iPhone 5s vs Samsung Galaxy Note 3 (Exynos) จัดอะไรดีล่ะ?!?

iPhone 5s vs Galaxy Note 3 [กราฟิกโดย MXPhone.net]

Image credit: MXPhone.net

 

ในสงครามแย่งชิงตำแหน่งสุดยอดสมาร์ทโฟน เป็นที่รู้กันดีว่าคือการช่วงชิงระหว่างสองระบบปฏิบัติการ คือ iOS และ Android (แม้ว่าอย่างหลังจะมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า แต่หากพิจารณาเฉพาะพวกระดับไฮเอนด์เหมือนกัน iOS ก็มีส่วนแบ่งไม่น้อยเลยนะ) และในกลุ่มผู้ผลิต Android devices ทั้งหลาย หลายสำนักก็จัดให้ Samsung เป็นขาใหญ่อยู่ ณ ตอนนี้ ดังนั้น เมื่อ iPhone 5s และ Samsung Galaxy Note 3 วางจำหน่ายในประเทศไทยในเวลาไม่ห่างกันมาก … คำถามของผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็คือ “เลือกตัวไหนดีล่ะ?” มาลองอ่านบล็อกรีวิวของผมกันหน่อยเป็นไร เผื่อจะได้คำตอบ

 

เผื่อใครยังไม่ได้อ่านการเปรียบเทียบโดยคนอื่น (เพื่อใช้เปรียบเทียบกับการรีวิวของผม) ก็ไปอ่านของ MXPhone ก่อนก็ได้นะครับ … ต้องขอบคุณ @khitichai ที่เอื้อเฟื้อ ให้ผมใช้รูปเดียวกันมาทำปกของบล็อกผมด้วย

 

หนีไม่พ้นต้องเปรียบเทียบสเปกก่อน

ออกตัวไว้ก่อนได้เลยว่า คุณจะได้เห็นความแตกต่างระหว่างสเปกของ 2 รุ่นนี้อย่างค่อนข้างชัดเจนมาก เพราะต่างก็ใช้ระบบปฏิบัติการคนละตัว แถมมีแนวคิดในด้านฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างออกไป และยังไม่นับเรื่องที่ทั้งคู่ก็ถูกจัดอยู่ในคนละหมวดหมู่ด้วย (iPhone 5s อยู่ในหมวดสมาร์ทโฟน แต่ Galaxy Note 3 อยู่ในหมวด Phablet) แต่หากไม่เอาสเปกมาเปรียบเทียบกันแบบจุดต่อจุด มันก็ไม่ใช่การเขียนรีวิวเปรียบเทียบน่ะสิครับ

งั้นเรามาดูกันว่า ทั้งสองรุ่นมีสเปกแต่ละจุดเป็นยังไงกันบ้าง

 

สเปก

iPhone 5s

Galaxy Note 3

CPU Apple A7 64-bit Dual-core 1.3GHz Exynos 5420 Octa-core big.LITTLEbig Cortex A15 Quad-core 1.9GHzLITTLE Cortex A7 Quad-core 1.3GHz
GPU PowerVR G6430 Quad-core Mali-T628MP6
Display 4” IPS LCD1136x640 พิกเซล326ppi 5.7” Super AMOLED Full HD1920x1080 พิกเซล386ppi
RAM 1GB 3GB
Storage 16GB/32GB/64GB 32GB/64GB(ในประเทศไทยขายเฉพาะรุ่น 32GB)
MicroSD Card ไม่รองรับ รองรับ MicroSD card สูงสุด 64GB
รองรับเครือข่าย Nano SIM Card2G: 850/900/1800/1900MHz3G: 850/900/1900/2100MHz4G: FDD-LTE (800/850/900/1800/1900/
2100/2600MHz) TD-LTE (1900/2300/2600)
Micro SIM Card2G: 850/900/1800/1900MHz3G: 850/900/1900/2100MHz
WiFi 802.11 a/b/g/n Dual-band 802.11 a/b/g/n/ac Dual-band
Bluetooth 4.0 + A2DP 4.0 + A2DP
ระบบปฏิบัติการ iOS7 Android 4.3 Jelly Bean
แบตเตอรี่ 1,560mAh ถอดเปลี่ยนเองไม่ได้ 3,200mAh ถอดเปลี่ยนเองได้
GPS มี A-GPS มี A-GPS
กล้องด้านหน้า 1.2 ล้านพิกเซล 2 ล้านพิกเซล
กล้องด้านหลัง 8 ล้านพิกเซล iSightขนาดเซ็นเซอร์ 1/3”ขนาดพิกเซล 1.5 ไมครอนTrue Tone Flash 13 ล้านพิกเซล
ขนาด 123.8 x 58.6 x 7.6 มม. 151.2 x 79.2 x 8.3 มม.
น้ำหนัก 112 กรัม 168 กรัม
ลูกเล่นอื่นๆ เครื่องสแกนลายนิ้วมือ S Pen
ราคา 16GB 23,900 บาท32GB 27,900 บาท64GB 31,900 บาท 23,500 บาท

 

เจอแบบนี้ บางคนอาจจะอึ้ง เพราะแยกไม่ออก อะไรเป็นอะไร แต่หลายๆ คนก็อาจจะได้ภาพรวมแล้วว่าแต่ละรุ่นนั้นมีจุดเด่นเป็นอย่างไรกันบ้าง ความแตกต่างของทั้งสองรุ่นก็ค่อนข้างจะชัดเจนเลยครับ แต่ต้องขอออกตัวล้อฟรีไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่า ในประสบการณ์ใช้งานจริง มันอาจจะไม่สอดคล้องกับสเปกเสมอไปนะครับ อันนี้พูดในฐานะที่รีวิวสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมานับไม่ถ้วนแล้ว

เมื่อเข้าใจดีแล้ว ก็ขอไปพูดเปรียบเทียบกันทีละจุดๆ เลยนะครับ

 

CPU และ GPU ของทั้งสองรุ่น

เวลาที่เปรียบเทียบอุปกรณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงมากๆ อย่าง iPhone กับ Android บางทีต้องมาคุยกันลึกถึงระดับสถาปัตยกรรมของ CPU กันเลยนะครับ

  • A7 ของ iPhone 5s เป็น CPU แบบ 64-bit ตัวแรกที่ถูกนำมาใช้กับสมาร์ทโฟนครับ ด้วยสเปกนี้ ทาง Apple บอกว่าจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า A6 มาก โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับ App ที่ถูกพัฒนาสำหรับ CPU แบบ 64-bit แล้ว … อนาคตของ CPU แบบ 64-bit ดูสดใส หากจำเป็นต้องใส่ RAM ให้เยอะมากกว่า 3GB แต่ด้วยปริมาณ RAM ของ iPhone 5s ณ ตอนนี้ (1GB) ดูจะยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก CPU 64-bit เต็มที่นัก

 

ภายในของ CPU A7 ของ iPhone 5s

ภายในของ CPU A7 ของ iPhone 5s

 

  • Exynos 5420 ของ Galaxy Note 3 เป็น CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรมที่เรียกว่า big.LITTLE ที่เรียกรวมๆ ว่า Octa-core โดยประกอบไปด้วยชุดของ big ที่เป็น CPU Quad-core ที่เป็นสถาปัตยกรรม Cortex A15 1.9GHz และ LITTLE ที่เป็น CPU Quad-core ที่เป็นสถาปัตยกรรม Cortex A7 1.3GHz ซึ่งจะแบ่งหน้าที่กันทำงาน ตัว big ก็จะเน้นงานที่ประมวลผลหนักๆ และ LITTLE ก็จะเน้นการประมวลผลเบาๆ เพื่อประหยัดพลังงาน และหากซอฟต์แวร์รองรับ ก็สามารถทำงานพร้อมๆ กันทั้ง 8 แกนได้เลย

และ GPU เองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะว่าเดี๋ยวนี้คนใช้ Smartphone เพื่อเล่นเกมก็ไม่น้อยเหมือนกัน ดังนั้นเรามาดูกันว่าแต่ละรุ่นนั้นเป็นยังไง

  • Apple ก็เลือกใช้ PowerVR S6430 Quad-core ที่สุดแรงที่สุดที่เคยใช้มา และรองรับ OpenGL ES 3.0 ที่มีพวกเอฟเฟ็กต์ 3D ต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้กราฟิกของเกมดูสวยงามสมจริงขึ้นมากมาย (อย่างไรก็ดี ข้อมูลของ iPhone 5s ที่ว่าสนับสนุน OpenGL ES 3.0 นั้นยังไม่ปรากฏอยู่บนเว็บของ Khronos.org นะครับ http://www.khronos.org/conformance/adopters/conformant-products#opengles)
  • Samsung เองก็เลือกใช้ Mali-T628 MP6 ที่สุดแรงเช่นกัน และแน่นอน รองรับ OpenGL ES 3.0 ด้วยเช่นกัน (อ้างอิงจาก Conformance list ของ Khronos.org ซึ่งมี Mali-T628 ในรายชื่อ)

ดังนั้นจะว่าไปแล้ว ทั้งคู่ก็ถือว่ามีหน่วยประมวลผลกราฟิกที่แรงเพียงพอสำหรับเล่นเกมที่กราฟิกสวยงาม รองรับเกมใหม่ๆ ที่นักพัฒนาจะทำในอนาคต สามารถทำเกมกราฟิกจัดหนัก สมจริงได้แน่นอน

แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น พอถึงเวลาต้องไปวัดที่ประสบการณ์ในการใช้งานจริงครับ

 

หน่วยความจำ (RAM)

ถ้ายึดหลักการดั้งเดิมที่ว่า หน่วยความจำยิ่งมีเยอะยิ่งดี เพราะนั่นคือสิ่งที่ต้องใช้เพื่อรัน App ต่างๆ ยิ่งมีเยอะ เท่ากับยิ่งรันพร้อมๆ กันได้มาก ฉะนั้น หากมองแบบนี้ RAM ยิ่งเยอะยิ่งดี Galaxy Note 3 ก็ดูจะได้เปรียบ เพราะให้มาตั้ง 3GB แน่ะ ในขณะที่ iPhone 5s ก็ยังให้ 1GB เหมือนเดิมตามสไตล์ของ Apple

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันมองได้อีก 2 มุมครับ

  • ถ้ามองในแง่ของการบริหารจัดการหน่วยความจำแล้ว iPhone 5s ดูจะทำได้ดีกว่า เพราะเมื่อเปิดเครื่องมา ใช้หน่วยความจำไปแค่ 467MB เอง ในขณะที่ Galaxy Note 3 นั้นจัดไปแบบเต็มสูบทีเดียว คือราวๆ 1.2GB
  • แต่ถ้ามองในแง่ของหน่วยความจำที่เหลืออยู่ Galaxy Note 3 ก็ยังได้เปรียบอยู่ เพราะยังเหลือให้ใช้อีกตั้ง 1.5GB เลยทีเดียว (ใช่ครั้ง 1.2 + 1.5 = 2.7 ไม่ถึง 3GB แต่นี่ผมอ้างอิงมาจากตัว App Manager ของ Samsung เองนะ) ในขณะที่ iPhone 5s เหลือใช้แค่ 557MB เท่านั้นเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อยู่ที่ว่าตอนใช้งานจริง เปิดโปรแกรมไว้เท่าไหร่ ปกติแล้วพวก Android device จะเขมือบ RAM เยอะครับ เพราะหลายโปรแกรมจะทำงานเป็น Background เสมอ อย่างกรณีของผม Galaxy Note 3 ใช้งานตามปกติของผม ก็จัด RAM ไปร่วม 2GB เศษๆ แล้ว

 

Internal storage และการรองรับ External storage

iPhone 5s มีตัวเลือกของ Internal storage ที่มากกว่า Galaxy Note 3 คือมีทั้ง 16GB, 32GB และ 64GB ในขณะที่ Galaxy Note 3 เริ่มต้นที่ 32GB และมีรุ่น 64GB ด้วย และในประเทศไทยก็ขายแต่รุ่นความจุ 32GB เท่านั้น … แต่ความเห็นส่วนตัวของผม ปัจจุบันนี้พวก App ต่างๆ และเนื้อหาต่างๆ ก็มีขนาดใหญ่มากแล้ว ความจุของพวกสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์นั้น ควรจะเริ่มต้นที่ 32GB ได้ซักที (จากประสบการณ์ส่วนตัว iPhone 5 รุ่น 16GB นี่ ใส่อะไรเข้าไปนิดหน่อย ใส่เกมกราฟิกจัดหนักจัดเต็มไปอีก 3-4 เกมก็แทบเต็มแล้ว)

Galaxy Note 3 มาได้เปรียบตรงที่รองรับการใส่ MicroSD card เพิ่มเข้าไปได้อีกสูงสุดถึง 64GB ซึ่งแม้ว่าจะไม่เหมาะสำหรับการเอาไว้ติดตั้ง App แต่ก็ช่วยให้เราย้ายพวกรูปถ่าย คลิปวิดีโอ หนัง และเพลงต่างๆ ไปไว้ในนั้น เพื่อประหยัดเนื้อที่ของ Internal storage ได้ ในขณะที่ iPhone 5s ต้องแย่งเนื้อที่กันเอา (และอาจต้องลงเอยด้วยการยอมจ่าย ซื้อรุ่น 64GB มา)

 

เทคโนโลยีจอแสดงผล

Apple ยังไม่มีอะไรใหม่ครับ ยังเลือกใช้ LED-backlit IPS LCD ความละเอียด 1366×640 พิกเซลอยู่ อันนี้เข้าใจว่าติดตรงคำพูดของ Steve Jobs ว่าความละเอียดระดับ Retina Display (ของ iPhone คือ 326ppi) คือความละเอียดที่สุดที่สายตาของคนเราจะแยกแยะได้แล้ว หรือพูดง่ายๆ ก็คือละเอียดมากกว่านี้ไปไม่มีประโยชน์อันใด เลยอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ด้าน Samsung เอง ก็ยังคงใช้ Super AMOLED เป็นตัวชูโรงอยู่ แต่เพิ่มความละเอียดเข้าไปแบบเต็มๆ Full HD 1920×1080 พิกเซล จึงได้ความหนาแน่นของพิกเซล 386ppi มากกว่า Retina Display แต่หากเราเชื่อที่ Steve Jobs ว่า ตัวเลข 386ppi นี้ก็ไม่ใช้ข้อได้เปรียบอะไร … งวดนี้แม้ว่า Samsung ยังคงใช้การจัดเรียงพิกเซลแบบ Pentile อยู่ แต่ว่าใช้รูปร่างของพิกเซลแบบที่เรียกว่า Diamond sub-pixel mask ครับ ซึ่งนี่ทำให้ Galaxy Note 3 มีหน้าจอแสดงผลที่ดีมากๆ

 

การจัดเรียงพิกเซลแบบ Pentile Diamond sub-pixel mask ของ Samsung Galaxy Note 3

การจัดเรียงพิกเซลแบบ Pentile Diamond sub-pixel mask ของ Samsung Galaxy Note 3

 

เว็บไซต์ DisplayMate.com เองก็ยังให้คะแนนทั้งในเรื่องความสว่าง ความถูกต้องของสีสัน ของหน้าจอแสดงผลของ Galaxy Note 3 ไว้สูงมากด้วย (http://www.displaymate.com/Galaxy_Note3_ShootOut_1.htm)

ดังนั้น หากพิจารณาในแง่ของเทคโนโลยีแล้ว Galaxy Note 3 ก็ได้เปรียบกว่า iPhone 5s อยู่พอสมควรเลย และยิ่งหากใครต้องการหน้าจอขนาดใหญ่ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งได้เปรียบเขาไปใหญ่ ก็ Galaxy Note 3 เขาหน้าจอขนาดตั้ง 5.7 นิ้วนี่นา

 

การรองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์

ในส่วนของการเชื่อมต่อ 2G และ 3G ทั้งคู่รองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีในประเทศไทยทั้งหมด ดังนั้นผมต้องขอให้เสมอกันไว้ก่อน แต่ Samsung ตัดสินใจพลาดไป เพราะเลือกเอารุ่นที่ใช้ Exynos 5420 มาแทนที่จะเป็น Snapdragon 800 เพราะทำให้รองรับการเชื่อมต่อสูงสุดแค่ 3G เท่านั้น ในขณะที่ iPhone 5s นั้นรองรับไปถึง 4G เรียบร้อยแล้ว รวมถึง 4G คลื่นของ TrueMove H 4G 2100MHz ด้วย (ซึ่งหาก Samsung เอา Galaxy Note 3 รุ่น Snapdragon 800 มา ก็จะรองรับ 4G และรองรับ TrueMove H 4G 2100MHz เช่นกัน)

 

TrueMove H 4G

 

แต่ถ้ามองการณ์ไกลไปถึงการใช้งานในต่างประเทศด้วยละก็ iPhone 5s ดูจะได้เปรียบกว่า เพราะนอกจากระรองรับทั้ง 4G LTE แล้ว ก็ยังรองรับหลากหลายย่านความถี่ด้วย ก็มีหลายประเทศเลยล่ะ ที่สามารถใช้งานได้

 

การเชื่อมต่อแบบอื่นๆ

พอมาพิจารณาการเชื่อมต่อไร้สายแบบอื่นๆ แล้ว Galaxy Note 3 กลับมาได้เปรียบอีกครั้ง แม้ว่าทั้ง iPhone 5s และ Galaxy Note 3 ต่างก็ใช้ Bluetooth 4.0 ทั้งคู่ แต่ Galaxy Note 3 นั้นรองรับ WiFi มาตรฐาน 802.11ac ด้วย ในขณะที่ iPhone 5s นั้นยังไม่รองรับ และมี NFC ด้วย ซึ่ง iPhone 5s ก็ยังไม่มีเช่นกัน

 

พอร์ต Micro USB 3.0 ของ Samsung Galaxy Note 3

พอร์ต Micro USB 3.0 ของ Samsung Galaxy Note 3

 

และแม้ว่า Galaxy Note 3 จะรองรับ Micro USB 3.0 แล้ว แต่ก็ยังมี Backward compatibity สามารถใช้สาย Micro USB 2.0 ในการชาร์จแบตเตอรี่ได้ (แม้จะต้องใช้เวลาในการชาร์จนานกว่า) ตรงนี้ก็ต้องมองว่า Samsung เลือกใช้พอร์ตที่เป็นมาตรฐานกว่า ในขณะที่ iPhone 5s นั้น ใช้พอร์ต Lightning ซึ่งหากใครจะใช้สาย Micro USB 2.0 ก็ต้องหาซื้อตัว Adapter มาใช้แปลงหัวเป็น Lightning เอา

 

กล้องดิจิตอล

จริงๆ แล้ว ในเรื่องของกล้องดิจิตอล ผมอยากให้พิจารณาจากความยากง่าย และ ลูกเล่นของซอฟต์แวร์ และคุณภาพของภาพถ่าย มากกว่าการเปรียบเทียบแค่สเปกนะ แต่หากใครอยากให้เทียบตัวเลขก่อน ก็คงต้องบอกแบบนี้ครับ

  • กล้องดิจิตอลด้านนหน้า สเปกของ Galaxy Note 3 ดีกว่า iPhone 5s อยู่นิดหน่อย คือ 2 ล้านพิกเซล เทียบกับ 1.2 ล้านพิกเซล

 

True Tone Flash ของ iPhone 5s

True Tone Flash ของ iPhone 5s

 

  • กล้องดิจิตอลด้านหลัง สเปกของ Galaxy Note 3 ดีกว่า iPhone 5s อยู่พอสมควร คือ 13 ล้านพิกเซล เทียบกับ 8 ล้านพิกเซล แต่ในแง่ของแฟลชแล้ว iPhone 5s อาจจะได้เปรียบกว่าตรง True Tone Flash ครับ เดี๋ยวต้องลองถ่ายรูปเทียบให้ดู

 

เปรียบเทียบดีไซน์ของ iPhone 5s vs Galaxy Note 3

จริงๆ แล้ว เรื่องของดีไซน์ เป็นอะไรที่นานาจิตตังมาก เพราะแต่ละคนก็มีความชอบแตกต่างกันออกไป แต่ถ้าใครมองเรื่องความใหม่สดของการดีไซน์ ต้องขอบอกว่า iPhone 5s นั้น ถ้าไม่นับปุ่ม Home ที่เปลี่ยนใหม่ (เพราะต้องใส่เป็นตัวอ่านลายนิ้วมือด้วย) และสีที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างก็เหมือนเดิมครับ ในขณะที่ Samsung Galaxy Note 3 นั้น ปรับดีไซน์ไปจากตอนเป็น Samsung Galaxy Note 2 มากทีเดียว

แต่ยังไงเราก็ต้องลองมาพูดถึงการดีไซน์ของแต่ละรุ่นกันแบบเน้นๆ ละนะครับ

 

Samsung Galaxy Note 3

มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ ด้วยหน้าจอ 5.7 นิ้ว ทำให้คนทั่วไปใช้งานมือเดียวได้ไม่สะดวกมาก แต่คนที่มือใหญ่ๆ หน่อย ก็ยังพอใช้งานมือเดียวได้ เปรียบเทียบกับสมัย Galaxy Note 2 แล้วพบว่า การจับถือไว้ในมือข้างเดียว กระชับมากขึ้น ตัวเครื่องบางและไม่หนักมาก การพกไปไหนมาไหน ถ้ากระเป๋าเสื้อและกระเป๋ากางเกงใหญ่ซักหน่อย ก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนสาวๆ ก็นิยมพกใส่กระเป๋าถืออยู่แล้ว เลยไม่ใช่ปัญหาอีกเช่นกัน

 

Samsung Galaxy Note 3

Samsung Galaxy Note 3

 

แม้ว่าวัสดุที่ใช้ทำตัวเครื่องยังคงเป็นพลาสติกอยู่ แต่ฝาหลังได้รับการออกแบบให้มีลักษณะของผิวสัมผัส และรูปร่างหน้าตาเหมือนหนังแล้ว เลยให้ความรู้สึกเหมือนกับสมุดโน้ตปกหนัง ดูคลาสสิกเอามากๆ และแม้ว่าหน้าจอจะขนาดใหญ่ขึ้นกว่าสมัย Galaxy Note 2 พอสมควร แต่ Samsung ก็ยังสามารถทำให้ขนาดของตัวเครื่องเท่าๆ กับของเดิมได้ ถือว่าทำการบ้านมาดีมากทีเดียว

 

iPhone 5s

สำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการหน้าจอที่ใหญ่โตอลังการมากมาย ขนาดจอ 4 นิ้วของ iPhone 5s ก็ถือว่าตอบโจทย์อยู่ และยังเป็นขนาดที่สามารถใช้งานด้วยมือข้างเดียวได้อย่างถนัดถนี่เอามากๆ วัสดุที่ใช้ในการทำตัวเครื่อง เป็นอลูมิเนียมแบบยูนิบอดี้ หรือเป็นชิ้นเดียวกันตลอดทั้งตัวเครื่อง มีการกลึงขอบมุมและชุบแข็งอย่างพิถีพิถันมาก ให้ทั้งความรู้สึกถึงความเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยมทั้งในเรื่องของวัสดุ และการดีไซน์เลยทีเดียว

 

iPhone 5s

iPhone 5s

 

อย่างไรก็ดี ก็อย่างที่ได้เกริ่นนำไปก่อนหน้านี้แล้วว่านอกเหนือจากสีของตัวบอดี้ และปุ่ม Home ที่เปลี่ยนไปแล้ว ที่เหลือก็คือ iPhone 5 เราดีๆ นี่เองครับ ขนาดใส่เคสของเก่ายังได้เลย

 

วางเทียบกันเลย iPhone 5s กับ Galaxy Note 3

วางเทียบกันเลย iPhone 5s กับ Galaxy Note 3

 

เปรียบเทียบกันแล้ว ผมว่าทั้งคู่ทำการบ้านในแง่ของการดีไซน์ได้ดีทั้งคู่ เพียงแต่ Galaxy Note 3 จะได้เปรียบในแง่ของความสดของการดีไซน์ และพัฒนาการเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ส่วน iPhone 5s ก็ได้เปรียบในแง่ของการเป็นสินค้าแบบพรีเมี่ยมทั้งในแง่ของการเลือกใช้วัสดุ และความรู้สึกที่ได้สัมผัสครับ

 

เปรียบเทียบประสบการณ์ในการใช้งานแบบจุดต่อจุด

iPhone กับ Android ต่างก็มีประวัติในการพัฒนามายาวนานพอๆ กันครับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 นู่น และจนบัดนี้ ระบบปฏิบัติการ iOS ก็มาถึงเวอร์ชัน 7 แล้ว ในขณะที่ Android ก็มาถึง 4.3 มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไปเยอะมาก แต่ iOS จะเปลี่ยนแปลงไปเยอะกว่าพอสมควร เมื่อเทียบระหว่าง iOS6 กับ iOS7 และ Anroid 4.2 กับ Android 4.3

แล้วหากผมจะเปรียบเทียบในแง่ของประสิทธิภาพการประมวลผล, การใช้งานทั่วๆ ไป, การใช้งานด้านมัลติมีเดีย, การเล่นเกม และการถ่ายรูปกับถ่ายวิดีโอ เนี่ย iPhone 5s (iOS7) กับ Galaxy Note 3 (Android 4.3) จะให้ประสบการณ์เป็นยังไงกันบ้างนะ

 

ประสิทธิภาพในการประมวลผล

ทั้งสองตัวนี้ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการค่อนข้างแตกต่างกันมาก เลยหาโปรแกรมชุด Benchmark มาวัดประสิทธิภาพของทั้งคู่แบบเต็มยศมากไม่ได้ ก็ต้องเลือกเอาเฉพาะที่มีเวอร์ชันเดียวกันแบบเป๊ะๆ บนทั้ง 2 ระบบปฏิบัติการ ซึ่งผมเลือกใช้ 2 โปรแกรมนี้ครับ

  • Geekbench เป็นโปรแกรม Benchmark ที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพของการประมวลผลในภาพรวม
  • 3DMark เป็นโปรแกรม Benchmark ที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการประมวลผลกราฟิก 3D แบบจริงๆ จัง

ผลการทดสอบก็เป็นดังตารางด้านล่างนี้ครับ

 

ผลการวัดประสิทธิภาพเทียบ iPhone 5s กับ Galaxy Note 3

ผลการวัดประสิทธิภาพเทียบ iPhone 5s กับ Galaxy Note 3

 

คะแนนของ Galaxy Note 3 ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะผมเคยทดสอบมาก่อนหน้านี้แล้วครับ คะแนนที่ได้ สูงทั้งในส่วนของ CPU และ GPU เลยทีเดียว เรียกว่าค่อนข้างจะคาดหวังอยู่พอสมควรเลย สำหรับประสบการณ์ในการใช้งานทั่วไป การใช้งานด้านมัลติมีเดีย และการเล่นเกม 3D กราฟิกจัดหนักจัดเต็ม

ทีนี้มาดูคะแนนในส่วนของ iPhone 5s กันบ้าง จะเห็นได้ว่า เมื่อวัดประสิทธิภาพด้วยโปรแกรม Geekbench 3 แล้ว ชัดเจนเลยว่าคะแนนในส่วนของการทำงานแบบ Single-core นั้น iPhone 5s ทำได้ดีกว่า Galaxy Note 3 แต่พอมาเป็น Multi-core แล้ว Samsung กลับดูได้เปรียบ แต่ไม่มากนัก (ต้องไม่ลืมนะครับ iPhone ยังเป็น Dual-core CPU แต่ Galaxy Note 3 นั้นขั้นต่ำๆ ใช้แค่ big หรือ LITTLE ก็ Quad-core แล้ว)

วัดประสิทธิภาพด้านการประมวลผลกราฟิก 3D แล้ว ถ้าวัดกันที่ตัวเลข ก็ต้องบอกว่าทั้ง Galaxy Note 3 และ iPhone 5s ต่างก็ให้คะแนนที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน คะแนนไม่ทิ้งห่างกันมากครับ หากเอาเกมเดียวกันมาเล่นเปรียบเทียบกัน ผมว่ามันควรจะได้ Frame rate พอๆ กัน และได้คุณภาพกราฟิกที่พอๆ กัน

 

ประสบการณ์ในการใช้งานทั่วๆ ไป iPhone 5s vs Galaxy Note 3

แม้ว่าฮาร์ดแวร์จะแรงกว่า แต่หากปราศจากการทำงานที่เขาขากันอย่างเต็มที่กับซอฟต์แวร์ ก็อาจจะให้ประสบการณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนักก็เป็นได้ และแม้ว่าจะทำงานเข้าขากันสุดๆ แล้ว แต่หากปราศจากซอฟต์แวร์อำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับผู้ใช้งานหลายๆ คน ก็อาจจะรู้สึกว่ามันดูด้อยได้อีกเช่นกัน … แล้วเมื่อเทียบกันแล้ว ทั้งสองรุ่นนี้เป็นยังไงล่ะ?!?

 

iPhone 5s

สำหรับแนวคิดของ Apple นั้นก็คือ มีทุกอย่างที่เป็นพื้นฐานที่สมาร์ทโฟนควรมีให้กับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Web browser เอาไว้ท่องเว็บ โปรแกรมรับส่งอีเมล์ นาฬิกา เครื่องคิดเลข ปฏิทิน โปรแกรมแจ้งเตือนนัดหมาย โปรแกรมดูวิดีโอ โปรแกรมฟังเพลง ฯลฯ ซึ่งใครที่ใช้งานมาตั้งแต่ iOS เวอร์ชันแรก มาจนถึงตอนนี้ ก็จะเห็นว่ามีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง และ iOS7 นี่ก็ดูจะพัฒนาไปมากที่สุด

Apple มีการเชื่อมโยงบริการต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยหลักๆ ก็จะเป็น iCloud ที่ให้ทั้งเนื้อที่สำหรับเก็บข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าของตัวเครื่อง เซฟเกม เอกสารต่างๆ และ iTunes Store ที่ให้เราซื้อเพลงหรือภาพยนตร์ มารับชมบน iOS devices ต่างๆ (iPod Touch, iPad, iPhone) รวมไปถึงเครื่อง Mac และ Apple TV ได้ด้วย ใครที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple อยู่แล้ว ประสบการณ์ใช้งานร่วมกับ iPhone 5s ย่อมต่อเนื่อง ไร้สะดุดจริงๆ

 

ปุ่ม Home มีตัวอ่านลายนิ้วมือสำหรับ TouchID

ปุ่ม Home มีตัวอ่านลายนิ้วมือสำหรับ TouchID

 

นอกจากนี้ การเพิ่ม TouchID หรือ ตัวสแกนลายนิ้วมือเข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกในการปลดล็อกหน้าจอโดยไม่ต้องวุ่นวายกับการใส่ PIN และใช้อนุมัติในการซื้อ App ก็ทำให้ผู้ใช้งานสะดวกมากขึ้นเช่นกัน แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความระแวงเรื่องความเป็นส่วนตัวอยู่บ้าง (แต่ทาง Apple ก็อธิบายแล้วว่าข้อมูลลายนิ้วมือไม่ได้ถูกเก็บเป็นภาพ แต่เป็นข้อมูลลักษณะของลายนิ้วมือที่ถูกเข้ารหัส และเก็บไว้ในตัวเครื่องเท่านั้น และเข้าถึงได้จาก TouchID API เท่านั้นด้วย)

และแน่นอน ในฐานะผู้บุกเบิกแนวคิด App Store แล้ว จำนวนและประเภทของ App ที่มีให้เลือกหาไปใช้เพิ่มความสามารถของ iPhone 5s นั้นก็มีมากมายเลยทีเดียวครับ เรียกว่าคิดอยากจะใช้ทำอะไร (ที่สมาร์ทโฟนพึงจะทำได้ แต่ App พื้นฐานไม่มี) ก็น่าจะหา App มาใช้งานได้ เหมือนที่ Steve Jobs พูดว่า “There’s an app for that.” นั่นแหละ นอกจากนี้

ถ้าถามว่าประสบการณ์ใช้งานของ iPhone 5s ด้อยอยู่ที่ตรงไหน?!? ผมคงจ้องจับผิดมากๆ แล้วตอบว่าตรงแนวคิดของ Apple ที่ให้ App มาแบบพื้นฐาน (มาก) ซึ่งผู้ใช้งานมือใหม่ (มาก) หลายคนต้องไปวุ่นวายกับการหา App มาใช้งานเพิ่มด

 

Galaxy Note 3

Samsung ไม่เพียงแต่เน้นการใส่สเปกของฮาร์ดแวร์ให้แรงเต็มที่ แต่ยังเน้นการใส่ฟีเจอร์ต่างๆ เข้ามาเต็มที่อีกด้วย นอกเหนือไปจาก App พื้นฐานที่ Google ให้มาอยู่ในระบบปฏิบัติการ Android อยู่แล้ว แน่นอนว่าอะไรต่อมิอะไรที่เป็นพื้นฐานที่ระบบปฏิบัติการ iOS ทำได้ Android ก็ทำได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเว็บ การรับส่งอีเมล์ นาฬิกา เครื่องคิดเลข ปฏิทิน โปรแกรมแจ้งเตือนนัดหมาย โปรแกรมดูวิดีโอ โปรแกรมฟังเพลง ฯลฯ แต่ทาง Samsung พิจารณา App เหล่านี้บางส่วน แล้วเลือกที่จะปรับแต่งใช้ App เวอร์ชันของตัวเองไปแทนตามสมควร

S Pen เป็นลูกเล่นสำคัญของ Galaxy Note 3 ซึ่งได้รับการอัพเกรดความสามารถเข้าไปอีกด้วยซอฟต์แวร์ใหม่ นอกจากจะใช้จดด้วยลายมือ ขีดๆ เขียนๆ ได้แทบไม่แตกต่างไปจากปากกาจริงๆ แล้ว ก็ยังมีความจดจำลายมือทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษได้ด้วย นอกจากนี้ S Note ซึ่งเป็นโปรแกรมสมุดบันทึกข้อมูล ก็ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถและสวยงามมากขึ้นด้วย ใครที่ชอบขีดๆ เขียนๆ ละก็ น่าจะชอบ Galaxy Note 3 มากๆ … ไม่ใช่ว่า iPhone 5s จะไม่มี App ที่ให้พิมพ์และจดโน้ตได้นะ แต่การใช้มันมีข้อจำกัดมาก เช่น หน้าจอเล็ก ขีดๆ เขียนๆ ไม่สะดวก, ไม่สามารถจดจำลายมือภาษาไทยได้, ไม่มีที่เก็บ Stylus

นอกจากนี้ Samsung ก็ยังอาศัยความที่หน้าจอใหญ่ และมีความละเอียดสูง เพิ่มความสามารถในการทำงานแบบ Multitasking เข้าไปด้วยฟังก์ชั่น Multiwindow ซึ่งให้เปิด App ใช้งานพร้อมกันได้ 2 app และหาก App เหล่านั้นรองรับการทำงานของ Multiwindow แบบเต็มรูปแบบแล้ว ก็จะสามารถส่งข้อมูลหาระหว่างกันได้ ด้วยการ Drag & Drop เลย

 

App พิเศษสำหรับ Galaxy Note 3

App พิเศษสำหรับ Galaxy Note 3

 

Samsung ใส่ลูกเล่นมามากมาย เรียกว่าแทบจะตอบโจทย์หลักๆ ของผู้ใช้งานส่วนใหญ่ มีการทำ Localization เพื่อให้สามารถนำเสนอเนื้อหาที่เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ ได้ ในรูปแบบของ Premium gift เช่น AIS Movie Store, AIS Book Store, Galaxy Gift อะไรแบบนี้เป็นต้น … นอกจากนี้ก็ยังมีพวกโปรแกรมพิเศษสำหรับผู้ใช้งาน Samsung โดยเฉพาะ เช่น Dropbox ที่สมัครแล้วได้เนื้อที่เพิ่มเป็น 50GB, SketchBook ที่ดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี

ทีนี้ก็เป็นคิวของคำถามเดียวกันครับ ประสบการณ์ที่ด้อยของ Galaxy Note 3 ในการใช้งานทั่วไปอยู่ตรงไหน?!? คงเป็นเรื่องของฟีเจอร์ที่มีเยอะเอามากๆ ทำให้ผู้ใช้งานมึนเอาได้ และอาจจะเป็นเพราะใส่ฟีเจอร์เข้าไปมาก เลยทำให้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของซอฟต์แวร์อยู่บ้าง เพราะผมพบอาการเครื่องค้างอยู่ 2-3 ครั้ง จากการใช้งานประมาณ 3 สัปดาห์ครับ

 

ประสบการณ์ด้านมัลติมีเดีย (ยกเว้นเกม)

ผมหมายถึงประสบการณ์ในด้านการดูหนัง ฟังเพลง น่ะครับ เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นอะไรที่ผู้ใช้งานหลายๆ คนคาดหวังว่าสมาร์ทโฟนจะต้องทำได้แล้ว แต่ในด้านนี้ ต้องแบ่งประสบการณ์ออกเป็น 2 จุดครับ คือ ในส่วนของความสามารถในการเล่นไฟล์มัลติมีเดีย กับประสบการณ์ของ “บริการ” ด้านมัลติมีเดียที่มี

 

iPhone 5s

ด้วยสเปกของฮาร์ดแวร์แล้ว การเปิดไฟล์วิดีโอความละเอียด 1080p นั้นไม่ใช่ปัญหาใดๆ เลยสำหรับ iPhone 5s (จริงๆ ต้องบอกว่าพวกสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ในปัจจุบันนี้ ไม่มีปัญหากับการเล่นไฟล์ 1080p แล้วละครับ) ข้อด้อยของ iPhone 5s น่าจะเป็นเรื่องขนาดของหน้าจอที่เล็ก ทำให้ไม่ได้อรรถรสของการรับชมภาพยนตร์เต็มที่นัก นี่ยังไม่รวมไปถึงความละเอียดหน้าจอ 1136×640 พิกเซล ที่ยังไม่อาจแสดงศักยภาพของไฟล์ 1080p ได้อย่างเต็มที่ด้วย

 

ดูคลิปหนังบน iPhone 5s

ดูคลิปหนังบน iPhone 5s

 

ลำโพงของ 5s นี้ให้เสียงตามแบบฉบับ Apple devices คือ เต็ม หนักแน่น และบีบอัด (compressed) นิดๆ แสดงรายละเอียดได้ครบถ้วน โทนเสียงออกชัดๆ ไม่เบลอ ไม่ฟุ้ง ฟังผ่านหูฟัง พบว่าย่านเสียงแยกกันได้อย่างลงตัว ย่านเบสลงค่อนข้างลึกและหนักแน่น ไม่บวม ย่านสูงก็ใส หนา ชัดเจน ไม่ฟุ้ง ย่านกลางจะออกแข็งนิดๆ เป็นปกติของผลิตภัณฑ์ Apple รวมถึงภาคขยายเสียงที่มีกำลังเหลือเฟืือ เรียกได้ว่าเปิดระดับเสียงไม่ทันถึงครึ่งก็ดังเพียงพอแล้ว

 

ซื้อหนังบน iTunes Store

ซื้อหนังบน iTunes Store

 

ด้านบริการมัลติมีเดียนั้น iPhone 5s มี iTunes Store ที่จำหน่ายเพลงและภาพยนตร์และให้เช่าภาพยนตร์ด้วย ซึ่งปัจจุบันก็มีหนังไทยให้เลือกซื้อหาและเช่าไปดูด้วยแล้ว โดยความได้เปรียบคือ เมื่อซื้อไปแล้ว ก็สามารถดาวน์โหลดไปฟังบน iOS devices ต่างๆ และผ่านโปรแกรม iTunes ที่ติดตั้งทั้งบนระบบปฏิบัติการ Windows และ Mac OSX หรือใครซื้อ Apple TV มาก็ต่อกับโทรทัศน์แล้วดูได้เช่นกัน คุณสมบัติ AirPlay ทำให้ประสบการณ์ในการรับชมต่อเนื่องไม่สะดุดด้วย

 

Galaxy Note 3

อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้า สเปกขนาดนี้เล่นไฟล์ 1080p ได้สบายๆ จริงๆ แล้วมันควรจะเล่นไฟล์ 4K หรือ 2160p (3840×2160 พิกเซล) ได้ด้วยซ้ำ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้ Galaxy Note 3 ยังไม่สามารถเล่นไฟล์ระดับนั้นได้ ด้วยหน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว แบบ Super AMOLED แล้ว ประสบการณ์ในการรับชมคลิปวิดีโอ ภาพยนตร์ต่างๆ ได้มากกว่า iPhone 5s และหน้าจอความละเอียด 1920×1080 พิกเซล ก็แสดงศักยภาพของไฟล์ 1080p ได้อย่างเต็มที่

 

ดูคลิปหนังบน Samsung Galaxy Note 3

ดูคลิปหนังบน Samsung Galaxy Note 3

 

ลำโพงของ Galaxy Note 3 ได้เปลี่ยนแปลงตำแหน่งและรูปทรงไปจากเดิมที่วางไว้ด้านหลังเครื่องมาเป็นท้ายเครื่องในลักษณะเดียวกับ Apple แทน แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อลักษณะเสียง ผมพบว่าการแสดงรายละเอียดย่านเสียง คุณภาพของเนื้อเสียงนั้น Note 3 ยังแสดงผลได้ดีอยู่ แต่ที่ต่างไปจากเดิมก็คือเสียงค่อนข้างจะบีบอัด (Compressed) มากขึ้น ฟังดูเหมือนแย่งกันออกมา เป็นเหตุให้มิติลดลงไปบ้าง ข้อดีก็คือแม้วางเครื่องหงาย เสียงก็ไม่ทึบลงไปแต่อย่างใด หรือแม้จะวางเครื่องแนวตั้ง ซึ่งเรามักจะต้องวางในลักษณะทแยงอยู่แล้ว เสียงก็ยังคงลักษณะเดิมอยู่ได้นั่นเอง

ฟังผ่านหูฟัง เสียงที่ได้มีความนุ่มนวลในแบบ Samsung มีย่านสูงที่ปลายฟุ้งนิดๆ ทำให้ฟังไพเราะ เบสที่อิ่ม แต่เมื่อพิจารณาแบบภาพรวมพบว่าย่านเสียงนั้นยังค่อนข้างทับกันอยู่เยอะ โดยเฉพาะผลกระทบของย่านเบสที่แม้จะไม่ได้ฟังดูบวม แต่ก็ส่งผลให้ขาดความ clear ไปบ้าง

 

Samsung Galaxy Showtime

Samsung Galaxy Showtime

 

ในด้านบริการมัลติมีเดียนั้น Google ยังไม่มีให้บริการในประเทศไทย ดังนั้นจึงยังถือเป็นข้อด้อยกว่า iPhone 5s อยู่ แต่ว่า Samsung ก็ทำการ Localization ดึงเอาบริการภายในประเทศมาให้แทน เช่น เอา AIS Movie Store มาทำเป็น Samsung Showtime แต่ว่าเพิ่มสิทธิ์พิเศษด้วยการให้ดูหนัง HD หลายร้อยเรื่องฟรีๆ แทน และสามารถสมัครสมาชิก ดูแบบไม่อั้นโดยคิดค่าบริการเป็นรายวัน (19 บาท/วัน) หรือ รายเดือน (299 บาท/เดือน), บริการรายการโทรทัศน์ และ ซีรี่ส์ ผ่าน TOT IPTV เป็นต้น

Samsung ยังอยู่ในระยะเริ่มแรกของความพยายามในการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ของ Samsung ให้เป็นประสบการณ์ไร้รอยต่อแบบ Apple มองในแง่ดี Samsung มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายกว่า ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก ตลอดไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านต่างๆ แต่ยังไม่มีอะไรมากนัก (ก็อย่างที่บอกว่าเป็นระยะเริ่มแรก)

 

Samsung AllShare Cast Wireless Hub

Samsung AllShare Cast Wireless Hub

 

ในประสบการณ์ไร้รอยต่อด้านมัลติมีเดีย Samsung ยังมีแค่การใช้ Galaxy Note 3 เชื่อมต่อกับ SmartTV ของ Samsung และหากเป็นโทรทัศน์ยี่ห้ออื่น ก็ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Samsung AllShare Cast Wireless Hub มาต่อกับโทรทัศน์ แล้วรับ Streaming จาก Galaxy Note 3 มา เหมือนๆ กับ AirPlay ของ iPhone 5s นั่นแหละ

 

เปรียบเทียบคุณภาพเสียงระหว่างสองรุ่นนี้

จากประสบการณ์ของผม 2 ค่ายนี้มีบุคลิกเป็นของตัวเองชัดเจน อุปกรณ์ของ Apple จะให้เสียงที่พุ่งและชัด ในขณะที่อุปกรณ์ของ Samsung จะให้เสียงออกไปในทางนุ่มนวล เบสอิ่มๆ และปลายเสียงแหลมมีความฟุ้งนิดๆ ทำให้ฟังแล้วนุ่มนวลหู ทั้งนี้จากที่พูดถึงเรื่องความบีบอัด (Compressed) ของเสียงใน Galaxy Note 3 และ iPhone 5s ขอชี้แจงว่ามีความต่างกันตรงที่ iPhone 5s เป็นความบีบอัดจากระบบขยายเสียง ส่วน Galaxy Note 3 เป็นความบีบอัดจากลักษณะของลำโพง ทำให้ iPhone 5s นั้นฟังดูมีความโปร่ง และมีมิติมากกว่า

ขอสรุปว่า หากเปรียบเป็นรูปภาพ iPhone 5s ก็เหมือนกับภาพสีสมจริงที่ Print มาด้วยระบบ Digital สีสดคมชัด แต่ก็ให้ความรู้สึกแข็งนิดๆ ส่วน Galaxy Note 3 ก็เหมือนภาพวาดสีน้ำที่แม้จะแสดงรายละเอียดออกมาไม่คมนักแต่ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบนั่นเอง

ดังนั้น หากให้ผมสรุปเปรียบเทียบประสบการณ์ด้านมัลติมีเดีย (ยกเว้นเกม) ระหว่างสองรุ่นนี้ ผมต้องบอกว่า Galaxy Note 3 ทำได้ดีกว่า ในฐานะ Portable Multimedia Player หรืออุปกรณ์มัลติมีเดียพกพา แต่ iPhone 5s ได้เปรียบกว่าในแง่ของบริการด้านเนื้อหา (Content) ครับ … แต่ในแง่ของคุณภาพเสียงแล้ว iPhone 5s ยังได้เปรียบ Galaxy Note 3 อยู่ หากเปรียบเทียบกันผมชอบคุณภาพเสียงของ iPhone 5s มากกว่า (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Galaxy Note 3 จะไม่ดีนะ)

 

มาพูดถึงประสบการณ์ในการเล่นเกมบ้าง

ผลวัดประสิทธิภาพด้านการประมวลผลกราฟิก 3D ของทั้งคู่นั้นออกมาค่อนข้างจะใกล้เคียงกันมากๆ และทั้งคู่ก็รองรับ OpenGL ES 3.0 ด้วย ดังนั้น ผมเลยคิดว่าการประชันกันในการเล่นเกมกราฟิก 3D น่าจะสนุกมาก แน่นอน ผมต้องลองเอาเกมล่าสุดของ Gameloft ซึ่งมีทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android มาใช้ในการทดสอบ และต้องมีกราฟิกที่สวยงามด้วย มีการใช้ศักยภาพของ OpenGL ES 3.0 ด้วย ซึ่งก็หนีไม่พ้นเกม Asphalt 8: Airborne นั่นเองครับ

 

Asphalt 8: Airborne บน iPhone 5sAsphalt 8: Airborne บน iPhone 5sAsphalt 8: Airborne บน iPhone 5sAsphalt 8: Airborne บน iPhone 5s

 

ลองเทียบกราฟิกของเกม Asphalt 8: Airborne เล่นบน iPhone 5s ด้านบน กับ Galaxy Note 3 ด้านล่างดูครับ

 

Asphalt 8: Airborne บน Galaxy Note 3Asphalt 8: Airborne บน Galaxy Note 3Asphalt 8: Airborne บน Galaxy Note 3Asphalt 8: Airborne บน Galaxy Note 3

 

จากการทดสอบ เห็นได้ชัดว่าเกมนี้สามารถเล่นบน iPhone 5s ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กราฟิกและเอฟเฟ็กต์ต่างๆ สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ Galaxy Note 3 นั้น พบว่าไม่สามารถปรับคุณภาพของกราฟิกให้มากกว่า Low ได้ ตรงนี้ผมได้สอบถามไปยัง Gameloft ในประเทศไทยแล้ว ทราบว่าเป็นเรื่องของการไม่รองรับอุปกรณ์ ซึ่งจะมีการอัพเดตซอฟต์แวร์ให้รองรับในภายหลัง ซึ่งตรงนี้ชัดเจนว่าการที่มีอุปกรณ์จำนวนรุ่นน้อยกว่าของ Apple ทำให้นักพัฒนาเกมสามารถทำเกมออกมารองรับ และเรียกใช้ศักยภาพของฮาร์ดแวร์ได้อย่างเต็มที่กว่า

 

ไม่สามารถเลือกคุณภาพกราฟิกสูงกว่า Low ได้บน Galaxy Note 3 ได้ ณ ตอนนี้

ไม่สามารถเลือกคุณภาพกราฟิกสูงกว่า Low ได้บน Galaxy Note 3 ได้ ณ ตอนนี้

 

แต่หากไปเล่นเกมที่ได้รับการพัฒนามาให้รองรับแล้ว ก็พบว่าทั้ง iPhone 5s และ Galaxy Note 3 ต่างก็สามารถเล่นเกมได้ดี กราฟิกสวยงามดี ไม่มีปัญหาอะไรครับ

ประชันกันด้วยเรื่องของกล้องถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอบ้าง

ในส่วนของการเปรียบเทียบด้านการถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอ ก็เช่นเคยครับ ต้องมาวัดกันที่ 2 จุดหลัก คือ ด้านการใช้งานซอฟต์แวร์ และ ด้านคุณภาพของภาพถ่ายจริงๆ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะ Apple เองก็เพิ่มฟีเจอร์เข้ามาอีกพอสมควรสำหรับซอฟต์แวร์ และมีการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ของกล้องให้ดีขึ้น ได้ True Tone Flash มาอีก และเป็นที่รู้กันว่ากล้องดิจิตอลของ iPhone นั้น เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกสถานการณ์มาก

ขณะเดียวกัน Samsung เองก็มีการพัฒนาในส่วนของกล้องบน Galaxy Note 3 ไปมากเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านของซอฟต์แวร์ ที่ได้ User Interface และฟีเจอร์ใหม่ๆ แบบ Samsung Galaxy S4 และได้รับการอัพเกรดตัวกล้องขึ้นมาเป็น 13 ล้านพิกเซลด้วย

มาลองดูกันว่าหากปะทะกันแล้ว จะเป็นยังไงกันบ้าง

 

ในด้านซอฟต์แวร์ของกล้อง

 

User Interface กล้องของ iPhone 5s

User Interface กล้องของ iPhone 5s

 

  • iPhone 5s นั้น ยังคงเน้นความเรียบง่าย เน้นทุกอย่างอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการปรับสมดุลขาว (White balance) และ โฟกัส กับ Exposure ของภาพ ซึ่งปรับในแบบออโต้ แต่ก็ยอมให้ผู้ใช้งานปรับเองได้ ด้วยคุณสมบัติ Tap-to-Focus ซึ่งสามารถล็อกเอาไว้ได้อีกด้วย ทำให้การถ่ายรูป ทำได้โดยสะดวกมาก … ที่เพิ่มเข้ามาใน iOS7 และฮาร์ดแวร์สเปกแรงอย่าง iPhone 5s ก็คือ ฟังก์ชั่นการถ่ายภาพแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพื่อให้เหมาะสำหรับการนำไปโพสต์ภายหลังบน Social media ชื่อดังอย่าง Instagram การใส่เอฟเฟ็กต์ให้กับรูปแบบ Real-time และยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ Slow motion ที่ 120 เฟรมต่อวินาทีได้อีกด้วย และโหมดถ่ายภาพพาโนรามาของ iPhone ณ ตอนนี้ก็ถือว่าให้ภาพพาโนรามาได้สวยมาก และมีความละเอียดสูงที่สุดด้วย

 

User Interface กล้องของ Galaxy Note 3

User Interface กล้องของ Galaxy Note 3

 

  • ในทางกลับกัน Samsung เน้นเรื่องลูกเล่นต่างๆ ในการถ่ายครับ นอกจากการถ่ายภาพในโหมดฟูลออโต้แล้ว ก็ยังเปิดช่องให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งเองได้ ไม่ว่าจะเป็น Exposure หรือ White balance และอื่นๆ อีกมาก และมีการเตรียมโหมดถ่ายภาพถ่ายแบบต่างๆ ไว้ให้ใช้มากมาย แต่ที่ยังขาด (และเหมือนยังไม่คิดจะทำ) ก็คือ คุณสมบัติ Tap-to-Focus ที่ให้เราสามารถปรับทั้งโฟกัสและ Exposure ได้ เพราะ Tap-to-Focus บน Galaxy Note 3 นี่สามารถปรับได้แค่โฟกัส แต่ปรับ Exposure ไม่ได้ครับ … ส่วนโหมดถ่ายวิดีโอนั้น ตัวเซ็นเซอร์ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ก็ให้ความละเอียดของวิดีโอที่ดีครับ แต่ความที่ขาดคุณสมบัติ Tap-to-Focus ที่สามารถปรับ Exposure ได้ ทำให้ต้องพึ่งพาการปรับแบบออโต้สถานเดียว (และเราไม่สามารถปรับ Exposure แบบ Manual ในระหว่างถ่ายได้ด้วย) และน่าเสียดายที่รุ่นที่วางจำหน่ายในไทย เป็น Exynos 5420 เลยขาดลูกเล่นในการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงมากอย่าง UHD (Ultra High Definition หรือชื่อเล่น 4K คือวิดีโอความละเอียด 2160p) ไป และยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการอัพเกรด Firmware เพื่อปลดล็อกความสามารถในการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงมากนี้ไหม

ทีนี้ลองถ่ายรูปแล้วเอามาดูคุณภาพของภาพถ่ายกันดีกว่าครับ ลองเปรียบเทียบกันแบบนี้เลยนะครับ

 

ประเดิมด้วยภาพถ่ายด้วย iPhone 5s ครับผม

 

ภาพถ่ายด้วย iPhone 5sภาพถ่ายด้วย iPhone 5s

 

แล้วลองดูภาพถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 3 ดูบ้าง

 

ภาพถ่ายด้วย Galaxy Note 3ภาพถ่ายด้วย Galaxy Note 3

 

เมื่อซูมภาพเข้าไปดูขนาดใหญ่ขึ้น จะเห็นแนวทางของซอฟต์แวร์ในการจัดการภาพถ่ายของทั้งสองค่ายค่อนข้างชัดเจนครับ iPhone 5s เน้นไปที่ความคมชัดของภาพ เมื่อซูมขยายดู จะค่อนข้างเห็นเม็ดพิกเซลชัดเจน แต่สังเกตว่าตัวเลขของธนบัตรที่อยู่ด้านหลัง และลวดลายต่างๆ ของธนบัตร ก็ชัดเจนด้วยเช่นกัน … ด้าน Galaxy Note 3 ดูจะเน้นไปที่ความเนียนของภาพ ดูได้จากตัวตุ๊กตาที่การไล่สีเนียนมากทีเดียว แต่นั่นทำให้ลวดลายและหมายเลขของธนบัตรนั้น ดูเบลอไปอยู่พอสมควร

 

ลองขยายภาพที่ถ่ายกันซักหน่อย ซ้าย iPhone 5s ขวา Galaxy Note 3

ลองขยายภาพที่ถ่ายกันซักหน่อย ซ้าย iPhone 5s ขวา Galaxy Note 3

 

นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบรูปที่ผมถ่ายบนสถานี BTS แล้ว จะเห็นว่า ภาพถ่ายของ Galaxy Note 3 นั้นดูจะมีความสว่างมากกว่าของ iPhone 5s ใครที่ชอบถ่ายรูปให้ภาพดูสว่างๆ หน่อย อาจจะชอบครับ แต่นั่นทำให้แสงที่ออกมาดู Over ไปอยู่บ้าง และสีสันที่ได้ผิดเพี้ยนไปอยู่ (ความผิดของ Auto white balance ซึ่งชดเชยได้ด้วยการปรับตั้งค่าเอง)

Galaxy Note 3 ดูจะได้เปรียบตรงที่ใช้เซ็นเซอร์ความละเอียดสูง 13 ล้านพิกเซล ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่อยากจะไปอัดภาพขนาดใหญ่มากๆ แต่หากจะใช้อัดภาพขนาดแค่ 4R อะไรแบบนี้ ก็จะไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรเต็มที่นัก เพราะภาพขนาด 8 ล้านพิกเซลก็เหลือเฟือมากแล้ว … แต่ในการใช้งานทั่วๆ ไป ก็ต้องบอกว่า กล้องของทั้ง 2 รุ่นนั้น สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ครับ

 

ภาพถ่ายใช้แฟลชด้วย iPhone 5s

ภาพถ่ายใช้แฟลชด้วย iPhone 5s

 

ภาพถ่ายใช้แฟลชด้วย Galaxy Note 3

ภาพถ่ายใช้แฟลชด้วย Galaxy Note 3

 

ต่อมา มาดูการถ่ายภาพโดยใช้แฟลชบ้าง … เป็นไปตามที่ Apple พยายามชูประเด็นครับ แฟลชแบบ True Tone ของ iPhone 5s ที่เป็น Dual LED Flash ที่อุณหภูมิของสีแตกต่างกัน เมื่อนำมาใช้ถ่ายภาพ ผลที่ได้คือ สีสันของภาพที่สมจริงมากกว่าการใช้ LED Flash เดี่ยว ที่อุณหภูมิสีเดียวมาก ผมเคยเห็นกล้องถ่ายภาพบางรุ่น บางยี่ห้อ จะมีโหมดถ่ายภาพที่ปรับสีของภาพเพื่อชดเชยแสงแฟลช แต่ด้วยความที่แนวคิดของ Apple คือการทำให้ทุกอย่างอัตโนมัติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ Apple จึงเลือกใช้ True Tone Flash เลย

ส่วน Galaxy Note 3 นั้น ภาพที่ได้ คมชัด แต่ก็สีสันเพี้ยนไปบ้าง จากการที่ใช้แฟลชในการถ่ายภาพครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติของการถ่ายภาพอยู่แล้ว … แต่นั่นก็ทำให้ iPhone 5s ได้เปรียบขึ้นมา

 

สรุปการเปรียบเทียบ iPhone 5s vs Galaxy Note 3

  • สำหรับคนที่อยากใช้ 4G ของ TrueMove H ละก็ iPhone 5s ตอนนี้เป็นตัวเลือกแน่ๆ เพราะ Galaxy Note 3 ตัว Exynos ยังไม่รองรับ 4G LTE ครับ ก็คงต้องดูว่า Samsung เขาจะนำเข้ามาไหม Galaxy Note 3 รุ่นที่ใช้ชิป Sanpdragon 800 … อันนี้สำหรับผู้ที่มีความต้องการความเร็วในการใช้งานมากกว่า 3G ทั่วๆ ไป และใช้งานในพื้นที่ให้บริการของ TrueMove H 4G ด้วย (ซึ่งดูพื้นที่ให้บริการได้จากเว็บไซต์ของ TrueMove H ครับ)
  • แม้ว่าราคาเริ่มต้นจะเท่าๆ กัน (iPhone 5s เริ่มที่ 23,900 บาท, Galaxy Note 3 เริ่มที่ 23,500 บาท) แต่ iPhone 5s นั้นให้ความจุมาแค่ 16GB เท่านั้น และไม่สามารถเพิ่มความจุได้อีก หากเทียบที่ความจุเท่าๆ กันแล้ว iPhone 5s ก็จะแพงกว่า Galaxy Note 3 อยู่หลายพันบาททีเดียว
  • หากคุณมีไฟล์ภาพยนตร์ และ/หรือ เพลง อยู่แล้ว และต้องการโหลดไปใส่ไว้ในสมาร์ทโฟนของคุณเพื่อรับชมหรือฟัง Galaxy Note 3 อาจจะเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า ทั้งในแง่ของการถ่ายโอนข้อมูล (Galaxy Note 3 ถ่ายโอนไฟล์จำนวนมากๆ ได้เร็วกว่า หากใช้สาย Micro USB 3.0 กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีพอร์ต USB 3.0) และสามารถเพิ่มความจุได้อีกถึง 64GB นี่ยังไม่นับเรื่องขนาดหน้าจอและเทคโนโลยีของหน้าจอแสดงผล ที่ให้อรรถรสของการรับชมไฟล์วิดีโออย่างเต็มที่ด้วย
  • ทั้ง iPhone 5s และ Galaxy Note 3 มีประสิทธิภาพในการประมวลผลกราฟิก 3D ที่พอๆ กันครับ หากเกมนั้นรองรับอุปกรณ์อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้รายละเอียดกราฟิก เอฟเฟ็กต์ และความลื่นไหลในการเล่นที่ดีพอๆ กัน แต่ว่า iPhone 5s ได้เปรียบ Galaxy Note 3 อยู่ 2 จุดใหญ่ๆ คือ
    • นักพัฒนาเกมทำเกมออกมาบน iPhone 5s มากกว่า ตัวเลือกเกมสนุกๆ กราฟิกสวยๆ จึงมีมากกว่า เช่น เกม Infinity Blade และอีกหลายๆ เกมจากค่าย Capcom ก็มีแค่บนระบบปฏิบัติการ iOS ยังไม่ไปถึงระบบปฏิบัติการ Android (แม้จะมีลุ้นตอนที่ Capcom ทำเกม Street Fighter IV บน Android มาแบบ Exclusive ให้กับ LG แต่ถ้าจำไม่ผิด ก็จำกัดเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น จนป่านนี้ก็ยังไม่ปล่อยให้คนทั่วไปในประเทศอื่นได้ดาวน์โหลดกัน)
    • อุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS นั้นมีจำนวนรุ่นน้อยกว่า และมีความแตกต่างของเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการน้อยกว่าอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ทำให้พัฒนาเกมออกมารองรับตัวอุปกรณ์ โดยดึงขีดความสามารถของอุปกรณ์มาอย่างเต็มที่ ทำได้ง่ายกว่า (แน่นอนว่า ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลง หากผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ทุกยี่ห้อหันมาเลือกใช้ CPU และ GPU เหมือนๆ กัน … เช่น ที่หลายๆ ค่ายเริ่มหันมาใช้ Qualcomm Snapdragon 800 สำหรับรุ่นไฮเอนด์ ณ ตอนนี้ … แต่นั่นก็ต้องดูที่ Samsung ประเทศไทยด้วย ว่าดำเนินรอยตามหรือไม่)
  • หากคุณไม่ใช่คนที่ซีเรียสเรื่องการถ่ายรูปอย่างจริงจังมากๆๆ จะเลือก iPhone 5s หรือ Galaxy Note 3 ก็ดูจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ จริงๆ แล้วหากไม่ชอบถ่ายแบบออโต้ Samsung ก็เตรียมโหมดถ่ายรูปแบบต่างๆ เอาไว้เพื่อให้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย ซึ่งคุณภาพของภาพถ่ายที่เลือกโหมดถ่ายภาพได้เหมาะสมกับสถานการณ์ ก็ได้คุณภาพที่ออกมาดีทีเดียว … ในขณะที่หากคุณซีเรียสกับการถ่ายรูปมาก iPhone 5s นั้น แม้จะขาดตัวเลือกแบบนั้นไป แต่ก็มีคุณสมบัติ Tap-to-Focus ที่ปรับได้ทั้งโฟกัสและ Exposure ร่วมกับ True Tone Flash ทำให้สามารถถ่ายภาพได้ในหลากหลายสถานการณ์เช่นกัน จึงทำให้ผมรู้สึกว่าเหมาะสำหรับคนที่ต้องการความพร้อมในทุกสถานการณ์ และไม่ชอบที่จะเลือกปรับโหมดถ่ายภาพเท่าไหร่

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: