dtac Accelerate — Wizard of Apps รอบตัดสิน

Wizard of Apps

และแล้ว หลังจากที่ฟาดฟันกันมาร่วมครึ่งปี นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ มีไอเดียที่ผ่านการคัดเลือกมากกว่า 200 ไอเดีย ในที่สุด วันที่ 28 สิงหาคม 2556 เราก็ได้ 10 ทีมสุดท้าย มานำเสนอผลงานให้กับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 แล้วครับ สำหรับโครงการ dtac Accelerate Wizard of Apps ครั้งที่ 1 เพื่อเฟ้นหาสุดยอดทีมพัฒนาแอปพลิเคชั่นไปบินลัดฟ้า เพื่อเรียนรู้ สัมผัสประสบการณ์การทำงานกับนักสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก และไปนำเสนอผลงานของตนกับนักลงทุนที่ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) ที่สหรัฐอเมริกา

 

รางวัลที่ทีมชนะเลิศจะได้รับ

ทีมที่ชนะเลิศ จะได้เข้าร่วมโปรแกรม Blackbox Connect ที่ซิลิคอนแวลลีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นคอร์สติวเข้มระยะเวลา 2 สัปดาห์ภายใต้แนวคิด “Half-a-year Silicon Valley experience condensed in a two-week immersion program” หรือพูดง่ายๆ คือ เอาประสบการณ์ระดับครึ่งปีที่ซิลิคอนแวลลีย์มาอัดแน่นให้เหลอแค่ 2 สัปดาห์ โดยจะเป็นเนื้อหาจากประสบการณ์จริงของผู้บริหารและนักธุรกิจชั้นนำของซิลิคอนแวลลีย์เลย

นอกจากนี้ ผู้ผ่านเข้ารอบโครงการ dtac Accelerate ก็จะได้รับการสนับสนุนการพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์จาก dtac ต่อไปด้วย

 

กรรมการทั้ง 5 ท่าน

ก่อนอื่น มาดูก่อนดีกว่าว่ากรรมการในรอบ 10 ทีมสุดท้ายนี้ มีใครบ้าง และแต่ละท่านเป็นใคร ระดับไหนกัน (ข้อมูลเหล่านี้มาจาก Fact Sheet ที่ได้มาจาก dtac ครับ)

 

กรรมการทั้ง 5

กรรมการทั้ง 5

 

  • Stephanie Palmeri, Principal จาก SoftTech VC ที่ลงทุนในบริษัท Startup กว่า 15,000 ล้านบาท มือขวาของ Jeff Clavier หนึ่งในบุคคลอายุน้อยกว่า 30 ปี ที่มีอิทธิพลที่สุดของโลก คู่กับ Mark Zuckerberg แห่ง Facebook
  • Benjamin Ranck, CTO แห่ง Jetbroad บริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการสำรองตั๋วเครื่องบินและการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวในอนาคต
  • Matt Walters, Principal จาก Ardent Capital ผู้ร่วมก่อตั้ง WhatsNew และ Topicmarks มีความเชี่ยวชาญด้าน Rapid Scaling และการร่วมทุน
  • ชวภาส องค์มหัทมงคล ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร PrimeStreet Advisory บริษัทที่ปรึกษาด้านการร่วมทุน อาจารย์พิเศษ และที่ปรึกษาให้กับองค์กรธุรกิจและการศึกษาหลายแห่ง
  • ปัญญา เวชบรรยงรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย Business Support System ดีแทค

ในฐานะที่ผมเองก็ไม่ใช่กรรมการ แต่ได้มีโอกาสมาฟังแต่ละทีมเขานำเสนองานให้กรรมการฟัง บล็อกตอนนี้ของผม จะเป็นลักษณะของการแอบเอาตัวเองมาเป็นกรรมการ แล้วลองเขียนวิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอของแต่ละทีม แล้วลองเดาดูว่าทีมใดน่าจะชนะเลิศนะครับ … แต่เราจะปิดท้ายด้วยการเล่าให้อ่านกันเลยว่า ทีมใดล่ะ เป็นทีมชนะเลิศ แล้วมันตรงกับที่ผมเดาไหม … เออ น่าสนนะ

 

วิพากษ์แต่ละทีมก่อน

เท่าที่ดู แต่ละทีมก็มี Product ของตัวเองแตกต่างกันออกไป แต่ก็แอบเห็นว่ามีบางทีมเขามีไอเดียคล้ายๆ กันด้วยนะ … การที่มีไอเดียคล้ายๆ กันนี่จะหมายถึงว่า ทีมเหล่านั้นจะมีข้อเปรียบเทียบระหว่างกันเองให้เห็นได้ชัดๆ ขึ้นมาเลย ดังนั้นการนำเสนอของทีมที่มีไอเดียคล้ายๆ กัน ผมขอเดาว่ามันน่าจะฟาดฟันกันดุเดือดกว่าทีมที่ไอเดียแหวกแนว ไม่เหมือนทีมอื่นๆ ครับ

 

DietParty

ชื่อ app: DietParty

ลักษณะของ App: เป็นแอปพลิเคชั่นที่จะทำให้คุณสนุกกับการลดน้ำหนัก ด้วยวิธีการที่น่าสนุก และลดน้ำหนักไปพร้อมๆ กับเพื่อน

ความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับแนวคิด: เราได้เห็นพวก App ที่เป็นแนว Health นี่บ้างแล้ว ซึ่ง DietParty นี่ก็เป้น App แนวใกล้ๆ กัน ซึ่งใกล้เคียงที่สุด ผมว่าน่าจะเป็น S Health ที่มากับ Samsung Galaxy S4 ครับ แนวของ App คือ การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาหารการกิน และ บันทึกการลดน้ำหนักของเราได้ มีการเชื่อมต่อกับพวก Social media ต่างๆ เพื่อแข่งกันลดน้ำหนักได้ตามเป้าหมาย เป็นไปตาม เพียงแต่จะไม่ได้เก็บรายละเอียดไปถึงระดับปริมาณแคลลอรีของอาหารที่ทานเข้าไป และเก็บข้อมูลการเผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน อะไรแบบนี้

DietParty ให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งเป้าหมาย แชร์กับเพื่อนๆ แข่งกันทำให้บรรลุเป้าหมายได้ นอกจากนี้ก็มีระบบสะสมคะแนนเพื่อ

ความท้าทายที่ App นี้จะเผชิญ ก็น่าจะเป็นเรื่องของการจัดสมดุลระหว่างข้อมูลที่จำเป็นที่ผู้ใช้งานจะต้องใส่เข้าไปเพื่อใช้งาน App และ ความยากง่ายในการป้อนข้อมูล เพราะนี่จะกลายเป็นปัจจัยที่จะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเบื่อ และ รำคาญที่จะใช้งานไป หากต้องบันทึกอะไรต่อมิอะไรมากมาย และยุ่งยาก แต่ในขณะเดียวกัน หากข้อมูลที่บันทึกน้อย ทางผู้พัฒนาก็อาจจะไม่ได้ข้อมูลมากพอที่จะไปจูงใจให้เหล่าสปอนเซอร์มาสนับสนุน App นี้ (App นี้จะมีระบบ Reward เวลาที่ทำได้ตามเป้าหมาย ก็จะได้คะแนนมาสะสม เพื่อใช้ Redeem เป็นของรางวัลจากสปอนเซอร์ได้)

การนำเสนอของทีม: ผู้นำเสนอมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี สมกับที่เป็น 1 ใน 10 ทีมสุดท้าย ตัว Slide ที่เป็น demo ของตัว App ทำออกมาได้ดี และให้ความรู้สึกเหมือนกับการใช้งานจริงๆ แต่พอเริ่มใกล้หมดเวลา (ระฆังตีเรื่อยๆ) เริ่มลนลานไปนิดหน่อย เริ่มพูดผิดๆ ถูกๆ ซึ่งทำให้เสียเวลามากขึ้นไปอีก

การตอบคำถามของผู้นำเสนอ โดยทั่วไป สามารถตอบได้ค่อนข้างจะ OK ดี แต่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาในเรื่องของการตอบประเด็นการหารายได้ เช่น ยังคาดการณ์รายได้ต่อหัวที่น่าจะได้จาก App นี้ หรือ เรื่องของสิ่งที่จะมีใน In-app purchase ของ App เป็นต้น

 

iBlueCode

ชื่อ app: Evrdi, Social Diary

ลักษณะของ app: ไดอารี่ออนไลน์แนวใหม่ ที่จะช่วยเก็บความทรงจำของคุณไม่หล่นหายไปตามกาลเวลา

ความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับแนวคิด: เป็น App ที่อาจจะเจอคู่แข่งเยอะมาก เพราะแค่ใน 10 ทีมสุดท้ายนี้ก็มีอีกทีมนึงที่ทำ App แนวคล้ายๆ กันแล้ว สำหรับ Evrdi, Social Diary นี้ เขาว่าเขาเป็นไดอารี่ที่มีความเป็น Social เข้ามาด้วย โดยมีจุดแตกต่างอยู่ที่การทำธีมต่างๆ ออกมาโดยเฉพาะสำหรับช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต เช่น งานแต่ง, วันเกิด อะไรแบบนี้ ซึ่งธีมพวกนี้จะเป็นช่องทางการทำเงินหลักของ App เลย

ลักษณะของ App ตัวนี้ เหมือนการผสมผสานระหว่างพวก Diary app ต่างๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาด บวกกับ User Interface แบบ S Note ของ Samsung คือ มีลักษณะเป็นชั้นหนังสือ แล้วไดอารี่ที่เขียน ก็แบ่งออกเป็นเล่มๆ สำหรับเขียนในเหตุการณ์ต่างๆ

ดังนั้นความท้าทายของทีมนี้ หลักๆ เลยก็ชัดเจนครับ จะทำอย่างไรให้ดูแตกต่าง … แค่มีธีมขายสวยๆ มันไม่ได้ช่วยอะไรมากอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วผมมองว่า User Interface ของทีมนี้แอบจะเยอะเกินไปหน่อยด้วย จนทำให้น่าจะเกิดความสับสนมากกว่าใช้งานง่าย … นอกจากนี้ เมื่อตั้งใจจะใช้คำว่า Social diary แล้ว น่าจะมีอะไรที่มากกว่าแค่ แชร์ ไดอารี่ของเราให้เพื่อน … จริงๆ แล้วน่าจะลองคิดใหม่ทำใหม่ว่า อาจจะเป็นเรื่องของการให้ผู้ใช้งานที่เป็นเพื่อนกัน มารวมกลุ่มกันเขียนเป็นไดอารี่เล่มเดียวมากกว่า มันจึงเหมือนไดอารี่เล่มเดียว ที่มีหลากหลายมุมมอง น่าอ่าน (แบบนี้น่าจะเป็นคำว่า Social diary กว่านะ ในความเห็นของผม)

การนำเสนอของทีม: ทำออกมาดีเลยทีเดียว การนำเสนอตัวอย่างของ App เนี่ย เรียกว่าทำเป็น App จำลองมาใช้จริงๆ เลยน่าเหมาะกว่า เพราะมันไม่ใช่การทำ Slide show แล้ว แต่การ demo ตัว App ทำเร็วไปหน่อย และเพราะมันเกือบจะเป็น App จริงๆ พอนำเสนอเร็วๆ ก็เลยกลายเป็นหน้าจอเปลี่ยนกลับไปกลับมา จนดูรวดเร็วเกินไปหน่อย … พลาดท่าตรงที่นำเสนอโน่นนี่นั่นเยอะเกินไปหน่อย จนเหลือเวลา 30 วินาทีสุดท้าย ก็ยังไม่ได้พูดถึงโอกาสในการทำเงินเลย คณะกรรมการน่าจะงงว่า แล้วลงทุนใน App นี้แล้ว จะมีรายได้มาจากไหน ซึ่งคำตอบคือ In-app purchase จากการขายธีมของไดอารี่

ทีมนี้โดนคณะกรรมการโจมตีในเรื่องของความเกลื่อนของ App ในลักษณะเดียวกัน (กรรมการเรียกว่า Photo-sharing apps) และคำตอบจากผู้นำเสนอก็เป็นฟีเจอร์การเพิ่ม Event เข้าไปในปฏิทินโดยอัตโนมัติ แต่โดยส่วนตัวผมมองว่า จะทำยังไงให้ลิงก์ไปที่บริการ Event calendar อย่าง Facebook หรือ Google Calendar หนอ

 

FaceCard

ชื่อ app: FaceCard

ลักษณะของ app: แอปพลิเคชั่นที่จะทำให้นามบัตรของคุณ ไม่เป็นเพียงบัตรกระดาษใบเล็กอีกต่อไป

ความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับแนวคิด: ผมได้ยินเพื่อนของผมหลายคน และผู้บริหารหลายท่าน ที่ใฝ่ฝันอยากได้ App มาช่วยจัดการนามบัตร มาช่วยบริหารจัดการนามบัตรที่มีหน่อย … ใช่เลย เพราะคนที่ต้องพบปะกับคู่ค้า หรือ คนจำนวนมาก ในธุรกิจ ปริมาณนามบัตรที่ได้รับในแต่ละวัน ในแต่ละเดือนนี่ไม่ใช่ย่อยๆ นะครับ ยิ่งช่วงไหนไปงานสัมมนา หรือ งานประชุม หรืองานแสดงสินค้า นี่ยิ่งนรกเลยทีเดียว

นามบัตรแต่ละใบ เป็นฐานข้อมูลที่สำคัญมากๆ สำหรับนักธุรกิจ แต่บ่อยครั้งที่พอถึงเวลาที่เราอยากจะหาเบอร์โทร หรือที่ติดต่อของ Contact ที่เราต้องการ มันกลับไปจมอยู่ในกองนามบัตร ในสมุดเก็บนามบัตรที่หายากมาก … การมี App ดีๆ มาช่วย ก็จะเป็นอะไรที่ดีมาก

แต่ความท้าทายของ App ประเภทนี้อยู่ที่ จะทำอย่างไรจึงจะตอบโจทย์ เพราะนามบัตรแบบดั้งเดิมนั้น มันบอกอะไรบางอย่างได้มากกว่าการเป็นแค่กระดาษจดเบอร์โทร เช่น รูปแบบและการดีไซน์ ที่จะสื่อถึงความเป็นตัวตนของเจ้าของนามบัตร และบ่อยครั้งนามบัตรก็สามารถเป็นโชว์เคสได้ด้วยเช่นกัน อย่างพวกบริษัทออกแบบ หรือครีเอทีฟ บางทีแค่แจกนามบัตรก็อาจจะได้งานไปเลยก็มี … คำถามคือ FaceCard จะตอบโจทย์นี้อย่างไรในอนาคต หรือจะต้องกลายเป็นว่า เรายังต้องมีทั้งนามบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และ นามบัตรกระดาษต่อไป

จุดเด่นของ App นี้ คือการเชื่อมโยงกับข้อมูลใน LinkedIn คือเวลาสแกนนามบัตรแล้ว จะใช้ชื่อและนามสกุลที่ได้ ไปหาข้อมูลจาก LinkedIn ด้วย ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาในการบันทึกข้อมูลไปได้เยอะ และได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นอีกมาก

การนำเสนอของทีม: ภาษาอังกฤษของผู้นำเสนอดีมากทีเดียว และมีจังหวะจะโคนในการนำเสนอแต่ละช่วงที่โอเคมาก มีการอ้างอิงถึงเหล่าผู้ที่มาสอนใน Wizard of Apps ว่าต่างก็มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการนามบัตรเหมือนกัน และมีการนำเสนอสถิต้ที่ดี มีการพูดถึง Solution ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันด้วยว่ามีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง

เป็นอีกทีมที่นำเสนอโดยใช้ App จริงๆ เลย ใช้งานได้จริง และมีมุกแทรกตลอด … คณะกรรมการได้เห็นศักยภาพจริงๆ ของ App บางส่วน … มีการพูดถึงเรื่องของแนวทางการหารายได้ ซึ่งฟังดู Realistic มาก เป็นทีมที่พอนำเสนอเสร็จแล้ว รู้สึกได้เลยว่ามันสามารถเป็นไปได้จริง (และเขาก็เตรียมจะปล่อย app ออกมาเดือนตุลาคมนี้ด้วยนะ … ไม่ต้องสนใจว่าจะชนะเลิศโครงการนี้รึเปล่า) มีการแจก Complementary ให้กับคนของ dtac และ คนที่มาเข้าร่วมงานนำเสนอนี้ด้วย เจ๋งดี

 

FastInFlow

ชื่อ app: FastInFlow

ลักษณะของ app: แอปพลิเคชั่นที่จะทำให้นักการตลาดสามารถหา Consumer Insight ของลูกค้าได้ในเวลา 5 นาที!

ความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับแนวคิด: Big Data เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงมาก ว่ากันว่าในเศรษฐกิจใหม่ ในยุคปัจจุบัน การตัดสินใจของผู้บริหารจะอ้างอิงพื้นฐานจากข้อมูล ดังนั้นยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ มากเท่านั้น ขอเพียงแค่เราสามารถดึงข้อมูลที่เป็น Insight ออกมาจากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีอยู่ได้ก็เท่านั้นแหละ … นักการตลาดก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากในการตัดสินใจด้วย ดังนั้นหากมี App ที่สามารถช่วยดึง Insight ออกมาได้โดยง่าย และรวดเร็ว ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี และน่าจะเป็นที่ต้องการอย่างมาก

แต่คำถามมีอยู่ว่า FastInFlow นี้จะทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะความท้าทายของ App นี้จะอยู่ที่ 4 ส่วนหลักๆ เลยครับ

  • ฐานข้อมูลที่เป็น Big Data นั้นจะมาจากไหน เก็บไว้ที่ไหน อย่างไร
  • อัลกอริธึ่มที่ใช้ดึงข้อมูลที่เป็น Insight ขึ้นมา ทำออกมาได้ดีแค่ไหน
  • UI และ UX ของ App เป็นอย่างไร การนำเสนอข้อมูลที่เป็น Insight นั้น ต้องเรียบง่าย แต่สามารถให้ข้อมูลที่ย่อยได้อย่างรวดเร็วด้วย
  • จะทำอย่างไรให้ข้อมูลที่ได้มานั้น สามารถนำไปใช้ได้จริงในทางสถิติ

คำตอบของ FastInFlow คือ การใช้ของรางวัลเพื่อแลกกับข้อมูล นั่นคือ มี App ให้ผู้ใช้งานไปติดตั้ง ซึ่งผู้ใช้งานก็จะทำการตอบคำถาม เหมือนกับการทำ Survey ในรูปแบบปกติ เพียงแต่งวดนี้จะทำผ่าน App แทน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลไปพร้อมใช้ประมวลผลได้รวดเร็วกว่า … แต่สิ่งที่ App นี้ยังตอบไม่ได้ก็คือ จะทำอย่างให้ข้อมูลที่ได้มานั้น สามารถนำไปใช้ได้จริงทางสถิติ เพราะในทางสถิติแล้ว หากเป็นข้อมูลที่มาจากผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว ก็จะไม่สามารถนำไปพิจารณาเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดได้นะครับ … กรณีนี้ ข้อมูลใน FastInFlow จะเป็นข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง “ที่เป็นผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน” และ “เป็นคนที่อยากได้ Reward” ซะมากกว่า (ซึ่ง Insight ที่ได้ ก็สามารถใช้ตอบโจทย์การตลาดบางส่วนได้ หากกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน และ เป็นพวกที่ชอบสะสมแต้มแลกของรางวัลอยู่แล้ว)

การนำเสนอของทีม: ดูลื่นไหลดี มีการพูดถึงการใช้งานของ App ลักษณะการทำงาน และวิสัยทัศน์ของทีมาพัฒนา … ความอยู่รอดของ App นี้ อยู่ที่ว่าจะมี Big Data ใหญ่แค่ไหน แต่กลยุทธ์ของทีมในการที่จะให้ผู้คนดาวน์โหลด App มาใช้งาน เพื่อป้อนข้อมูล ดูจะยังกว้างๆ ไม่มีอะไรเฉพาะเจาะจง จนทำให้ผมรู้สึกว่า แล้วมันจะทำได้จริงไหม … แต่กลยุทธ์ด้านการหารายได้ ยังดู OK คือเป็นการคิดค่าใช้จ่ายต่อการตั้งคำถาม

และแน่นอน หนึ่งในคณะกรรมคือคุณชวภาส ถามคำถามเรื่อง Validity ในเชิงสถิติของข้อมูลแบบที่ผม Comment ไปเลย (เหอๆ)

ความเห็นเพิ่มเติม: @iGimme ให้เหตุผลประเด็นเรื่อง Validity ว่า แนวคิดของ FastInFlow นั้นเป็นเรื่องของการเก็บข้อมูลแบบรวดเร็ว และได้การวิเคราะห์ข้อมูลที่รวดเร็ว ในแบบที่ @Blltz เขาเรียกว่า Mama Insight แบบ Insight กึ่งสำเร็จรูป อะไรประมาณนั้น

 

Flyingcomma

ชื่อ app: Shopsuke

ลักษณะของ app: แอปพลิเคชั่นที่จะรวมร้านค้าที่ถูกใจใน Facebook พร้อมช่องทางสื่อสารกับร้านค้าโดยตรง มาอยู่ในมือคุณ

ความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับแนวคิด: เดี๋ยวนี้ร้านค้าออนไลน์ไปแฝงตัวอยู่บน Facebook เยอะครับ และการจะหาสินค้าที่ต้องการมันก็เป็นเรื่องยุ่งยากจริงๆ นั่นแหละ และนี่จึงเป็นโอกาสที่ Shopsuke จะฉวย โดยการทำให้การช้อปปิ้งออนไลน์กับร้านค้าบน Facebook ทั้งหลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ถือว่าเป็น App ที่ทำขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่จริงๆ และน่าจะเหมาะกับคนไทยมาก เพราะคนไทยเราก็ถือว่าเล่น Facebook กันไม่น้อยเลย

จุดเด่นคือ ร้านค้าไม่ต้องทำอะไรมาก ปกติก็เปิดร้านบน Facebook อยู่แล้ว และค่าใช้จ่ายในการเปิดร้านบน Shopsuke ก็เป็นศูนย์ รายได้หลักของ App นี้ จะมาจากค่า Commission ที่ได้จากการค้าขายผ่าน App นี้

ต้องบอกว่า App นี้ ไม่ใช่ App พวก E-Commerce แต่เป็นเหมือน Social media วงเล็กๆ สำหรับผู้ที่ชอบช้อปปิ้งกับร้านบน Facebook และ คนที่เปิดร้านออนไลน์บน Facebook ซะมากกว่า … ไม่ได้มีการยัดเยียดระบบจ่ายเงินออนไลน์ (ที่ดูจะง่ายสำหรับหลายๆ คน แต่ก็เป็นเรื่องที่วุ่นวายสำหรับอีกหลายๆ คน เช่นกัน) และนอกจากนี้ก็ยังได้ความสนุกในเรื่องการต่อรองราคาด้วย เพราะสามารถแชทคุยกับร้านค้า เพื่อสอบถาม และ ต่อรองราคาได้จริงๆ

การนำเสนอของทีม: มีการนำเสนอที่ดี ไม่ติดขัด มีการนำเสนอถึงที่มาของปัญหา และอะไรใน App นี้จะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ มี App จริงๆ อยู่บน App Store แล้ว และมีการพูดถึงจุดแข็งของ App นี้ด้วย (เป็นอันดับ 1 ของหมวด Life Style เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พร้อมยอดดาวน์โหลดมากกว่า 5,000 ครั้ง) และมีการพูดถึงอนาคตของ App ตัวนี้ด้วยว่าจะทำอะไรบ้าง … เป็นทีมที่บริหารเวลาได้ดีมาก นำเสนอจบ ก็ยังเหลือเวลา 38 วินาทีด้วย

 

Haamor.com

ชื่อ app: Harmoor

ลักษณะของ app: นวัตกรรมทางการแพทย์ ที่จะช่วยให้ปัญหาสุขภาพของคุณมีคำตอบ ด้วยคำถามง่ายๆ จากแพทย์ชั้นนำ

ความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับแนวคิด: เดี๋ยวนี้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพแพงใช่ย่อย ผมเป็นหวัดลงคอ เพิ่งไปหาหมอมา โรงพยาบาลก็จัดไปซะเต็มวงเงิน OPD ของประกันสุขภาพของผมเลย คือ 1,100 บาท ฉะนั้น คนทั่วๆ ไปแล้ว หากไม่คอขาดบาดตายจริงๆ ไม่ไปหาหมอง่ายๆ แหง เจ็บป่วยเล็กน้อย หากดูแลรักษาตัวอยู่กับบ้านได้ ก็อาจจะเลือกที่จะลาป่วยอยู่กับบ้านพักผ่อนซักวันให้หายเองดีกว่า แต่หากสามารถปรึกษาปัญหาสุขภาพต่างๆ ของเรากับคุณหมอแล้วได้คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญได้ฟรีๆ ง่ายๆ เลยล่ะ มันจะดีแค่ไหน นี่คงเป็นจุดเด่นของแนวคิดนี้

ตัว App ทำมาแนวเกมจีบสาวเลย คือ หมอตั้งคำถาม แล้วเราก็แค่ตอบ Yes หรือ No แล้วก็จะได้ข้อสรุปวินิจฉัยว่าเรามีโอกาสเป็นโรคอะไร และเราควรจะไปหาหมอโดยเร็วที่สุดแค่ไหน หรือไม่จำเป็น … แต่หากจำเป็นต้องไปหาหมอ ก็สามารถนัดหมอได้เลย

ความท้าทายของ App ตัวนี้เลย หลักๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของข้อมูลที่นำมาใช้ และให้กับผู้ใช้งาน แต่ตรงนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้พัฒนา รวมไปถึงเรื่องของการนัดพบหมอ หากมีการดีลกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพอย่างพวกโรงพยาบาลใหญ่ๆ แต่ก็อีกนั่นแหละครับ ทีมผู้พัฒนามาจากเว็บ Haamor.com ซึ่งก็ดูจะมี Connection ด้านนี้ดีอยู่แล้ว จึงไม่น่าเป็นปัญหาอะไรอีก แต่อีกจุดที่สำคัญคือเรื่องของนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้งานที่ให้ข้อมูลว่าจะเป็นอย่างไร

ตอนนำเสนอ เห็นว่าผู้พัฒนาเอาข้อมูลมาจากพวกตำราแพทย์ต่างๆ … น่าสนใจว่ามันจะมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ตามมาด้วยรึเปล่า

การนำเสนอของทีม: มีการเล่าถึงความเป็นมาของปัญหา และ พูดถึงเว็บ Haamor.com ที่เป็นแหล่ง Big Data ที่นำไปสู่ไอเดียของการทำ App … มีการพูดถึงแนวทางในการหารายได้ด้วย โดยมาจาก Premium Flow ที่ราคา $0.99 ต่อครั้ง หรือ Unlimited ที่  $4.99/เดือน ซึ่งจะได้ชุดคำถามที่มากขึ้น

ทีมนี้มีจุดแข็งมากๆ เรื่องของ Founder ครับ แบ็กกราวด์ดีมากทีเดียว

 

Packlink

ชื่อ app: Packlink

ลักษณะของ app: ทริปท่องเที่ยวของคุณจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป กับแอปพลิเคชั่นที่จะช่วยให้คุณไม่พลาดของสำคัญในการเดินทาง

ความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับแนวคิด: ออกแนว To-do app แต่เน้นไปที่เรื่องของการแพ็กของใส่กระเป๋ามากกว่า เพราะปัญหาของคนที่จะไปเที่ยวเลยมักจะเป็น ลืมใส่ของที่จำเป็นเข้าไปในกระเป๋า คือ รู้ว่าต้องเอาไปแต่ดันลืม แต่ Packlink นี่เขาพัฒนาขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ แต่มันเป็นมากกว่าแค่ To-do นะ เพราะมีการเชื่อมโยงแบบ Social media เข้าไป เช่น เวลาที่เราจะจัดของเข้ากระเป๋า แล้วของบางอย่างที่เราอยากเอาไปด้วยมันไม่มี เราก็สามารถค้นหาเพื่อที่มีของสิ่งนี้เพื่อยืมได้ หรือจะหาร้านซื้อเลยก็ได้ … และเพื่อให้เป็น One-stop solution เจ้า App นี้เลยมีการนำเสนอข้อมูลการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์อากาศ และคำแนะนำในการท่องเที่ยวให้อีกด้วย

โดยส่วนตัว ถือว่าเป็น App ที่น่าสนใจมาก เพราะในขณะที่คนอื่นๆ เขาเน้นไปที่การไปเที่ยว แต่ผู้พัฒนารายนี้มองมาที่จุดเริ่มต้นที่สำหรับหลายๆ คนก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ และฟีเจอร์ใน App อย่างการแสดงรายชื่อของเพื่อนที่เราจะยืมของ หรือ ร้านที่เราจะซื้อของ ที่เราอยากเอาไป แต่เราไม่มี ก็ช่วยตอบโจทย์ได้ว่า เจ้า App ตัวนี้จะแตกต่างจากพวก To-do ทั่วๆ ไปยังไง … แต่ความท้าทายของ App นี้จะอยู่ที่ 3 ประเด็นใหญ่ๆ เลย ก็คือ จะทำอย่างไรให้คนหันมาใช้กันเยอะๆ (เพราะข้อมูลที่มา จะเป็นจุดเด่นของ App นี้), จะต้องดีลกับผู้จำหน่ายอุปกรณ์จำนวนมาก เพื่อขอข้อมูลร้านมาใช้ใน App และ จะทำยังไงให้ผู้ใช้งานใส่ข้อมูลของใช้สำหรับการท่องเที่ยวต่างๆ ที่พวกเขามีให้เยอะที่สุด (มันจะส่งผลให้ฟีเจอร์ค้นหาเพื่อยืมของจากเพื่อนมันเวิร์ค)

การนำเสนอของทีม: แทนที่จะนำเสนอแค่คนเดียว ทีมนี้ผลัดกันนำเสนอ … เข้าใจว่าเพื่อความเหมาะสมของการนำเสนอ เพราะคนนึงอาจจะรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งดีกว่า ปัญหาคือ คนแรกที่นำเสนอ ดูจะมีทักษะภาษาอังกฤษดีกว่าคนที่สอง คนที่สอง “อ่า” เยอะไปหน่อย … ต้องบอกว่า App ดูน่าสนใจมาก แต่การนำเสนอในช่วงการใช้งานที่ผู้นำเสนอคนที่สองมานำเสนอ ทำให้ดูน่าเบื่อลงไป 74.5% เลยทีเดียว (ตัวเลขผมก็มั่วไปงั้นแหละ)

มีการเปรียบเทียบจุดเด่นจุดด้อย เมื่อเทียบกับ App คู่แข่ง และมีการพูดถึงแนวทางในการหารายได้ แต่ว่ารายได้ที่คาดว่าจะมาจากการโฆษณาอย่างเดียวนั้น ก็ยังน่ากังขาอยู่ว่าจะไหวไหมนะ

 

Quests

ชื่อ app: Quests

ลักษณะของ app: แอปพลิเคชั่นที่จะช่วยให้ Startups ค้นหาความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ และสร้างความสัมพันธ์เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน

ความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับแนวคิด: User Interface รวมถึงชื่อของ Quests เนี่ย ชวนให้นึกถึงเกมก่อนเลย พวกเกม RPG ทั้งหลาย แทนที่จะเป็น App แนวธุรกิจ … ก็ดูขัดๆ กันอยู่พอสมควร แต่มันก็เข้ากับ Concept ของ App นี้ละมั้ง เพราะเขามองว่าการตั้ง Startup นั้นเป็นเหมือนกับการผจญภัยเลยทีเดียว โดยสถิติแล้ว 90% – 95% ของ Startup จะล้มหายตายจากไปตั้งแต่ปีแรก

แนวคิดของ App คล้ายๆ กับพวกเว็บอย่าง Kickstarter หรือ Indiegogo คือ คนที่อยากเริ่ม Startup ก็จะประกาศว่าอยากจะทำอะไร และต้องการคนมาร่วมทีมแค่ไหน ความแตกต่างก็คือ คนที่เข้ามาช่วย จะไม่ได้มาช่วยออกเงิน แต่จะมาช่วยในแง่ออกแรงมากกว่า เหมือนกับการเริ่ม Quest แล้วผู้กล้าก็ออกไปหาผู้ร่วมเดินทาง ใครที่สนใจใน Quest ของเราก็สามารถเข้ามาร่วมได้

ลักษณะของการใช้งาน ทีนักพัฒนาใช้หลัก Gamification คือ การทำให้ดูเป็นเกม ใครเข้าไปช่วยก็ได้คะแนนเป็น Gold ไป และการจะโพสต์ก็จำเป็นต้องมี Gold ในระดับนึง อะไรประมาณนี้ หากใครมี Gold ไม่พอ ก็สามารถซื้อได้ผ่าน In-app purchase

ความท้าทายของแนวคิดนี้ก็คือ แล้วใครจะเข้าไปช่วยเหล่า Startup ที่สร้าง Quest ขึ้นมา เพราะการเข้าไปช่วยไม่ได้มีผลตอบแทนอะไรมากนัก (อย่างน้อยก็ในระยะสั้น) เพราะจะได้แค่ Gold มา และอาจได้รายได้ตอบแทนจากการเข้าไปร่วมทีมกับ Startup (ที่ยังไม่รู้อนาคตว่าจะไปได้รอดแค่ไหน หรือว่าร่วง) และที่สำคัญคือ คนเก่งๆ ส่วนใหญ่ ค่าตัวก็ใช่ย่อย พวกเขาจะยอมมาช่วยตรงนี้ไหม

การนำเสนอของทีม: การเล่าเรื่องที่มาของปัญหา เป็นแนวเกม RPG ตามธีมที่ทางผู้พัฒนาวางเอาไว้ ผู้นำเสนอมีทักษะภาษาอังกฤษดี และ ทักษะในการนำเสนอที่ดี แต่ไม่มี Live Demo มานำเสนอนะ … แต่จุดแข็งของ App นี้ก็คือแกนหลักของทีม เป็น Founder ของ Hubba Coworking Space นี่แหละ พวกเขาได้เจอกับ Startup บ่อย มี Connection ที่ดี

 

sabuy.me

ชื่อ app: sabuy.me

ลักษณะของ app: แอปพลิเคชั่นที่ช่วยสร้างช่องทางให้กับร้านค้าออนไลน์ พร้อมระบบการซื้อขายที่สะดวกยิ่งขึ้น

ความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับแนวคิด: มันก็คือ E-commerce platform ที่อยู่บนสมาร์ทโฟนนั่นเอง อาจจะเรียกว่าเป็น M-Commerce (Mobile Commerce) ก็ว่าได้ เพียงแต่ว่าการดูแลระบบหลังบ้านนั้น สำหรับ sabuy.me นั้นไม่ต้องมาวุ่นวายกับเครื่องคอมพิวเตอร์มาก เพราะมีแค่สมาร์ทโฟนก็พอแล้ว ถ่ายรูปสินค้า ตั้งราคา ประกาศขายได้เลย … มองง่ายๆ ก็คือ ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรม แต่เป็นเหมือนการทำไคเซ็น เพื่อให้ E-Commerce เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น จัดการง่ายขึ้น ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรให้ยุ่งยาก

เมื่อมันไม่ได้แตกต่างจาก E-Commerce platform มาก ความท้าทายของแนวคิดนี้ก็จะเป็นเรื่องของการดูแล Transaction ว่าจะทำยังไงให้ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่า เมื่อชำระค่าสินค้าไปแล้ว ผู้ซื้อจะได้ของแน่ๆ และไม่ถูกผู้ขายโกง ตรงนี้ sabuy.me ในฐานะผู้ให้บริการก็จำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจน นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องของระบบ Payment gateway ด้วย ว่าจะมีระบบการชำระเงินกี่แบบ อย่างไรบ้าง ผู้ใช้งานสะดวกใจแค่ไหน และความท้าทายสุดท้ายคือ เมื่อต้องการเก็บข้อมูลของผู้ซื้อเอาไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการวิเคราะห์ภายหลัง ประเด็นเรื่อง Privacy ก็สำคัญ และ ต้องระวังอย่างยิ่งเรื่องการโดนแฮกข้อมูล

อ้อ! เพิ่งนึกออกเรื่องความท้าทายได้อีก 2 ข้อ นึกออกตอนหันไปคุยกะ @pawoot นี่แหละ อย่างแรกคือ จะทำยังไงให้คนผละจาก E-Commerce Platform เดิมๆ ที่พวกเขาใช้อยู่ที่สั่งสมชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือมานาน (เช่น Tarad.com นี่แหละ) อีกข้อก็คือ เรื่องการทำเงินนี่แหละ เพราะในฐานะรายย่อย ค่าใช้จ่ายสำหรับ Payment Gateway จะค่อนข้างสูงเอาเรื่อง (น่าจะ 4% ต่อ Transaction) ซึ่งหากเรียกเก็บ Commission จากการขายต่ำ รายได้ก็จะไม่พอเลี้ยงตัวเอง ในขณะเดียวกัน หากเรียกเก็บสูงไป ก็จะไม่มีใครอยากมาใช้บริการ

การนำเสนอของทีม: การนำเสนอของทีม ทั้งในเรื่องคำพูด และพวก Slide ที่เอามาใช้ก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียว … ไม่มีอะไรจะ comment มากนักสำหรับทีมนี้

 

Story Log

ชื่อ app: Storylog

ลักษณะของ app: การแบ่งปันเรื่องสนุกของคุณ จะไม่เป็นเพียงเรื่องเล่าธรรมดาๆ อีกต่อไป กับแอปพลิเคชั่น Storylog

ความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับแนวคิด: อีกหนึ่ง App ที่มาแนวเดียวกันกับ Evrdi, Social Diary ที่นำเสนอไปในช่วง 5 ทีมแรก … ความท้าทายหลักของ App นี้จึงไม่แตกต่างจากทีม iBlueCode เลยครับ นั่นคือ ทำยังไงให้เกิดความแตกต่างระหว่างตัวเองกับ App ทีมคู่แข่ง และ App แนว Diary และ Journal ที่มีกันเกลื่อนอยู่ทั่วไปบน App Store และ Google Play … และจุดสำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้รู้สึกว่าใช้งานไม่ยาก และใครๆ ก็ใช้ได้ด้วยนะ

โดยส่วนตัว ผมเองก็เป็นคนที่อยากจะเขียนบันทึกพวกนี้บนสมาร์ทโฟนนะครับ แต่ผมก็พบว่าตัวเองไม่สะดวกที่จะเขียนทุกวัน … ไม่สิ ต้องบอกว่าขี้เกียจมากกว่า … ตรงนี้มี Android App ตัวนึงชื่อ Saga ที่ทำหน้าที่นี้ให้เราโดยอัตโนมัติ

จากที่ฟังทีมเขานำเสนอมา มันกึ่งๆ จะเป็นอะไรที่เขียนยาวกว่า Twitter แต่ไม่ได้เยอะแบบ Facebook และผู้นำเสนอก็บอกว่ามันสามารถบริหารจัดการได้ดีกว่าด้วย … เหมาะกับพวก Short story ซะมากกว่า … คำถามก็คือ มันจะแตกต่างอะไรจากการเขียนบล็อก ซึ่งปัจจุบันก็มี App มาช่วยให้เขียนบล็อกได้มากขึ้น (ทางผู้นำเสนอบอกว่า Blog มัน Drive traffic เข้ามายาก ซึ่งผมว่ามันก็ไม่แน่เสมอไป) แต่ที่ออกมาแนวนี้ ผมว่าเนื่องจากหัวเรือหลักของทีม Story Log เขาเป็นคนเขียนบท (Screen writer) เขาก็เลยเชื่อมั่นในเรื่องการเขียนเยอะอยู่

การนำเสนอของทีม: ผู้นำเสนอมีอารมณ์ขันดีมากทีเดียว … กลยุทธ์ในการโปรโมตคือการให้เซเล็บมาช่วยใช้ เพื่อเป็นการสร้างกระแสให้คนเข้ามาใช้งานกันเยอะๆ มาติดตามเซเล็บที่พวกเขาชอบ อาจจะฟังดูเป็นไปได้ยาก แต่ต้องไม่ลืมว่าทีมนี้ แกนนำเขาเป็นคนเขียนบท และเคยร่วมเล่นหนังอยู่หลายเรื่อง ใน VTR ที่มานำเสนอ ก็มีการไปสัมภาษณ์พวกดาราหลายๆ คนด้วย ดูแล้วก็พอจะเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะทำได้จริงๆ ก็ได้นะ

ในบรรดา 10 ทีมเนี่ย ทีนี้นำเสนอได้เฮฮาสุดแล้วครับ และเป็นทีมที่คณะกรรมการมีคำถามน้อยที่สุดแล้วด้วยเช่นกัน

 

แล้วผมคิดว่าใครน่าจะเป็นผู้ชนะเลิศล่ะ?!?

มองในแง่ของประโยชน์ในการใช้งาน การตอบโจทย์ปัญหาในชีวิตประจำวัน และแนวโน้มโอกาสในการสร้างรายได้จาก App แล้ว ผมคงต้องบอกว่า อยากให้ ทีม FaceCard ชนะเลิศครับ เป็น App ที่ตอบโจทย์ปัญหาของคนวัยทำงาน นักธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีกำลังซื้อที่จะสามารถมาจ่ายค่าบริการให้กับนักพัฒนาได้ และสิ่งที่พวกเขาจ่ายก็เพื่อไปตอบโจทย์ ไปแก้ปัญหาให้พวกเขา และสำหรับคนทั่วๆ ไปเอง ก็สามารถใช้บริการนี้ได้ เพราะนักพัฒนาเขาก็ให้บริการฟรี แต่จำกัดจำนวนนามบัตรที่บันทึกได้นั่นเอง

 

แล้วสุดท้าย จริงๆ แล้วทีมไหนชนะเลิศล่ะ?!?

และก็ประกาศกันออกมาแล้ว ตอน 17:24 น. 3 ทีมสุดท้ายที่ได้เข้ารอบ ก็คือ Haamor.com, DietParty และ FastInFlow ครับ … ว้า … FaceCard ที่ผมเดาไม่เข้ารอบเลยแฮะ (แต่ทีม DietParty ที่ผมแอบเชียร์มาแต่แรก ได้เข้ารอบนะ ดีใจด้วย)

ซึ่ง … DietParty ได้รางวัลตำแหน่งที่สาม หรือ 2nd Runner-up ครับ และ Haamor.com เป็น 1st Runner-up หรือ ที่สองนั่นเอง

และนั่นก็เลยแน่นอนครับ FastInFlow มาเป็นอันดับแรกแน่นอน (@iGimme ทายถูกแฮะ)

 

ปิดท้ายนิดหน่อย ด้วยรูปบางส่วนที่ผมถ่ายไว้นะครับ​ (จริงๆ มีเยอะกว่านี้ แต่ว่าเอามาโชว์แค่นี้แหละ)

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

2 Responses

  1. Lertad says:

    สวัสดีครับ ผมทีมงานจากแอพ Shopsuke
    ขอบคุณที่พูดถึงและรีวิวให้อย่างดีเลยนะครับ 🙂

Leave a Reply

%d bloggers like this: