ASUS fonepad 7 นิ้ว ราคาเป็นเจ้าของได้ และ Intel Inside ตอนที่ 2

Print Friendly

ASUS fonepad

มาถึงตอนที่สองของการรีวิว ASUS fonepad ครับ ต้องมาดูกันว่าประสบการณ์ในการใช้งานทั่วๆ ไป ของเจ้านี่เป็นยังไงบ้าง มันเป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะว่าเจ้านี่ใช้ CPU ของ Intel นี่แหละ การใช้ CPU ที่แตกต่างกันออกไป มันส่งผลต่อสิ่งที่เรียกว่า App compatibility หรือ ความเข้ากันได้ของ App กับตัว CPU ครับ ถ้าเข้ากันไม่ได้ มันก็จะใช้งาน App ไม่ได้ … แต่ตรงนี้ Intel เขาบอกว่า 95% ของ App บนระบบปฏิบัติการ Android สามารถทำงานได้กับ CPU Atom ซึ่งก็ถือว่าเยอะอยู่ ว่าแต่แล้ว App ที่เราใช้ๆ กันเนี่ย มันใช้ได้ไหมเนี่ย?!?

 

ประสบการณ์ในการใช้งานทั่วไปของ ASUS fonepad

แน่นอนว่า แม้จะใช้ CPU เป็น Intel Atom ก็เหอะ พื้นฐานมันก็ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการ Android อยู่ดี ฉะนั้นมันก็เริ่มต้นจาก Lock screen เหมือนระบบปฏิบัติการ Android ทั่วๆ ไป และก็มี Home screen กับ App tray เหมือนๆ กัน และเน้นไปที่ User Interface แบบ Smartphone เป็นหลัก

 

 

โดยภาพรวม เท่าที่ลองเล่นดู Lock screen, Home screen และ App tray นั้นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจาก Android ทั่วๆ ไปเลยครับ ที่จะแตกต่างไปนิดหน่อย ก็เห็นจะเป็นตัว Notification bar ที่มีการปรับปรุงเข้าไป แล้วก็มีความสามารถในการปรับรูปแบบการแสดงเสียงได้ และมี Instant dictionary ครับ … มันจะเป็นฟังก์ชั่นที่ให้เรา Highlight ข้อความที่ต้องการแปล แล้วจะแปลคำศัพท์ให้ แต่ใช้ได้เฉพาะกับ App บางตัวเท่านั้นนะครับ … เช่น เบราว์เซอร์ ก็ต้องเป็นตัวที่มากับเครื่องดั้งเดิม ไม่ใช่ Google Chrome อะไรแบบเนี้ย

 

 

App อื่นๆ ที่ ASUS มีมาให้พร้อมกับตัวเครื่อง เช่น ASUS Studio ที่กะให้มาแทน Gallery, App Backup ที่เอาไว้แบ็กอัพพวก App ต่างๆ เวลาที่ล้างเครื่อง จะได้เอากลับมาได้สะดวกๆ (อันนี้เป็นอะไรที่ระบบปฏิบัติการ Android มันขาดไปจริงๆ เพราะ Google มองว่าทุกอย่างไว้บน Cloud ก็ดีอยู่แล้ว) หรือถ้าใครคิดว่าหน้าจอสีสันมันไม่ถูกต้อง ก็ใช้ ASUS Splendid ในการปรับค่าสีสันต่างๆ เอาได้เอง

 

แล้ว App ต่างๆ บน Android มันรันบน Intel Atom ได้ไร้ปัญหาจริงๆ น่ะเหรอ?!?

ก็คงต้องเชื่ออย่างที่ Intel เขาว่า 95% ของ App บน Android นั้น เล่นบน Intel Atom ได้ปลอดภัยไร้ปัญหา ตอนนี้เท่าที่ลองเล่น App ทั่วๆ ไป ก็ใช้ได้สบายๆ ชิลๆ ครับ อันนี้ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่า App ส่วนใหญ่ของ Android นั้น รันบน Virtual Machine ครับ ดังนั้น มันจะถูกแปลงโค้ดให้เหมาะสมกับสถาปัตยกรรมของ CPU เองโดยอัตโนมัติ พวก First party app ต่างๆ ที่มากับเครื่อง เนี่ย เล่นได้ชิลๆ อยู่แล้ว ส่วน App อื่นๆ ที่คนน่าจะใช้ๆ กัน อย่างพวก Facebook, Twitter, LINE, Instagram นี่ก็ไร้ปัญหาเช่นกัน

ที่อาจจะยังน่าเป็นห่วง คงเป็นพวก App ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงๆ เลยเขียนโค้ดมาเรียก Libraries ที่เป็น Native ของสถาปัตยกรรม ARM เลย (ก็น่าจะเป็นพวก App จำพวกเกม 3D จัดหนักจัดเต็ม) โดยไม่คิดจะกะขายพวกคนที่ซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ CPU Intel เลย … แต่ ณ ปัจจุบัน App พวกนี้ก็อาจจะมีไม่มากแล้วล่ะมั้ง

ในตอนหน้า เราจะมาลองรับชมไฟล์มัลติมีเดีย และลองเล่นเกมแบบจริงๆ จังๆ ดูว่าจะ OK ไหม

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: