การอยู่ร่วมกันของพีซีและแท็บเล็ต กับ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ID-100131548

Image courtesy of bplanet / FreeDigitalPhotos.net

 

นับตั้งแต่ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ล่วงลับเปิดตัว iPad อุปกรณ์สายพันธุ์ที่เรียกว่าแท็บเล็ต พีซีก็เริ่มเข้าสู่ช่วงถดถอย จนสมกับที่จ็อบส์เขาเรียกว่า ยุคถัดจากพีซี (Post-PC Era) ภายในช่วง 2 ปีเศษๆ ที่ผ่านมา เราได้เห็นการถดถอยของอัตราการเติบโตของยอดจำหน่ายพีซีทั่วโลก (หมายถึงเดสก์ท็อป และ โน้ตบุ๊ก รวมกัน) มาตลอด จนบางคนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า พีซีอาจถึงเวลาของมันแล้วที่จะต้องไป เฉกเช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เคยเกิดมาบนโลก และถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่กว่า … ในแง่ของสัจธรรม มีเกิดย่อมมีดับ เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งแล้ว เราจะมีเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่พีซีอย่างแน่นอน เพียงแต่ ณ ตอนนี้ ผมว่าแท็บเล็ตยังไม่ใช่อะไรที่จะฆ่าพีซีให้ล้มหายตายจากไปได้ในเร็ววัน

Gartner เองก็มองแบบนั้นเช่นกัน เมื่อสำรวจยอดขายของพีซีเทียบปี พ.ศ. 2555 กับ พ.ศ. 2554 แล้ว พบว่ายอดขายพีซีของผู้จำหน่ายทั่วโลกนั้น ลดลงโดยรวม 3.5% แต่นักวิเคราะห์จาก Gartner มองว่า แท็บเล็ตนั้น แม้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับตลาดของพีซี แต่มันก็ไม่ได้เข้ามากัดกิน (Cannibailze) ตลาดพีซี เพียงแต่มันก่อให้เกิดการยืดระยะเวลาในการเปลี่ยนเครื่องพีซีออกไป และหันมาใช้แท็บเล็ตในการทำงานบางอย่างแทนพีซีเครื่องเดิม

ที่มาของข้อมูล: Gartner

 

จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีความพยายามในการจะนำเสนออุปกรณ์สายพันธุ์แท็บเล็ตขึ้นมาแทนที่พีซี เมื่อ 10 ปีก่อน Bill Gates ก็เคยนำเสนอ Tablet PC มาแล้ว … ทว่า แม้ว่า Tablet PC ในแบบของ Bill Gates มันจะยังคงอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่มันก็ไม่ได้สร้าง Impact อะไรให้เกิดกับวงการคอมพิวเตอร์ ซึ่งสาเหตุนั้นค่อนข้างจะชัดเจน คือ เทคโนโลยีจอสัมผัสที่ต้องใช้ Stylus นั้นยังไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ และ ตัวระบบปฏิบัติการเองก็ยังไม่ใช่อะไรที่ถูกออกแบบมาเพื่ออินเทอร์เฟซแบบสัมผัสนัก นอกจากนี้ แบตเตอรี่ก็เป็นประเด็นสำคัญด้วยเช่นกัน

 

Bill Gates กับ Tablet PC เมื่อ พ.ศ. 2543

Bill Gates กับ Tablet PC เมื่อ พ.ศ. 2543

 

นอกจาก Tablet PC แล้ว ยังมีความพยายามแทนที่เดสก์ท็อปด้วยสายพันธุ์ใหม่ของโน้ตบุ๊กด้วยนะครับ … สมัยนั้น โน้ตบุ๊กยังแพงอยู่มาก ใครๆ ก็หาซื้อมาใช้ยาก แต่เกิดมีคนไอเดียบรรเจิดว่า สุดท้ายจริงๆ แล้ว คนซื้อโน้ตบุ๊กก็เพราะแค่พกไปใช้งานที่อื่น แต่หลักๆ ก็ยังคงเสียบปลั๊กใช้งานแบบเดสก์ท็อปอยู่ ดังนั้นเลยออกผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Desknote ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊กที่ไว้ใช้งานแบบเดสก์ท็อป คือ ต้องเสียบปลั๊กใช้งาน เพราะมันไม่มีแบตเตอรี่ ผลที่ได้ คือ เครื่องใหญ่ จอใหญ่ เบากว่าโน้ตบุ๊ก (สมัยนั้น) และราคาถูกกว่า เพราะไม่มีแบตเตอรี่

 

ECS Desknote

ECS Desknote

 

แน่นอน แรกๆ ก็เป็นที่ฮือฮาอยู่ แต่สุดท้าย คนที่ใช้โน้ตบุ๊กเขาก็มีช่วงเวลาที่ไปใช้งานนอกสถานที่อยู่ดี และแม้จะมีการขายแบตเตอรี่สำหรับ Desknote ออกมา แต่สุดท้าย มันก็ไปไม่รอดอะครับ … เดสก์ท็อป และ โน้ตบุ๊ก มันก็ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่แยกกลุ่มกันชัดเจนอยู่ดี เพราะจุดเด่นจุดด้อยต่างๆ นั่นเอง (เดสก์ท็อป สเปกแรง ราคาถูกกว่า อัพเกรดง่ายกว่า แต่ยุ่งยากเวลาพกพา … โน้ตบุ๊ก ราคาแพงกว่า เมื่อเทียบสเปกเท่ากัน อัพเกรดยากกว่า แต่พกพาสะดวกกว่า)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ผู้ผลิตพีซีชื่อดังสัญชาติไต้หวันนาม ASUS เกิดไอเดียบรรเจิด พบว่าคนส่วนใหญ่เขาไม่ได้ใช้งานอะไรหนักหน่วงมาก เลยออกผลิตภัณฑ์สายพันธุ์ที่เรียกว่า Netbook ออกมา โดยให้มีขนาดหน้าจอไม่ใหญ่ แค่ 7 นิ้วเท่านั้น ทำให้น้ำหนักเบา แบตเตอรี่อยู่ได้ค่อนข้างอึด ราคาก็ไม่แพง แต่ประสิทธิภาพนั้นเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป เช่น ท่องเน็ต ทำงานเอกสารเล็กๆ น้อยๆ

 

ASUS Eee PC

ASUS Eee PC

ที่มาของภาพ: Wikipedia

 

ช่วงนั้นราคาโน้ตบุ๊กยังแพงเอาเรื่องอยู่ ผู้คนเลยหันมาใช้เน็ตบุ๊กกันเยอะมากครับ เห็น ASUS ทำมาค้าขึ้น แบรนด์อื่นๆ ก็ทำเน็ตบุ๊กออกมาขายกันมากขึ้น ผลก็คือ เกร่อ … และในที่สุด ก็แข่งกันอัพสเปกขายกัน จนเน็ตบุ๊กมีสภาพกลายเป็นโน้ตบุ๊กกลายๆ และเมื่อเทคโนโลยีมันพัฒนาไปมากขึ้น เน็ตบุ๊กก็มีสเปกที่แรงพอที่จะทำงานอะไรได้หลายๆ อย่าง เทียบเท่าโน้ตบุ๊กในอดีตเลย … ปัจจุบันเราก็ยังมีพวกเน็ตบุ๊กขายอยู่นะครับ (พวกที่ใช้ CPU เป็น Atom นั่นแหละ)

จะเห็นว่า จนถึงยุคที่ผมพูดมานี้ พีซีก็ยังเฟื่องฟูดีอยู่ แม้จะมีความพยายามในการทดแทนอะไรบางอย่าง แต่ก็อยู่ในรูปของการพยายามนำโน้ตบุ๊กมาแทนที่เดสก์ท็อป หรือ หาอะไรมาแทนโน้ตบุ๊ก แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ … ก็จน สตีฟ จ็อบส์ เขาตีโจทย์แท็บเล็ตแตก แล้วได้ออกมาเป็น iPad นี่แหละครับ ที่เป็นตัวเริ่มต้นของพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพราะพฤติกรรมพื้นฐานของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเว็บ เช็คอีเมล์ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ใช้บริการ Social Media นั้น ด้วยประสิทธิภาพของแท็บเล็ตมันก็สามารถทำได้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว (อันนี้อานิสงส์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นด้วย เพราะหากเป็นเมื่อสิบปีก่อน ฮาร์ดแวร์จะไม่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้) แถมยังได้เปรียบเรื่องความสะดวกในการพกพา และแบตเตอรี่ที่อึดอีก

แต่แม้ว่านับวันแท็บเล็ตจะสามารถทำงานทดแทนพีซีได้มากขึ้น เดี๋ยวนี้สามารถตัดต่อวิดีโอแบบง่ายๆ ได้ สามารถจัดการงานเอกสารได้ ความก้าวหน้าในเรื่องของ Cloud Computing ทำให้การใช้งานโปรแกรมบางอย่าง ไม่ถูกจำกัดอยู่บนแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งอีกต่อไป ท้ายที่สุดแล้วพีซีก็ยังมีอะไรบางอย่างที่แท็บเล็ตยังไม่สามารถทำได้ … อย่างน้อยก็ในตอนนี้ เช่น

  • ในการทำงานที่ต้องการความละเอียด การใช้เมาส์ ก็ยังดีกว่าการใช้จอสัมผัส หรือการพิมพ์ ถ้าได้คีย์บอร์ดก็พิมพ์สะดวกรวดเร็วกว่า … ตรงนี้ถ้าเกิดต้องมาเสียบคีย์บอร์ดและเมาส์ต่อพ่วงออกมา มันก็จะบังเกิดความยุ่งยากไม่ต่างกับการพกโน้ตบุ๊กเท่าไหร่ ส่วนอินพุตแบบอื่นๆ ที่อาจจะพัฒนามาเพื่อทดแทนคีย์บอร์ดและเมาส์ ณ ตอนนี้ก็ยังเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
  • แม้ว่า CPU/GPU ของแท็บเล็ตจะได้รับการพัฒนาขึ้นไปมาก แต่ด้านประสิทธิภาพยังไงก็ยังตกเป็นรองพีซีอยู่ดี ถ้าทำงานพื้นฐานอาจจะเพียงพอ แต่ถ้าเป็นงานหนักๆ แล้ว ยังไงพีซีก็ยังทำได้ดีกว่า … แต่ข้อด้อยนี้นับวันจะเริ่มหมดไป เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ

พอมานั่งนึกทบทวนดูแล้ว แนวคิดแบบ Microsoft ที่มีต่อ Windows 8 นี่ อาจจะดูมีความเป็นไปได้มากซะด้วย (ก่อนหน้านี้ผมจะรู้สึกแปลกใจว่าทำไม Microsoft ถึงมองแบบนี้ และรู้สึกว่าระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพา และ ระบบปฏิบัติการสำหรับพีซี มันควรจะเป็นคนละตัวกัน) เมื่อลองทบทวนพฤติกรรมของผู้บริโภคในอดีตดู เราจะพบว่า แม้ตอนแรกเราจะรู้สึกว่ามันก็ OK ที่จะซื้ออุปกรณ์หลายๆ ชิ้น และเลือกพกสลับกันไป ตามเงื่อนไขการใช้งาน เช่น ใช้พีซี (หรือแม็คบุ๊ก) ในการทำสไลด์ แล้วโยนไฟล์ไปใส่ในแท็บเล็ต เพื่อพกไปนำเสนอ … แต่หากมีโอกาส เราก็อยากจะได้อุปกรณ์ชิ้นเดียวในรูปแบบของไฮบริดแท็บเล็ต (Hybrid Tablet) ที่เมื่ออยู่ที่บ้าน ก็ทำงานเป็นแบบพีซี แต่เมื่อต้องการพกออกไปแค่นำเสนอเฉยๆ ก็ถอดเฉพาะหน้าจอไปใช้งานแบบแท็บเล็ตเพื่อนำเสนอ

ดังนั้น ถ้าถามผมว่าบทสรุปของพีซีและแท็บเล็ตน่าจะลงเอยแบบไหน … ในฐานะไอทีต๊อกต๋อยแบบผม ในฐานะผู้ใช้งานต๊อกต๋อยอย่างผม ผมคงมองว่า ในช่วงนี้ผู้ใช้งานคงจะมีพฤติกรรมแบบที่ Gartner บอก นั่นคือ เลือกซื้อแท็บเล็ตมาใช้งาน แล้วโยกการใช้งานในบางรูปแบบ (ท่องเว็บ ใช้ Social Media ดูหนัง ฟังเพลง) มาใช้งานบนแท็บเล็ต แต่ไม่ได้โละพีซีทิ้ง แต่เลือกที่จะชะลอการซื้อพีซีเครื่องใหม่ โดยมองว่าเครื่องเก่าก็ยังสามารถทำงานในแบบที่เรียกว่า การสร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creation) ได้อยู่ … และในอีกหลายๆ ปีข้างหน้า เมื่อเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และแบตเตอรี่ดีพอ ลักษณะของอุปกรณ์จำพวกแท็บเล็ต จะมีความเป็น Hybrid Tablet กันมากขึ้น โดยอาจจะอยู่ในรูปของการต่อพ่วงอุปกรณ์เสริมที่เป็น Third Party เข้าไปกับตัวแท็บเล็ต หรือ เป็นดีไซน์จากแบรนด์มาเลยก็ได้

อย่างไรก็ดี พีซีก็จะยังคงอยู่ไปอีกพักใหญ่ๆ เพียงแต่ลดบทบาทที่มีต่อผู้ใช้งานลงจากการเป็น Personal Computing Device ภายในบ้าน กลายมาเป็น Shared Computing Device และ/หรือ กลายเป็น Workstation สำหรับทำงานเฉพาะด้าน หรือใช้งานเฉพาะอย่างไปครับ

 

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

  1. centuryboy says:

    ขอบคุณสำหรับบทความดีดีชิ้นนี้ครับ ทำให้ผมได้คำตอบอย่างหนึ่งคือ Destnote คืออะไร เพราะเพิ่งมีคนนำมาให้ผมเครื่องหนึ่ง เขาซื้อมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2546 ใช้งานเพียงครั้งสองครั้งก็เก็บไว้เฉยๆ
    ผมก็นำมาดูๆแล้วก็ยังใช้เไม่เป็นครับ และสงสัยว่าทำไมต้องเสียบสายไฟตลอดเวลา เพราะมันไม่มีแบตนั่นเอง

Leave a Reply

%d bloggers like this: