หิ่งห้อยไดอารี่ (11)

 

วันศุกร์ที่ผ่านมา SET เปิดตัวหวือหวามาก คือ ตกลงไปต่ำกว่า 1400 จุดในตอนเช้า รู้สึกว่าเม่าแตกกระเจิงเลย หลังจากที่มันขึ้นๆ ลงๆ แบบ Sideway อยู่หลายวัน ใครที่เป็นมือใหม่ แล้วไล่เก็บหุ้นที่คิดว่ากำลังอยู่ในขาขึ้นหลายๆ ตัว มาเจอจังหวะนี้เข้าให้นี่ เรียกจุดวัดใจกันเลยนะครับ … แต่แน่นอนว่าสุดท้าย ตอนบ่ายของวันมันก็รีบาวด์กลับไปได้อยู่ และปิดที่ 1412.06 จุด +6.07 จุด เลยดูๆ แล้ว เหมือนตอนเช้านี่ทุบหุ้นวัดใจแมงเม่าทั้งหลาย เพื่อบรรดาจ้าวทั้งหลายจะได้ไล่เก็บของถูกที่เม่าๆ เขาร้อนตัวปล่อยของกันออกมา

โดยส่วนตัว ผมเองก็ถูกทดสอบจิตใจด้วยเหมือนกัน เพราะผมสอยหุ้นมาตัวนึงในจังหวะขาลง แต่ผมกะผิดไปนิด คือ คิดว่า 5.30 บาทมันน่าจะลงมาสุดแล้ว ที่ไหนได้ มันยังลงต่อไปได้อีก เลยไปถัวอีกทีที่ 5.20 บาท แต่มันก็ยังลงดิ่งต่อไปอีก น่ากลัวมากวันนั้น (ลงจา 5.50 ไป 5.10 คิดเป็น -7.03% เลยทีเดียว) แต่สุดท้ายผมตัดสินใจว่า หุ้นตัวที่ซื้อมาพื้นฐานมันดีอยู่ และสถานการณ์ที่เกิด มันสถานการณ์วัดใจเม่า เหล่าหิ่งห้อยแบบผม ไม่ควรจะไปตกใจ และในตอนบ่าย ผมก็สามารถปล่อยของออกได้ที่ 5.40 บาท ตามที่ตั้งใจไว้ครับ

 

กราฟดัชนี SET 1 ปีที่ผ่านมา

 

สำหรับมือใหม่หัดเล่นหุ้น และผู้ที่โลกสวย เห็นแสงเรืองรองของ SET ที่เติบโตมาจากระดับพันต้นๆ มาจนถึงพันสี่ร้อยกว่าๆ มาเจอตลาดลงวันเดียวเป็นสิบจุดแบบนี้ และหุ้นบางตัวที่ถืออยู่ อยู่ๆ มูลค่าหายไปเกือบ 10% แทนที่จะอยู่นิ่งๆ แบบ Sideway หรือ เพิ่มมูลค่าขึ้น คงตกใจ ยิ่งถ้าไม่ได้ศึกษาพื้นฐานของหุ้นมาดีพอ อาจจะรู้สึกว่า “เฮ้ย! มันเกิดอะไรขึ้น(วะ)” แล้วทำตัวไม่ถูก จากนั้นก็จะนึกถึงคำว่า Cut Loss

ผมเคยเขียนถึงเรื่องการ Cut Loss เอาไว้ ใน ตำนานหิ่งห้อย บทที่ 6 แนะนำว่าไปอ่านดูหน่อยก็ดีนะครับ … แต่เผื่อใครอยากถามผมว่า แล้วมูลค่าหุ้นหายไปเท่าไหร่ถึงจะ Cut Loss ดี ผมขอตอบตรงนี้เลยว่า มันแล้วแต่ว่าคุณจะยอมรับได้ที่เท่าไหร่ ความเห็นส่วนตัว ผมดูเป็น % ครับ ผมดูเป็นเม็ดเงินดีแทน เพราะถ้าลงทุนไปแค่ 10,000 บาทละก็ 10% มันก็แค่พันเดียว มันอาจจะยังพอวัดใจกันได้ แต่ถ้าเกิดลงทุนหุ้นตัวนี้ไป 100,000 บาท แล้วมูลค่าหายไป 10% นั่นเท่ากับ 10,000 บาท … แต่ก็อีกนั่นแหละนะ สำหรับบางคนที่มีเงินหลายสิบล้าน การขาดทุนแค่ 10,000 บาทก็อาจจะเป็นอะไรที่ยอมรับได้อ่ะ

อันนี้ต้องถามใจตัวเองล้วนๆ

ผมแบ่งการตัดสินใจเป็น 2 ส่วนครับ … กองที่ผมซื้อเป็นหุ้นพื้นฐานดี ผมมีความมั่นใจว่ามูลค่าพื้นฐานของมันยังดีอยู่ ที่หุ้นมันตกไป มันเพราะปัจจัยที่เป็นผลระยะสั้น การที่ราคาลงมาแบบนี้ ผมจะถือโอกาสถ้ามีเงิน จะไปช้อนเก็บไว้เพิ่มซะเลย เพราะมั่นใจว่าหุ้นมันราคากลับไปที่เก่า หรือสูงกว่าเก่าอีกก็ได้ ช้อนราคาถูกมาได้ ก็ยิ่งทำให้พอร์ตเราใหญ่ขึ้น กำไรเรามากขึ้น (ผมเพิ่งทำไปเมื่อวันศุกร์ … ฮา) แต่หากมันเกิดสาละวันเตี้ยลงเอาๆ จนเงินต้นหายไปซัก 2-3 พันบาท ผมก็คงจะต้องรีบตัดสินใจ Cut Loss แล้วครับ เพราะผมเป็นพวกเงินน้อย มาลงทุนหุ้นเพราะต้องการให้เงินต้นมันงอกเงย ไม่ใช่หดลงๆ ครับ ผมเลือกที่จะกำไรน้อยๆ (แต่ขอให้มากกว่าฝากเงินกับธนาคาร) แต่เงินต้นไม่เสี่ยงจะหดหายมากก็พอแล้ว

อีกกองหนึ่ง ที่ผมเตรียมเงินเอาไว้เล่นระยะสั้น (แบบที่ผมอธิบายไปในหิ่งห้อยไดอารี่ตอนที่ 10 อ่ะ) กรณีแบบนี้ ผมจะ Cut Loss ไว้มาก … ไม่ใช่ไม่ไว้ใจในหุ้นนะครับ แต่เป้าหมายของผมคือ การทำเงินจากหุ้นให้ได้ 900-1,000 บาท ต่อ 1-2 วัน ดังนั้น หากคิดว่าราคามันจะลงไป แล้วไปทรุดอยู่ตรงนั้นอยู่หลายวัน แม้มันจะเล็กน้อย ก็ไม่ควรเอาเงินไปจมอยู่ในนั้น ยอมขาดทุนเล็กน้อย แล้วเอามาทำกำไรคืนจากหุ้นตัวอื่นดีกว่า … กรณีนี้ผมก็ทำมาแล้ว เช่น ซื้อหุ้นมา 2.02 บาท แต่ปรากฏว่าราคามันไม่กระดิกไปไหนเลยตลอดวัน (ทั้งๆ ที่คาดว่าจะขึ้นอ่ะนะ … ซึ่งมันก็ขึ้นมาจริงนะ แต่อีก 2 วันให้หลัง ซึ่งหากผมไม่ขายขาดทุนไป ก็จะกำไรราวๆ 800 บาท) ผมเลยตัดสินใจ ขายที่ 2.02 บาทไป ซึ่งนั่นทำให้ผมขาดทุนค่าคอมมิชชั่นไปราวๆ 20 กว่าบาท แล้วเอาเงินไปซื้อหุ้นอีกตัว ซึ่งสามารถซื้อและขายได้กำไรราวๆ 900 บาทในวันนั้นเลย

ตรงนี้ผมได้กำไรไล่เลี่ยกันนะครับ ถ้าไม่ขายแล้วรอ 2 วัน ผมก็ยังคงได้กำไรพอๆ กันอยู่ แต่การที่ผมตัดสินใจขายขาดทุนนิดหน่อยไป มันทำให้ผมได้กำไรเท่าๆ กัน และมีเวลาอีก 2 วันในการเอาเงินกองนั้นไปหากำไรเพิ่ม … เห็นไหมครับ ระดับการตัดสินใจที่จะ Cut Loss มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลย อย่างหลังนี่ผมแทบจะไม่ให้เสียจังหวะเลย รีบ Cut Loss โดยไว เพราะ Loss ในแบบหลังมันไม่ใช่มูลค่าของเงินต้นที่สูญหายไปครับ แต่เป็นมูลค่าของกำไรที่ผมจะอดทำ หากยังปล่อยให้เงินไปจมอยู่ในหุ้นกองนี้นั่นเอง

@kafaak

ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่ต๊อกต๋อย เคยเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภายหลังเลือกงานที่ให้เวลากับชีวิต เพื่อมาอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีมากกว่า ปัจจุบันเป็นทั้งไอทีต๊อกต๋อยในสถานศึกษา เป็นบล็อกเกอร์ต๊อกต๋อยที่เขียนไปเรื่อยทั้งเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย การตลาดดิจิตอล และจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง และเป็นวิทยากรรับเชิญด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิตอล และโซเชียลมีเดีย เป็นบางครา

You may also like...

Leave a Reply

%d bloggers like this: