Wearable device กระแสเทคโนโลยีที่ยังหาคำตอบที่ถูกที่สุดไม่เจอ

Wearable Devices

หนึ่งในเทรนด์ของเทคโนโลยีที่คาดว่าจะมาแรงในปี 2557 หรือ ค.ศ. 2014 นี้ ก็เห็นจะเป็นเรื่องของ Wearable device ครับ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าปัจจุบันนี้เทคโนโลยีหลายๆ ส่วนของโลกเรามันเอื้ออำนวยแล้ว และอีกส่วนก็มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของเหล่า Mobile device ทั้งหลายแหล่ ซึ่ง ณ จุดนี้ออกจะเรียกว่ามาถึงทางตันในด้านนวัตกรรมแล้ว เพราะหลังจากนี้ เราน่าจะได้เห็นแต่สมาร์ทโฟนที่ดีขึ้น มีซอฟต์แวร์และบริการที่อำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่ยังหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามาสร้างความฮือฮาไม่ได้ (ขนาด Apple เอง ก็ไม่ได้มีอะไรที่น่าฮือฮามากนัก หลังจากที่เปิดตัว Retina display ไปเมื่อครั้ง iPhone 4 กับ iPad 3)

สำหรับ Mobile device นั้น เราคงจะได้เห็นอารมณ์ประมาณ หน้าจอความละเอียดสูงขึ้น ความจุมากขึ้น ความเร็วเพิ่มขึ้น บางและเบา อะไรประมาณนี้ … ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร หากผู้ผลิตจำนวนไม่น้อย เริ่มหันเหความสนใจไปให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ยังมีลู่ทางในการพัฒนาอีกเยอะ และยังมีโอกาสในการสร้างนวัตกรรมอีกมาก อย่าง Wearable device หรือ อุปกรณ์ที่สามารถสวมใส่ได้

แนวคิดของ Wearable device นั้น มีมาตั้งนานแล้วครับ เอาที่ผมจำความได้ ก็เช่น สเกาต์เตอร์ของพวกชาวไซย่านั่นแหละ (ฮา) นั่นก็ถือเป็น Wearable device อย่างนึงนะ หากใหม่ขึ้นมาอีกหน่อย ก็นาฬิกาสายลับสุดไฮเทคของพวก Spy Kids แบบในรูปด้านล่างนี่ … แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เทคโนโลยีของโลกเรายังไม่ได้ก้าวหน้าไปถึงขั้นนั้นนะครับ

 

Spy Kids Watch

 

ในปีที่ผ่านมา บางแบรนด์ใหญ่ก็เริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในหมวดหมู่ Wearable device มาลองเชิงตลาดบ้างแล้ว เช่น Google เองก็ปล่อย Google Glass ออกมาแล้ว (เพียงแต่ในราคาที่แพงเอาเรื่อง และจำกัดให้เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น ที่ซื้อไปได้) หรือ Sony ที่เปิดตัว Smartwatch ออกมาแล้ว 2 รุ่น หรือ Samsung ที่ออก Galaxy Gear มา เป็นต้น นี่ยังไม่รวมพวก Startup อีกนะ เช่น Pebble

ปีนี้ Intel เองก็ไม่ยอมตกกระแส (หลังจากพลาดขบวน Mobile computing ให้กับ ARM ไป) ก็โชว์ออฟ Edison เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋ว ใหญ่แค่ประมาณ SD Card แต่มีทุกอย่างครบ ทั้งหน่วยประมวลผล ตลอดไปจนถึงการเชื่อมต่อ Bluetooth และ WiFi เลยทีเดียว ในงาน CES2014 ที่ผ่านมา ด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับ 22 นาโนเมตร ทำให้เราสามารถยัดหน่วยประมวลผลความเร็ว 400MHz และองค์ประกอบอื่นๆ สร้างคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กระดับนี้ขึ้นมาได้

 

Intel Edison

 

นอกจากนี้ เทคโนโลยีในเรื่องของหน้าจอแสดงผล ก็พัฒนามาไกลแล้ว เราได้เห็นหน้าจอแสดงผลที่ดัดให้โค้งงอได้ ซึ่งนั่นช่วยให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบอุปกรณ์ต่างๆ ได้หลากหลายมากขึ้น เราเองก็ได้เห็นสมาร์ทโฟนที่ใช้หน้าจอที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว จากค่ายเกาหลีอย่าง Samsung และ LG มาแล้ว

 

Flexible Display

 

ถ้ามองแบบนี้ ก็ต้องบอกว่าหน่วยประมวลผลพร้อมแล้วครับ ที่เหลือก็แค่ไอเดียสำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Wearable device เท่านั้นเอง ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมผมถึงเขียนบล็อกตอนนี้ขึ้นมา เพราะผมยังมองว่า มันเป็นกระแสเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เพียงแต่ว่าผู้ผลิตนั้นยังตีโจทย์ไม่แตก ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเจอนั่นแหละครับ

ปีนี้ ในงาน Consumer Electronics Show 2014 หรือ CES2014 ที่สหรัฐอเมริกา มีขบวนพาเหรดของเหล่า Wearable device มาอวดโฉมกันให้เพียบ ทั้งแบรนด์ใหญ่ และพวก Startup ทั้งหลาย (ลองดูบทความ 10 Wearables to Watch at CES2014 ของ Infoweek ได้ครับ) แต่หากดูให้ดี จะเห็นว่า Wearable ส่วนใหญ่นั้น จะมาในรูปของนาฬิกา หรือ Wristband ซะมาก มีบางตัวเป็น Headband อยู่บ้าง และที่สำคัญที่สุดก็คือ มันต้องทำงานพ่วงกับอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ตอยู่ จึงจะสามารถใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้เต็มที่ที่สุด

โดยความเห็นส่วนตัวนั้น ผมยังมองว่า Wearable device จึงยังไม่ใช่อะไรที่จะไปได้ไกลกว่าการเป็นอุปกรณ์เสริมการทำงานให้กับพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ผู้ใช้งานมีอยู่แล้วนั่นเอง … ทำไมผมถึงมองเช่นนั้น ลองมาดูเหตุผลกันครับ

 

Interface ที่จำกัดจำเขี่ย

ตรงนี้มันเป็นข้อจำกัด อันเกิดจาก Wearable device ที่มีขนาดเล็ก หน้าจอแสดงผล และพวก Input ต่างๆ จึงค่อนข้างที่จะจำกัดอย่างมากนั่นเอง เลยทำให้แม้จะใส่ประสิทธิภาพเข้าไปเต็มที่ สุดท้ายผู้ใช้งานก็ไม่สามารถป้อนข้อมูลให้มันทำงานได้เต็มที่ … ถ้าเป็นพวกนาฬิกา หรือ Wristband ก็อาจจะทำหน้าจอสัมผัสได้ แต่ด้วยขนาดที่ต้องค่อนข้างเล็ก จึงไม่สามารถทำ Interface สำหรับป้อนข้อมูลได้แบบเต็มที่นัก … ขนาด Galaxy Gear เอง ก็ยังใส่คีย์บอร์ดภาษาอังกฤษครบชุดเข้าไปไม่ได้เลย

 

OK Glass

 

บางคนก็มองว่า งั้นก็ต้องไปสั่งงานด้วยเสียงแทน … เดี๋ยวนี้เทคโนโลยี Voice recognition ก็พัฒนาไปมากแล้ว ดังนั้นหันมาสั่งงานกันด้วยเสียงก็ได้นี่นา แต่คำตอบของผมก็คือ การสั่งงานด้วยเสียงยิ่งมีข้อจำกัดเข้าไปอีก เพราะมันเป็นเรื่องของภาษา … ภาษาจำพวก Latin-based นั้น อาจจะง่ายหน่อยในการพัฒนาระบบ Voice command หรือแม้แต่การสั่งพิมพ์ด้วยเสียง แต่ในภาษาที่เป็น Non-latin based นี่สิ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย … และหากจะว่ากันตรงๆ นะ Google Glass เอง ที่เป็นตัวอย่างของ Wearable device ที่สั่งงานด้วยเสียง ก็ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์มากเท่าไหร่

Epson เองก็พยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้เช่นกัน … ในส่วนของการแสดงผลนั้น ก็คล้ายๆ กับ Google ครับ คือทำออกมาในรูปของแว่นตาใส เพื่อให้แสดงผลได้ขนาดใหญ่ (เพราะดูภาพจากใกล้ตานั่นเอง) แต่ถ้าการสั่งงานด้วยเสียงไม่รุ่ง ก็ให้สั่งงานด้วย TouchPad แทนแล้วกัน แต่นั่นก็เลยทำให้เจ้า Epson BT-200 ซึ่งเป็นเวอร์ชันต่อจาก BT-100 ต้องวุ่นวายกับการมีส่วนของ Input ที่มีขนาดประมาณสมาร์ทโฟนเครื่องนึง พ่วงออกมาจากตัวแว่นอีก ซึ่งค่อนข้างเกะกะทีเดียว

 

Epson BT-200

 

ในจุดนี้ ผมมองว่าถ้าจะให้รุ่งล่ะก็ อาจจะต้องรอจนกว่าเราจะสามารถทำ Augmented Input Interface แบบในรูปด้านล่างได้นี่แหละครับ (ฮา)

 

Augmented Input Interface

 

แบตเตอรี่จำกัด ประสิทธิภาพสูงมากไม่ได้

ถ้าคุณคิดว่าสมาร์ทโฟนปัจจุบันแบตเตอรี่มันอึดไม่สะใจคุณแล้วละก็ Wearable device นี่ยิ่งกว่าอีกนะครับ ขนาดของแบตเตอรี่อย่างเก่งก็ไม่กี่ร้อย mAh เอง ดังนั้นจึงไม่สามารถใส่หน่วยประมวลผลความสามารถสูงๆ เข้าไปได้ ใส่องค์ประกอบที่ซับซ้อนมากๆ เข้าไปก็ไม่ไหว และนั่นก็เป็นที่มาที่ทำให้มันต้องพึ่งพาอุปกรณ์อื่นแทน

 

Neptune Pine

Neptune Pine (ภาพโดย Gizmag.com)

 

เพราะว่าพอจะยัดเข้าไปแบบเต็มที่ อย่างเช่น Neptune Pine ที่เป็นนาฬิกา Android เต็มรูปแบบเนี่ย ด้วยขนาดหน้าจอ 2.4 นิ้ว ก็เลยทำให้พอจะใส่คีย์บอร์ดภาษาอังกฤษแบบเต็มๆ เข้าไปได้ แต่เวลาพิมพ์ก็คงต้องออกแนว จิ้มทีละนิ้ว อยู่ย้าง แต่ก็ถือว่ารอดตัวพอดี แต่ด้วยขนาดของตัวเครื่องก็เลยใส่แบตเตอรี่เข้าไปได้แค่ 810mAh เท่านั้น เอาเข้าจริงๆ เวลาใช้งาน หากใช้แค่ในฐานะนาฬิกา ก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร การอยู่รอดให้ครบว่าก็น่าจะสามารถทำได้ แต่ว่าถ้าใช้งานในฐานะ Smart device เอามาท่องเว็บ ใช้ Social media นี่ก็น่าเป็นห่วงว่าแบตเตอรี่จะอยู่พอให้ใช้ได้พ้นวันรึเปล่านี่สิ

แต่ในกรณีนั้น เดี๋ยวรอผมได้ของจริงมาทดสอบ เดี๋ยวก็คงรู้กันครับ (ผมเป็น 1 ใน Backer ของโครงการนี้น่ะ … รอเขาส่งของมาอยู่)

 

ยังไม่พบดีไซน์ที่ลงตัวสำหรับ Wearable device

เสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายต่างๆ ที่เราสวมใส่ ก็ยังต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับตัวเรา ฉันใดก็ฉันนั้น พวก Wearable device เนี่ย ก็จำเป็นต้องออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการสวมใส่กับร่างกายของเราเช่นกัน มันคือโจทย์ใหญ่มากสำหรับการออกแบบ ซึ่งนั่นเอง ทำให้ ณ ตอนนี้ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Wearable device นั้น อยู่ในลักษณะของสิ่งที่เราสวมใส่กันอยู่บ่อยๆ เช่น นาฬิกา สายรัดข้อมือ ผ้าคาดหัว หรือ แว่นตา อะไรพวกนี้

 

RunPhone

RunPhone เป็น WAV Music Player ในรูปแบบของผ้าคาดหัวสำหรับนักวิ่ง
ภาพโดย Informationweek.com

 

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สิ่งที่เราสวมใส่เหล่านี้ (นาฬิกา ผ้าคาดหัว แว่นตา) สำหรับหลายๆ คน ก็ชอบที่จะเปลี่ยนบ้างอะไรบ้าง หรือบางครั้งก็เลือกที่จะไม่ใส่บ้าง ดังนั้นก็ออกแบบ Wearable device ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ด้วย นั่นคือ ออกแบบ Wearble device มาให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าสวมใส่แล้วสบาย และพอใจที่จะสวมใส่มันตลอดเวลาและทุกเวลาได้ และหากเป็นไปได้ และจะดีกว่านั้น หากมีความยืดหยุ่นในเรื่องของการปรับเปลี่ยนหน้าตาบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดความจำเจ เพราะต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีมันไปไกล คงไม่มีใครซื้อ Wearable device รุ่นเดียวกันหลายๆ ตัว ที่สีแตกต่างกัน มาเพียงเพื่อจะได้ใช้สลับเปลี่ยนหลีกเลี่ยงความจำเจ หรือให้เข้ากับชุดที่จะใส่วันนั้นแน่ๆ

 

แล้ว Wearable device มันจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต?

แต่โดยที่สุดแล้ว ปีนี้เราก็จะยังคงได้เห็นผู้ผลิตหลายราย ทำ Wearable device ออกมาลองตลาดอยู่เนืองๆ แน่นอนครับ และกระแสตอบรับจากบรรดาเหล่า Early adopter นั้นก็น่าจะมีพอประมาณ แต่ยังไม่ถึงกับสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับผู้ผลิตนัก แต่ ณ จุดนี้ หลายๆ รายตระหนักแล้วว่าสงคราม Smartphone มันมาถึงจุดไคลแม็กซ์แล้ว ตราบใดที่ยังไม่สามารถสร้างอะไรที่เป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกออกมาได้อีก กำไรส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นของผู้ชนะในศึกรอบนี้อย่าง Apple และ Samsung แน่ๆ เพราะข้อมูลจาก Canaccord Genuity พบว่าสองค่ายนี้รวมกัน สอยกำไรไตรมาสสามของธุรกิจ Smartphone ไปประมาณ 109% เลยทีเดียว ในขณะที่คู่แข่งอย่าง BlackBerry, Nokia, Motorola, LG และ HTC ที่เป็นแบรนด์ใหญ่ๆ นั้น ผลประกอบการใส่ธุรกิจนี้ออกมาขาดทุนกันไปคนละเล็กละน้อย

 

Smartphone Profit

ส่วนแบ่งกำไรในตลาด Mobile device (Smartphone และ Tablet)
ข้อมูลโดย Canaccord Genuity ภาพโดย AppleInsider.com

 

ส่วน Mobile device จำพวก Notebook และ Ultrabook นั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าถึงจุดอิ่มตัวมานานแล้ว และอยู่ในภาวะขาลงหลังจากที่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Smartphone และ Tablet เข้ามาทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป … ฉะนั้น Wearable device นี่อาจจะเป็นทางรอดของอีกหลายๆ แบรนด์เลย ที่ไม่อาจจะตกขบวนไปได้อีกแล้ว เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการสร้างตลาดใหม่ๆ ต่อจาก Mobile device แล้ว ยังมีศักยภาพในการเสริมสร้างยอดขายให้กับ Smartphone และ Tablet ที่เป็นผลิตภัณฑ์เดิมของแบรนด์ได้ด้วย โดยออกมาในรูปของอุปกรณ์เสริมความสามารถ (เช่น Galaxy Gear ของ Samsung หรือ Life Band ของ LG เป็นต้น)

แบรนด์ใดที่ตีโจทย์ Wearable device ได้ก่อน แบรนด์นั้นก็จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม คล้ายกับตอนที่ Apple นำโจทย์ Smartphone และ Tablet มาคิดใหม่ทำใหม่ จนออกมาเป็น iPhone กับ iPad นั่นแหละครับ … และในปีนี้ที่น่าจับตามองก็คือ เราจะได้เห็น iWatch ของ Apple ที่เป็นข่าวร่ำลือกันมานานแล้วหรือไม่ด้วย

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

3 Responses

  1. acare says:

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ขอแชร์ต่่อนะคะ

Leave a Reply

%d bloggers like this: