เศรษฐกิจใหม่ กับเทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ตอนที่ 1

Print Friendly

IBM Smart Business

 

นับตั้งแต่ที่นวัตกรรมอย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ถูกคิดค้นขึ้นมาในโลก แวดวงธุรกิจก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงครับ และนับวันบทบาทของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในเชิงธุรกิจก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจุดเปลี่ยนแรกก็คือการถือกำเนิดของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันติดปากว่าอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์พกพา (Mobile devices), โซเชียลเน็ตเวิร์กกิ้ง (Social Networking) และการประมวลผลบนกลุ่มเมฆ​ (Cloud computing) ผสมผสานร่วมกัน เทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ นำไปสู่ สินค้าใหม่ๆ ตลาดใหม่ๆ และ ลูกค้าใหม่ๆ จนเราอาจเรียกโดยรวมได้ว่าเป็น เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เลย

รู้จักกับเศรษฐกิจใหม่กันหน่อย

นับตั้งแต่การเปิดตัว Secure Socket Layer (SSL) เวอร์ชันแรกในปี ค.ศ.​1994 เมื่อการรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้รับการเข้ารหัสทำให้การทำธุรกิจออนไลน์มีความปลอดภัยมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โลกเราก็ได้เห็นพัฒนาการด้านเทคโนโลยีกันอย่างรวดเร็วมาตลอด โดยเป็นไปตามกฎของมัวร์ (หมายถึงเทรนด์ที่ กอร์ดอน อี. มัวร์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทอินเทล เคยอธิบายเอาไว้เมื่อปี ค.ศ. 1965 ว่าจำนวนทรานซิสเตอร์ในหน่วยประมวลผลกลางจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ 18 เดือน โดยประมาณ) เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วตั้งแต่ยุคดอตคอมเป็นต้นมา เทคโนโลยีเหล่านี้ได้พลิกรูปแบบเศรษฐกิจทั่วโลก จากที่เคยอยู่บนพื้นฐานของอุตสาหกรรมหนักในยุค 90 มาเป็นเศรษฐกิจที่อาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวขับเคลื่อนการทำธุรกิ จอย่างที่นิตยสารไทม์เคยคาดการณ์ไว้เมื่อ 30 ปีก่อนนี้ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและความสำเร็จให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งในภาคธุรกิจและองค์กรสาธารณะ ผู้นำองค์กรทั้งในภาคธุรกิจ รัฐ และองค์กรสาธารณะต้องมีบทบาทใหม่ ที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และอย่างที่ผมได้เขียนถึงในข้างต้นไป เศรษฐกิจใหม่นี้ เกิดจากการผสมผสานขององค์ประกอบต่างๆ อันได้แก่   สินค้าใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นชื่อว่าเป็นเศรษฐกิจใหม่แล้ว แน่นอนว่าถ้ายังคงขายสินค้าหรือบริการแบบเดิมๆ คงไม่ใช่แน่ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้าไป เราได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น และเทคโนโลยีเหล่านั้นก็กลายมาเป็นสินค้าใหม่ๆ ทั้งที่มาในรูปของสินค้าหรือบริการที่คุ้นเคย ที่วางจำหน่ายหรือให้บริการผ่านทางช่องทางใหม่ๆ และในรูปของสินค้าหรือบริการที่ใหม่เอี่ยม ไม่เคยมีมาก่อนเลย

 

Mac App Store ของ Apple

Mac App Store ของ Apple

 

เราได้เห็นรูปแบบการจำหน่ายซอฟต์แวร์แบบใหม่ จากเดิมที่ขายขาดกันเป็นแพ็กเกจ หรือ ดาวน์โหลดออนไลน์ ผู้ใช้งานซื้อไลเซ่นส์ (License) ในการใช้งานจากผู้พัฒนา ก็กลายมาเป็นรูปแบบของการซื้อขายบริการ (Service) ที่ยังคงมีลักษณะที่ต้องติดตั้งลงในตัวอุปกรณ์เหมือนเดิม แต่เราไม่ต้องเก็บไฟล์ติดตั้งไว้กับเรา แต่มีผู้ให้บริการ App Store ที่จะเก็บไฟล์ติดตั้งเอาไว้ แล้วเราก็สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งใหม่ได้เรื่อยๆ ส่วนจำนวนอุปกรณ์ที่จะติดตั้ง App  ได้นั้นก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ผู้ให้บริการรายต่างๆ อีกรูปแบบหนึ่งที่เราได้เห็นคือ เมื่อเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น โลกเราเข้าสู่ในยุคที่เรียกว่า Connected Era ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์พกพาต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้หมด จำนวนผู้ใช้อุปกรณ์ไร้สายเพิ่มขึ้นมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

 

GSMA คาด จำนวนของ Connected devices จะมีมากถึง 2.4 หมื่นล้านชิ้นใน ค.ศ. 2020

GSMA คาด จำนวนของ Connected devices จะมีมากถึง 2.4 หมื่นล้านชิ้นใน ค.ศ. 2020

 

ABI Research เผยข้อมูลเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันมีอุปกรณ์กว่า 1 หมื่นล้านชิ้นที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย และจำนวนจะเพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านภายในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 2011 GSM Association (GSMA) เองก็คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2020 นั้น อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตจะมีมากถึง 2.4 หมื่นล้านชิ้น และครึ่งหนึ่งในนั้นจะเป็นพวกอุปกรณ์พกพา และด้วยเหตุนี้แหละ เราจึงได้เห็นซอฟต์แวร์ที่ให้บริการในรูปแบบของ Subscription-based หรือ สมัครเป็นสมาชิกเพื่อใช้งาน โดยจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือน หรือ รายปี กันมากขึ้น โดยที่เห็นรายใหญ่ๆ ที่เปิดตัวในปีนี้ก็ได้แก่ Microsoft Office 365 ของ Microsoft และ Adobe Creative Cloud ของ Adobe เป็นต้น

 

Adobe Creative Cloud ซอฟต์แวร์แบบ Subscription-based

Adobe Creative Cloud ซอฟต์แวร์แบบ Subscription-based

 

ด้วยเทคโนโลยีการประมวลผลบนกลุ่มเมฆ​ (Cloud computing) นั้น ก็ก่อให้เกิดรูปแบบสินค้าและบริการใหม่ๆ มากมาย ทั้งในรูปของ Infrastructure as a Service (IaaS), Platform as a Service (PaaS), Software as a Service (SaaS) … ไม่ต้องไปหาตัวอย่างไกลเลยครับ ที่เราอาจจะคุ้นเคยที่สุดก็อาจจะเป็น Dropbox ซึ่งเป็นบริการ Cloud storage นี่แหละ

 

Dropbox เป็นบริการ Cloud storage

Dropbox เป็นบริการ Cloud storage

 

ตลาดใหม่ๆ ช่องทางใหม่ๆ ในการขายสินค้าหรือบริการ

สินค้าและบริการใหม่ๆ ดังที่ได้พูดถึงไปข้างต้นนั้น ก็จะมาพร้อมกับตลาดใหม่ๆ และช่องทางใหม่ๆ ในการนำเสนอ … อินเทอร์เน็ตนั้นไม่เพียงแต่เข้ามาช่วยเจ้าของสินค้าและบริการให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้มากขึ้น ไม่ถูกจำกัดอยู่กับเรื่องของระยะทาง แต่ยังช่วยการติดต่อสื่อสารระหว่างเจ้าของกิจการและลูกค้าเป็นไปได้อย่างสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

[tube]http://www.youtube.com/watch?v=8PkbbCf07Co[/tube]

 

ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยบารี ในประเทศอิตาลี ที่นำเทคโนโลยี Cloud computing มาพัฒนาโซลูชั่น ให้ชาวประมงได้ลดต้นทุนและความสูญเสียทางธุรกิจได้ โดยติดตั้งจอทัชสกรีนบนเรือหาปลาซึ่งจะแสดงผลให้ชาวประมงได้เห็นความต้องการปลาของตลาดปลาท้องถิ่น จากนั้นเมื่อชาวประมงจับปลาได้ ก็แค่ป้อนข้อมูลลงไปผ่านหน้าจอทัชสกรีน แล้วก็เริ่มการประมูลได้เลย ซึ่งหากราคาประมูลต่ำเกินไป ชาวประมงก็อาจเลือกที่จะปล่อยปลาลงทะเลไปก็ได้ แต่หากราคาประมูลเป็นที่น่าพอใจ ระบบก็จะช่วยคำนวณปริมาณบรรจุที่เหมาะสม ให้ชาวประมงสามารถแพ็กสินค้าได้ก่อนที่เรือจะถึงท่าเสียอีก เมื่อไม่ต้องจับปลามากเกินความจำเป็น (เมื่อปริมาณสินค้ามีมากกว่าความต้องการ ราคาก็จะต่ำลง) และชาวประมงก็สามารถขายปลากันได้ตั้งแต่อยู่บนเรือ จึงส่งผลให้รายได้ของชาวประมงเพิ่มขึ้น 25% และ ระยะเวลาขนส่งไปถึงตลาดก็ลดลงไปถึง 70% เลยทีเดียว

 

ลูกค้าใหม่ๆ ที่ธุรกิจของคุณต้องเจอ เทคโนโลยีไม่เพียงแต่จะทำให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่มันยังมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเราอีกด้วย จากเดิมที่เช้าๆ ตื่นขึ้นมาหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน ก็อาจกลายมาเป็นหยิบแท็บเล็ตขึ้นมา เปิดอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ และเผลอๆ อาจจะกลายเป็นว่าอ่านข่าวที่เพื่อนๆ แชร์ผ่านทาง Social media ซึ่งรวบรวมกันไว้ผ่าน App ที่ชื่อว่า Flipboard ด้วยซ้ำ

 

Flipboard

Flipboard

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้ามามีบทบาทของ Social media ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารเป็นจำนวนมากได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จากช่องทางที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม ไม่จำกัดอยู่แค่ผ่านทางอีเมล์ หรือ ข้อความ SMS เหมือนเมื่อก่อน … และอำนาจของธุรกิจในหลายๆ เรื่องที่เคยมีก็หมดไป เช่น

  • อำนาจการเลือกช่องทางที่จะสื่อสารกับผู้บริโภค ที่เปลี่ยนมาเป็น ผู้บริโภคเป็นผู้ที่จะเลือกช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับธุรกิจของคุณ … หน้าที่ของคุณคือเตรียมช่องทางสื่อสารที่ผู้บริโภคของคุณต้องการเอาไว้
  • อำนาจในการเลือกข้อมูลที่จะสื่อสารกับผู้บริโภค ที่หมดไปเพราะผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น เราอยู่ในยุคที่มีบล็อกเกอร์รีวิวสินค้าหรือบริการแทบทุกอย่างที่พวกเขากำลังมองหา และผู้บริโภคทั้งหลายก็สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนะนำสินค้าหรือบริการให้กันและกันได้ ผ่านทาง Social media

ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “ลูกค้า 2.0 (Customer 2.0) สิ่งที่ธุรกิจของคุณไม่ควรมองข้าม” ไว้เมื่อปีก่อน อยากให้ลองกลับไปอ่านดูครับ จะเข้าใจถึงเรื่องนี้ได้มากขึ้น มีพฤติกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ ที่ลูกค้าใหม่ในยุคเศรษฐกิจใหม่นี้เขาทำกัน พฤติกรรมนั้นเรียกว่า Showrooming เป็นพฤติกรรมที่ลูกค้าจะเข้าไปค้นหาข้อมูลสินค้าหรือบริการที่สนใจจากอินเทอร์เน็ต จากนั้นก็ไปที่ร้านค้าเพื่อดูสินค้าจริงๆ ในโลกออฟไลน์ เมื่อมั่นใจว่าเอาแน่ๆ แล้ว ก็กลับมาสั่งซื้อสินค้าออนไลน์อีกครั้ง ด้วยเหตุผลว่าราคาถูกกว่า และ สะดวกสบายกว่า … ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่พบจากการศึกษาของ IBM ที่ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค 26,000 คนทั่วโลก และเปิดเผยในงาน National Retail Federation Convention เมื่อต้นปีที่ผ่านมา การตลาดของธุรกิจของคุณก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะไม่เพียงแต่ลูกค้าที่เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้มากมาย … เมื่อ Social media เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเหล่าลูกค้ามากขึ้น ข้อมูลเกี่ยวกับตัวลูกค้าเองก็อยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้นด้วยเช่นกัน และนั่นคือสิ่งที่ธุรกิจของคุณสามารถเก็บเกี่ยวเพื่อใช้ประโยชน์ต่อการทำการตลาดในแบบที่เรียกว่า Contextual marketing ที่สามารถนำเสนอข้อมูลได้แบบจำเพาะเจาะจงกับตัวลูกค้าได้มากขึ้น

 

โฆษณาของ Google เปลี่ยนไปตามคำค้นหาที่ผู้ใช้งานใช้

โฆษณาของ Google เปลี่ยนไปตามคำค้นหาที่ผู้ใช้งานใช้

 

หากยังนึกไม่ออกว่ามันเป็นอย่างไร ให้ลองนึกถึงโฆษณาของ Google ที่นำเสนอลิงก์ไปยังผู้ขาย โดยพิจารณาจากคำค้นที่เราใช้ เวลาที่ใช้ Google ในการค้นหาข้อมูล … การจัดแคมเปญการตลาด หรือ ให้ข้อเสนอแบบ Real-time และตรงกลุ่มเป้าหมาย จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า และอาจนำไปสู่การกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าซ้ำอีกในครั้งต่อไป และก่อตัวเป็น Brand loyalty ในที่สุด ลองจินตนาการว่าคุณกำลังจัดแคมเปญให้กับแบรนด์ของคุณ โดยการส่ง SMS ไปยังลูกค้า ซึ่งลูกค้าสามารถเปิดดูแล้วคลิกลิงก์เพื่อหาที่ตั้งของร้านที่ใกล้ที่สุดได้ และเมื่อลูกค้าไปถึงร้านก็สามารถเลือกซื้อสินค้า และใช้ Promo code ที่ได้มาจาก SMS ในการแลกส่วนลด โดยพนักงานประจำร้านก็อาจจะถามคำถามลูกค้าเพิ่มเติม 2-3 คำถาม เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวความชอบของลูกค้า และใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการส่ง SMS ไปหาลูกค้าเพื่อเชิญมาชมสินค้าใหม่ๆ ที่เขา(น่าจะ)ชื่นชอบได้อีก เรื่องที่เล่าข้างต้นนี้จะเป็นอะไรที่ง่ายขึ้นอีก หากธุรกิจของคุณสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ของลูกค้าที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต และ Social media ได้ เรื่องราวยังไม่จบนะครับ … แต่เนื้อที่หมด เดี๋ยวเอาไว้ต่อในตอนหน้ากันว่า แล้วสิ่งใหม่ๆ ทั้งสามนี้ จะก่อให้เกิดอะไรขึ้นมา ที่ธุรกิจควรจะต้องรู้จักเอาไว้

 

ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านได้ที่

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

  1. Cvtd says:

    ออกจากบลอกืำอย่างไร

Leave a Reply

%d bloggers like this: