วันที่สอง ณ ไต้หวัน กับทีมสื่อที่ได้รับเชิญจาก Ford Thailand เปิดตัว Ford Kuga และ AppLink 2.0

ตะลุยไต้หวันวันที่ 2   วันที่สอง พวกเรามีนัดกัน 8:45 ที่ล็อบบี้ รถจะออกตอนนั้นแหละ ผมตื่นตอน 6:00 แต่เห็นว่าเช้าไป เลยนอนต่อ … รู้สึกตัวอีกที คุณโป่ง จาก Ford Thailand โทรมาปลุก คือว่า 8:49 แล้ว … เวรกรรม นอนต่อแป๊บเดียว ไหงลากยาวแบบนี้ … ขอโทษก๊าบบบบบ … เป้าหมายของเราในช่วงเช้า คือ ทัวร์ตึก Taipei 101 ที่เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก (ตอนนี้โดนดูไบแย่งตำแหน่งไปแล้ว) ด้วยความสูง 509 เมตร มีจำนวนชั้นทั้งสิ้น 101 ชั้น ถือว่าเป็น Landmark ของที่นี่ และหากมาถึงไทเปแล้วไม่มาเยือนที่นี่ซักหน ก็เหมือนกับไม่ได้มาสินะ

 

หน้าตาไกด์ของทริปเราครับ มีธงด้วย ทัวร์จีนจริงๆ (ฮา)

หน้าตาไกด์ของทริปเราครับ มีธงด้วย ทัวร์จีนจริงๆ (ฮา)

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Taipei 101 นี่ก็คือ

  • ก่อนหน้านี้ถูกเรียกว่า Taipei World Financial Center
  • แม้จะมี 101 ชั้น และสูง 509 เมตร แต่อนุญาตให้ผู้เข้าชมมาได้ถึงแค่ชั้นที่ 91 ที่เป็น Observatory ที่ระดับ 390 เมตรเท่านั้น
  • ค่าเข้า ผู้ใหญ่ NT$500 แพงเอาเรื่อง นักเรียนและเด็กที่ส่วนสูงมากกว่า 115 เซนติเมตร คิด NT$450 (ก็ยังแพง) ส่วนเด็กต่ำกว่า 115 เซนติเมตรเข้าฟรี แต่ต้องมากับผู้ใหญ่
  • ขึ้นลิฟต์มาชั้น 89 ใช้เวลาแค่ 39 วินาที จากนั้นต้องเดินต่อไปชั้น 91 เอง (แค่สองชั้น อย่าบ่น)
  • บนชั้นที่ 91 ไม่มีอะไรเลย ก็แค่วิวจากที่สูง พื้นที่ให้เดินก็ไม่มากเท่าไหร่ … ใครอยากเสียเงิน ไปหยอดเหรียญใช้บริการกล้องสองทางไกลได้ แต่ผมมี Samsung Galaxy Camera ที่ซูมได้ 21x ก็พอกล้อมแกล้ม ซูมดูอะไรใกล้ๆ พอไหว … อยากซูมได้ไกลๆ พกกล้องวิดีโอที่ซูมเป็นร้อยเท่ามาเหอะ
  • การจะลง ต้องเดินลงไปชั้น 88 ค่อยไปที่ลิฟต์ได้ … ที่ต้องลงไปชั้น 88 ก็ไม่ใช่อะไรหรอก เราจะต้องผ่านพวก Gift shop ของเขาไง (เผื่อมีอะไรอยากซื้อ)
  • Gift shop ของที่นี่ ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเลยให้ตายสิ แล้วไอ้ร้านของที่ระลึกที่ชั้น 88 ก็ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ Taipei 101 เลย
  • ลิฟต์ขาลงมันจะแบ่งเป็น Individual กับ Group ไม่รู้ว่า Group มันจะไปลงที่ไหน แต่ Individual มันลงมาชั้น 5 … ต้องเดินวนในห้างมันอีกพักใหญ่ๆ กว่าจะเจอทางออก
  • ขาลงใช้เวลานานกว่าขาขึ้น ลงจากชั้น 88 มาชั้น 5 ใช้เวลา 49 วินาที … ที่เป็นแบบนี้เพราะขาลงมันต้องเบรกก่อนหยุด

 

ชักภาพกับตึก Taipei 101

ชักภาพกับตึก Taipei 101

 

9 ข้อข้างต้น ก็น่าจะสรุปการทัวร์ตึก Taipei 101 ได้แล้ว … และแม้ว่ามันเหมือนจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม แต่ถ้ามาถึงแล้วก็ควรจะไปดูนะครับ จบจาก Taipei 101 เราก็ไปทานอาหารกลางวันที่ San Yuan Chinese Cuisine Xiaolongbao ครับ รสชาติดีทีเดียว โดยเฉพาะไอ้ Chocolate dumpling หรืออารมณ์ เสี่ยวหลงเปาไส้ช็อกโกแลต แหล่มมาก … ทานอาหารเสร็จก็เป็นเวลาของ Press conference ได้เวลาทำงานแล้ว จากบรรทัดนี้ไปอีกพักใหญ่ๆ จะเป็นการเป็นงานนะครับ

 

 

Press Conference ของ Ford เปิดตัว Ford Kuga และ AppLink 2.0

ในงาน Press conference นี้ Ford เขาเปิดตัวหลายอย่างเลยครับ อย่างแรกคือ Ford Kuga (อ่าน คูก้า) ที่เป็นรถ SUV ที่มาพร้อมกับ Smart technologies มากมาย ทั้งที่ Ford นำเสนอให้โลกรู้จักมาแล้วอย่างเช่น Active Park Assist ช่วยให้คุณจอดรถได้โดยอัตโนมัติ, Bling Spot Information System ช่วยเตือนเวลามีรถเข้ามาใกล้ๆ ในจุดที่เป็นจุดอับสายตาขณะขับรถ, Lane Departure Warning System ระบบเตือนการเปลี่ยนเลน, Active City Stop ระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ และ Adaptive Cruise Control ระบบควบคุมความเร็วแบบปรับความเร็วอัตโนมัติ

 

ผู้บริหาร Ford ถ่ายรูปคู่กับ Ford Kuga

ผู้บริหาร Ford ถ่ายรูปคู่กับ Ford Kuga

 

แต่ที่เพิ่มเข้ามา (และผมชอบมาก เพราะเห็นประโยชน์เลย) คือ Hands-free automatic tailgate ที่เปิดประตูท้ายรถให้โดยไม่ต้องใช้มือ เพียงแค่ผู้ขับขี่มี Smart Keyless Entry key ติดตัวอยู่ แล้วเดินมาทางท้ายรถและวาดเท้าของตนไปใต้กันชนหลัง ระบบเซ็นเซอร์ก็จะเปิดประตูท้ายรถให้เลย มีประโยชน์มากเวลาที่ถือของมาเต็มมือ แล้วจะต้องเปิดประตูท้ายรถเพื่อเก็บของ นอกจากนี้ ที่มาพร้อมกับ Ford Kuga ก็มี SYNC with MyFord Touch® ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Ford กับ Microsoft ในการเชื่อมโยงระบบ SYNC ของ Ford และหน้าจอสีแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว บริเวณคอนโซลกลาง คู่กับหน้าจอ LCD ขนาด 4 นิ้ว ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานรถยนต์ ตั้งค่าต่างๆ และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ของรถได้โดยการสั่งงานด้วยเสียง การใช้ปุ่มควบคุม หรือการแตะที่หน้าจอสัมผัส

 

 

นอกเหนือจากตัวรถ Ford Kuga แล้ว ก็ยังมีการเปิดตัว AppLink 2.0 ซึ่งเป็นเวอร์ชันใหม่ในเอเชียแปซิฟิกด้วย โดย AppLink นี่จะเป็นการเปิด API ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถสร้างสรรค์แอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่รองรับการควบคุมการทำงานด้วยเสียง หรือปุ่มควบคุมภายในรถ เพื่อสร้างประสบการณ์ในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นได้ … ยกตัวอย่างเช่น ที่ผู้บริหารของ Ford ให้เป็นกรณีศึกษา อย่าง App ที่อาศัยกล้องหน้าของสมาร์ทโฟนในการตรวจจับดวงตาของผู้ขับขี่ และหากพกว่ามีอาการสลึมสลือ จะหลับ ก็จะส่งเสียงเตือน เพื่อปลุกให้ตื่น เป็นต้น โดยนักพัฒนาสามารถไปดาวน์โหลดชุด SDK ได้ที่ developer.ford.com ซึ่งนักพัฒนาจะได้รับข้อมูลและเอกสารช่วยเหลือในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้สามารถสื่อสารกับรถยนต์ได้ … นอกจากนี้ Ford ก็จัดเตรียม AppLink Catalog ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นสำหรับให้ลูกค้าได้ไปเลือกหา App ที่สามารถใช้งานร่วมกับ AppLink ได้อย่างสะดวกและง่ายดายอีกด้วย และเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ AppLink ทาง Ford ก็เลยเปิดตัว 3 Apps ที่รองรับ AppLink ให้ดูก่อนเลย ซึ่งได้แก่

  • Pandora ซึ่งเป็น App ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถรับฟังเพลงและรายการที่ชื่นชอบโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
  • TuneIn Radio ซึ่งเป็น App ที่ให้เราได้รับฟังรายการวิทยุออนไลน์ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศได้
  • Kaliki Audio Newsstan ซึ่งเป็น App ที่จะอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ และบทความในนิตยสารให้เราฟัง โดยนักอ่านที่มีความเชี่ยวชาญในการประกาศข่าวโดยเฉพาะ

 

ช่วง Group Interview กับผู้บริหารของ Ford และ Microsoft เกี่ยวกับ AppLink และ SYNC with MyFord Touch®

เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รถยนต์ก็จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ซอฟต์แวร์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ในฐานะบล็อกเกอร์ และผู้ใช้งานพวกระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมานานเกือบ 20 ปี (เข้าใจครับ ผมมันแก่ … แง่งๆ) ผมรู้สึกว่ามันมีความท้าทายหลายๆ อย่างรอ Ford อยู่ และในเวที Group Interview นี่ ทางผู้บริหาร Ford และ Microsoft ก็เปิดโอกาสให้สื่อต่างๆ ได้สอบถามข้อสงสัยกันครับ ซึ่งผมจะขอสรุปสิ่งที่ผมถาม และที่ผู้บริหารตอบดังนี้

Q: อยากทราบถึงความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากพลังในการประมวลผลของพวก Smartphone และ Tablet ที่นับวันก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ว่าจะนำมาใช้สร้าง Smart car ในอนาคตได้อย่างไร

A: AppLink ในขณะนี้ก็เป็นก้าวแรกสู่การไปสู่จุดนั้นแล้ว เมื่ออนุญาตให้พวก Smartphone หรือ Tablet เข้ามาพูดคุยกับรถได้ผ่านทาง API ของ AppLink อะไรหลายๆ อย่างก็สามารถมาประมวลผลได้บน Smartphone/Tablet แล้วส่งต่อไปที่ตัวรถเอง

 

Q: แม้ว่า Voice recognition ดูเหมือนจะเป็นอินพุตที่จะมาแรงในอนาคต แต่ว่า ณ ปัจจุบันก็ยังรองรับไม่กี่ภาษา ซึ่งการสั่งงานด้วยเสียงมันเป็นอะไรที่แตกต่างจากอินพุตแบบอื่น คือมันขาด “ความเป็นสากล” และต้องการ Localization แล้วทาง Ford กับ Microsoft วางแผนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

A: ณ ตอนนี้ SYNC เองก็รองรับการสั่งงานหลายภาษาแล้ว และในอนาคตก็จะมีเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพียงแต่ยังต้องดูเรื่องของจำนวนของยอดขาย เมื่อมันถึงระดับ Mass เมื่อไหร่ การ Localize ระบบ SYNC เพื่อให้รองรับภาษาท้องถิ่นนั้นๆ ก็จะมีอย่างแน่นอน

 

Q: ได้มองความเป็นไปได้ของการนำ Cloud computing เพื่อเข้ามาใช้ใน Voice recognition สำหรับรถยนต์หรือไม่?

A: ณ ปัจจุบันการนำ Cloud computing มาใช้สำหรับ Voice recognition สำหรับรถยนต์ยังเป็นเรื่องที่ยากอยู่ เพราะในสภาวะที่ต้องการการตอบสนองแบบทันทีทันใด (Real-time) นั้น ด้วยความเร็วในการเชื่อมต่อในปัจจุบัน และ ความครอบคลุมของสัญญาณ Mobile Internet ยังทำให้ไม่สามารถให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีได้ แต่ในอนาคต เมื่อมีการพัฒนาเรื่องความเร็วในการเชื่อมต่อ และสัญญาณมีความครอบคลุมเต็มที่ ก็อาจจะมีการพิจารณาเพื่อยกการประมวลผลบางส่วนไปบน Cloud ว่าเป็นไปได้หรือไม่

 

Q: ในอดีต เราซื้อมือถือมาซักเครื่องเราอาจใช้ไปซัก 4-5 ปีกว่าจะซื้อเครื่องใหม่ แต่พวกอุปกรณ์พกพาอย่าง Smartphone หรือ Tablet เปลี่ยนไปแล้ว พฤติกรรมของผู้บริโภคนั้น บางคนแทบจะเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุกๆ 6 เดือน … แต่รถยนต์ยังไม่น่าจะเป็นอะไรที่ทำแบบนั้นได้ เมื่อซื้อมาแล้วก็คงใช้ไปอีกหลายปี (อย่างกรณีผมก็ 10 ปีขึ้นไป) ซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์พกพาอาจมีการพัฒนาไปไกล จนฮาร์ดแวร์ของรถตามไม่ทัน แล้วทาง Ford จะตอบโจทย์ความท้าทายนี้อย่างไร

A: ทาง Ford จะมีการออกอัพเดต AppLink เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีที่พัฒนาไป และด้วยความที่ใช้เทคโนโลยีมาตรฐานอย่าง Bluetooth และ USB ก็ทำให้มั่นใจได้ว่า การเชื่อมต่ออุปกรณ์กับตัวรถนั้น ยังสามารถทำได้อีกยาว บวกกับการมี AppLink มาเป็นตัวกลางการเชื่อมต่อระหว่างรถยนต์กับอุปกรณ์พกพาทำให้เราแค่อัพเกรดตัวซอฟต์แวร์ AppLink ก็จะช่วยให้รถยนต์สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์พกพาได้อีกยาวนาน

 

จบ Press conference แล้ว ได้เวลาลุยต่อ

และ Session แถลงข่าวและการสัมภาษณ์ผู้บริหารก็จบลงประมาณนี้แหละครับ ได้เวลากลับไปเรื่องการทัวร์ไต้หวันกันต่อ ช่วงบ่ายเป็นการพาชม National Palace Museum ครับ … ค่าเข้าเท่าไหร่ไม่รู้สิ เพราะเขาเตรียมไว้แล้ว แต่ที่แน่ๆ ที่นี่ถ่ายรูปไม่ได้ครับ เหอๆ และห้ามใช้เสียงดัง เราจะต้องไปสวมชุดหูฟัง เพื่อให้ไกด์สามารถเล่าเรื่องราวให้เราฟังได้ โดยไม่ต้องตะเบ็งเสียง ที่นี่มีวัตถุโบราณของจีนอยู่ราวๆ 5 แสนชิ้น โดยจะสลับสับเปลี่ยนกันนำออกมาแสดง โดยประมาณก็ทุกๆ 3 เดือน แต่ก็ไม่ได้ทุกชิ้นหรอกนะ … ของพวกนี้เป็นตั้งแต่สมัยที่เกิดสงครามกลางเมือง แล้วฝ่ายนึงรู้ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี เลยหอบของหนีมาไต้หวัน แล้วก็ขนของพวกนี้มาด้วย เพียงแต่ด้วยข้อจำกัดด้านการเดินทาง ของชิ้นใหญ่ๆ เลยต้องทิ้งไว้ที่ปักกิ่ง แต่ของชิ้นเล็กๆ ก็สามารถนำขึ้นเรือมาไต้หวันได้ … ใครชอบพวกพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ แนะนำว่ามาใช้เวลาเต็มๆ วันที่นี่ดีกว่า ของมีเยอะมาก เดินกันเมื่อยเลยแหละครับ Gift shop ที่นี่ มีของขายหลากหลายมาก แต่ที่โดดเด่นคงเป็นไอ้ของจำลองหยกแกะสลักรูปผักกาดขาวอ่ะ เห็นเพียบเลย … ของที่ระลึกบางชิ้นทันสมัยเลยนะ เช่น PowerBank รูปหนังสือโบราณ เหอๆ แต่ราคาก็แพงใช่ย่อยอยู่

 

จบภารกิจวันนี้ด้วยการทานอาหารค่ำกับผู้บริหาร Ford และ Microsoft

มื้อค่ำ ทาง Ford และ Microsoft เป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับสื่อมวลชนครับ ที่ Silk House ชั้น 3 ของโรงแรม Regent Taipei ที่พักนี่แหละ … บรรยากาศเป็นกันเอง ได้คุยกับสื่อมวลชนจากอินโดนีเซีย เฮฮาไปตามประสาครับ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น ได้เวลาเข้านอน เพราะพรุ่งนี้นัดกันเวลาเดิม 7:30 ทานข้าวเช้า 8:45 ล้อหมุน ไม่อยากเผลอนอนเพลินอีกแล้วง่ะ

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

2 Responses

  1. ชัชวาล says:

    เที่ยวให้สนุกนะครับ ผมก็เพิ่งกลับมาสองสามวันเอง ทริปล่องเรือเลยไปโอกินาวา ขากลับแวะเที่ยวไทเปไต้หวัน บอกไกด์แวะข้างทางซื้อหมากด้วยนะครับเดี๋ยวจะหาว่ามีของดีไม่บอก

    ร้อนครับตอนผมเที่ยว ตอนนี้คงคลายร้อนบ้างนะ

    • kafaak says:

      ไม่ทันแล้ว ไม่ได้ซื้อหมากครับ เหอๆ

Leave a Reply

%d bloggers like this: