ความเห็นของผม กับสถานการณ์ Smartphone ในปี 2014 นี้

Smartphones (Photo Credit: Intel Photos via Compfight cc)

 Photo Credit: Intel Photos via Compfight cc

ตอนแรกว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้ เพราะว่าเคยทวีตไปหลายอยู่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แต่สุดท้ายก็อดเขียนถึงไม่ได้ เพราะข่าวล่าสุดที่ Lenovo ไปซื้อกิจการ Motorola Mobility ต่อจาก Google ในราคากำไรเห็นๆ (Google ซื้อกิจการ Motorola Mobility มาด้วยเงิน $12.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ขายต่อให้ Lenovo แค่ $2.91 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เลยต้องมาขอสรุปภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนปีที่ผ่านมา และลองทำตัวเป็นไอทีต๊อกต๋อย คาดเดาสิ่งที่จะเกิดในปีนี้กันบ้างครับ

 

ตลาดระดับไฮเอนด์ยังคงเป็นของแค่สองแบรนด์

ผมไม่ได้หมายความว่าสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์มีแค่สองแบรนด์เท่านั้นที่ผลิตนะครับ มีตั้งหลากหลายแบรนด์ที่ผลิตสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์มาแข่งกัน ไม่ว่าจะเป็น Apple, Samsung, LG, Nokia, HTC หรือแม้แต่แบรนด์หน้าใหม่อย่าง Oppo นี่ก็มีระดับไฮเอนด์กับเขาเช่นกัน (Oppo N1 ที่วางจำหน่ายในไทยด้วยสนนราคา 19,900 บาท แรงไม่แพงแบรนด์ขาใหญ่เลยนะเออ)

แต่จากข้อมูลของ Michael Walkley นักวิเคราะห์จาก Canaccord Genuity จะเห็นว่า หากมองไปที่แบรนด์ใหญ่ 6 แบรนด์ อันได้แก่ Apple, Samsung, HTC, Nokia, Motorola และ BlackBerry แล้ว เมื่อนำผลกำไรมาทำเป็นกราฟจะพบว่า ปี ค.ศ. 2013 ที่ผ่านมานั้น Apple กับ Samsung แค่สองแบรนด์รวมกัน ทำกำไรไปราวๆ 109% ของกำไรทั้งหมดที่ทุกแบรนด์ทำได้ นั่นหมายความว่าปีที่ผ่านมา แบรนด์อื่นๆ แทบจะขาดทุนหมดทุกแบรนด์เลยทีเดียวล่ะ

 

Smartphone Profit Chart 2013 (Credit: Business Insider)

ที่มา: Business Insider

 

และแม้ว่าปีที่ผ่านมา แบรนด์อื่นๆ นอกเหนือจาก Apple และ Samsung จะทำสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ที่ดูดีออกมาได้ (โดยส่วนตัวของผม HTC One ก็ดูดี และ LG G2 ก็ทำออกมาได้เยี่ยม) แต่ยอดขายก็ยังไม่น่าเป็นที่พอใจเท่าไหร่ และหากว่าไปแล้ว ก็คงจะมี Apple และ Samsung นี่แหละครับ ที่ยอดขายสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ทำได้ดีทีเดียว

 

จะได้เห็นชิป 64-bit เป็น Gimmick กันมากขึ้น แต่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่มาก

ตั้งแต่ Apple เปิดตัวชิป 64-bit A7 กับ iPhone 5s แล้ว ก็มีข้อถกเถียงไม่น้อยทีเดียวว่า แล้วประสิทธิภาพมันจะดีขึ้นกว่าเดิมมากๆ อย่างที่ Apple เขาโม้ไว้หรือไม่ และ Apple เองก็บอกว่า App ที่มากับตัวเครื่องนั้น ถูกออกแบบให้รองรับการทำงานแบบ 64-bit แล้ว ซึ่งจะทำงานได้เร็วขึ้นมาก … แต่ผมคงต้องขอตอบในฐานะผู้ใช้งานจริงๆ ว่า ความแตกต่างแบบที่ Apple ว่า คงจะได้เห็นผ่านทางโปรแกรม Benchmark ซะมากกว่า แต่ในการใช้งานจริงผมเองก็ไม่เห็นจะรู้สึกเลยว่า iPhone 5s นั้นทำงานเร็วกว่า iPhone 5

 

A7 Performance (Credit Anandtech)

Image: AnandTech

 

ผมว่ามันก็เหมือนกับ PC นั่นแหละครับ ที่ผู้ใช้งานทั่วไป ไม่ค่อยได้เห็นประโยชน์อะไรจาก CPU 64-bit ที่ชัดเจนมาก มากไปกว่าการที่รองรับหน่วยความจำมากกว่า 3GB ได้ และมีเพียงซอฟต์แวร์ไม่กี่ประเภท ที่จะได้ประโยชน์จาก CPU 64-bit จริงๆ … แต่ถึงกระนั้น ความเป็น 64-bit มันก็มีผลอย่างมากในแง่ของการตลาดครับ และในอนาคต พวกสมาร์ทโฟนก็อาจจะต้องการหน่วยความจำมากกว่า 3GB จริงๆ นั่นแหละ (ขนาดผมใช้ Samusng Galaxy Note 3 ที่มีหน่วยความจำ 3GB ผมก็ยังพบว่าพอใช้ไปซักพัก พวก App ต่างๆ ก็เขมือบหน่วยความจำไปหมดเลยอ่ะ)

 

หน้าจอความละเอียดเกิน 1080p และ จอโค้ง … ก็ไม่วายแค่ Gimmick

พอ Steve Jobs เปิดตัว iPhone 4 พร้อม Retina display ตั้งแต่นั้นมา เราก็เห็นความพยายามในการสร้างสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ให้มีหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงมากๆ ซึ่งดูเหมือนจะค่อนข้างลงตัวแล้วที่ขนาดหน้าจอ 5 นิ้ว – 7 นิ้ว ด้วยความละเอียด 1080p แต่เอาเข้าจริง พอผ่านไปปีเศษๆ ใครๆ เขาก็มีหน้าจอแสดงผลความละเอียดระดับนี้กันหมดแล้ว … และมันไม่ใช่แค่ระดับไฮเอนด์แล้วด้วย พวก Housebrand และแบรนด์จีนหลายตัว สนนราคาค่าตัวไม่ถึงหมื่นบาท แต่ใช้หน้าจอแสดงผล 5 นิ้ว ความละเอียด 1080p แล้ว ฉะนั้นแบรนด์ระดับไฮเอนด์ ก็จะต้องก้าวต่อไป … ดังนั้นเราอาจจะได้เห็นระดับ 2560×1600 พิกเซล หรือเผลอๆ ไปถึง 4K ก็ได้

LG Flex

อีกแนวทางที่เห็นพวกสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ทำกันก็คือ หน้าจอแบบโค้งครับ ซึ่งยังเป็นอะไรที่ไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนนัก ออกแนว Gimmick อีกเช่นเคย … ทั้งหน้าจอความละเอียดสูง(มาก) กับหน้าจอโค้ง โดยความเห็นส่วนตัว มันก็เป็น Gimmick ที่ทำให้สมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ดูไฮเอนด์ แต่ไม่ได้สร้างอรรถประโยชน์ใดๆ ให้กับผู้ใช้งานมากนักล่ะครับ

 

ไฮเอนด์ยังคงแข่งกันสเปกสูง แต่ยังขาดนวัตกรรม

แม้ว่าตอนนี้เราอาจจะบอกว่าตลาดสมาร์ทโฟนเป็นน่านน้ำสีแดง (Red Ocean) ไปแล้ว การแข่งขันสูงมาก แต่ผมว่ามันก็ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่ทำให้แบรนด์ต้องพยายามสร้างนวัตกรรมแบบปฏิวัติวงการให้ออกมา ณ ตอนนี้ ฉะนั้น ตลาดสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะในส่วนของไฮเอนด์ ก็จะหันไปเน้นแข่งขันกันที่สเปกสูงๆ ครับ เราจะได้เห็นหน้าจอความละเอียดสูงๆ ซีพียีเร็วๆ แรงๆ กล้องดิจิตอลความละเอียดสูงๆ หรืออาจจะมีเลนส์ดีๆ ใช้ อะไรแบบนี้

 

ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ทางรอดของแบรนด์อื่นๆ

ต้องมองแบบนี้นะครับ ตลาดที่มีผู้ใช้เทคโนโลยีเยอะมากอย่างสหรัฐอเมริกานั้น โดน Apple กับ Samsung ผูกขาดไปเป็นที่แทบจะเรียบร้อยแล้ว การจะไปตีตลาดนี้ให้แตกคงยากแล้ว ยกเว้นแต่จะมีอะไรที่เป็นนวัตกรรมสุดๆ ออกมา … Lenovo เอง อยากจะไปตีตลาดสหรัฐ ก็ยังต้องซื้อ Motoroal Mobility ที่ถือว่าเป็นแบรนด์ใหญ่อันดับสามของสหรัฐอเมริกา แต่อย่าเพิ่งไปคิดว่ารวมตัวกันแล้วจะสู้ทั้ง Apple หรือ Samsung ได้นะครับ ตัวเลขส่วนแบ่งตลาดยังอยู่อีกห่างไกล

อีกตลาดนึงที่น่าสนใจคือประเทศจีน เพราะจำนวนประชากรมากเหลือเกิน แต่แบรนด์จะเจาะเข้าตลาดนี้คงยากมากทีเดียว เพราะมีเจ้าถิ่นอย่าง Lenovo และ Meizu กับ Xiao Mi รออยู่ เท่าที่เห็นแบรนด์ที่เจาะตลาดได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ก็คือ Apple นี่แหละครับ ฉะนั้นทางรอดสำหรับแบรนด์อื่นๆ ก็คงเป็นพวกตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เช่น อินเดีย แอฟริกา หรือ บราซิล อะไรแบบนี้เป็นต้น แต่การแข่งขันจะเน้นไปที่ราคาครับ เพราะตลาดเกิดใหม่พวกนี้จะไม่มีทุนทรัพย์ในการซื้อมากนัก

 

Gaming บนสมาร์ทโฟน ฮาร์ดแวร์มีศักยภาพ แต่ซอฟต์แวร์ยังใช้สเปกไม่คุ้ม

nVidia โชว์ออฟ GPU ตัวล่าสุดของชิป Tegra โปรเจ็ค Logan ที่ใช้ชิป GPU ที่มี 192 cores (บ้าไปแล้ว) ซึ่งให้พลังในการประมวลผลที่สุดยอดมาก ในขณะที่กินพลังงานต่ำมาก ซึ่งตัวเดโมที่เจ๋งที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น Ira ครับ ซึ่งเป็นโมเดลจำลองใบหน้ามนุษย์ที่สมจริงสุดๆ (ดูวิดีโอด้านล่าง)

 

[tube]http://www.youtube.com/watch?v=Vx0t-WJFXzo[/tube]

 

nVidia คุยฟุ้งว่านี่คือ  GPU ที่ให้คุณภาพของกราฟิกระดับเครื่องเกม Console เลย แต่ว่ากินพลังงานต่ำมาก และรันบนพวก Mobile device ได้สบายๆ พวกนักพัฒนาเกมจะได้สามารถทำเกมกราฟิกจัดหนักจัดเต็มรันบน Mobile device ได้สบายๆ … แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ชิป Tegra ตัวแรกจนถึงตัวที่ 3 ก็ยังทำยอดได้ไม่ดีเท่าไหร่ มีเพียงไม่กี่ยี่ห้อไม่กี่รุ่นที่เอาชิป Tegra ไปใช้ และ nVidia Shield ก็รู้สึกว่าจะไปได้ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นัก (ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ หลังจากที่ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองมาแล้วที่งาน Computex ที่ไต้หวันเมื่อปีก่อน … ผมมองว่าถ้าจะซื้อเกมพกพา ซื้อ PS Vita ยังดูดีกว่า)

ตรงจุดนี้ผมมองว่า เกมบน Mobile device นั้น แม้จะมีความต้องการกราฟิกสวยงามอยู่ก็จริง แต่มันมีข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่ทำให้ Mobile gaming นั้นยังไม่อาจใช้ประโยชน์จากสเปกฮาร์ดแวร์ได้เต็มที่ อันดับแรกเลยก็คือเรื่องของพลังงาน ซึ่งขนาด Apple ที่คุยนักคุยหนาว่ามีระบบบริหารจัดการพลังงานที่ดี พอมาเล่นเกมกราฟิกสวยๆ เข้าจริงๆ แบตเตอรี่ก็ลดฮวบฮาบเร็วเอาเรื่อง

ต่อมาก็เป็นเรื่องของต้นทุนในการพัฒนาครับ เพราะเกมที่กราฟิกสวย จัดหนักจัดเต็ม ก็ต้องมีต้นทุนในการพัฒนาค่อนข้างสูง แต่เวลาจะเอาไปขายจริงๆ กลับขายได้กับพวก Device ระดับไฮเอนด์เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนผู้ซื้อค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ Android device ที่มักจะเป็นผู้ใช้ระดับกลางถึงระดับล่างมากกว่า … และถัดมาก็เป็นเรื่องของราคาเกมครับ แม้ว่าเกมบน PC หรือเครื่องคอนโซลจะขายแพงๆ ได้ เกมเมอร์ก็พร้อมจะซื้อ แต่บน Mobile device นั้น สนนราคาค่าเกมต้องแตกต่างไปพอสมควรครับ เกมที่ขายบน PC ราคามากกว่า $20 ได้เนี่ย พอมาอยู่บน Mobile device ก็จะเหลือไม่ถึง $10 ซะมาก … ใครบ้าทำเกมออกมาแพงๆ จะไม่มีคนซื้อเอานะครับ เช่น เกม Barcelona vs Madrid เนี่ย ขนาดเกม 44.4MB แต่สนนราคาตั้งไว้ซะ $349.99 เลยทีเดียว

 

Barcelona vs Madrid บน iOS สนนราคา $349.99

Barcelona vs Madrid บน iOS สนนราคา $349.99

 

นอกจากนี้ เกมที่มีรายละเอียดกราฟิกสูงๆ จะได้ใช้ศักยภาพได้เต็มที่ เกมต้องมีความซับซ้อนพอสมควร และต้องใช้เนื้อที่เก็บเยอะมาก ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดของ Mobile device ครับ เพราะเกมที่ซับซ้อน ก็ต้องการ Input ที่หลากหลาย แต่หน้าจอสัมผัสของ Mobile device นั้นให้ Input ไม่หลากหลายเท่าไหร่ และจะไปคาดหวังว่าผู้ใช้จะซื้อพวก Game controller มาต่อก็ไม่ได้อีก นอกจากนี้เนื้อที่เก็บข้อมูลของพวก Mobile device ก็ไม่ได้สูงมากครับ ทำเกมกราฟิกสวยๆ กินเนื้อที่เยอะๆ มากก็ไม่ได้

 

ในประเทศไทย Android smartphone ราคาคงเริ่มต้นที่พันต้นๆ แล้ว

สำหรับพวกเครื่องจีนที่ขายตามตู้ บางร้านก็คงขายกันที่ราคานี้กันบ้างแล้ว แต่นี่ผมกำลังจะหมายถึงพวก Android smartphone แบบมีแบรนด์นะครับ … ล่าสุดเนี่ย สเปกระดับ Quad-core CPU มันก็ลงมาอยู่แถวๆ 4,990 บาทแล้ว พวกสเปกที่ต่ำกว่านั้นก็จะอยู่แถวๆ สองพันกว่าก็มี …​ ฉะนั้นอาจจะมีบางแบรนด์ที่ตั้งใจจะตอบโจทย์คนเบี้ยน้อยหอยน้อยสุดๆ ทำพวก Single-core หรือ Dual-core ที่ราคาต่ำมากๆ ออกมาก็เป็นได้ และพวกนั้นอาจจะมีราคาอยู่แถวๆ พันกว่าบาทด้วย

ณ ปัจจุบัน TrueMove H ก็จัดโปรโมชั่น ขาย Go Live Dual-core สองเครื่อง ราคาไม่ถึง 4 พันบาท หรือเฉลี่ยเครื่องละพันปลายๆ … ไม่แน่ ช่วงปลายปีเราอาจจะได้เห็น Android smartphone ราคาพันต้นๆ ก็ได้นะ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: