กาฝากพาทัวร์ เที่ยวไม่มั่ว ทัวร์เวียดนาม วันที่สอง – Ninh Binh และ ฮาลองบ๊ก

Cố đô Hoa Lư

 

วันที่สองของการท่องไปในโลกกว้างของผม … งวดนี้คือทริปเวียดนามของพวกเราชาว #triptwt ครับ … วันนี้แตกต่างจากวันแรก ที่เป็น City Tour แบบที่นั่งรถแป๊บๆ แต่เดินกันขาลาก เพราะวันนี้จะนั่งรถกันนานมากครับ เนื่องจากเราจะไปที่ Ninh Binh (อ่านว่า นินบิง อ่ะนะ เขาว่างั้น) ซึ่งอยู่ห่างจากฮานอยไปราวๆ 100 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาเดินทางร่วมๆ 2 ชั่วโมงเศษๆ เลย เพราะว่าที่เวียดนามนี่ เขากำหนดความเร็วในการขับรถออกต่างจังหวัดไว้ค่อนข้างต่ำมากๆ เห็นไกด์เขาบอกว่า ราวๆ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง … อะไรจะช้าขนาดนั้น … แต่ตำรวจจราจรที่เวียดนาม ก็ไม่ได้แตกต่างจากบ้านเราในหลายๆ พื้นที่เหมือนกัน คือ มีการรับค่าน้ำร้อนน้ำชากัน แต่ดูเหมือนจะหนักกว่านะ เพราะไกด์เขาบอกว่า อาชีพตำรวจที่นี่ เป็นอาชีพยอดนิยมมากๆ คนไม่มีเส้นมีสายจะได้เป็นนี่ยาก เงินเดือนน้อย แต่รายได้เสริมอื่นๆ นี่ มากมายมหาศาล (ไกด์เขาบอกว่า “the money from the outside is unlimited” ประมาณนั้นเลย)

แผนการของเราในวันนี้เป็นแบบนี้ครับ … ตื่นเช้ามา อาบน้ำแต่งตัว หม่ำอาหารเช้าที่โรงแรม ซึ่งเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ แต่เป็นแบบตามสั่ง คือ เลือกสั่งจากเมนูมา แล้วเขาก็จะทำให้ ตัวเลือกไม่มาก สู้พวกบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่โรงแรมแบบ 2-3 ดาวในประเทศไทยไม่ได้ แต่ว่าเขาทำออมเล็ต (ไข่เจียวแบบฝรั่งเศส) ได้อร่อยดีอ่ะ คือว่า แทนที่มันจะเป็นแค่ไข่เฉยๆ เนี่ย ที่นี่เขาใส่มะเขือเทศ หอมใหญ่ และต้นหอมไปด้วยอ่ะ มันเลยได้รสชาติกว่า

พูดถึงอาหารที่ฮานอยแล้ว เท่าที่กินมาจนถึงเช้านี้ ทั้งบุนจ๋า (Bun Cha) ทั้งเฝอ (Pho) เนี่ย มันออกแนวจืดๆ เป็นหลักนะ จนผมแปลกใจว่า ประเทศที่รับอิทธิพลมาจากจีนเยอะออกปานนี้ เวลาทำก๋วยเตี๋ยว ทำไมไม่ทำน้ำซุปต้มกระดูกหมูฟะ น้ำซุปจืดชืดมาก อย่างน้อยก็น่าจะใส่คะนอไปซักก้อนสองก้อนนะ (เออ ว่าแต่ที่นี่มีป่าววะ) แต่ที่เยอะเป็นพิเศษเลย คือ ผงชูรส ครับ ใครแพ้ผงชูรสนี่ อย่าได้คิดทานอาหารที่เวียดนามเลยนะ … มันเยอะแยะมากมายเป็นพิเศษ … ลองคิดดูแล้วกันว่า คนที่นี่มีพริกชี้ฟ้าฝานเป็นแว่นกับผงชูรสเอาไว้เพิ่มรสชาติให้กับกับข้าว เฉกเช่นเดียวกับที่คนไทยเราต้องมีพริกน้ำปลาไว้เพิ่มรสชาติให้กับกับข้าว ประมาณนั้นเลยอ่ะ

จบเรื่องอาหารเช้า ก็ได้เวลานั่งรถไป Ninh Binh ครับ เราไปรถทัวร์ ไม่ได้ไปแค่ 6 คนแล้ว แต่นี่เป็นทัวร์ที่ไปรับนักท่องเที่ยวตามโรงแรมต่างๆ ไปพร้อมๆ กันทีเดียว … ก็ดีเหมือนกัน เจอทั้งเกาหลี ออสเตรเลีย (แต่เป็นเชื้อสายจีน) ฝรั่งเศส ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา นานาชาติดี … ไกด์เป็นสาวร่างเล็ก ที่เก่ง พูดจาฉะฉาน ภาษาอังกฤษคล่องแคล่วดี แม้ว่าจะไม่ได้เพอร์เฟ็ค แต่นี่แหละ ตัวอย่างของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการหากิน เอาชีวิตรอด ไม่ใช่เอาตัวรอดในห้องสอบไปวันๆ เหมือนเด็กไทยหลายๆ คนนะครับ

 

ไกด์สาวประจำทริปวันที่สองของพวกเรา

ไกด์สาวประจำทริปวันที่สองของพวกเรา

 

ระหว่างเดินทาง ก็ไม่มีอะไรมาก คุณไกด์เธอก็แนะนำไปตลอดสองข้างทางนั่นแหละ ว่าอะไรเป็นอะไรบ้าง มีอะไรบ้าง เล่าเรื่องเกี่ยวกับเวียดนามให้ฟัง เรื่องค่าครองชีพ เรื่องราคาที่ดินในฮานอย เรื่องคอรัปชั่นของตำรวจเวียดนาม ฯลฯ เพิ่งรู้ว่าบ้านในฮานอยที่หน้าบ้านแคบๆ (รวมถึงโรงแรมด้วย) แต่ทำบ้านเป็นแนวยาว เนี่ย สาเหตุมาจากการที่สมัยก่อนกษัตริย์เขาเก็บภาษีราษฎรแบบ ใครหน้าบ้านใหญ่กว่าก็เสียภาษีมากกว่า … มิน่าๆ

เช่นเดียวกับการทัวร์ทั่วไปนั่นแหละ เขาต้องแวะระหว่างทาง (ตอนขาไป เพราะตอนนั้นยังมีแรงเดินช้อป) เพื่อให้คนได้ไปดูของ ไปช้อปปิ้ง เผื่อฟลุ๊กมีใครอยากเสียเงิน (หุหุ) พวกเราถือโอกาสแค่เข้าห้องน้ำ แล้วก็เดินดูของไปพลางๆ เท่านั้นเอง … เดินทางถึง Ninh Binh แล้ว เราก็ไปท่องเที่ยวตรงที่เขาว่าเป็นวัดหลวงของพระมหากษัตริย์ของที่นี่ซะหน่อย รู้สึกจะชื่อ Cố đô Hoa Lư มีค่าเข้าชมด้วยนะ ผู้ใหญ่ 10,000 ด่อง ส่วนเด็ก 3,000 ด่องครับ ตรงนี้เขาแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งอ่ะ ฝั่งนึงเป็นของกษัตริย์พระองค์แรก อีกฝั่งเป็นของกษัตริย์พระองค์ที่สอง แต่ไกด์เขาชี้ให้เห็นว่า ฝั่งของกษัตริย์องค์ที่สองนั้นไม่หรูหราเท่าของพระองค์แรก คุณไกด์เธอบอกว่าเป็นเพราะผู้คนนับถือพระองค์แรกมากกว่า … อืมมมมม

 

โมเดลจำลองสถานที่ที่เรามาวันนี้

โมเดลจำลองสถานที่ที่เรามาวันนี้

 

ตรงนี้คุณไกด์แนะนำให้รู้จักกับต้นไม้ที่เอาไว้ใช้ทำตะเกียบ … เขาว่ามันมีคุณสมบัติพิเศษ คือ เนื้อไม้มันจะใช้ตรวจจับพิษในอาหารได้ หากอาหารมีพิษ เนื้อไม้มันจะเปลี่ยนไปเป็นสีดำ … ในวัดหลวงนี่มีการปลูก เพราะกษัตริย์พระองค์แรกนั้นถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยาพิษ … อ่อ วัวหายแล้วล้อมคอกสินะ

 

ประตูจะมี 3 บาน บานกลางไว้ให้กษัตริย์และเชื้องพระวงศ์ใช้

ประตูจะมี 3 บาน บานกลางไว้ให้กษัตริย์และเชื้องพระวงศ์ใช้

 

ประตูของวัดหลวงนี่ทำมาแปลกๆ คือ มีสามบาน บานตรงกลางจะใหญ่ อีกสองบานข้างๆ จะเล็ก เขาว่าตรงกลางน่ะ เอาไว้ให้สำหรับพระมหากษัตริย์ พระราชินี และเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายเดินเข้าออก ส่วนบานเล็กๆ ก็ของลิ่วล้อ แต่ตอนนี้ใครๆ ก็ใช้บานกลางได้แล้ว เหอๆ (ซะงั้น)

ชาวบ้านแถวนี้พยายามจะขายหมวกแบบเวียดนาม และ กล้วย (เห็นพวกเราเป็นช้างรึไงเนี่ย) ให้กับพวกเรา … คนเฒ่าคนแก่ก็มาขาย ให้อารมณ์เหมือนที่เราเจอคุณยายเดินขายทองม้วน ลูกอม ตุ๊กตา ใน กทม ยังไงยังงั้น
จบจากตรงนี้ เราแวะไปทานข้าวครับ เป็นบุฟเฟ่ต์ที่มีอะไรให้เลือกหลากหลายดี บางอย่างก็จืดชืดไร้รสชาติ (แม้กระทั่งรสอร่อย … อาหารเวียดนามหลายๆ อย่างนี่ไม่ถูกปากคนไทยอย่างแรง) ในขณะที่บางอย่างก็รสชาติพอใช้ได้ โดยเฉพาะ อาหารที่สุดจะเป็นสากลของพวกเราชาวเอเชีย (เลยละมั้ง) คือ มาม่า (ก็บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของที่นี่นั่นแหละ) มีรสชาติที่สุดแล้ว … นอกจากนี้ยังเห็น Kholranbi Salad อ่ะ หน้าตาตอนแรกนึกว่าส้มตำ แต่มันเป็นหัวไช้เท้า (คิดว่าใช่นะ) กับแครอท เอามาคลุกๆ กัน ใส่พริกนิดหน่อย (นิดเดียวจริงๆ) และมีกระเทียมอีกนิด (นิดเดียวอีกเช่นกัน) คลุกกับน้ำส้มสายชู เปรี้ยวๆ ไว้กินคู่กับพวกอาหารจืดๆ อื่นได้ดี

ทานอาหารเสร็จ ได้เวลาลงเรือท่องฮาลองบ๊กครับ … ที่นี่เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับคนที่รู้สึกว่าอยากไปสัมผัสบรรยากาศแบบ ฮาลองเบย์ (ฮา ภาษาเวียดนามแปลว่าแม่น้ำ) แต่ที่ฮาลองบ๊กนี่จะเงียบกว่า คนจะไม่พลุกพล่านมาก … ค่าเรือ รู้สึกจะ 80,000 ด่องต่อคน แต่ว่าเขาระบุเลยว่า not more than two foreign visitors on perboat หรือก็คือ เรือลำนึง มีผู้โดยสารเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ไม่เกิน 2 คนฮะ (แต่ผมก็แอบเห็นมีบางลำ … แต่ไม่ใช่มาจากกรุ๊ปทัวร์ผม … ที่มาที 4 คนก็มี)

 

มาฮาลองบ๊ก นั่งเรือพายเข้าไปสัมผัสชีวิตชาวบ้าน

มาฮาลองบ๊ก นั่งเรือพายเข้าไปสัมผัสชีวิตชาวบ้าน

 

หลักๆ ก็คือ การพายเรือพานักท่องเที่ยวชมวิวทิวทัศน์นี่แหละ … ประเทศไทยเราก็มีอะไรแบบนี้เหมือนกัน แต่ของที่นี่เป็นการพาชมวิวภูเขา แม่น้ำ และชาวบ้านที่ทำนาในพื้นที่แถบนี้ ได้บรรยากาศแบบชนบทๆ จริงๆ คนพายเรือนี่เชี่ยวชาญสุดๆ ครับ แบบว่าสามารถใช้ขาพายได้อะครับพี่น้อง ส่วนสองมือนี่กอดอก เท้าคาง หยิบของมากิน หรือแม้แต่จะถ่ายรูปนักท่องเที่ยวก็ได้

 

เมพไม่เมพ ใช้เท้าพายเรือได้แล้วกัน

เมพไม่เมพ ใช้เท้าพายเรือได้แล้วกัน

 

และเช่นเคย ก็มีการหาเงินด้วยการถ่ายรูปนักท่องเที่ยว แล้วเอามาขายด้วย … เหมาะอย่างยิ่งที่เราจะถ่ายรูปพวกเขาเช่นกัน เพราะพี่แกใช้เท้าพายเรือตามเรา มือก็กดชัตเตอร์กล้องไปเรื่อยๆ เก่งเมพโคตรๆ อ่ะ
ระยะทางไกลพอสมควร (ถ้าไม่ใช้ขาพายด้วย เมื่อยตายชัก) มาถึงจุดกลับเรือ มีแม่ค้าเข้ามาขายขนม … ถ้าใจแข็งไม่ต้องซื้อ ถ้าใจอ่อนก็ซื้อไปเถอะ รวมๆ แล้ว เสียเงินไปซัก 100,000 ด่อง (ราวๆ 143 บาท) แม่ค้าเขาก็สบายใจแล้ว ถ้าจะให้ดีนะ ให้เป็นเงินไทยเลย แม่ค้าที่นี่ชอบ และจะได้ไม่ต้องโดนขอสองเด้ง คือ ถ้าจ่ายเป็นด่องหรือดอลล่าห์ แม่ค้ารู้ว่าเราเป็นคนไทย ก็จะพยายามขอแบงก์ 20 เราอีก (ถ้าเราพกเงินไทยไปด้วย)

ถ้าเราไม่ซื้อ เราจะเจอมุกขอให้ช่วยซื้อของให้กับคนพายเรือ … ถ้าคนพายเรือเป็นผู้ชายเราก็คงจะใจแข็งได้ง่ายๆ แต่ถ้าเป็นผู้หญิง อารมณ์อาซิ่มนี่ เราก็อยากจะช่วยๆ เขาใช่ไหมล่ะ? พอเราซื้อให้เขา เขาก็ขอบคุณ ดีใจ แต่พอวกเรือกลับแค่นั้นแหละ พอเราเผลอไปมองเส้นทาง อาซิ่มแกส่งของคืนเพื่อนไว้ให้ขายต่อเฉยเลย … เหยดดดดด … ตูหันมาเจอพอดี 555

 

 

ดูเอาแล้วกัน โดนปะเหลาซื้ออะไรกันมาบ้าง เหอๆ

ดูเอาแล้วกัน โดนปะเหลาซื้ออะไรกันมาบ้าง เหอๆ

 

ระหว่างทางกลับ ทุกลำจะแวะข้างทางครับ ไม่ใช่อะไร คนพายเรือจะเปลี่ยนมาเป็นแม่ค้าไปในบัดดล มีทั้งผ้าปูโต๊ะ ภาพวาดในแบบที่ปักเป็นด้าย กระเป๋าเงินผู้หญิง อะไรแบบเนี้ย พยายามเกลี้ยกล่อมขายให้เราอยู่นานมาก นานจนรู้สึกว่า ถ้ากรูไม่ซื้อนะ เขาคงไม่พายเรือต่อไปแน่ๆ เลย อะไรแบบเนี้ย … ถามว่าราคาแพงไหม? กระเป๋าสองใบ 100,000 ด่อง (ถ้าจ่ายเป็นด่อง) หรือ 120 บาทไทย (ถ้าจ่ายเป็นเงินไทย) ก็ราคาพื้นฐานครับ ถ้าคิดว่าจ่ายๆ แล้วจะได้ล่องเรือกลับไปเร็วๆ ก็จัดไปเถอะ … แต่ให้รู้ไว้ก่อนนะครับว่า หลอกฟันเราขนาดนี้แล้ว ตอนจบน่ะ ยังจะขอทิปเราอีก 1 เหรียญสหรัฐเป็นอย่างต่ำนะครับ อันนี้บอกเลย ทิปเนี่ยไม่ให้ไม่ได้ เป็นธรรมเนียม แต่ถ้าโดนฟันเรื่องขนมและกระเป๋าเงินผู้หญิง/ผ้าปูโต๊ะ มาแล้ว จงใช้มันเป็นข้ออ้าง แล้วจ่ายไป 1 เหรียญสหรัฐพอ (ถ้าเกิดพกแต่เงินไทยกับด่อง เลือกเอาเลยระหว่าง 20,000 ด่อง กับ 20 บาท … จ่ายเป็นด่องคิดเป็นเงินไทยแล้วแพงกว่า แต่เงินด่องเอากลับมาแลกที่ไทยก็ไม่คุ้มเท่าไหร่ เลือกเอาแล้วกัน)

และเมื่อขึ้นมาถึงฝั่ง ทีนี้แหละ ไอ้พวกที่ถ่ายรูปเราไว้ จะพริ้นรูปแล้วเคลือบพลาสติกใสแบบง่อยๆ เอามาพยายามขายเรา รูปละ 1 เหรียญสหรัฐอีก จริงๆ ก็ถือว่าไม่แพงนะ ถ้าเทียบกับที่เราเจอในประเทศไทย ที่ฟันหัวแบะของแท้ แต่ถ้าเราไม่อยากได้ ก็ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องไปเกรงใจเขา … แต่ถ้าอยากได้ ก็อย่าเพิ่งไปซื้อ พยายามเล่นตัวไว้ เพราะของพวกนี้มันพริ้นมาแล้ว เอาไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เขาไม่ขายเราเขาก็ขาดทุน ดังนั้น พยายามต่อรองให้ได้ 2 รูป ต่อ 1 เหรียญสหรัฐครับ (แต่โดยส่วนตัว ผมโดนไป 1 รูปต่อ 1 เหรียญสหรัฐ … แต่ตอนหลัง อีก 2 รูปมันขายไม่ออก มันมาขายแค่ 1 เหรียญสหรัฐเอง … ฮา)

จบตรงนี้แล้ว เราก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นต่อแล้ว เราก็กลับฮานอยครับ … การเดินทางกลับไม่ยืดเยื้อ เพราะเขายิงตรงกลับมาฮานอยเลย แถมผู้โดยสารก็หมดแรงกันหมดแล้ว หลับกันเป็นแถว … เว้นแต่ชาวอเมริกันที่นั่งอยู่ด้านหลัง ชวนคนเกาหลีคุยตลอดทางเลยอ่ะ

 

มื้อค่ำที่ฮานอย ที่พวกเราจัดไปห้าแสนด่อง

มื้อค่ำที่ฮานอย ที่พวกเราจัดไปห้าแสนด่อง

 

มาถึงฮานอยแล้ว พวกเราก็มารับกระเป๋าที่ฝากเอาไว้ที่โรงแรม … โรงแรมใจดี ให้เปิดห้องใช้ได้ 1 ชั่วโมงนิดๆ เพื่ออาบน้ำ เตรียมตัวไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟฮานอย เพื่อเดินทางไปซาปา … ถ้าเรากลับจากซาปาแล้วจะมาพักที่นี่ต่อ พวกเขายินดีช่วยเฝ้ากระเป๋าสัมภาระส่วนเกินให้ด้วยนะ จะได้พกไปแต่ของที่จำเป็น … แต่พวกเราไม่ใช้บริการครับ เพราะเสื้อผ้าส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะเสื้อกันหนาว) อยู่ในกระเป๋าใหญ่หมด เราเลยเลือกที่จะลากปุเลงๆ มาที่สถานีรถไฟดีกว่า
หม่ำมื้อเย็นที่ข้างๆ โรงแรมนั่นแหละ ร้านอารมณ์ร้านข้าวราดแกงของไทย ชี้ๆ ตักๆ กินๆ ไม่ต้องใช้ภาษาอะไรมากนอกจากภาษามือ อร่อยดี … แต่อาหารของเวียดนามนี่ มันมีหลายๆ อย่างที่ต้องกินร่วมๆ กัน ไม่งั้นรสชาติไม่บาลานซ์อ่ะ เช่น หมูสับผัดซอสเนี่ย มันเค็มมากมาย แต่พอเอามากินร่วมกับผักกวางตุ้งแล้ว เฮ้ย กลมกล่อมพอดีเลย อะไรแบบเนี้ย … มื้อนี้หมดไปห้าแสน …. ด่อง … หุหุ

 

สถานีรถไฟฮานอย

สถานีรถไฟฮานอย

 

รถแท็กซี่มารับเราไปขึ้นรถไฟ Orient Express ชั้น Deluxe เป็นตู้นอน เพื่อนอนเดินทางไปตลอดทางถึงซาปา (จริงๆ ไปไม่ถึง มันต้องนั่งรถต่อไปอีกพักนึง) … และเมื่อท่านผู้อ่านอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมก็กำลังใช้ Dell XPS12 Duo พิมพ์บล็อกนี้อยู่บนรถไฟนี่แหละครับ … เลือกใช้ Dell XPS12 Duo สำหรับทริปนี้ เพราะว่าความเป็น Ultrabook น้ำหนักเบา แต่สเปกแรง มีประสิทธิภาพพอที่จะทำได้ทุกๆ อย่างที่อยากจะทำ … ยกเว้น มันไม่มีช่องเสียบ SD Card สำหรับโอนย้ายรูปที่ถ่ายออกมาจากกล้องวุ้ย ต้องเอา USB Card Reader มาเองนะพี่น้อง

 

ตู้นอนระดับ Deluxe ของ Orient Express

ตู้นอนระดับ Deluxe ของ Orient Express

 

หลายคนอ่านว่าผมใช้ Notebook เขียนบล็อกบนรถไฟแล้วอาจจะรู้สึกว่า ไม่กลัวแบตหมดเหรอ? ขอบอกว่าไม่กลัว เพราะรถไฟนี้มีปลั๊กไฟให้ใช้ด้วยอ่ะ เสียบปลั๊กและถือโอกาสชาร์จแบตเตอรี่ไปในตัวเลยแล้วกัน อิอิ … ตู้นอนเขาดูหรูหราดีนะ นอนได้ 4 คนครับ … พวกเรามากัน 6 คน เลยให้สาวๆ 4 คนอยู่ห้องเดียวกัน ส่วนชายหนุ่มอีกสองคน ไปอยู่อีกห้อง เป็นเพื่อนร่วมห้องกับสองสามีภรรยาชาวเวียดนาม

 

@Banyong จิบไวน์ก่อนนอน ... ตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้ว เหล้าเวียดนามไม่ถูกปากคนไทย (ฮา)

@Banyong จิบไวน์ก่อนนอน … ตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้ว เหล้าเวียดนามไม่ถูกปากคนไทย (ฮา)

 

ตอนนี้สองสามีภรรยานอนไปแล้ว @Banyong เพื่อนผมก็นอนแล้วเช่นกัน 22:11 แล้ว ผมขอตัวไปนอนบ้างดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยมาต่อในวันที่สามนะ … เที่ยวซาปา

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

1 Response

  1. Som says:

    ยอดเยี่ยมมากครับ

Leave a Reply

%d bloggers like this: