ต้อนรับการกลับมาของ BlackBerry ด้วยการรีวิว Z10 ตอนที่ 2

BlackBerry Z10

มารีวิวตอนที่ 2 ของ BlackBerry Z10 ครับ ก็ต้องมาขอดูกันหน่อยว่าประสบการณ์ในการใช้งานเป็นยังไง เพราะนี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมได้อุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ BlackBerry 10 มาลองเลยนะ และนี่ถือเป็นครั้งสำคัญที่ BlackBerry จะแสดงให้เห็นว่า สามารถทำ Smartphone แบบหน้าจอสัมผัสได้ดีไม่แพ้คู่แข่ง (และเผลอๆ อาจจะเหนือคู่แข่งก็เป็นได้) เพราะก่อนหน้านี้ BlackBerry พยายามออกรุ่นหน้าจอสัมผัสมาหลายหน แต่ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ ซึ่งส่วนหนึ่งผมเองก็เคยวิพากษ์ไปแล้วว่า มันมาจากการที่รักพี่เสียดายน้อง มีทั้งหน้าจอสัมผัส และ ปุ่มกดนั่นเอง

 

ก่อนอื่น วิพากษ์เรื่องหน้าจอสัมผัสก่อน

ก่อนหน้านี้ ตอนที่ใช้งาน BlackBerry รุ่นหน้าจอสัมผัส ผมพบว่าประสบการณ์ในการใช้งานมันไม่ดีนัก มันเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ คือ

  • BlackBerry ยังเลือกทำตัวเครื่องให้มีขนาดหน้าจอเล็กซะมาก เพราะยังรักพี่เสียดายน้อง ให้มีทั้งหน้าจอสัมผัส และ ปุ่มกด ทำให้ใช้งานไม่ถนัด
  • และแม้ว่าจะมีรุ่นอย่าง Storm ที่เป็นหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ระบบปฏิบัติการ BlackBerry เวอร์ชันเก่า มันก็ยังไม่เหมาะกับการใช้งานในแบบจอสัมผัสจริงๆ นั่นแหละ

แต่ใน BlackBerry Z10 นี้ มันแสดงให้เห็นว่า BlackBerry ฟันธงได้แล้วว่าจะออกแบบอย่างไร ดังจะเห็นได้จากการที่มันไม่มีปุ่มกดใดๆ เลย นอกจากปุ่มเปิดปิดหน้าจอ ปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเรียกใช้การสั่งงานด้วยเสียง … ที่เหลือ ใช้ Gesture ในการสั่งงานล้วนๆ ภายใต้ User Interface ที่เรียกว่า Flow UI

การตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอ ผมมองว่า BlackBerry Z10 นั้นสามารถทำออกมาได้ค่อนข้างจะโอเคดีอยู่ครับ … และ Flow UI นั้นก็ออกแบบมาเพื่อหน้าจอแบบสัมผัสจริงๆ (ซะที) ถือว่างวดนี้ BlackBerry ทำการบ้านมาได้ผ่านครับ

 

วิพากย์ประสบการณ์ในการใช้งาน Flow UI ของ BlackBerry Z10 กันบ้าง

เอาล่ะ เมื่อการตอบสนองของจอสัมผัสถือว่าสอบผ่านแล้ว ทีนี้มาดู User Interface บ้างว่าทำออกมาได้ดีแค่ไหน … ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า Gesture พื้นฐานของหน้าจอสัมผัส เช่น การลากนิ้วขึ้น ลง ซ้าย ขวา อะไรแบบนี้ ไม่ว่าจะระบบปฏิบัติการอะไร มันก็เหมือนๆ กัน หมด แต่ BlackBerry Z10 นั้นก็มีความแตกต่างออกไปบ้าง เช่นเดียวกับที่ iOS กับ Android ก็มีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย

ดังนั้น ใครที่คุ้นชินกับระบบปฏิบัติการ iOS หรือ Android (แบบผม) มาเจอ Flow UI ของ BlackBerry Z10 แล้ว ก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่คุ้นเท่าไหร่ ไม่สะดวกเท่าที่ควร แต่ผมมองว่าถ้าเราไม่ยึดติดกับ Gesture เฉพาะตัวของแต่ละระบบปฏิบัติการ Flow UI ของ BlackBerry Z10 ก็ถือว่าออกแบบมาได้ค่อนข้างดี … ผมใช้คำว่าค่อนข้างดี เพราะยังมีเรื่องให้ติอยู่บ้างครับ แต่เดี๋ยวค่อยว่ากันนะ ขอพูดถึง Flow UI ไปทีละส่วนก่อน

 

หน้า Lock screen และ Notification

หน้าจอ Lock screen แม้จะถูกออกแบบให้ดูเป็นแนวจอสัมผัสมากขึ้น แต่ก็ต้องบอกว่า Notification ของหน้าจอ Lock screen มันก็ยังมีความเป็น BlackBerry อยู่ครับ โดยส่วนตัว ผมว่าผมชอบแนวของ BlackBerry มากกว่าของ Android และ iOS ครับ คือ แม้ว่าทั้งสองระบบปฏิบัติการนั้นจะมี Notification ที่ความสามารถหลากหลายกว่าจริงจัง แต่ผมว่า ข้อมูลที่ได้มันเยอะเกินกว่าที่ผมอยากให้มี

 

หน้าจอ Lock screen ของ BlackBerry Z10

หน้าจอ Lock screen ของ BlackBerry Z10

 

คือ จะบอกว่า การเตือนน่ะ เตือนแค่ว่ามีอะไรรอเราอ่านอยู่แค่ไหนก็พอ ไม่ต้องบอกละเอียดมากไปกว่านั้นหรอก … แต่ของแบบนี้แต่ละคนก็ชอบแตกต่างกันออกไปละนะ

หน้าตาของสิ่งที่ผมขอเรียกตามแบบผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ว่า App tray หรือ หน้าจอที่จะแสดงไอคอนเรียกใช้งาน App ต่างๆ เนี่ย ก็ไม่ได้มีแนวทางอะไรที่แหวกแนวไปกว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆ นะครับ ด้านบนก็แสดงระดับแบตเตอรี่ มีนาฬิกา มีไอคอนแสดงสถานะต่างๆ เช่น NFC, WiFi, Cellular network

 

หน้าจอแสดงรายการ App ที่มีในเครื่อง

หน้าจอแสดงรายการ App ที่มีในเครื่อง

 

ส่วนด้านล่าง ก็จะเป็นไอคอนเข้าสู่โหมดโทรศัพท์, การค้นหา และ กล้องถ่ายรูป …​ เรียกว่าแสดง Shortcut ที่คาดว่าผู้ใช้งานจะใช้บ่อยเอาไว้เลย …​ ส่วนที่เหลือ ก็จะให้ไปแตะที่ไอคอน App ต่างๆ ตามกันไป

 

สังเกตว่ามีหน้าพิเศษอยู่ 2 หน้า ทางซ้ายมือ

สังเกตว่ามีหน้าพิเศษอยู่ 2 หน้า ทางซ้ายมือ

 

ดูตรงด้านล่าง จะเห็นว่ามันจะบอกว่าคุณกำลังอยู่หน้าแสดง App หน้าที่เท่าไหร่ แต่มันจะมีหน้าพิเศษอยู่ 2 หน้า อยู่ทางซ้ายมือสุด … ตรงนี้แหละ ที่ผมอยากจะบ่นว่า Flow UI ยังทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควรนัก … เมื่อใช้นิ้วปัดหน้าจอ เลื่อนหน้าไปทางซ้ายของหน้าที่ 1 ก็จะเป็น App switcher ครับ คือ หน้าจอที่จะแสดงรายการของ App ที่เราเปิดเอาไว้อยู่

 

รายการ App ที่เราเปิดใช้อยู่

รายการ App ที่เราเปิดใช้อยู่

 

สำหรับผู้ใช้งานมือใหม่ จะพบว่าการเข้ามาถึงหน้าจอนี้ทำได้ลำบากมาก เพราะต้องใช้นิ้วปัดมาทางซ้ายไปเรื่อยๆ … คนที่คุ้นกับระบบปฏิบัติการ iOS จะนึกถึงการกดปุ่ม Home 2 ครั้งติดๆ กัน หรือ คนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ถ้าไม่นึกถึงการกดปุ่ม Home ค้างเอาไว้ ก็อาจจะนึกถึง Virtual button ที่จะแสดงรายการของ App ที่เปิดอยู่ขึ้นมา

สำหรับ Flow UI นั้น หากเราแตะตรงขอบด้านล่างของหน้าจอ แล้วปัดนิ้วขึ้นมาด้านบน ก็จะเป็นการเข้าสู่หน้าจอ App switcher นี่ได้เลยครับ ไม่สนว่าคุณกำลังจะอยู่หน้าใดก็ตาม … Gesture นี้ถือเป็นการย่อ App ที่เปิดอยู่ลงไป แล้วเลือกจะเปิด App ใหม่ขึ้นมา …​ แต่ความยุ่งยากของมันคือ เราจะต้องแตะที่ขอบด้านล่างของหน้าจอ แล้วจึงลากนิ้วขึ้นมาด้านบน จริงๆ แล้ว หาก BlackBerry เลือกใช้ Gesture แบบที่หากอยู่ในหน้าจอแสดงรายชื่อ App แล้วเราแตะตรงจุดไหนของหน้าจอแล้วลากนิ้วขึ้นมา ก็เป็นการไปที่ App switcher นี่คงสะดวกกว่าไม่น้อย

 

 

BlackBerry Hub เป็นฟีเจอร์อีกตัวที่ทำได้ดีครับ มันคือศูนย์รวมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารกับผู้คนออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น BlackBerry Message (BBM), การแจ้งเตือนต่างๆ, การโทร, การโทรเข้า Voice mail ฯลฯ มันคล้ายๆ กับหน้าจอ People หรือ Me ของ Windows Phone 8 นะ แต่ผมว่า BlackBerry ทำได้เข้าใจง่ายกว่า ใช้งานง่ายกว่าครับ แบ่งหมวดหมู่เข้าใจง่าย และเวลาจะโพสต์ข้อความใหม่ ก็เลือกได้เลย ว่าอยากจะโพสต์โดยใช้ App อะไร

จุดที่ต้องติ สำหรับ BlackBerry Hub นั้นคือในฐานะที่เป็นฟีเจอร์จุดเด่นของ BlackBerry Z10 แต่การเข้าถึงยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะมันถูกจัดไปเป็นหน้าจอซ่้ายสุด อยากจะใช้งาน อาจจะต้องปัดหน้าจอหลายหนมากๆ ก็ได้ … และแม้ว่าจะมีวิธีลัดขึ้นมาหน่อย คือ การปัดหน้าจอจากขอบด้านล่างขึ้นด้านบน ซึ่งมันจะพาเราไปที่หน้าจอ App switcher จากนั้นเราค่อยปัดหน้าจอไปทางซ้ายอีกทีก็จะเรียบร้อย แต่ผมว่าขั้นตอนนี้ก็ยังซ้อบซ้อนไปหน่อย

 

แป้นพิมพ์ภาษาไทยบน BlackBerry 10 กรณีจอสัมผัส

ในยุคก่อนหน้า แม้ BlackBerry จะพยายามทำระบบจอสัมผัสมา แต่ปรากฏว่าแป้นพิมพ์เสมือนบนหน้าจอ ดันทำเลียนแบบแป้นพิมพ์​จริงๆ ของ BlackBerry เลยส่งผลให้ใช้งานไม่สะดวกซักเท่าไหร่ สำหรับภาษาไทย … แต่ใน BlackBerry 10 นี่ ได้รับการพัฒนาแล้วครับ เป็นแป้นเกตุมณีตามมาตรฐานที่คนไทยคุ้นเคยเลยทีเดียว

 

 

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนสลับภาษาไปมายังแอบยุ่งยากนิดหน่อย เพราะต้องแตะปุ่มสลับภาษาค้างไว้ แล้วจึงเลือกภาษา ในขณะที่ค่ายอื่นๆ เขาใช้การแตะปุ่มเพื่อสลับภาษาได้เลย แต่สิ่งที่ผมว่า BlackBerry ทำได้ดีกว่าค่ายอื่นๆ คือ แนวทางการออกแบบ Flow ของระบบแนะนำคำศัพท์ครับ ใช้งานง่าย และสะดวกกว่าค่ายอื่น เพียงแต่ระบบนี้ยังไม่ค่อยได้ประโยชน์กับภาษาไทยมากซักเท่าไหร่ เพราะภาษาไทยไม่ได้เขียนแบบ เว้นวรรค ทุกคำที่เขียนเหมือนพวกภาษาอังกฤษ แต่เท่าที่ลองใช้กับภาษาอังกฤษดู พบว่ามันทำได้ดีทีเดียวเลย

 

การเชื่อมต่อ BlackBerry Z10 กับเครื่องคอมพิวเตอร์

ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เราต้องทำการติดตั้งโปรแกรมชื่อ BlackBerry Link ครับ สำหรับคนใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows นั้น พอเสียบไป ก็จะมอง BlackBerry Z10 ว่ามีแผ่น CD อยู่ แล้วเมื่อคลิกรันขึ้นมา มันก็จะให้เราดาวน์โหลดโปรแกรม BlackBerry Link มาครับ

 

เลือก Media library จาก Windows Media Player หรือ iTunes

เลือก Media library จาก Windows Media Player หรือ iTunes

 

ลักษณะการทำงานก็คือ ใช้สำหรับถ่ายโอนไฟล์ต่างๆ ลงไปในเครื่อง โดยจำกัดเฉพาะ เพลง, รูปภาพ, วิดีโอ และ เอกสาร เป็นหลัก อารมณ์การใช้งานผมว่าประมาณ Windows Phone app (หรือ Zune) ไม่ก็ iTunes ครับ แต่เจ้านี่ไม่มีพวก Library เพลงเป็นของตัวเอง ต้องไปพึ่งพา Windows Media Player ไม่ก็ iTunes ครับ มองในแง่นึงก็สะดวกดี เพราะไม่ต้องไปสร้าง Library เพิ่มมาอีกแห่ง ในกรณีที่คุณใช้ Windows Media Play หรือ iTunes ในการบริหารจัดการเพลงในเครื่องอยู่แล้ว

 

หน้าตาของ BlackBerry Link

หน้าตาของ BlackBerry Link

 

ความปลอดภัยคือจุดเด่นของ BlackBerry 10 (และ BlackBerry Z10)

แต่ไหนแต่ไร BlackBerry พยายามชูจุดขายของตัวเองคือด้าน Security ของตัวอุปกรณ์ครับ ซึ่งทำให้บรรดาองค์กรต่างๆ ไว้วางใจ และใช้งาน BlackBerry อย่างแพร่หลาย แต่นั่นมันเป็นอดีตไปแล้ว เพราะคู่แข่งอย่าง iOS หรือ Android นั้น สามารถพัฒนามาจนมี Security อยู่ในระดับที่ “ยอมรับได้” สำหรับการใช้งานในองค์กร และกระแส Bring Your Own Device (BYOD) ก็มาแรง เลยทำให้ BlackBerry เริ่มมีตัวตนที่จืดจางลงในระดับองค์กร

แต่ BlackBerry 10 นี่คือความพยายามในการกลับมาครับ BlackBerry Z10 นั้นถูกออกแบบมาให้ตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้งานระดับ Consumer แต่ในขณะเดียวกัน ก็มี Security ในระดับที่ดีมากสำหรับองค์กรเลยทีเดียว

 

 

ในแง่ขององค์กร สามารถจำกัดสิทธิ์ในการที่ App จะเข้าถึงบริการต่างๆ ได้, สามารถเข้ารหัสอุปกรณ์ได้ กรณีที่สูญหาย หากไม่มีรหัสผ่านก็จะอ่านข้อมูลไม่ได้, สามารถตั้งการป้องกัน กรณีเด็กใช้งาน ก็สามารถกำหนดได้ว่าจะให้เข้าถึง App หรือบริการใดบ้าง, และสุดท้ายคือ BlackBerry Protect ที่ให้ตามหาเครื่องที่หายไปได้ ก็อารมณ์ Find my iPhone ประมาณนั้นแหละ

เอาล่ะ ตอนหน้าตอนสุดท้ายแล้ว ฮึบๆๆๆ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: