ประสบการณ์พบปะกับผู้บริหาร Lenovo ในงาน Mobile World Congress 2014

Print Friendly

สื่อจากประเทศต่างๆ รุมถ่ายรูป Mr. JD Howard ผู้บริหารของ Lenovo

 

นอกเหนือจากการได้ไปเยี่ยมชมบูธของ Lenovo ในงานระดับนานาชาติอย่าง Mobile World Congress 2014 แล้ว ผมก็ยังได้มีโอกาสเข้าร่วมกลุ่มสัมภาษณ์ผู้บริหารของ Lenovo กับสื่อต่างๆ ด้วยครับ … และก็เป็นไปตามมาตรฐานของการดำเนินการสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม พวกเราก็เริ่มจากการฟังผู้บริหารของ Lenovo คือ Mr. JD Howard, Vice President, MIDH Business Operations and Worldwide Business Developmen กับ Keith Liu, Director, Launch Marketing พูดถึงทั้งในส่วนของการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมาของ Lenovo และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทาง Lenovo เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ (อย่าง Lenovo Yoga Tablet และสมาร์ทโฟนตระกูล Vibe ทั้ง Vibe X และ Vibe Z) และที่เปิดตัวในงาน Mobile World Congress 2014 นี้ (ได้แก่ Lenovo Yoga Tablet 10 HD+ กับสมาร์ทโฟนตระกูล S อีกสามรุ่น คือ S860, S850 และ S660)

 

มีอะไรใหม่ที่ Lenovo นำมาโชว์ในงาน Mobile World Congress 2014 นี้

มีอะไรใหม่ที่ Lenovo นำมาโชว์ในงาน Mobile World Congress 2014 นี้

 

Welcome to PC+ Era

เรียกว่าเป็นธีมของ Lenovo ที่พาพวกเราเหล่าสื่อต่างๆ จากทวีปเอเชียแปซิฟิก (ก็มี ไทย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, ฮ่องกง, มาเลเซีย และเวียดนาม) มาชมงาน Mobile World Congress 2014 เลยก็ว่าได้ ซึ่งนับว่าเป็นมุมมองที่แปลกดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่อดีต CEO ผู้ล่วงลับของ Apple อย่าง Steve Jobs เคยกล่าวเอาไว้ว่า ยุคนี้เป็นยุคที่เรียกว่า Post-PC Era ไปแล้ว และการเติบโตของตลาดพีซีในโลกก็เป็นข้อพิสูจน์คำพูดของ Jobs ได้ในระดับนึง

 

ในขณะที่ตลาดพีซีหดตัว แต่ Lenovo กลับมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น

ในขณะที่ตลาดพีซีหดตัว แต่ Lenovo กลับมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น

 

แต่ที่ Lenovo มอง กลับเป็นว่ายุคนี้ไม่ใช่ยุค Post-PC ครับ แต่เป็น PC+ ต่างหาก กล่าวคือ ผู้คนก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้พีซีอยู่ เพราะพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตนั้นยังไม่อาจตอบโจทย์ของผู้ใช้งานได้ทั้งหมดในตอนนี้ (ความเห็นของผม: ใช่เลยครับ เพราะงานแบบเฉพาะเจาะจงหลายๆ อย่างนั้น ยังมีความจำเป็นต้องทำบนพีซีอยู่ เพียงแต่การมาของพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทำให้พฤติกรรมการซื้อพีซีเปลี่ยนไป กล่าวคือไปยืดอายุการเป็นเจ้าของให้นานขึ้น หรือพูดง่ายๆ ซื้อเครื่องใหม่ช้าลงนั่นเอง) ฉะนั้น สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต จึงเปรียบเสมือนอุปกรณ์ที่เข้ามา Compliment หรือ เติมเต็มฟังก์ชั่นการทำงานของผู้ใช้งานมากกว่า … เช่น ตอนทำงานจริงจังอยู่กับบ้าน ก็ทำงานกับพีซี (จะเป็น Desktop, All-in-One หรือโน้ตบุ๊กก็ตามแต่) และหากต้องการความสบายๆ แบบชิลๆ เพื่อใช้เสพความบันเทิง ก็อาจจะเปลี่ยนมาเป็นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตอีกที เป็นต้น

ในมุมหนึ่ง ตลาดพีซีโลกแม้จะซบเซา หลายๆ รายต้องเผชิญกับรายได้ที่ลดลง (รวมไปถึงกำไรที่ลดลงมาก) แต่ Lenovo กลับส่วนกระแส ด้วยการแย่งส่วนแบ่งตลาดโลกเข้ามาเพิ่ม พุ่งจาก 13.1% ในปี ค.ศ. 2012 มาเป็น 18.5% ในปี ค.ศ. 2013 ที่ผ่านมา จนกลายมาเป็นแบรนด์ที่มียอดขายแซงหน้าแชมป์ปัจจุบัน HP ไปได้ในที่สุด (แบ็กกราวด์ที่ Lenovo ใช้ในการพูดถึงส่วนแบ่งตลาดโลกนี่ก็ชัดเจนดีเนอะ … ฮา) และในส่วนของตลาด Mobile device อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทาง Lenovo ก็ไม่ได้น้อยหน้านะครับ ไตรมาสที่ 2 ของปีที่ผ่านมา ยอดขายสมาร์ทโฟนบวกกับแท็บเล็ตของ Lenovo ก็มีจำนวนแซงหน้ายอดขายของพีซีไปด้วย

แต่ผมก็ยังมีข้อกังขาว่า เอ๊ะ แล้วในขณะที่ใน Mobile World Congress 2014 ที่คู่แข่งต่างๆ ทั้ง Sony, LG, Samsung หรือแม้แต่เพื่อนร่วมชาติอย่าง Huawei (ผมเพิ่งรู้นะว่าคนต่างประเทศเขาเรียก หวา-เหว่ย ไม่ใช่ หัว-เหว่ย อย่างบ้านเรา แต่ถ้าให้อ่านตามพินอิน มันก็คงเป็นแบบนั้นจริงๆ) ต่างก็ออก Wearable device เป็นของตัวเอง (Sony มี SmartBand, LG มี LifeBand, Samsung มีทั้ง Galaxy Gear 2 กับ Galaxy Gear Fit ส่วน Huawei ก็มี TalkBand ครับ) แล้ว Lenovo คิดจะเข้ามาจับตลาด Wearable device บ้างไหม (ถ้าใครจำได้ ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อกแล้วว่า ปีนี้ตลาด Wearable device จะเป็นอะไรที่แบรนด์ต่างๆ พยายามจะลุย เพราะยังไม่มีอะไรที่ “ใช่” จริงๆ) ก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจจาก JD Howard ว่า “Lenovo ยังไม่คิดจะเข้ามาลุยตลาด Wearable device”

ทำไมถึงเป็นยังงั้นล่ะ?!?

 

Focus on our strong

“ต้องโฟกัสในจุดที่เราเข้มแข็ง” เป็นคำตอบที่ผมได้มาจาก JD Howard ครับ เป็นการมองต่างมุมที่น่าสนใจมาก … ในขณะที่บล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยอย่างผม มองว่าในเมื่อตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตต่างก็โชกเลือดกันทั้งสิ้น เพราะสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Apple และ Samsung ต่างก็สอยกำไรในอุตสาหกรรม Mobile device นี้ไปอย่างเต็มคราบถึง 109% ในปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าแบรนด์อื่นๆ ที่เหลือ ก็ทำได้แค่พยายามสร้างกำไรจากการขาดทุนของแบรนด์อื่นๆ นั่นเอง (คือ เมื่อตัวเลขมันเป็นแบบนี้ แสดงว่าโดยภาพรวม ทุกแบรนด์ขาดทุนกันหมด แต่หากแบรนด์ใดทำกำไรได้ แบรนด์อื่นๆ ก็จะขาดทุนหนักขึ้นนั่นเอง) ฉะนั้น ผมก็เลยเชื่อว่า หลายๆ แบรนด์ก็น่าจะพยายามหาลู่ทางอื่นในการไปบุกเบิกตลาดใหม่ๆ ที่ยังไม่มีแบรนด์ใดตอบโจทย์ได้ (แม้แต่ Apple หรือ Samsung เอง) นั่นก็คือ Wearable device และ จากงาน Mobile World Congress 2014 นี้ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงเรื่องนั้น เพราะทั้งแบรนด์ใหญ่น้อย ต่างก็ออก Wearable device กันถ้วนหน้า

 

Mr. JD Howard กับการตอบคำถามในช่วง Round table meeting

Mr. JD Howard กับการตอบคำถามในช่วง Round table meeting

 

แต่ Lenovo กลับให้คำตอบมาว่า “ขอดูสถานการณ์ก่อนว่า Wearable device จะพอไปได้ไหม” (จริงๆ JD Howard ใช้คำว่า See if it really takes off นะครับ) นั่นหมายความว่า Lenovo คงจะยังไม่น่าจะเข้ามาในตลาดนี้ โดย JD Howard ให้เหตุผลว่า “เราจะมาโฟกัสที่จุดแข็งของเรา” นั่นเอง ซึ่งก็คือ ทำสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้นๆ ไปอีก หรือสร้างรากฐานให้มั่นคงก่อน ดีกว่าที่จะไปเขวกับผลิตภัณฑ์ในหมวดหมู่ที่ยังไม่รู้ว่าจะรุ่งหรือริ่งอย่าง Wearable device (ซึ่งตรงนี้ผมมองว่า Apple และ Samsung นั้น เป็นยักษ์ใหญ่พอที่จะปันทรัพยากรเข้ามาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในหมวดหมู่ Wearable device นี้ได้สบายๆ) … ก็ถือว่าเป็นคำตอบที่น่าสนใจดีทีเดียว

 

High-end not by chipset

ผมตั้งข้อสังเกต และถาม Keith Liu, Director, Launch Marketing ของ Lenovo ไปว่า Lenovo ก็เหมือนกับแบรนด์อื่นๆ ที่มีการเรียกชื่อรุ่นที่แสดงให้เห็นถึง Position ของผลิตภัณฑ์ (เช่น Samsung Galaxy S และ Note ก็จะหมายถึงระดับไฮเอนด์ เป็นต้น) และ Lenovo Vibe ก็เป็นสมาร์ทโฟนในตระกูลไฮเอนด์ของ Lenovo (แม้ว่าสนนราคาหากเทียบกับแบรนด์อื่นๆ แล้ว แทบจะเรียกว่าเป็น Middle-end ก็ตาม) ซึ่ง Lenovo Vibe Z นี่ก็มาพร้อมกับสเปกระดับไฮเอนด์สุดๆ อย่าง Snapdragon 800 พร้อมกล้อง 13 ล้านพิกเซล (และอื่นๆ อีกมากมาย) แต่ในขณะที่ Lenovo Vibe X นั้น กลับใช้ซีพียูเป็น MediaTek MT6589T 1.5GHz ซะงั้น เรียกว่าแตกต่างกันแบบสุดๆ ไปเลย (ถ้ามันจะเป็นรุ่นรองของไฮเอนด์ ผมยังมองว่าน่าจะเป็น Snapdragon 400 หรือ Snapdragon 600 ด้วยซ้ำ) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

 

Mr. Keith Liu กับผลิตภัณฑ์ของ Lenovo ในระหว่างการตอบคำถามด้านผลิตภัณฑ์

Mr. Keith Liu กับผลิตภัณฑ์ของ Lenovo ในระหว่างการตอบคำถามด้านผลิตภัณฑ์

 

Keith ตอบมาได้ใจความประมาณว่า … สำหรับ Lenovo แล้ว Chipset ไม่ใช่ปัจจัยในการแบ่งระดับของผลิตภัณฑ์ แต่ว่าเป็นเรื่องของฟีเจอร์ หรือ คุณสมบัติในภาพรวมมากกว่า อย่างเช่น แม้ Vibe X นั้นจะใช้ชิป MediaTek MT6589T ก็ตาม แต่ด้วยคุณสมบัติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอลความละเอียด 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รวมถึงหน่วยความจำ 2GB และ Internal storage 16GB กับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 5 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) IPS LCD นั่นก็เป็นปัจจัยที่จัดให้ Lenovo Vibe X อยู่ในระดับ High-end ได้แล้ว

หรือถ้าจะให้ผมสรุปตามความเห็นของผม … Lenovo มองว่า ผลิตภัณฑ์ระดับ High-end คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติหลากหลาย สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่มากของผู้ใช้งานได้นั่นเอง … แต่จริงๆ แล้ว สนนราคาของ Vibe X กับ Vibe Z นี่ก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนะครับ เรียกว่าเป็นระดับ High-end ในราคาประมาณ Middle-end ของแบรนด์อื่นๆ ได้เลย

 

ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจดีครับ ที่ยักษ์ใหญ่แห่งวงการพีซี และดาวรุ่งพุ่งแรงในธุรกิจอุปกรณ์พกพาตอบคำถามมา ดูเป็นแนวทางที่แหวกแนว และคิดต่างไปจากแบรนด์อื่นๆ ไม่น้อยเลยนะครับ ก็ต้องมาดูกันว่า แล้วในปีนี้เราจะได้เห็นการขยับเขยื้อนเคลื่อนกายของยักษ์ใหญ่รายนี้กันบ้างล่ะครับ

 

อ่านการตะลุย Mobile World Congress 2014 กับ Lenovo ตอนอื่นๆ ที่: http://www.kafaak.com/tag/lenovo-mwc-2014

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: