กาฝากพาทัวร์ เอา S4 Zoom ไปมั่วๆ ทัวร์เบอร์ลิน

สนามบินเบอร์ลิน

 

ด้วยภารกิจมาร่วมงาน Samsung Unpacked 2013 Episode 2 ที่เขาเปิดตัว Galaxy Note 3 และมางาน IFA2013 เลยทำให้ผมต้องบินลัดฟ้าจากกรุงเทพมหานคร มายังกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศเยอรมนี รวมระยะทางเกือบหมื่นกิโลเมตรครับ แต่ผมก็ไม่อยากจะเก็บข้อมูลมาฝากแค่เฉพาะด้านไอทีเท่านั้น แต่อยากจะเก็บข้อมูลเรื่องการท่องเที่ยวมานิดๆ หน่อยๆ ด้วย … แน่นอนว่านี่อาจจะเรียกว่าเป็นภาคต่อของประสบการณ์ทำวีซ่าเชงเก้นของผมก็ว่าได้ครับ เผื่อใครที่ยังไม่เคยมา แล้วคิดวางแผนจะมาเที่ยวเยอรมนี ลองอ่านประสบการณ์ของผมดูก่อนได้

 

ประสบการณ์เตรียมตัวโดยอ้อม

แน่นอนว่าต้องออกตัวก่อนว่างวดนี้ผมไม่ได้มาเองครับ ทาง Samsung เขาเชิญมา เขาก็เตรียมเอเจนซี่ทัวร์มาให้เรียบร้อย นั่นคือ Oscar Holiday ซึ่งก็ต้องขอบคุณมาก ที่อุตส่าห์เตรียมตัวพวกผมให้พร้อมได้ ทั้งๆ ที่เวลามีน้อยเหลือเกิน ไหนจะต้องจองตั๋วเครื่องบิน และพาไปทำวีซ่า มีเวลาแค่ 2 สัปดาห์นับตั้งแต่รู้ว่าจะต้องมา จนถึงวันที่จะออกเดินทาง เหอๆ

ดังนั้น เรื่องจองตั๋ว เรื่องเตรียมตัวอะไร ส่วนใหญ่ทาง Oscar Holiday ก็จัดการให้หมดแล้วล่ะ … แต่นี่คือข้อมูลการเตรียมตัวที่ผมพอจะบอกได้

  • ช่วงเวลาที่ผมเดินทาง เป็นช่วงที่เรียกว่าปลายฤดูร้อน ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้น อุณหภูมิจะอยู่ที่แถวๆ 16-20 องศาเซลเซียส เรียกว่าเย็นสบายแบบอาจจะไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาว หรืออาจจะใส่แบบไม่ต้องหนามาก … ใบไม้กำลังเริ่มเปลี่ยนสีกันเลยแหละ

 

มองไปตามข้างทาง เราจะเห็นว่าต้นไม้บางต้น ใบเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว

มองไปตามข้างทาง เราจะเห็นว่าต้นไม้บางต้น ใบเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว

 

  • ผมเดินทางด้วยสายการบิน Swiss Air ครับ บินจากประเทศไทยมาลงที่สนามบินซูริค (สรุปว่าอยากมาสวิสเซอร์แลนด์มานานมาก ในที่สุดก็ได้มาเหยียบแผ่นดิน แต่แค่ 1 ชั่วโมง เพื่อมาต่อเครื่อง) การบินใช้เวลา 11 ชั่วโมง นั่งกันตูดเมื่อยเลยทีเดียว แล้วบินต่อจากซูริคไปที่เบอร์ลิน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง
  • ใครบินมาถึงซูริคแล้วอยากจะเช็คอิน Foursquare ที่นี่มี Free WiFi ให้ใช้ แต่ว่าคุณต้องเปิด Roaming โทรศัพท์ของคุณเพื่อรับรหัสลงทะเบียนผ่าน SMS (ปกติ Roaming จะรับ SMS ฟรี) จะเล่นได้ฟรี 1 ชั่วโมง … แต่หากไม่คิดจะเปิด Roaming ละก็ เขาคิดค่าบริการ 1 ชั่วโมง CHF6.90 (1 สวิสฟรังก์ ก็ราวๆ 31 บาท) WiFi เขาเร็วใช้ได้ครับ เอามาใช้ SkypeOut โทรกลับเมืองไทยสบายๆ
  • ตรวจพาสปอร์ต ปั๊มเข้าเมืองกันที่ซูริคนี่เลย แล้วบินต่อเครื่องไปที่เยอรมัน ไม่ต้องไปตรวจอะไรแล้ว เดินเข้าประเทศเขาได้เลย … นี่แหละ เชงเก้น สุโค่ยจริงๆ … ลงจากเครื่องมันจะมีซุ้มตรวจพาสปอร์ตเลย (ถ้าจำเป็น) เดิน 10 ก้าว ถึงสายพานเอากระเป๋า รอแป๊บเดียวได้กระเป๋า แล้วเดินออกไปนอกสนามบินได้เลย เร็วมากมาย

 

สถานที่ท่องเที่ยวในเบอร์ลิน

พี่ออย หัวหน้าทัวร์ บอกกับพวกเราว่า เที่ยวเบอร์ลินเนี่ย ถ้าจะให้ทั่ว แบบว่าไอ้ที่ควรจะไปดู ก็ไปดูทั้งหมด คงต้องใช้เวลา 7 วัน … แต่พวกเราไม่ได้มีเวลาขนาดนั้นอ้ะ ดังนั้น เลยเลือกไปเฉพาะที่แบบว่า หากมาถึงแล้วไม่ได้ไป ก็เหมือนไม่ได้มาเบอร์ลินดีกว่า เช่น

 

Brandenburger Tor

ภาษาไทยน่าจะเขียนว่า ประตูบรานเดนบวร์ก ครับ ประตูนี้อยู่ระหว่าง Pariser Platz และ Platz des 18. März และเป็นประตูที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวแล้วในเบอร์ลิน … ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับ อารมณ์ประมาณว่า ไม่มาไม่ได้ ก็แค่นั้นแหละ แต่หลักๆ คือ มาถ่ายรูปคู่กับประตู (ฮา) แต่ถ้ามีเวลาเหลือ และมีเงินเหลือกินเหลือใช้ จะไปนั่งรถม้าของที่นี่ก็ได้นะครับ แต่สนนราคาเท่าไหร่ ผมไม่แน่ใจ เพราะผมไม่ได้ถามเขาน่ะ

 

 

แถวนี้มีพวกคนแปลกๆ เดินเข้ามายื่นกระดาษให้เราเซ็น ต่อให้เราจะตกใจ เอ๋อๆ แค่ไหน อย่าเผลอไปเซ็นนะครับ คุณออย เขาเตือนว่า มันอาจจะเป็นการเซ็นเพื่อยินยอมที่จะบริจาคอ่ะ … ในประเทศไทย พวกที่มาแบบนี้ก็มีเยอะเหมือนกันนะ แต่ว่าที่นี่เวลาจะบริจาคอะไร อย่าลืมว่า 1 ยูโร มัน 40 กว่าบาท (ค่าเงิน ณ ตอนที่ผมไปเบอร์ลิน)

 

กำแพงเบอร์ลิน

ฝรั่งเรียก Berlin Wall ส่วนภาษาเยอรมันคือ Berliner Mauer ครับ เป็นกำแพงที่เกิดขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1961 ซึ่งแยกเยอรมนีออกเป็น 2 ส่วน คือ ตะวันตก และ ตะวันออก … ฝั่งตะวันออก ก็อยู่ภายใต้การปกครองของพันธมิตร อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา ส่วนฝั่งตะวันตกก็เป็นของสหพันธรัฐรัสเซีย (ในยุคนั้น) จนกระทั่ง 3 ตุลาคม ค.ศ. 1990 นั่นแหละ เขาถึงทลายกำแพง ให้เยอรมนีรวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง

เดี๋ยวนี้เหลือไว้เพียงแค่ซากครับ ซึ่งมีความยาวราวๆ 1.3 กิโลเมตร จากเดิมที่ล้อมรอบเยอรมนีตะวันตกไว้เลย ความยาวรวม 150 กิโลเมตร … เขามีการให้ศิลปินเข้าไปวาดรูป แสดงฝีมือกันเอาไว้ แล้วก็ลงชื่อไว้ด้วย ทั้ง Twitter ID, Email, URL ของเว็บไซต์ คงอารมณ์ประมาณว่า หากใครสนใจ ก็ติดต่อกันได้เลย

 

 

นอกจากนี้ เขาไม่ว่าด้วยนะ หากนักท่องเที่ยวจะไปขีดๆ เขียนๆ เพิ่มเติม … เลยมีคนเอาปากกา ทั้งปากกาลูกลื่น ปากกาลบคำผิด เมจิก ฯลฯ ไปขีดๆ เขียนๆ ไว้เยอะเลยแหละ ทั้งพวกฝรั่ง ทั้งพวกคนจีน คนเกาหลี แต่เท่าที่ผมลองเดินๆ ดูไปร่วมๆ 1 กิโลเมตร ไม่เห็นภาษาไทยนะ

อ้อ! ในร้านขายของที่ระลึกในเบอร์ลิน จะมีพวกที่เอา “เศษกำแพงเบอร์ลิน” มาขายด้วยนะ จะมาในรูปของพวงกุญแจ โปสการ์ด ฯลฯ รวมไปถึง หินทับกระดาษ อะไรแบบนี้ด้วย (คงอารมณ์ว่า จะได้อวดเพื่อนได้ว่า หินทับกระดาษที่บ้าน เป็นเศษกำแพงเบอร์ลินนะเฟ้ย) แต่ก็น่ากังขาว่า จริงๆ แล้ว ของแท้รึเปล่า (มันแปะชื่อไว้ว่า ของแท้) แต่ก็อย่างว่า กำแพงยาวตั้ง 150 กิโลเมตร แตกออกเป็นชิ้นๆ ก็คงมีหลายล้านชิ้นอยู่ล่ะ … ผมว่ามันก็เป็นของฝากที่แปลกดีนะ แต่ราคาก็ไม่ใช่ย่อยๆ นา (ที่ทับกระดาษ ราคา 13.95 ยูโร มั้ง ถ้าจำไม่ผิด)

 

Checkpoint Charlie

เวลาใครจะข้ามผ่านจากฝั่งนึงไปอีกฝั่งนึง ต้องผ่าน Checkpoint ครับ … พอดีตอนที่พักอยู่ที่เบอร์ลิน ไปพักแถวๆ Checkpoint Charlie นี่พอดี ตอนเช้าๆ ก็เลยแวะเดินไปซะหน่อยครับ

 

 

ที่นี่ไม่ได้มีอะไรมากหรอกครับ อารมณ์ประมาณว่าไปถ่ายภาพสถานที่สำคัญในอดีต ที่มันมี Story ก็เท่านั้นแหละ ถ้าเราไปเช้าๆ หน่อย พวกคุณทหารยังไม่มาทำงาน เราก็จะไปแอ็คท่าถ่ายรูปได้สบายๆ ครับ แต่พอพวกคุณพี่แกมาแล้ว เราจะไปถ่ายรูป เราต้องอยู่ห่างๆ หน่อย เพราะถ้าจะไปถ่ายรูปกับซุ้ม Checkpoint ละก็ เขาคิดเงิน 2 ยูโร ครับ โคตรแพงอ่ะ ขอบอก … แต่ถ้าเราจ่าย 2 ยูโรแล้วนะ พี่แกยอมแอ็คทุกท่าเลยทีเดียว ทั้งวัทยาหัตถ์ ทั้งกด Like หุหุฃ

แถวๆ นั้นจะมีพวกร้านขายของที่ระลึกครับ มีพวกเศษกำแพงเบอร์ลิน ที่ผมพูดถึงไปก่อนหน้าด้วย ใครสนใจก็ไปซื้อได้ครับ … ผมแนะนำโปสการ์ดที่มีเศษกำแพงเบอร์ลินนะ เลือกลายที่ชอบ แล้วก็เอามาเขียนชื่อที่อยู่ ส่งกลับประเทศไทย มันดูขลังดี

 

อีกหลายๆ ที่ในเบอร์ลินที่สวยๆ น่าไปถ่ายรูป แต่ไม่มีโอกาสได้ไป

ผมมีเวลาชมเบอร์ลินแป๊บเดียวแหละ เพราะตอนเย็นวันที่ 4 กันยายน มีภารกิจต้องไปร่วมงานเปิดตัว Samsung Galaxy Note 3 ดังนั้นส่วนใหญ่ก็เลยได้แค่นั่งรถผ่านตามสถานที่ต่างๆ แล้วก็ถ่ายรูปตอนที่อยู่บนรถนั่นแหละครับ

 

 

ห้องน้ำห้องท่าในเยอรมนี

ในฐานะนักท่องเที่ยว เราไม่ใช่คนแถวนี้ ห้องน้ำห้องท่าเนี่ยสำคัญ เพราะเราจะเกิดปู้ดป้าดอะไรขึ้นมา มันไม่เคยปราณีใคร … คำแนะนำคือ หากเราไปห้าง หรือ เข้าไปใช้บริการร้านอาหาร ก็พยายามเข้าซะให้เรียบร้อย การออกมาใช้บริการห้องน้ำสาธารณะ นอกจากจะหายากเอาเรื่องแล้ว มันยังมีค่าบริการโหดร้ายพอสมควรทีเดียวครับ ตอนไปที่ Brandenburger Tor เนี่ย ผมมีโอกาสได้ลองใช้ดูทีนึง

 

 

ผมไม่แน่ใจเรื่องการทำงานของห้องน้ำนี้ เพราะมันบรรยายเยอรมัน อ่านไม่ออก แต่เข้าใจว่าคงกำหนดเวลาเข้าไว้ว่าผ่านไปกี่นาทีมันจะเปิดประตูเอง แต่ถ้าเรากำลังถ่ายทุกข์หนักอยู่ ผมสังเกตว่ามันมีปุ่มกดเพื่อบวกเวลาเพิ่มนะ แต่ไม่รู้มันจะคิดค่าบริการเพิ่มอะไรยังไงไหม … พอดีผมไปปลดทุกข์เบาน่ะ (ฮา)

 

เหรียญ 2 ยูโร และ เหรียญ 10 บาท

มันมีข่าวมานานแล้วว่าเหรียญ 2 ยูโร ดันทำออกมาเหมือนเหรียญ 10 บาทไทย (ไทยเรานำเหรียญ 10 บาทมาใช้ก่อนยูโร) สมัยก่อนนี่ พวกตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติรุ่นเก่าๆ บางรุ่นในยุโรป (รวมถึงในเยอรมนี) ตรวจไม่ได้ครับว่าอันไหนเหรียญ 2 ยูโร อันไหนเหรียญ 10 บาท เพราะดีไซน์คล้ายกันมาก น้ำหนัก 8.4 กรัม พอๆ กัน ผลคือ มีนักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยที่ลองของ และก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ฉวยประโยชน์จากตรงนี้ … ก็แหม 2 ยูโร มันมีมูลค่ามากกว่าเหรียญ 10 บาท อยู่หลายเท่าตัวอยู่นะ

 

ซ้ายเหรียญ 10 บาท ขวาเหรียญ 2 ยูโร

ซ้ายเหรียญ 10 บาท ขวาเหรียญ 2 ยูโร

 

แต่ปัจจุบัน พวกตู้หยอดเหรียญรุ่นใหม่ๆ มันตรวจจับได้แล้ว … แต่ผมก็ไม่ได้ไปลองของหรอกนะ ว่ายังมีตู้ที่จับไม่ได้อยู่ไหม … แต่เวลาไปซื้อของตามร้าน หากสังเกตว่าคนขายร้านไหนไม่ค่อยสังเกตเหรียญละก็ ปนๆ เหรียญ 10 บาทไป เผลอๆ เขาก็ไม่รู้ตัวนะ (แต่ผมก็ไม่ได้ไปลองของนะ) และเช่นกัน ถ้าเขาทอนเหรียญ 10 บาท มาแทนเหรียญ 2 ยูโร บางทีเวลารีบๆ เราก็ไม่เห็นเหมือนกัน

 

ขอขอบคุณ: Samsung ที่เอื้อเฟื้อ Samsung Galaxy S4 Zoom มาให้พกใช้ถ่ายรูปทัวร์เบอร์ลินฮะ รูปที่ถ่ายเกือบทั้งหมด เป็นผลงาน Samsung Galaxy S4 zoom นี่แหละ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

%d bloggers like this: