การผจญภัยกับจีนกลาง – วันแรกกับ 老师

Print Friendly

 

หนังสือเรียนภาษาจีนครั้งแรกของผม

ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ ผมเลือกที่จะเรียนภาษาจีนที่สถาบันภาษาและวัฒนธรรมจีน (ซีซีซี) ด้วยเหตุผลนานับประการทั้งปวง ดังนั้น เขียนถึงประสบการณ์ในการเรียนวันแรกที่นี่ซักหน่อยก็ดีครับ สำหรับคุณครู หรือ อาจารย์ ภาษาจีน เขาใช้คำว่า 老师 (Lǎoshī) ครับ เป็นครูผู้หญิงมีชื่ออังกฤษว่า Daisy แต่ชื่อจีนคือ Kuang Lu (ผมยังไม่เก่งตัวจีนและพินอินขนาดที่จะเขียนชื่อครู และ ใส่วรรณยุกต์ให้ถูกต้องได้ ต้องขออภัย) ห้องเรียนของเรามีด้วยกัน 10 คน (十个人 Shí gèrén) ก็เรียกว่าเมื่อเทียบกับค่าเรียน 10 คาบ คาบละ 100 นาที กับจำนวนนักเรียนขนาดนี้ ก็ถือว่า OK อยู่ และพอดีแต่ละคนก็ยังไม่มีพื้นฐานภาษาจีนด้วยกันทั้งสิ้น ก็เท่ากับว่าเราไปไหนมาไหนพร้อมๆ กันก็แล้วกันเนอะ

 

สิ่งที่ได้เรียนไปในวันแรกของการเรียนภาษาจีน

ถ้าเป็นพวกตำราเรียนสนทนาภาษาจีน พวกประโยคแรกๆ ที่เราจะต้องเรียนคงหนีไม่พ้น 你好吗 (Nǐ hǎo ma) ที่แปลว่าสบายดีไหม แล้วก็พวก 我叫 (Wǒ jiào) ที่แปลว่า ฉันชื่อ… อะไรแบบนี้ แต่ 老师 ที่นี่แม้จะตามเทรนด์ด้วยการให้พวกเราแนะนำตัวด้วย 你叫 ก็จริง แต่ว่าพวก 你好吗 อะไรพวกนี้ เขายังไม่ได้สอน จริงๆ แล้ว เขาไม่ได้พูดถึงสรรพนามมากไปกว่า 你 (Nǐ) และ 我 (Wǒ) เลย (แม้ตอนที่จบคาบแล้ว อาจารย์จะใช้คำว่า 你们 (Nǐmen) ที่แปลว่า พวกคุณ ก็ตาม แต่ก็เป็นการพูด ไม่ใช่การสอน)

 

ตารางการออกเสียงพินอิน (http://www.liveinasiablog.com/chinese-pinyin/)

ก้าวแรกของ 老师 ที่ให้พวกเราเดินก็คือ การแนะนำการออกเสียงพยัญชนะ และ สระ ในภาษาจีนครับ โดยอ้างอิงตารางพินอินที่คล้ายๆ กับด้านบนนี่ (ในหนังสือที่เรียนจริงๆ ตัวพยัญชนะอยู่ด้านซ้าย ส่วนสระอยู่ด้านบน แต่จริงๆ มันก็ตารางเดียวกัน) โดยหลักการก็คือ พยัญชนะจีนมีการออกเสียงระดับนึง ซึ่งเวลาเขียนพินอินก็แทนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษต่างๆ และมีการผสมกับเสียงสระเพื่อออกเสียงแตกต่างกันออกไป ความแตกต่างระหว่างภาษาจีนกับภาษาไทยก็คือ ไม่ใช่พยัญชนะทุกตัวจะถูกนำไปใช้กับสระทุกตัวได้นั่นเอง

จากนั้น ต่อมาก็คือการพูดถึงวรรณยุกต์ ซึ่งก็ประมาณเดียวกับวรรณยุกต์ไทยนั่นแหละ เมื่อเอาพยัญชนะมาผสมกับสระแล้ว การใส่วรรณยุกต์ ก็จะทำให้เกิดคำที่แตกต่างกันออกไปได้อีก แต่ภาษาไทยมีเสียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา รวมเป็น 5 เสียง แต่ภาษาจีนจะมีแค่ 4 เสียงเท่านั้นแบบนี้ 妈 (Mā) 麻 (Má) 马 (Mǎ) 骂 (Mà) นั่นแหละครับ

เราก็ท่องเสียงกันไปเรื่อยๆ ครับ จริงๆ ก็ไม่ยากเท่าไหร่ หรอกคิดว่าจะเรียนไปเพื่อให้สนทนาเป็น แต่หากคิดว่าต้องเรียนเพื่อไปสอบ อาจจะกระอักก็ได้ ผมพอจะเดาๆ วิธีการสอน หรือออกข้อสอบได้อยู่ เช่น ให้เลือกว่าพินอินตัวไหนไม่มีใช้ในเสียงภาษาจีน อะไรแบบเนี้ย เป็นต้น … ถ้าเราเรียนเพื่อไปใช้งาน คงไม่ต้องจำไปถึงขนาดนั้น (แต่แน่นอนว่า จำได้ก็เป็นเรื่องดีนะครับ)

 

ศัพท์ที่ได้ในวันแรกของการเรียน

อาจจะรู้สึกแปลกๆ ที่ผมพิมพ์ไทยไป เดี๋ยวก็มีตัวจีนปะปนมาเรื่อยๆ ไม่ใช่อะไรครับ ผมพยายามจะพิมพ์เอาไว้ให้คุ้น เพื่อเป็นการท่องศัพท์ไปในตัว และจะสังเกตว่าผมจะแนบวิธีการอ่านแบบพินอินเอาไว้ด้วย เพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวจีนตัวนี้อ่านว่าอะไร จะได้ท่องจำวิธีอ่านไปได้ในตัวครับ … คำศัพท์มันเป็นอะไรที่สำคัญ เพราะเราจะสร้างประโยคไม่ได้เลย หากเราไม่มีศัพท์อยู่ในหัวมากพอ และในวันแรกนี้ 老师 ก็สอนคำต่อไปนี้มาครับ

中国菜 (Zhōngguó cài) อาหารจีน
塞车 (Sāichē) รถติด … ตัว 塞 แปลว่า อุด ครับ เขาว่ามีคำอื่นๆ อีก ที่ใช้แปลว่ารถติด เช่น 堵车 (Dǔchē)
再见 (Zàijiàn) ลาก่อน
知道 (Zhīdào) รู้
日本 (Rìběn) ประเทศญี่ปุ่น
泰国 (Tàiguó) ประเทศไทย
吃饭 (Chīfàn) กินข้าว

ไอ้คำสุดท้ายนี่สำคัญนักนะครับ หุหุ

จากที่ได้พูดคุยกับผู้คนทางทวิตเตอร์ ทำให้ผมเข้าใจว่า หากต้องการจดจำคำศัพท์ให้ง่ายขึ้น ต้องไปเรียนรู้รากศัพท์ของภาษาจีนด้วย ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกัน 214 ตัว (ดูได้จาก http://www.yellowbridge.com/chinese/radicals.php) อย่างเช่น 塞 ที่แปลว่า อุด ก็จะสังเกตว่ามีรากศัพท์ 土 ที่แปลว่าดินอยู่ด้วย หรือ 赛 (Sài) ที่ตัวจีนตัวย่อเขียนคล้ายกันมาก ออกเสียงก็คล้ายกัน ต่างกันแต่วรรณยุกต์ กับแค่เอาตัว 土 (Tǔ) ที่แปลว่าดินออก แล้วใส่ 贝 (Bèi) ที่แปลว่า เปลือกหอย หรือ เงินเบี้ย เข้าไปแทน (เขาว่าพวกแข่งรถ ก็มีการพนันขันต่อ มีเงินเข้ามาไง ประมาณนั้น)

อ้อ! แล้วก็นับเลข 1-10 และเลข 100 ด้วย ซึ่งแค่นี้หากเอามาผสมกัน ก็สามารถนับ 1 ถึง 100 ได้แล้วล่ะ

一 Yī หนึ่ง
二 Èr สอง
三 Sān สาม
四 Sì สี่
五 Wǔ ห้า
六 Liù หก
七 Qī เจ็ด
八 Bā แปด
九 Jiǔ เก้า
十 Shí สิบ
百 Bǎi ร้อย

ลองผสมกันดูสิ 五十八 ก็แปดสิบแปด 四十三 ก็สี่สิบสาม 一十六 ก็สิบหก 九十九 ก็เก้าสิบเก้า อะไรแบบนี้เป็นต้น นับไปเลย ตั้งแต่ 1 ถึง 100 เอาให้ชินเหมือนการนับ One, two, three,..

นับทั้งคำที่ 老师 สอนแบบตรงๆ และที่เราแตกคำออกมาเอง (เช่น 中国菜 ที่แปลว่าอาหารจีน ถ้าเราแยกออกมา ก็จะได้ 菜 ที่แปลว่าอาหารด้วย แบบนี้เป็นต้น) ก็ได้เกือบยี่สิบคำแล้ว ถ้าได้แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนครบ 10 คาบ อย่างน้อยๆ เราก็ควรจะมีศัพท์อยู่ในหัวแล้ว 200 คำล่ะเนอะ และถ้าเราไม่ขี้เกียจ เรามาพยายามขวนขวายหาคำศัพท์เพิ่มเติม เราก็น่าจะได้อีกไม่น้อยทีเดียว … อืมมม

 

การบ้านครั้งนี้

老师 บอกว่าให้นักเรียนไปเอาศัพท์ที่ได้มา ไปผสมกัน สร้างเป็นคำใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น เราเรียนว่า 中国菜 คืออาหารจีน ดังนั้น ถ้าใส่เป็น 泰国菜 ก็คืออาหารไทย และ 日本菜 ก็คืออาหารญี่ปุ่น นั่นเอง อะไรแบบนี้ … หรือ 老师 คือ อาจารย์ ใส่ 中国老师 ก็คืออาจารย์ชาวจีน ดังนั้น 泰国老师 ก็ต้องเป็นอาจารย์ชาวไทย และ 日本老师 ก็คืออาจารย์ชาวญี่ปุ่นนั่นเอง … อืมมมมมม มาผสมกันดูแล้วกันเนอะ … นอกจากนี้ก็เป็นการคัดลายมือตัวเลข 1 ถึง 10 แล้วก็คำว่า ร้อย นั่นแหละครับ เอ้า!! คัดๆ จำๆ

一二三四五六七八九十百

一二三四五六七八九十百

一二三四五六七八九十百

一二三四五六七八九十百

一二三四五六七八九十百

เอาให้จำให้แม่นๆ เลย … สู้ๆ

 

ขอขอบคุณ @Raminda_Ariyawon ที่ช่วยให้ความกระจ่าง และ คำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำหลายๆ คำ อันเป็นที่มาของเนื้อหาหลายส่วนในบล็อกตอนนี้นะครับ

อ่านตอนอื่นๆ ได้ที่ http://www.kafaak.com/category/learning-chinese/

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: