ถ้าคิดว่า LG Optimus G ยังไม่เจ๋งพอ ลอง LG Optimus G Pro ดู ตอนที่ 2

LG Optimus G Pro

แน่นอน มาถึงตอนที่สอง ก็เป็นเรื่องของประสบการณ์ในการใช้งาน … สำหรับเจ้า LG Optimus G Pro นี่ จุดขายสำคัญเลย ผมว่าน่าจะเป็นค่าตัว 19,900 บาท แต่ได้สเปกระดับ Quad-core ไฮเอนด์ แถมหน้าจอก็ 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD อีกต่างหาก เรียกว่า จอใหญ่ คมกริบเลยทีเดียว แล้วประสบการณ์ในการใช้งานจะดีขนาดไหนล่ะ?!? ถ้าให้คาดหวังจากที่เคยรีวิว Android smartphone ของค่ายนี้ในรุ่นระดับล่างหรือกลางมาก่อน ก็ต้องบอกว่า คาดหวังเอาไว้เยอะเหมือนกันนะ ยิ่งสเปกแรงขึ้นขนาดนี้

 

ประสบการณ์ในการใช้งาน LG Optimus G Pro

แน่นอนเจ้านี่ยังคงเป็น Android smartphone แบบเต็มยศอยู่ครับ จึงแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ เช่นกัน คือ Lock screen, Home screen และ App tray แต่ที่ผมชอบคือ นาฬิกา ที่สามารถปรับขนาดได้ตามใจชอบ และความชอบส่วนตัวของผมคือ ให้นาฬิกามันใหญ่ๆ เพราะสะดวกสะใจดี

 

หน้า Lock screen ของ LG Optimus G Pro

หน้า Lock screen ของ LG Optimus G Pro

 

ที่เพิ่มเข้ามาใน LG Optimus G Pro คือ การทำงานร่วมกับอุปกรณ์เสริมอย่างเคสแบบมีฝาปิดหน้าจอที่เรียกว่า Quick Cover ที่ทำหน้าที่เหมือน Smart cover ครับ คือ พอปิดฝาหน้าจอแล้ว หน้าจอก็จะปิดไปโดยอัตโนมัติเลย

 

Quick Cover settings

Quick Cover settings

 

หน้า Home screen ก็ไม่ได้มีอะไรแหวกแนวมากนักครับ … ก็อารมณ์ประมาณ Home screen ของ Android ทั่วๆ ไป ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากระบบปฏิบัติการ Android ปกติ ก็คือ Notification bar ซึ่งผมว่า LG ทำออกมาได้ OK นะ ตัว Toggle switch นี่ สามารถเลือกเพิ่มหรือลดได้ตามชอบ และเลื่อนตำแหน่งได้อีกต่างหาก … แต่ที่เพิ่มเข้ามาก็มี Quick Remote ที่เป็นการเพิ่มฟังก์ชั่นรีโมตเข้าไปใน Notification bar เลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเปิด App

 

Notification bar ของ LG Optimus G Pro

Notification bar ของ LG Optimus G Pro

 

และเพราะ LG Optimus G Pro มี LED notification บนปุ่ม Home มันเลยมีลูกเล่นเรื่องการแจ้งเตือนเยอะมากทีเดียวครับ … เอาแค่พื้นๆ ก็สามารถปรับตั้งได้ว่า เวลามีการแจ้งเตือนอะไรเข้ามา จะให้แสดงไฟแจ้งเตือนยังไง

 

ตั้งค่า LED notification

ตั้งค่า LED notification

 

ปกติแล้ว เวลาคนพิเศษๆ โทรเข้ามา เราก็มักจะตั้งเสียงเรียกเข้าให้พิเศษด้วย จะได้รู้ว่าใครโทรเข้ามา แต่ปัญหาคือ ในบางสถานการณ์เราไม่สามารถเปิดเสียงได้ ดังนั้นเวลามีคนโทรเข้ามา เราก็จะไม่รู้อีกว่า เอ๊ะ นี่คนพิเศษรึเปล่า เช่น ตอนประชุมอยู่ พอเปิดเป็นระบบสั่น เราก็แยกไม่ออกแล้วว่าเป็นคนทั่วๆ ไปโทรมา (ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับ เพราะอาจไม่ใช่เรื่องด่วน) หรือ เป็นที่บ้านโทรมา (ซึ่งอาจเป็นเรื่องด่วน ต้องรับสถานเดียว) แต่ด้วย LED notification นี่ เราสามารถกำหนดใน Contact ได้ว่าถ้าคนคนนี้โทรเข้ามา LED จะส่องแสงสีอะไร

 

ตั้งค่าใน Contact เพื่อกำหนดสี LED ได้

ตั้งค่าใน Contact เพื่อกำหนดสี LED ได้

 

แน่นอน …​ LG Optimus G Pro ก็ยังมาพร้อมกับ Quick Memo ไว้ให้สามารถจับภาพหน้าจอ แล้วก็สามารถขีดๆ เขียนๆ เพิ่มเติมเข้าไปในนั้นได้ตามใจชอบ

 

Quick Memo บน LG Optimus G Pro

Quick Memo บน LG Optimus G Pro

 

นอกจากนี้แล้ว LG Optimus G Pro ก็ยังมีลูกเล่นอื่นๆ ให้ใช้อีกเยอะแยะนะครับ แต่เท่าที่ผมลองดูแล้ว หลายๆ อย่าง มันก็เป็นอะไรที่แบรนด์อื่นเขาทำกันมาแล้ว เช่น

  • Smart screen ซึ่งจะคอยเปิดหน้าจอเอาไว้ตลอด ตราบเท่าที่ตาเรายังมองหน้าจออยู่ … อันนี้ก็คือ Smart stay ของ Samsung เขา
  • Smart video ซึ่งจะหยุดการเล่นวิดีโอ เวลาที่ตาของเราไม่ได้มองหน้าจอ … อันนี้ก็ Smart pause ของ Samsung เขาอีกเช่นกัน
  • One-handed operation ซึ่งจะเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้การใช้งาน LG Optimus G Pro มือเดียวสะดวกยิ่งขึ้น ก็เป็นอะไรที่ Samsung เขาก็มี เพียงแต่ของ LG เขาเพิ่มพวก Dial-keypad และ Lock screen เข้ามา ทำให้ดูสะดวกขึ้นอีก

 

App อื่นๆ ที่ LG Optimus G Pro มีมาให้

นอกเหนือจากลูกเล่นที่ผมพูดถึงไปข้างต้นแล้ว LG เขาก็ยังมาพร้อมกับ App ต่างๆ เพื่ออำนวยประสบการณ์ในการใช้งานให้รู้สึกดีด้วยนะ มีหลายตัวด้วยนะเออ

 

 

  • Polaris Office เป็นโปรแกรมชุดออฟฟิศสำหรับระบบปฏิบัติการ Android ที่ผมคิดว่าดีทีเดียวเลยแหละ … และ LG Optimus G Pro นี่ก็ให้เจ้านี่มาฟรีๆ ด้วย
  • Safety Care ที่จะช่วยแจ้งคนที่เราตั้งเอาไว้ในกรณีฉุกเฉินต่างๆ เช่น เวลาที่โทรเบอร์ฉุกเฉินแล้วก็ส่งข้อมูลพิกัดที่อยู่ของเราไปยังเบอร์ที่เราตั้งไว้, ส่งข้อมูลพิกัดที่อยู่ของเราไปยังเบอร์ที่ตั้งไว้ เมื่อโทรศัพท์ไม่มีการใช้งานติดต่อกันระยะหนึ่ง, ส่งข้อมูลพิกัดที่อยู่ไปยังเบอร์ที่ตั้งไว้ เมื่อเบอร์ที่ตั้งไว้โทรมา
  • Dictionary ก็คือโปรแกรมพจนานุกรมนั่นแหละ
  • LG Backup เอาไว้สำรองข้อมูลต่างๆ ในเครื่องเอาไว้
  • SmartShare ก็คือ App เอาไว้แชร์พวกไฟล์มัลติมีเดียไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับเทคโนโลยี dlna ผ่านเครือข่ายไร้สายนั่นแหละ
  • Video Editor ก็คือ App สำหรับตัดต่อวิดีโอ
  • Video Wiz ก็คือโปรแกรมตัดต่อวิดีโอง่ายๆ เหมาะสำหรับทำพวก Home Video ง่ายๆ
  • Quick Translator คือโปรแกรมแปลภาษาที่เพียงแค่ใช้กล้องส่งไปตรงข้อความที่ต้องการจะแปล ก็สามารถแปลได้เลย … มีแปลเป็นภาษาไทยด้วยนะ แต่ถ้าไม่อยากเสียเงิน ก็ต้องใช้ Google Translate นะครับ (หมายความว่าต้องต่ออินเทอร์เน็ตนะครับ)

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: