แบรนด์ใดริจะเข้าสู่โลกโซเชียลมีเดียแล้ว อย่าปล่อยปละละเลย — กรณีศึกษา ASUS Thailand

Social media account ของคุณถูกทิ้งร้างแบบนี้รึเปล่า?!?
Image courtesy of porbital / FreeDigitalPhotos.net

แม้ว่าเราจะคุ้นเคยกับ Social media กันมานานแล้ว แต่ว่าสำหรับแบรนด์ธุรกิจต่างๆ สิ่งนี้กลับเหมือนเป็นแดนลับแล ที่ยังไงๆ ก็ยังไม่เข้าใจมันอยู่ดี และสุดท้าย ก็ตัดสินใจใช้เงินเข้าแก้ปัญหา โดยไปจ้างพวกเอเจนซี่เข้ามาดูแลแทน แต่เนื่องจากไม่เข้าใจใน Social media ก็เลยทำให้ไม่เห็นความสำคัญของมัน และลงเอยด้วยการจัดสรรงบประมาณมาให้น้อยมาก และเมื่องบประมาณน้อย ไม่มีใครสนใจ ขาดกลยุทธ์ สุดท้าย แบรนด์ก็เลยมี Social media แบบเห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง หรือพูดง่ายๆ เห็นคนอื่นๆ (โดยเฉพาะคู่แข่ง) เขามี ก็เลยต้องมีบ้าง

 

จะให้เอเจนซี่มาดูแล Social media ให้ ก็เลือกให้ดีๆ หน่อยนะ

ทว่า มันไม่ใช่แค่แบรนด์เท่านั้นน่ะสิครับ ที่งงๆ มึนๆ กับเรื่องของ Social media เพราะสำหรับเอเจนซี่จำนวนไม่น้อย Social media ก็เป็นเรื่องใหม่เหมือนกันนะครับ ดังนั้น บางครั้งมัน (และบ่อยครั้ง)​ พอแบรนด์จะเห็น ช้างขี้แล้วก็ขี้ตามช้าง ก็เลยมาจบลงด้วยการเอา คนตาบอดจูงคนตาบอด ไปซะนี่ … คำแนะนำของผมก็คือ ถ้าจะเลือกเอเจนซี่ที่ไหนซักแห่ง ดูก่อนเลยว่าที่นั่นเขามีประสบการณ์ด้าน Social media มากน้อยแค่ไหน เอาแบบพื้นฐานเลย ก็ดูจาก Portfolio ของเอเจนซี่เขาว่าดูแลมาแล้วกี่แบรนด์ แบรนด์อะไรบ้าง แล้วดูไปให้ลึกถึงว่า Social media ของแต่ละแบรนด์ที่เขาดูแลนั้นเป็นยังไงบ้าง ลองเปิดไปดู ไปอ่านซะบ้าง

 

เวลาพิจารณาเอเจนซี่ที่จะดูแล Social media ของคุณ อย่าไปเน้นมองที่ตัวเลขพวกนี้

เวลาพิจารณาเอเจนซี่ที่จะดูแล Social media ของคุณ อย่าไปเน้นมองที่ตัวเลขพวกนี้

 

แล้วถ้าเกิดงบน้อย ไม่อาจหาเอเจนซี่เทพๆ มือเก๋าๆ ต้องเลือกเป็นเอเจนซี่หน้าใหม่ล่ะจะทำยังไง?!? ถ้าเป็นไปได้ ทำความรู้จักเอเจนซี่ก่อนครับ ถ้าจะรับบริหารจัดการพวก Social media ให้คนอื่นแล้ว ตัวเอเจนซี่เองก็ต้องมี Social media account ของตนเองเหมือนกันแหละน่า แต่ไม่ต้องถึงขนาดไปนั่งนับจำนวน Like หรือ Follower หรอกนะครับ จงพิจารณาเนื้อหาของสิ่งที่พวกเขาโพสต์ต่างหาก ว่ามีคุณภาพแค่ไหน

ทำไมผมถึงแนะนำแบบนี้?!? เพราะเอเจนซี่พวกนี้เขาไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปหาพวก Follower หรือ Like มาใส่ Social media ของพวกเขาเลย พวกเขาจำเป็นต้องไปหาตัวเลขพวกนี้ให้กับแบรนด์ต่างๆ ต่างหากล่ะ ดังนั้นหากจะดู ก็ให้ไปดู Social media ของแบรนด์ต่างๆ ที่พวกเขาดูแล … แต่จุดสำคัญก็คือ พวกเขาโพสต์อะไรบ้างมากกว่า คุณภาพของโพสต์ต่างๆ นั่นแหละครับ จะทำให้เราพอจะประเมินได้ว่า โพสต์ต่างๆ ที่พวกเขาจะโพสต์ให้แบรนด์ของเรานั้น จะดีมีคุณภาพแค่ไหน

แน่นอนว่า หากเอเจนซี่รายใดที่มีโพสต์ที่คุณภาพดี และ Portfolio ต่างก็เต็มไปด้วยแบรนด์​ที่ Social media ต่างๆ ก็มี Like และ Follower เพียบ และเปี่ยมไปด้วยโพสต์คุณภาพ ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ครับ

 

เรียนรู้จากตัวอย่างของแบรนด์ใหญ่ แต่ปล่อยปละละเลย

จุดมุ่งหมายของบล็อกของผมตอนนี้ คืออยากชี้ให้เห็นโทษของการปล่อยปละละเลย … ฉะนั้นผมไม่ขอพูดถึงตัวอย่างที่ดีครับ แต่อยากให้ดูตัวอย่างที่ล้มเหลวในการดูแลจัดการ Social media ของตัวเองมากกว่า … และแบรนด์ที่ผมจะขอนำเสนอเป็นตัวอย่างก็นี่เลย ASUS ประเทศไทยครับ … เริ่มจาก Twitter @ASUSTHAILAND กันก่อนเลยนะครับ

 

สังเกตทวีต 2 อันล่างของ @ASUSTHAILAND ดู

สังเกตทวีต 2 อันล่างของ @ASUSTHAILAND ดู

 

ถ้าใครแวะเวียนไปดู Timeline ของ @ASUSTHAILAND แล้ว อันดับแรกเลยมองผ่านๆ จะเห็นว่า มีการทวีตประมาณ 1 หนต่อวัน ซึ่งก็อาจจะเป็นอะไรที่ยอมรับได้ เพราะมันไม่มีกฎตายตัวว่า แบรนด์ควรจะทวีตถี่ห่างแค่ไหนในแต่ละวัน (โดยความเห็นส่วนตัว มันควรจะมากกว่า 1 หนต่อวัน แต่บางวันอาจจะหลายๆ หนหน่อยก็ได้)

แต่ปริมาณไม่สำคัญเท่าคุณภาพ 

คำพูดนี้ไม่เกินจริงเลยครับ เพราะฉะนั้นลองมาดูกันหน่อยว่าแต่ละทวีตของ @ASUSTHAILAND เป็นยังไงบ้าง ลองย้อนหลังไปซัก 2 สัปดาห์ก็พบว่า ยังพอที่จะมีอะไรที่เป็นเนื้อหาสาระ และสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์อยู่บ้าง … และมองย้อนๆ ไปแถวๆ เดือนกรกฎาคม และก่อนหน้านั้น ก็ยังพบว่ามีการทวีตอะไรที่เป็นสาระ และเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์อยู่บ่อยครั้ง

 

ย้อนไปต้นเดือนสิงหาคม ยังพอมีสาระบ้าง

ย้อนไปต้นเดือนสิงหาคม ยังพอมีสาระบ้าง

 

พอ Social media account ถูกปล่อยปละละเลยแล้วเกิดอะไรขึ้น?

แต่หลังจากวันที่ 11 สิงหาคมเป็นต้นมา เริ่มได้เห็นอะไรแปลกๆ ครับ เพราะเราจะเห็นทวีตข้อความแปลกๆ มาในอารมณ์คล้ายๆ กับพวกสแปมแล้ว โดยเป็นทวีตที่มีใจความประมาณว่า “ฉันได้ไอ้นี่มาจากที่นี่” หรือ “ฉันเพิ่งได้ไอ้นี่มา ลองดูสิ” หรือ “นี่คือวิธีที่คุณจะได้มันมา” อะไรแบบนี้ … ว่าแต่ “ไอ้นี่” หรือ “มัน” ที่ทวีตพวกนี้พูดถึงมันคืออะไร?!?

 

เริ่มเห็นทวีตแปลกๆ พร้อม Shorten URL ที่พาไปยังเว็บแปลกๆ

เริ่มเห็นทวีตแปลกๆ พร้อม Shorten URL ที่พาไปยังเว็บแปลกๆ

 

เสียดายตอนที่ผมพบ ผมไม่ได้ Capture หน้าจอเอาไว้ และเป็นไปตามมาตรฐานของพวกสแปม ที่เวลาโดนจับได้แล้วก็จะหายตัวหนีไป ดังนั้นลิงก์พวกนี้ทั้งหมดก็ตายเกลี้ยงแล้วครับ คลิกไปแล้วจะเปิดหน้าเว็บไม่ขึ้น แต่ว่าก่อนหน้านี่ที่ผมเคยลองคลิกไป มันเป็นหน้าเว็บ Phishing ที่คล้ายๆ กับเว็บข่าว BBC แต่ว่าพวกโฆษณาบนหน้าเว็บนี้ (ที่พยายามทำให้เหมือนโฆษณาบนหน้าเว็บ BBC) มันเป็นโฆษณาขายพวกยาลดความอ้วนครับ

 

ลองคลิกหนึ่งในลิงก์ พบว่ามันพาไปยังหน้าเว็บ Phishing

ลองคลิกหนึ่งในลิงก์ พบว่ามันพาไปยังหน้าเว็บ Phishing

 

และดูจาก URL ของลิงก์จริงๆ ที่ถูกซ่อนด้วย Shorten URL สิครับ มันพยายามทำให้เหมือนเว็บ www.bbc.com จริงๆ แต่แท้จริงแล้ว โดเมนคือ com-healthy.com  ต่างหาก … จริงๆ แล้ว เว็บนี้มันคือ Subdomain ซ้อนๆๆๆ กันครับ ได้แก่ www กับ bbc กับ com-healthy.com ครับ … Phishing ของแท้และดั้งเดิมเลย

แบรนด์ไอทีระดับโลกอย่าง ASUS กลับปล่อยให้ Twitter account ของตนทวีตสแปมที่พาไปยัง Phishing site แบบนี้ได้ยังไง เป็นคำตอบที่ผู้บริหารของ ASUS ประเทศไทยต้องหาคำตอบครับ … แต่ผมก็ยังกังขาอยู่ว่า จะใช้เวลานานแค่ไหน กว่าผู้บริหารจะรู้ตัว (ตอนนี้ผ่านไปครึ่งเดือนกว่าแล้ว) ทั้งๆ ที่หากมองในมุมมองผู้บริโภคแบบไกลๆ แล้ว จะรู้สึกว่า แบรนด์นี้เขาก็อินเทรนด์ดี มีทั้ง Facebook และ Twitter account ด้วย ดูได้จากโบรชัวร์ของแบรนด์ได้ (ดูด้านล่างของรูป)

 

พวกโบรชัวร์ของ ASUS เขาบอกด้วยนะว่ามี Twitter account

พวกโบรชัวร์ของ ASUS เขาบอกด้วยนะว่ามี Twitter account

 

อ้อ! ในกรณีของ @ASUSTHAILAND ที่ผมว่าไปนี้ ไม่ใช่ว่า Twitter account ของเขาโดนแฮกนะครับ แต่เข้าใจว่าเพราะแอดมินที่ดูแลเผลอไปคลิกพวกลิงก์ที่มีพิษมีภัย เลยกลายเป็นการ Authorize ให้ app ของผู้ไม่หวังดีสามารถทวีตในชื่อของ @ASUSTHAILAND ได้ ซึ่งกรณีนี้การแก้ไขก็ต้องไป Revoke app access ซะ และเปลี่ยนรหัสผ่านซะเลย เผื่อเอาไว้ จะดีมาก … แต่ก็ไม่รู้ว่าจนป่านนี้แอดมินเขารู้แล้วหรือยัง

และไม่เพียงแต่ Twitter account เท่านั้นที่ถูกปล่อยปละละเลยนะครับ หากพิจารณาดูแล้วจะพบว่าหลังๆ Facebook Page เองก็ถูกปล่อยปละละเลยไปด้วยเช่นกัน

 

พอปล่อยปละละเลย โพสต์เลยกลายเป็นแบบนี้

พอปล่อยปละละเลย โพสต์เลยกลายเป็นแบบนี้

 

เมื่อถูกปล่อยปละละเลย แต่ก็พยายามจะโพสต์เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวอยู่บ้าง ผลก็คือได้ข้อความที่โพสต์ที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าใดๆ ต่อแบรนด์เลยแม้แต่น้อย และแม้ว่าจะมีคนมากด Like เป็นร้อย แต่นั่นไม่ได้ให้อะไรกับแบรนด์เลยครับ

 

โพสต์ทีเดียวโผล่ทุกที่ ความมักง่ายของแอดมิน?!?

บางครั้งสิ่งที่แอดมินทำ มันมาจากนโยบายของแบรนด์ แต่ก็มีหลายครั้งที่แอดมินทำ เพราะแบรนด์ปล่อยปละละเลย ให้แอดมินทำได้ตามใจ ก็มีเหมือนกันนะครับ … ในกรณีของ @ASUSTHAILAND นี่ จะเกิดจากอะไรนั้น ผมไม่อยากคาดเดา แต่ที่แน่ๆ เราได้เห็นอีกหนึ่งความมักง่ายของการดูแลบริหาร Social media account ที่ควรจะเป็นหน้าเป็นตาของแบรนด์ นั่นคือ การโพสต์ทีเดียวโผล่ทุกที่

อาจมีคนแย้งกับผมว่าแบรนด์เขาอาจจะต้องการสื่อสารด้วยข้อความที่เหมือนๆ กัน บน Social media ทุกตัว แต่ผมก็ขอบอกว่า Social media แต่ละตัว มันมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน มีธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จึงไม่อาจใช้วิธีโพสต์แบบเดียวกันได้เสมอไป … แน่นอน ผมไม่ได้บอกว่าห้ามโพสต์ทีเดียวโผล่ทุกที่ครับ บางครั้งการโพสต์บน Instagram ทีเดียวแล้วปล่อยให้มันโพสต์บน Facebook กับ Twitter ไปด้วยพร้อมๆ กันมันก็ดีเหมือนกันนะครับ … แต่ไม่ใช่ทำแบบนี้ทุกครั้ง

ในกรณีนี้ของ ASUS ประเทศไทยนั้น เท่าที่ลองติดตามอ่าน Timeline ดูแล้วพบว่า ทุกทวีตที่โพสต์ มันเป็นข้อความที่ถูกโพสต์อัตโนมัติมาจาก Facebook ครับ ซึ่งหลายๆ ข้อความก็เป็นตัวอย่างที่ดี ที่น่าจะเอามาหยิบยกให้อ่าน ว่าทำไมผมถึงบอกว่า โพสต์ทีเดียวไปทุกที่มันไม่เหมาะ

 

ทวีตที่โพสต์ผ่าน Facebook ข้อความดูขาดๆ

ทวีตที่โพสต์ผ่าน Facebook ข้อความดูขาดๆ

 

ดูรูปด้านบนนะครับ อ่านแล้วมันแปลกๆ ไหม?!? ข้อความมันดูขาดๆ ไปใช่ไหมล่ะ นั่นเพราะมันถูกตัดทอนมาจากข้อความเต็มๆ บน Facebook ยังไงล่ะครับ … Twitte มันมีข้อจำกัดตรงที่โพสต์ได้แค่ 140 ตัวอักษร ในขณะที่ Facebook เดี๋ยวนี้เขาไม่จำกัด ผลก็เลยออกมาเป็นว่า ข้อความมันขาดๆ ไป และอาจสื่อความหมายได้ไม่ครบ ซึ่งตรงนี้หากข้อความที่แสดงมันน่าสนใจมากเพียงพอให้คนคลิกลิงก์ก็ดีไป แต่หากมันตัดทอนมาไม่ดี (ซึ่งเราก็เลือกไม่ได้) มันก็จะทำให้คนไม่สนใจ และไม่คลิกมาอ่านข้อความเต็มๆ น่ะสิครับ

 

ข้อความเต็มๆ บน Facebook

ข้อความเต็มๆ บน Facebook

 

สิ่งที่ควรจะทำ คือ ต้องขยันหน่อยครับ โพสต์บน Facebook เรียบร้อยแล้ว จึงไป Copy เอา Permanent link ของ Facebook มาแนบกับทวีตอีกรอบ โดยแต่งข้อความทวีตซะใหม่ ให้เหมาะสมกับจำนวนตัวอักษรที่โพสต์ได้ เพื่อให้ข้อความกระชับ และจบในตัวมันเอง ชวนให้คลิก เช่น “Love ASUS Love Mom เริ่มแล้วจ้า ASUS จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับเดือนแห่งวันแม่แด่ทุกคน รายละเอียดคลิกเลย [ตามด้วยลิงก์ย่อไปยังโพสต์บน Facebook]” อะไรแบบนี้ มันก็น่าจะจบลงใน 140 ตัวอักษรได้แล้ว

 

ละเลย Social media account ละเลยลูกค้า 2.0

ผมเคยเขียนถึงลูกค้า 2.0 มาเป็นปีแล้วครับว่าเป็นยังไง และนับวันเราจะมีลูกค้าจำพวกนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ดังนั้นแบรนด์จึงไม่ควรมองข้าม และในขณะเดียวกัน ควรฉวยโอกาสนี้ ทำ CRM (Customer Relationship Management) ให้ดีๆ บนโลก Social media เลย ซึ่งหากบริหารจัดการให้ดีๆ ละก็ เผลอๆ จะเพิ่มทั้ง Customer satisfaction, Brand loyalty และอื่นๆ อีกมากมายตามมา … แต่เชื่อหรือไม่ หลายๆ แบรนด์ก็ยังเลือกที่ปล่อยปละละเลยลูกค้าเหล่านี้ … แน่นอนเพจ ASUS THAILAND ก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

ไม่มีใครในเพจ ASUS Thailand ตอบคำถามลูกค้าเลย

ไม่มีใครในเพจ ASUS Thailand ตอบคำถามลูกค้าเลย

 

มีคนกด Like เพจนี้ตั้งกว่า 5.4 หมื่นคน และในฐานะที่คนไทยใช้ Facebook กันเยอะมาก ก็จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะถามเข้ามากันเยอะมาก แต่ดูเหมือนการจัดสรรทรัพยากรที่จะเข้ามาดูแลมันยังไม่เหมาะสมดี คำถามมากมายไร้คำตอบ ซึ่งตรงนี้กลายเป็นความสูญเสียไป

แต่เท่าที่ลองย้อนกลับไปอ่านดู ก่อนหน้านี้พบว่ามีการแวะเวียนเข้ามาตอบบ้างนะ (แต่ % ในการตอบก็ยังต่ำเอามากๆ อารมณ์เหมือนกับว่า แอดมินเปิดมาเจอใครถามพอดีก็จะตอบ แต่ไม่ได้ไล่อ่านโพสต์เลย) แต่พอมาช่วงหลังๆ ของเดือนสิงหาคม กลับเงียบฉี่เลย อาจจะเพราะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรรึเปล่า?!?

อย่าละเลยนะครับ เสียงเล็กๆ แบบนี้ การตอบคำถามพวกนี้ บ่อยครั้งมันช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้า และช่วยลดภาระให้กับพวก Call Center และศูนย์บริการได้ แถมยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ และบางทีก็อาจจะนำไปสู่การซื้อผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ไปใช้งาน หรือ ความคิดที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของแบรนด์ในอนาคตอีกด้วย … แน่นอน การละเลยย่อมอาจนำไปสู่ความไม่พึงพอใจกับลูกค้า และหากมีแบรนด์ใด้ที่ให้บริการตอบโจทย์พวกเขาในจุดนี้ได้มากกว่า (เช่น มีแบรนด์คู่แข่งที่สามารถบริหารจัดการ Social media เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีกว่า)

 

ขอขอบคุณ

ขอขอบคุณ ASUS ประเทศไทย ที่กลายมาเป็นตัวอย่างการบริหารจัดการ Social media account ที่ล้มเหลวให้พวกเราได้เรียนรู้กันนะครับ และจากที่ใครๆ หลายๆ คนเขาว่าบล็อกของผมมีคนอ่านอยู่พอสมควร ผมก็คาดหวังว่าคงจะมีซักคนในบริษัท ได้นำเนื้อหาของบล็อกนี้ไปให้ผู้บริหารได้อ่าน และอยากให้ท่านผู้บริหารได้เปิดใจให้กว้าง ยอมรับคำติชม และนำกลับไปพัฒนาแก้ไขให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไปนะครับ 🙂

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

6 Responses

  1. ธีรวัจน์ says:

    ขอบคุณมากสำหรับบทความนี้ ผมก็ดู ๆ มานาน เป็นเหมือนคุณว่าจริง ๆ ไม่ต้องอะไร พวก AIS, True, ฯลฯ ในเพจมีคนถามมากมาย แต่ไม่เห็นคำตอบ ผมก็งงว่า ถ้าไม่ตอบ ก็ลบมันไปซะดีกว่า

  2. markpeak says:

    Fan Page IBM Thailand ก็อีกอัน ไม่สมราคาบริษัทใหญ่ขนาด IBM เลย

    • kafaak says:

      แต่ผมไปดูมา ผมว่าเนื้อหาที่โพสต์ก็โอเคดีอยู่นะ และมีการตอบคำถามที่คนเขาถามมาดีอยู่ แต่ยอดคนกด Like นี่ ไม่เหมือนเป็นบริษัทใหญ่เท่านั้นเอง แต่นั่นอาจเพราะเป็นบริษัทที่เน้นไปที่โซลูชั่นระดับองค์กรมากไป คนทั่วไปเลยไม่ได้มากด Like เหอๆ

  3. goof says:

    ตำแหน่งพวกนี้ปกติเค้าจ้างคนมาดูแลเต็มเวลา อาจจะมีหลายกะด้วยซ้ำ แต่บ้านเรามองเป็นของเด็กเล่น จึงไห้พนักงานซักฝ่าย มานั่งมอนิเตอร์แทน เงินเดือนเท่าเดิม แต่ต้องมาคอยซัพพอร์ตโซเชียลด้วย

    80% บริษัทในไทย จะเป็นแบบนี้หมด

  4. Parichart says:

    น่าสนใจดีค่ะ แล้วถ้าพูดถึงงานSocial media ที่ Brand ใช้ Endorser (ดารา, คนดัง, ผู้เชี่ยวชาญ, influencer) ที่ล้มเหลวละคะ พอจะมีตัวอย่างบ้่างมั้ยคะ

    • kafaak says:

      อันนี้หมายถึงการใช้เพื่อโฆษณารึเปล่าครับ?

Leave a Reply

%d bloggers like this: