห็นความโดดเด่นในด้านการดีไซน์อะไรมากมายครับ สำหรับ Samsung Galaxy S5 (ซึ่งผิดกับ Samsung Galaxy Note 3 ที่ดีไซน์ออกมาได้ตามคอนเซ็ปต์ Note เลย)

 

เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจใน Samsung Galaxy S5

ตัวนี้ผมขอเรียกว่าเป็น Gimmick ครับ สำหรับการใส่เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจนี้ … คือก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเรื่องวิธีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจกันก่อนนะครับ ณ ปัจจุบัน เขาวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ 2 วิธีหลักๆ คือ มีแผ่นแปะที่หน้าอก และ ไม่ต้องมีแผ่นแปะที่หน้าอก ซึ่งวิธีแรกนี่ก็คือ ต้องเอาแผ่นแปะไปแปะไว้ที่หน้าอก แล้วต่อเข้ากับเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ วิธีนี้ยุ่งยากเอาเรื่อง แต่ค่อนข้างได้ผลที่แม่นยำ เพราะวัดจากบริเวณใกล้หัวใจโดยตรง

วิธีหลังคือไม่ต้องใช้แผ่นแปะที่หน้าอก ซึ่งเราจะได้เห็นจากพวกเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจในรูปแบบนาฬิกาหลายๆ รุ่น เช่น Omron HR-500U นี่เป็นต้น หลักการทำงานก็คือ มันจะมีเซ็นเซอร์จับการเต้นของชีพจรตรงข้อมือ ซึ่งแบบนี้จะสะดวกเวลาออกกำลังกาย เพราะจะได้ผลการวัดแบบ Real-time เลย

 

[tube]https://www.youtube.com/watch?v=8D4HH7bBSAw[/tube]

 

ส่วนอีกแบบที่มีการใช้ ก็คือ การใช้เซ็นเซอร์จับการเปลี่ยนของสีของเส้นเลือดบนนิ้วชี้ครับ เพราะเวลาเลือดสูบฉีด มันจะทำให้สีสันของเส้นเลือดเปลี่ยนไป ก็เลยมีคนพัฒนา App มาหลายตัวให้ใช้ทั้งฟรี และเสียเงิน โดยทุก App ใช้หลักการเดียวกัน คือจะเปิด Flash ของกล้องเพื่อส่องนิ้วให้สว่าง แล้วใช้เซ็นเซอร์ของกล้องในการวัดการเปลี่ยนแปลงของสี เพื่อมาคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจ … จากที่ผมลองใช้ดูพบว่า มันได้ผลไม่เต็ม 100% ซะทีเดียว (โดยมาก อ่านค่ายากมากมายทีเดียว … ความแตกต่างระหว่างร่างกายของผู้ใช้งานก็มีผล) ซึ่ง Samsung Galaxy S5 ก็จะใช้หลักการคล้ายๆ กันนี้ แต่ดูจะใช้เซ็นเซอร์เฉพาะกิจเพื่อมาตรวจเลย

ปัญหามันจะเกิดขึ้น 3 ประเด็นครับ เท่าที่ผมพอจะมองเห็น ณ ขณะนี้ (โดยที่ยังไม่ได้ทดลองใช้จริง)

  1. แม้จะใช้เซ็นเซอร์เฉพาะกิจในการตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจแล้วก็ตาม หากยังไม่ได้ทำการทดสอบรีวิวจริงๆ จังๆ ก็คงต้องยากว่าสะดวกในการใช้งานมากน้อยแค่ไหน
  2. ความแม่นยำในการตรวจวัดมีมากน้อยแค่ไหนอันนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ตอบยากอยู่ แต่อันนี้พิสูจน์ได้ไม่ยาก เพราะแค่เอาไปวัดเทียบกับอุปกรณ์วัดอัตราการเต้นของหัวใจดีๆ ซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง เปรียบเทียบดูก็รู้แล้ว
  3. การวัดอัตราการเต้นของหัวใจด้วยวิธีนี้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อหยุดการออกกำลังกายแล้วเท่านั้น ฉะนั้นมันก็ไม่ได้สะดวกกับผู้ที่สนใจในการออกกำลังกาย ในกรณีนี้ ไปใช้ Samsung Galaxy Gear Fit น่าจะเหมาะสมกว่า (แต่แน่นอนว่าก็ต้องมาตรวจสอบว่าค่าที่อ่านได้นั้นแม่นยำแค่ไหนด้วย)

 

Samsung Galaxy Gear Fit

Samsung Galaxy Gear Fit

ความเห็นส่วนตัวของผม เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ บน Samsung Galaxy S5 นั้น ไม่ใช่ Value added feature ครับ แต่เป็นการทำให้ต้นทุนในการผลิตมากกว่าที่ควรจะเป็น และผู้ใช้งานก็อาจจะต้องจ่ายมากขึ้น เพื่อให้ได้ฟีเจอร์ที่อาจจะไม่ได้ใช้งานเลย (เพราะคนที่จะใช้เพื่อออกกำลังกายจริงๆ ก็น่าจะเลือกใช้ควบคู่กับ Samsung Galaxy Gear Fit มากกว่า)

 

เครื่องสแกนลายนิ้วมือบน Samsung Galaxy S5

Apple นำเสนอ TouchID และเครื่องสแกนลายนิ้วมือบน iPhone 5s ไปแล้ว (แต่ดันไม่ทำกับ iPad Air และ iPad Mini with Retina display ไม่รู้ว่าคิดยังไงของเขา) ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัว มันก็อำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง … ส่วน HTC One Max ก็นำเสนอเครื่องอ่านลายนิ้วมือเช่นกัน แต่ทำไว้อยู่ด้านหลังของตัวเครื่อง ซึ่งนอกจากใช้งานไม่สะดวกแล้ว ประโยชน์ที่ได้ก็ไม่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ที่ผู้ใช้งานอย่างเราๆ จะต้องจ่าย

 

Samsung Galaxy S5 Fingerprint Scanner

Samsung Galaxy S5 Fingerprint Scanner

ภาพจาก SoyaCincau.com

 

ทีนี้มาถึงคิว Samsung จะขอมีเครื่องสแกนลายนิ้วมือกับเขาบ้างล่ะ … ข้อแรก ตำแหน่งการวางเครื่องสแกน Samsung เลือกที่จะใช้ปุ่ม Home เหมือนกับ Apple อันนี้ถือว่าสอบผ่าน เพราะเป็นปุ่มที่จะต้องเอานิ้วโป้งไปแตะเป็นประจำอยู่แล้ว ทำให้ผู้ใช้งานไม่รู้สึกขัดๆ เวลาจะสแกนลายนิ้วมือ (ซึ่งตรงนี้ HTC พลาดท่า เข้าใจว่าเป็นเพราะ HTC ไม่ได้ออกแบบให้สมาร์ทโฟนของตน มีปุ่ม Home เป็น Physical button แบบกดดึ่งๆ ได้ เหมือน Apple หรือ Samsung เขา)

ในแง่ของการใช้งาน Samsung เขามีโหมดใหม่ใน Samsung Galaxy S5 ที่เรียกว่า Private mode ที่จะใช้การสแกนลายนิ้วมือของเรา เพื่อปลดล็อกการเข้าถึงข้อมูลบางอย่างได้ ซึ่งก็เรียกว่านำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจาก Samsung ไม่ได้เป็นผู้พัฒนา Google Play Store เอง ก็เลยทำให้ไม่สามารถใช้การสแกนลายนิ้วมือในการยืนยันการจ่ายเงินซื้อ App ได้ (แต่ปกติ By default แล้ว การซื้อ App บนระบบปฏิบัติการ Android มันก็ไม่ได้ถามรหัสผ่านใดๆ อยู่แล้ว … ซึ่งตรงนี้จริงๆ ผมไม่ชอบเลย) แต่ Samsung เขาก็วางแผนให้สามารถใช้การสแกนลายนิ้วมือนี่แหละ ในการยืนยันการชำระเงินผ่าน PayPal ได้ครับ ซึ่งก็น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อย แต่สำหรับคนไทยผมไม่แน่ใจ เพราะผู้ใช้ PayPal นี่น่าจะมีค่อนข้างจำกัด

อีกช่องทางนึงที่น่าจะเป็นไปได้ คือการใช้การสแกนลายนิ้วมือ เพื่อยืนยันการชำระเงินซื้อ App ผ่าน Samsung Apps ซึ่งเป็น Alternate App Store ของ Samsung เองครับ … แต่จนถึงตอนนี้ เรื่อง PayPal เองก็ยังไม่เคลียร์ ส่วนเรื่องการชำระเงินซื้อ App ผ่าน Samsung Apps นี่เขาก็ไม่ได้พูดถึง (ผมแค่ยกตัวอย่างความเป็นไปได้เฉยๆ)

 

ฟีเจอร์ในการถ่ายรูปต่างๆ ของ Samsung Galaxy S5 ที่น่าสนใจ

ที่โดดเด่นมากที่สุด ก็คงจะเป็นเรื่องการเพิ่มขนาดเซ็นเซอร์ ความละเอียดสูงขึ้นจาก 13 ล้านพิกเซล มาเป็น 16 ล้านพิกเซล แต่ก็ยังไม่ได้มากเท่าคู่แข่งอย่าง Nokia หรือ Sony ที่ไประดับ 20 ล้านพิกเซลกันแล้ว … แต่ Auto Focus 0.3 วินาที ที่ทำให้การหยิบแล้วขึ้นมาถ่ายรูปในทันที มันเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ดูน่าสนใจ แต่คงต้องขอทดสอบการใช้งานจริงครับ เพราะปัญหามันไม่ได้อยู่แค่ที่ความเร็วในการ Auto Focus แต่อยู่ที่ความยากง่ายในการเข้าถึงโหมดถ่ายรูปด้วย (ซึ่งหากพิจารณาจากที่เห็นใน Samsung Galaxy Note 3 แล้ว ก็ถือว่าน่าจะโอเค)

 

Samsung Galaxy S5 Selective Focus

Samsung Galaxy S5 Selective Focus

 

ฟีเจอร์นึงที่อยากลองใน Camera app ของ Samsung ก็น่าจะเป็น Selective Focus ครับ ซึ่งไม่ใช่ลูกเล่นที่แปลกใหม่อะไร เพราะเราก็เห็น App จำนวนมากทำ Tilt shift ได้อยู่แล้ว Nokia เองก็มีฟีเจอร์คล้ายๆ กันนี้ใน Nokia Refocus ด้วย (แต่ของ Nokia Refocus นี่จะออกแนวคล้ายๆ กับกล้อง Lytro หรือ App ชื่อ FocusTwist บน iOS) การทำงานของ Selective Focus นี่เขาว่าผู้ใช้งานจะเลือกก่อนว่าจะเน้นโฟกัสที่ไหน แล้วซอฟต์แวร์จะทำการคำนวณและเบลอภาพส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่วัตถุเป้าหมาย ทำให้เกิดภาพชัดตื้นขึ้นมาได้ … อันนี้ไว้ต้องลองของจริงแล้วค่อยมาว่ากันครับ

4G LTE และ MIMO (Multi-Input Multi-Output) Wireless connection

อันนี้ออกแนวเทคนิคสูงเกินไป สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไปหลายๆ คน เอาเป็นว่า ผมให้ข้อสรุปแบบนี้ก็แล้วกันนะครับ

  • 4G LTE มันคือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมือถือที่เร็วกว่า 3G แต่ ณ ตอนนี้ผู้ใช้บริการมีแค่ TrueMove H 4G และในพื้นที่ที่ค่อนข้างจำกัด แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง dtac น่าจะลงมาเล่นตลาดนี้ด้วย และ AIS ก็น่าจะตามมาในไม่ช้า และในขณะที่คลื่น 1800MHz ซึ่งเป็นความถี่ที่จะนำไปใช้ให้บริการ 4G จริงๆ ยังไม่ได้ทำการประมูล ก็คงต้องใช้ความถี่ย่าน 2100MHz ร่วมกับ 3G ไปก่อน … ซึ่งพิจารณาจาก Samsung Galaxy Note 3 แล้ว เจ้า Samsung Galaxy S5 นี่ก็น่าจะรองรับ 4G LTE ทั้งที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน และจะเปิดให้บริการในอนาคต … ที่กล่าวไปหมายถึงรุ่น Snapdragon 801 นะครับ แต่หากนึกถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา Samsung มักจะนำเข้ารุ่น Exynos มามากกว่า และ Exynos 5422 นี่ แม้จะรองรับการถ่ายวิดีโอที่ 4K แล้ว (เขาว่ายังงั้นนะ) แต่ไม่มีการพูดถึงว่ารองรับ 4G LTE หรือไม่ (เท่าที่ผมทราบนะ) เลยอาจจะต้องลุ้นกัน … แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่ Samsung อาจจะเอาเข้ามาทั้งสองรุ่นให้เลือก คือ Snapdragon 801 และ Exynos 5422
  • MIMO Wireless connection นี่จะเห็นประโยชน์ชัดเจน สำหรับคนที่ที่บ้านมี Wireless router ที่รองรับเทคโนโลยี MIMO นี่ด้วยเช่นกันครับ และจะได้ประโยชน์สุดๆ เวลาที่เราจะส่งผ่านข้อมูลขนาดใหญ่(มากๆ) แบบไร้สาย เช่น จะดาวน์โหลดไฟล์ภาพยนตร์ใหญ่ๆ จากคอมพิวเตอร์มายัง Samsung Galaxy S5 โดยตรง หรือจะทำการ Streaming ภาพความละเอียด Full HD จาก Samsung Galaxy S5 ไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ภายในบ้าน ผ่าน Wireless network … หากนี่ไม่ใช่พฤติกรรมโดยปกติที่บ้านของคุณแล้ว ฟีเจอร์นี้ไม่ได้มีประโยชน์อันใดกับตัวคุณครับ

แบบนี้น่าจะเคลียร์สุดเนอะ

 

แล้วจะซื้อดีไหมล่ะ Samsung Galaxy S5? แล้วมันจะราคาเท่าไหร่?

คำถามนี้ถามกันได้ตลอดเวลาที่มีรุ่นใหม่ๆ โผล่มานั่นแหละครับ เป็นคำถามที่ผมอยากจะเลี่ยงตอบจริงๆ เพราะขี้เกียจเดา และความชอบของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่สุดท้าย ไม่ตอบก็ไม่ได้ ฉะนั้น ก็ขอตอบไว้ ณ ที่นี้ก็แล้วกันนะครับ

สนนราคาขอเดาแบบบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยนะครับ พิจารณาจากราคาทั่วๆ ไปที่จะอยู่ในช่วง 21,900 บาท – 23,900 บาทแล้ว ดูจากฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีให้ ผมว่าอาจจะมี 22,900 – 23,900 บาทครับ (ออกตัวล้อฟรีก่อนว่า นี่เดาล้วนๆ อาจจะผิดก็ได้ ใครจะรู้ และผมก็เป็นคนเดาราคาไม่แม่น ซื้อหวยก็ไม่ค่อยจะถูก) … ก็อย่างที่ผมได้วิพากษ์วิจารณ์ไปแล้ว ฟีเจอร์ที่ใส่เข้ามาอย่างเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ มันอาจจะไปทำให้สนนราคามันเพิ่มเข้ามา โดยที่ผู้ใช้งานซื้อไป อาจจะไม่ได้ใช้งานเลย (ผมจึงไม่เรียกว่านี่เป็น Value added feature ครับ)

ทีนี้มาที่คำถามว่า แล้วจะซื้อดีไหม? ผมมองว่าเจ้า Samsung Galaxy S5 นี่เป็นสมาร์ทโฟนที่มีลูกเล่นหลากหลายดีครับ ใครที่ชอบสมาร์ทโฟนแนวไลฟ์สไตล์ก็น่าจะสนใจ คงต้องแนะนำให้รอมันวางจำหน่ายจริง แล้วไปลองจับๆ ดูว่าชอบดีไซน์หรือเปล่า ส่วนเรื่องของฟีเจอร์ที่มี จะได้ใช้ไม่ได้ใช้ อาจจะกลายเป็นเรื่องรองลงมาก็ได้ สำหรับลูกค้าสไตล์นี้ (รึเปล่า?)

ด้วยความที่ตลาดสมาร์ทโฟนของไทยมันแหวกแนวกว่าอีกหลายๆ ประเทศ โดยส่วนตัว ผมว่าสุดท้ายปัจจัยที่จะเป็นตัวตัดสินใจในการซื้อ ผมว่าน่าจะเป็นสามประเด็นครับ คือ

  • เรื่องของราคาของ Samsung Galaxy S5 นี่แหละครับ เพราะหากแพงจนเกินไป ก็อาจจะทำให้หลายๆ คน เกิดอาการยับยั้งชั่งใจได้เลยทีเดียว
  • โปรโมชั่นผ่อน 0% หากมีก็จะช่วยให้เกิด Impulse ในการซื้อได้ง่ายขึ้น แม้ว่า Samsung Galaxy S5 จะเปิดตัวราคาแรงไปบ้าง เพราะการแบ่งจ่ายจะช่วยให้ไม่รู้สึกว่าราคาแพงเกินกำลังมากไปนัก และการร่วมมือกับ Operator เพื่อจัดโปรโมชั่นพิเศษ เช่น ส่วนลด 50% สำหรับแพ็กเกจ อะไรแบบนี้ ก็จะช่วยได้บ้างเช่นกัน
  • รุ่น Snapdragon 801 มันจะดูน่าสนใจสำหรับคนบางกลุ่มมากกว่ารุ่น Exynos 5422 ครับ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: