กาฝากไขปริศนา 3G ไทย มีแท้มีเทียมด้วยเหรอ?!?

3G มีแท้มีเทียมด้วยเหรอ?

วันก่อนได้ดูรายการเรื่องเล่าฯ ของคุณสรยุทธ์ เห็นย้ำกันจริงๆ เลยว่า 3G แท้ยังงั้นยังงี้ มีหลายคนสงสัยและสอบถามผมมาทั้งออนไลน์และออฟไลน์เลยว่า “จริงเหรอ? เมืองไทยเรามันมี 3G แท้ 3G เทียม กันด้วยเหรอ” แล้วเผอิญทาง Thaiware.com เขาก็ทำ Infographic ขึ้นมาให้ดู เพื่อชี้แจงด้วยว่า 3G จริง/ปลอม นั้นเป็นยังไง … โดยส่วนตัว เวลาที่ผมไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี 3G ให้กับน้องๆ นักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ผมก็อธิบายเป็นประจำอยู่แล้วว่า ไอ้ที่เรียกว่า แท้/เทียม จริง/ปลอม นั้นจริงๆ มันเป็นยังไง แต่ผมว่าถึงเวลาที่ควรจะเขียนบล็อกอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรซะทีแล้วสิ

 

3G เป็นชื่อเรียกของยุคของเทคโนโลยี

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า 3G ไม่เชิงว่าเป็นเทคโนโลยีซะทีเดียว … มันเป็นคำย่อมาจาก 3rd Generation of Mobile Telecommunication Technology หรือแปลเป็นไทยก็คือ เทคโนโลยีการสื่อสารแบบเคลื่อนที่ในยุคที่สาม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็นแค่คำเรียกรวมเทคโนโลยีต่างๆ นั่นเอง ซึ่ง เทคโนโลยีที่นิยมเอามาใช้เพื่อให้บริการ 3G นั้นก็มี

  • UMTS (Universal Mobile Telecommunications System) ที่เป็นมาตรฐานของ 3GPP ใช้เยอะกันในยุโรป, ญี่ปุ่น และ จีน กับ GSM (Global System for Mobile Communications) ที่พัฒนามาจากโครงข่าย 2G เดิม ซึ่งก็มีแตกแขนงแยกย่อยไปเป็น W-CDMA (Wideband Code Division Multiple Access), HSPA (High Speed Packet Access), HSPA+ (หรือ Evolved HSPA) อีก
  • CDMA2000 เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันแพร่หลายในทวีปอเมริกาเหนือ (สหรัฐนั่นแหละ) แล้วก็เกาหลีใต้ … บ้านเราก็มีเอามาให้บริการโดย Hutch แต่ว่าเพิ่งเลิกให้บริการไปแล้ว และหันไปให้บริการบนเทคโนโลยี HSPA+ แทน … CDMA2000 ก็แตกแขนงออกไปเป็น 1xRTT, 1xEV-DO (Release 0, Revision A, Revision B, Revision C) และ 1xEVDV อีก

ไม่ต้องลงไปลึกมากหรอกว่าอะไรเป็นอะไร … ไม่ได้เรียน Telecommunication Engineering กะเขาซะหน่อย (ผมจบ Electronics Engineering มา เรียนวิชาด้านสื่อสารแค่ 2 ตัวเอง) … เอาเป็นว่า 3G มันเป็นชื่อเรียกรวมๆ ของเทคโนโลยีที่ให้บริการด้านการสื่อสารในยุคที่เขาเรียกว่า ยุคที่ 3 นั่นแหละ

และผมก็พยายามย้ำตลอดมาว่า  3G เป็นมาตรฐานที่กำหนดโดย ITU (International Telecommunication Union) ว่าจะเรียกว่า 3G ได้นั้น จะต้องมี “ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดไม่ต่ำกว่า 384kbps ในกรณีที่ผู้ใช้บริการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง หรือ ไม่ต่ำกว่า 2Mbps ในกรณีที่ผู้ใช้บริการไม่เคลื่อนที่หรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ ” (อ้างอิง Introduction – Evolution of Mobile Market) เพียงแต่ยุคหลังๆ เนี่ย เทคโนโลยีมันพัฒนาไปไกล เกิดสิ่งที่เรียกว่า 3.5G หรือ 3.9G ขึ้นมา ซึ่งความเร็วในการให้บริการมันก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย หรือพูดง่ายๆ มันเร็วกว่ามาตรฐาน IMT-2000 ที่ ITU เขากำหนดมานานแล้วล่ะ

 

จะคลื่นไหนๆ ก็เป็น 3G ขอให้ความเร็วมันได้ตามมาตรฐานก็แล้วกัน

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า จริงๆ แล้ว ITU เขามีการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับให้บริการ 3G เอาไว้แล้ว ดูจาก Slide ด้านล่างนี่ได้นะครับ จะเห็นว่า ความถี่สำหรับให้บริการ 1G และ 2G นั้นอยู่ที่ย่าน (ที่หากเทียบเป็นความถี่ที่ให้บริการในบ้านเรา) คือ 850MHz (truemove H, dtac) และ 900MHz (AIS) แล้วก็มี 1800MHz ด้วย ส่วน 3G นั้น บ้านเราก็เลยใช้ย่าน 2100MHz ที่เพิ่งประมูลไปได้หมาดๆ นั่นเอง

 

การจัดสรรคลื่นความถี่ตาม IMT-2000

ที่มา: http://www.itu.int/osg/imt-project/docs/What_is_IMT2000.ppt

 

สังเกตนะครับ ผมใช้คำว่า “จัดสรร” หรือภาษาอังกฤษเรียก Allocation … มันเป็นแค่การกำหนดคลื่นความที่ไว้ให้เป็นมาตรฐานใช้ร่วมกัน เพื่อวัตถุประสงค์ที่พอจะเข้าใจได้ง่ายๆ คือ ไม่ต้องการให้แต่ละประเทศเขาใช้กันตามใจฉันตามใจชอบ แล้วมันจะยุ่งยากเวลาที่ผู้ใช้งานเดินทางไปในแต่ละประเทศ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ผลิตอุปกรณ์สามารถจำเพาะเจาะจงไปได้เลยว่าจะให้รองรับความถี่ย่านไหน

แต่สุดท้าย ความถี่มันก็เทียบได้กับถนนครับ จะเอารถอะไรมาวิ่งก็ได้ ไม่ใช่ปัญหา หากเราเอารถที่ชื่อว่า 2G มาวิ่ง มันก็คือ 2G แต่หากเราเอารถที่ชื่อว่า 3G มาวิ่ง มันก็คือ 3G ครับ … ถนนไม่ใช่ประเด็น แต่ความเร็วที่รถวิ่งต่างหากคือประเด็นที่จะตัดสินใจว่า นี่คือ 3G หรือไม่ ดังนั้น ตราบเท่าที่เน็ตมันวิ่งเร็วปรู๊ดปร๊าดอยู่ ต่อให้วิ่งบน 850MHz หรือ 900MHZ หรือ 2100MHz มันก็คือ 3G แท้ๆ ทั้งนั้นครับ

เหมือนที่ truemove H ตอนนี้เขาตั้งใจจะเอาคลื่น 2100MHz ที่ประมูลมาได้ มาแบ่งให้บริการ 4G ด้วย (เพราะเขามองว่าความถี่ 850MHz ที่มีอยู่ ก็ให้บริการ 3G ได้ดีในระดับหนึ่งอยู่แล้ว)​ … แม้ว่าใครๆ เขาใช้คลื่นย่าน 1800MHz/2600MHz ในการให้บริการ 4G แต่หาก truemove H เขาสามารถให้ความเร็วในระดับสูงสุดมากกว่าที่มาตรฐาน IMT-Advanced (อ้างอิง ITU-R M.1645 หน้า 11 ย่อหน้าสุดท้าย)  คือ ความเร็วสูงสุดไม่ต่ำกว่า 100Mbps ในกรณีที่ตัวผู้ใช้งานเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง หรือความเร็วสูงสุดไม่ต่ำกว่า 1Gbps ในกรณีที่ตัวผู้ใช้งานอยู่กับที่) ก็ถือว่าเป็น 4G ครับ​ (ในที่นี้หมายถึง ในสภาพแวดล้อมของการทดลองนะ)

 

เราไม่มี  3G เทียม แต่เรา(กำลังจะเคย)มี 3G แบบปะผุ

ไอ้สิ่งที่เราเรียกกันว่า 3G เทียมกันจนติดปาก ก็ไม่ใช่เพราะอะไรเลย เป็นเพราะคำการตลาดที่ใครต่อใครเขาเอามาใช้เรียก 3G บนย่านความถี่ 2100MHz เพื่อให้มันเกิดความแตกต่างระหว่าง 3G ที่ให้บริการบนย่านความถี่เดิมๆ กับ 3G บนย่านความถี่ใหม่ที่ประมูลขึ้นมาได้ … ตรงนี้ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะมันเป็น “คำการตลาด” ไงล่ะ มันไม่ได้ใส่ใจเรื่องเทคนิคกับเขาเท่าไหร่นักหรอก

จริงๆ แล้ว คำอธิบายของ 3G บนย่านความถี่เดิม (850MHz และ 900MHz) นั้น ควรจะเรียกว่า 3G แบบปะผุ แบบที่ท่านพี่ @Saran2530 เคยกล่าวเอาไว้ น่าจะเหมาะสมกว่าครับ​ … ความหมายของปะผุก็คือ พยายามทำให้มันมีใช้ไปเป็นการชั่วคราว ก่อนที่จะมีของใหม่มาทดแทน หรือก็คือ การเฉือนเนื้อตัวเอง เอาความถี่ที่เอาไว้ให้บริการ 2G ไปให้บริการ 3G ก่อน ระหว่างรอประมูลคลื่นความถี่ 2100MHz มาเพื่อให้บริการ 3G แบบเน้นๆ นั่นเอง

 

3G แบบปะผุ คือ เฉือนเนื้อมาให้บริการนั่นแหละ

ที่มาของรูป: ตำนาน 3G โดย p-ach.com

 

ผมก็บอกแล้วไงว่า คลื่นความถี่มันเหมือนกับถนน … จะเอารถอะไรมาวิ่งก็ได้ … แต่หากเอาทั้งรถ 2G กับ 3G มาวิ่งบนถนนเดียวกัน การจราจรมันก็ย่อมติดขัดเป็นธรรมดา หากคลื่นความถี่มันไม่มากพอ โดยเราจะเห็นได้จากการที่ค่ายอย่าง AIS มีปัญหาด้านการให้บริการ 3G ทั้งนี้เพราะเขามีแบนด์วิธแค่  17.5MHz แต่ต้องให้บริการลูกค้า 35.7 ล้านราย (ข้อมูลอ้างอิง AIS Company Background ก.พ.2555, AIS Financial Result Q4/2012 ก.พ. 2556 ) ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แต่การที่ได้ความถี่มาให้บริการ 3G โดยเฉพาะ อย่างคลื่น 2100MHz ก็จะทำให้มีถนนสำหรับรถ 3G วิ่งโดยเฉพาะ ก็น่าจะช่วยให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้นนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สุดท้ายแล้วมันก็ยังอยู่ที่ว่า พื้นที่ในการให้บริการครอบคลุมมากน้อยเพียงใด และแบนด์วิธสำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ต (หมายถึง ความเร็วจากผู้ให้บริการ ไปยังอินเทอร์เน็ต) มีมากน้อยเพียงใดอีกด้วยนะครับ

และ แม้จะยังคงใช้ความถี่เดิม คือ 850MHz หรือ 900MHz หากค่ายผู้ให้บริการมีแบนด์วิธอยู่ในมือมากพอ ก็ยังคงสามารถให้บริการ 3G ได้ดีอยู่ แม้จะไม่ได้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 2100MHz ก็ตาม

 

ความถี่ต่ำกว่า ให้บริการพื้นที่ได้ครอบคลุมกว่าจริงหรือไม่

มีคำถามนึง บางท่านคาใจ หลังจากไปดู Infographic ของ Thaiware.com เขา … นั่นคือ “คลื่นความถี่ต่ำ พื้นที่บริการยิ่งไปได้ไกล” จริงหรือ?!? ถ้าให้ตอบสั้นๆ เลย คงต้องบอกว่า “จริงครับ” … แต่กรุณาอ่านต่อไป เพื่อดูคำตอบแบบยาวๆ ของผม

 

ความถี่ต่ำกว่า ส่งสัญญาณไปได้ไกลกว่า

ที่มาของภาพ: Thaiware.com

 

เหตุผลที่ทำให้คลื่นความถี่สูงครอบคลุมพื้นที่ได้น้อยกว่าคลื่นความถี่ต่ำก็ไม่ใช่เพราะอะไรเลย แต่มันเป็นเพราะเวลาที่คลื่นความถี่มันเดินทาง มันจะต้องผ่านสื่อกลาง (Medium) ครับ เช่น อากาศ, โลหะ, กำแพงบ้าน ฯลฯ ซึ่งตามหลักฟิสิกส์แล้ว เมื่อคลื่นความถี่มาเจอกับพวกสื่อกลางพวกนี้แล้ว ก็จะเกิดการ ถูกดูดซึม/กระจาย/สะท้อนกลับ/กระเจิง ไป … ประเด็นมันมีอยู่ว่า คลื่นความถี่ยิ่งสูง โอกาสที่จะถูกดูดซึมโดยสื่อกลางก็จะยิ่งมาก เหมือนกับที่เวลาเราดูทีวีดาวเทียมแล้วฝนตก สัญญาณภาพมันก็จะหายไป นั่นเพราะคลื่นไมโครเวฟ​ซึ่งเป็นคลื่นที่มีความถี่สูงมากๆ มันถูกน้ำฝนดูดกลืนไปหมดนั่นเอง (ปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Rain fade)

ฉะนั้น คลื่นความถี่ที่ต่ำกว่า ก็ย่อมให้บริการได้ในระยะไกลกว่า อันนี้ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ครับผม

แต่เราต้องไม่ลืมอีกอย่างว่า ยิ่งอยู่ไกลสถานีฐานเท่าไหร่ ความแรงของสัญญาณก็ยิ่งลดน้อยถอยลง (เหมือนน้ำกระเพื่อมในสระ ยิ่งอยู่ไกล ความสูงของน้ำกระเพื่อมก็ยิ่งน้อยลง) ซึ่งนั่นก็จะส่งผลต่อความเร็วในการให้บริการ Mobile Internet ด้วยเช่นกัน ดังนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว จะใช้ความถี่ใดในการให้บริการ ก็ต้องอยู่ที่ว่ามีการตั้งสถานีฐานเอาไว้เหมาะสมมากน้อยเพียงใดด้วยเช่นกัน … การที่ใช้ความถี่ต่ำกว่าในการให้บริการ เป็นแค่ความได้เปรียบในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ในสภาพความเป็นจริง ก็มีปัจจัยอื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณภาพในการให้บริการด้วยเช่นกัน

 

============================================

 

ก็หวังว่าจะไขข้อข้องใจของหลายๆ ท่านได้ไม่มากก็น้อยนะครับ ใครสงสัยอะไรเพิ่มเติม ก็ไปคลิกตามลิงก์ต่างๆ ที่ผมเตรียมไว้ให้นั่นแหละ (เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษนะ …​ ฮา)

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

6 Responses

  1. Phantip says:

    “ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดไม่ต่ำกว่า 0.2Mbps”

    ไม่ใช่ 0.2 Mbps แต่เป็น 2 Mbps ครับ 😀

    • kafaak says:

      ขอบคุณครับ แต่จริงๆ มันไม่ใช่ แค่นั้น
      ผมกลับไปแก้ไขแล้ว จริงๆ มันต้องเป็น “ไม่ต่ำกว่า 384kbps ในกรณีเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง หรือไม่ต่ำกว่า 2Mbps ในกรณีไม่เคลื่อนที่หรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ” ครับ

      • Phantip says:

        เป๊ะมากครับ ฮี่ๆ

        อีกอย่างครับ, “ยิ่งอยู่ใกล้สถานีฐานเท่าไหร่ ความแรงของสัญญาณก็ยิ่งลดน้อยถอยลง”

        ไม่แน่ใจว่าคุณเขียนผิดรึเปล่าเพราะผมไม่มีความรู้ด้านนี้เท่าไหร่,แต่คิดว่ายิ่งใกล้ก็ยิ่งแรงมั้งครับ?

        • kafaak says:

          ชิบเป๋ง ผมจะเขียนว่า ไกล -_-” (อุตส่าห์เขียนว่า เหมือนคลื่นน้ำกระเพื่อมแล้วแท้ๆ … ยังพิมพ์เพลินอีกจนได้ ตู)

  2. SuperKookai says:

    แล้วของ DTAC ที่กำลังโฆษณา Tri-Net หละครับ เห็นเขาว่ามี Bandwidth เยอะมาก จริงหรือไม่ครับ?

    • kafaak says:

      เป็นที่รู้กันของคนในวงการ ว่า dtac มีคลื่นความถี่ถือครองเยอะที่สุดครับ เมื่อรวมทุกเครือข่ายเข้าด้วยกัน ย่อมมี Bandwidth ให้บริการมากกว่าเพื่อน แต่ความยากมันอยู่ตรงที่การบริหารการ Roaming ระหว่าง Network ต่างๆ ครับ เพราะสองคลื่นเก่า (850MHz กับ 1800MHz) เป็นระบบสัมปทาน ส่วนคลื่นใหม่ (2100MHz) เป็นระบบใบอนุญาต พวกค่าบริการอะไรพวกเนี้ย คลื่นที่เป็นสัมปทานกับคลื่นที่เป็นใบอนุญาตมันแตกต่างกันอยู่น่ะครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: